กรี๊ง~~~
ณ เวลา 05:00 น. เสียงนาฬิกาปลุกจากโทรศัพท์ดังขึ้น
"ฮึบ"
เด็กหนุ่มคนหนึ่งดีดตัวะโลุกขึ้นจากเตียงด้วยความรู้สึกงัวเงียเล็กน้อย จากนั้นก็เอื้อมมือไปหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแล้วจึงปิดนาฬิกาปลุกที่แจ้งเตือนอยู่นั้นไป
เด็กหนุ่มเริ่มยืดเส้นยืดสาย หลังจากที่รู้สึกสบายตัวขึ้นก็เดินเข้าไปที่ห้องน้ำ จัดแจงธุระตัวเองในห้องน้ำอย่างเสร็จสรรพหลังจากที่เดินออกมาจากห้องน้ำ อาการงัวเงียก็หายไปจากใบหน้าของเด็กหนุ่มจนหมดสิ้น คงเหลือไว้เพียงความกระฉับกระเฉงสดชื่นกระปรี้กระเปร่า
"เอาล่ะวันนี้ก็เหมือนอย่างเคย ออกกำลังกายยามเช้าสองชั่วโมงจากนั้นค่อยกลับมาแต่งตัวไปโรงเรียนเหมือนอย่างทุกที" เด็กหนุ่มพูดงึมงำกับตัวเองเหมือนกับทุกวันที่ผ่านไป สำหรับเขานี่คือ่เวลาที่เพอร์เฟคที่สุด สมดุลและสมเหตุสมผลที่สุด การออกกำลังกายยามเช้าสองชั่วโมงถือเป็กิจวัตรประจำวันของเขา เขาทำเช่นนี้ทุกวันไม่เคยขาด ไม่ว่าจะแดดออกหรือฝนตกเขาก็ไม่เคยหยุดพัก
เด็กหนุ่มมีความฝัน เขานั้นอยากจะเป็จอมยุทธท่องเที่ยวไปทั่วโลกเพื่อการนั้นจึงจำเป็ต้องมีร่างกายที่แข็งแรง แต่ด้วยสภาพการของปัจจุบันมีทั้งรถยนต์ รถไฟฟ้า เครื่องบิน และพาหนะที่แสนสะดวกสบายอีกหลายอย่างทำให้ร่างกายที่ฝึกฝนมาไม่ได้ถูกดึงศักยภาพออกมาใช้อย่างเต็มที่
เพราะฉะนั้นเด็กหนุ่มจึงเอาพละกำลังที่เหลือล้นเหล่านี้ไปลงกับศิลปะการต่อสู้ อย่างเทควันโด ไอคิโด้ ยูโด เคนโด้ คาราเต้ มวยไทย มวยจีน ศิลปะการต่อสู้เหล่านี้เด็กหนุ่มล้วนแล้วแต่ทำได้ดีทั้งหมด ใน่เวลาที่ต้องพักร่างกายจากการฝึกฝนศิลปะการต่อสู้เด็กหนุ่มจะศึกษาวิชาคอมพิวเตอร์ และขอคำแนะนำจากอาจารย์ผู้รู้อยู่อย่างสม่ำเสมอ
ถามว่าทำไมถึงเป็วิชาคอมพิวเตอร์ไม่ใช่วิชาอื่นน่ะเหรอ? เหตุผลก็ง่ายนิดเดียววิชานี้หาเงินได้เร็วกว่าวิชาอื่นน่ะสิ อีกทั้งยังง่ายและสะดวก แค่รับจ้างทำโปรเจคแค่วันละสองสามโปรเจค แค่นี้ก็มีเงินใช้เป็กอบเป็กำแล้ว เด็กหนุ่มเป็เด็กกำพร้าพ่อแม่ของเด็กหนุ่มประสบอุบัติเหตุเสียไปั้แ่เขายังเล็ก
ทำให้เขาต้องหาเลี้ยงชีพด้วยตัวเอง ในเมื่อชีวิตมันไม่เอื้ออำนวยเช่นนั้นก็ต้องดิ้นรนด้วยตัวเอง ่แรกของการใช้ชีวิตมักยากเสมอ แต่โชคยังดีที่นโยบายเรียนฟรีของรัฐบาลใช้ได้จริง ใน่ประถมเด็กหนุ่มถึงพอเอาชีวิตรอดมาได้อย่างไม่ยากลำบากนัก แต่พออายุมากขึ้นค่าใช้จ่ายก็เยอะขึ้นเป็เงาตามตัว
สุดท้ายเลยต้องหาวิธีเลี้ยงชีพตัวเองอย่างจริงจัง เพราะสมบัติพัสถานที่พ่อแม่เหลือทิ้งเอาไว้ให้ ไม่ได้มีมากมายให้เขาใช้ไปจนแก่ สักวันสมบัติเหล่านี้มันก็ต้องหมดไป เด็กหนุ่มย่อมไม่งอมืองอเท้าขอใครกินฟรีๆ
เมื่อเริ่มเข้ามอต้นเด็กหนุ่มได้เรียนวิชาคอมพิวเตอร์ จากนั้นก็นึกสงสัยในปัญหาเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์อยู่หลายส่วน ทั้งส่วนประกอบที่เป็ฮาร์ดแวร์และข้อมูลด้านในที่เป็ซอฟต์แวร์ เขาเริ่มไปหาอาจารย์ที่ปรึกษาเพื่อขอคำชี้แนะ ใน่แรกอาจารย์ที่ปรึกษารู้สึกแปลกใจแต่หลังจากนั้นไม่นานอาจารย์ที่ปรึกษาก็มองเห็นถึงความตั้งใจของเด็กหนุ่ม
อาจารย์ที่ปรึกษาคอยให้คำแนะนำกับเด็กหนุ่มมากมาย ทั้งยังตอบคำถามด้วยความจริงจังและเอาใจใส่ ความสงสัยมากมายของเด็กหนุ่มล้วนถูกอาจารย์ที่ปรึกษาแก้ไขปัญหาให้ทีละข้อทีละข้อ จนในที่สุดเด็กหนุ่มก็มีความเข้าใจที่มากยิ่งขึ้น เขาเริ่มศึกษาวิธีการเขียนโค้ดโดยมีอาจารย์ที่ปรึกษาคอยให้คำชี้แนะ
เด็กหนุ่มใช้ความรู้ที่ร่ำเรียนมาหาเลี้ยงชีพตัวเอง จนในที่สุดวันหนึ่งเด็กหนุ่มก็ได้รู้จักกับสิ่งที่เรียกว่า มังงะ อนิเมะ นิยายกำลังภายใน เื่เหล่านี้เป็สิ่งที่เปิดจินตนาการมากสำหรับเด็กหนุ่ม ตอนเด็กเขาไม่ค่อยได้สนใจกับสิ่งเหล่านี้สักเท่าไหร่เลย เหตุผลอาจจะเกิดจากการด่วนจากไปของพ่อแม่ของเด็กหนุ่ม
ทำให้เขาไม่ได้รับความรักและความเอาใจใส่จากครอบครัวเหมือนกับเด็กคนอื่นๆ มันทำให้เด็กหนุ่มรู้สึกหากไม่ดิ้นรนก็จะอดตาย หากไม่สู้ก็จะไม่มีที่ยืนในสังคม เื่เหล่านี้ถือว่าน่ากลัวมากสำหรับเด็กหนุ่ม ทำให้เขาไม่อยากที่จะเข้าสังคม จนกระทั่งได้มารู้จักกับสิ่งมหัศจรรย์เหล่านี้จากนั้นวิถีชีวิตของเขาก็ได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
จากแต่เดิมเป็เด็กหนุ่มที่ไร้ความฝัน ตอนนี้เขามีความฝันแล้วคือการเป็จอมยุทธท่องเที่ยวไปในยุทธภพพบเจอกับเหล่ามิตรสหายมากมาย เหมือนกับนิยายที่เขาเคยได้อ่าน เหมือนกับการ์ตูนที่เขาเคยได้ดู เพราะฉะนั้นเด็กหนุ่มจึงเริ่มเรียนวิชาศิลปะการต่อสู้ และเริ่มฝึกฝนร่างกายของตัวเองทุกเช้าตลอดหลายปีที่ผ่านมา แล้วหวังว่าในสักวันหนึ่งเขาจะได้เป็จอมยุทธอย่างที่เขาหวังเอาไว้
"เอ่าล่ะเริ่มจากการวิ่งรอบสนามสิบรอบก็แล้วกัน" เด็กหนุ่มออกสตาร์ทจากลู่วิ่งด้วยความเร็วคงที่ เขาไม่ได้วิ่งเร็วมากนัก่แรกของตอนเช้าร่างกายยังคงฝืดอยู่เพราะฉะนั้นต้องวอร์มอัพร่างกายให้ดี หากฝืนอาจจะทำให้ตัวเกร็งและเป็ตะคริวได้ เพราะใน่แรกของการฝึกเขาก็เป็ตะคริวอยู่บ่อยครั้ง
ฝึกฝนมานานขนาดนี้ย่อมต้องเรียนรู้ได้เองเป็ธรรมดา ว่าควรจะทำอย่างไรให้ร่างกายมันเข้าที่จากนั้นค่อยดึงศักยภาพร่างกายออกมาให้ถึงขีดสุด
หลังจากที่วิ่งได้แปดรอบสนามร่างกายก็เริ่มชุ่มชื้นรู้สึกได้ว่าเืลมสูบฉีดมากขึ้น เด็กหนุ่มเริ่มมีอาการหอบเล็กน้อย ในระหว่างที่วิ่งอยู่นั้นเส้นขอบฟ้าแสงสว่างก็เริ่มสาดแสงส่องเข้ามายังโลก ทำให้วิสัยทัศน์ที่มืดสลัวมัวมนเริ่มสว่างขึ้นมา แสงแดดยามเช้างดงามเสมอทำให้รู้สึกจิตใจชุ่มชื้นกระปรี้กระเปร่าทุกครั้งที่ได้เห็นมัน
พอวิ่งได้ถึงรอบที่สิบผู้คนที่มาออกกำลังกายตอนเช้าก็มากขึ้น ในจำนวนผู้คนที่มากขึ้นมีหญิงสาวสวยสะดุดตาเธอสวมชุดสปอร์ตบราเริ่มวอร์มอัพร่างกายด้วยท่าทางต่างๆ
เด็กหนุ่มก็อดไม่ได้ที่จะหันไปมอง ก็ช่วยไม่ได้นี่นามีคนสวยๆแต่งตัวมาให้ดูแล้วทำไมถึงจะไม่ดูล่ะ แน่นอนว่าไม่สามารถดูอย่างโจ่งแจ้งได้ทำได้แค่เพียงชำเลืองมองเท่านั้น หากมองตรงๆนั่นถือเป็การเสียมารยาท
'มีอาหารตาตอนเช้าก็ดีเหมือนกันแฮะ' เด็กหนุ่มคิดในใจ
หลังจากชำเลืองมองอยู่แว๊บนึงเด็กหนุ่มก็เริ่มกลับมามีสมาธิกับตัวเอง จากนั้นก็ออกวิ่งเต็มฝีเท้า เด็กหนุ่มรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าเืลมของเขาตอนนี้กำลังเดือดพล่าน แม้จะเริ่มมีความรู้สึกเหนื่อยหอบแต่เขาก็ยังยิ้มขณะที่วิ่งอยู่ เสียงหัวใจเริ่มเต้นเร็วขึ้น หนักขึ้น และแรงขึ้น ใบหน้าของเด็กหนุ่มตอนนี้เต็มไปด้วยเม็ดเหงื่อดูแล้วมีเสน่ห์หล่อเหลาอย่างยิ่ง
หลังจากที่วิ่งไปแล้วหลายรอบกำลังก็เริ่มตกลงเป็ลำดับ เด็กหนุ่มเริ่มที่จะหยุดวิ่งแล้วเปลี่ยนเป็เดินเพื่อผ่อนคลายร่างกายที่วิ่งมาอย่างหนัก ในระหว่างที่เดินหอบหายใจอยู่นั้นด้านหลังก็มีเสียงใสแจ๋วดังขึ้นมา
"ว่าไงจ๊ะน้องเมฆ วันนี้ก็มาวิ่งคนเดียวเหมือนอย่างเคยหรอ?"
เด็กหนุ่มหันมองตามเสียงก็เห็นว่าเป็หญิงสาวที่เขาแอบชำเลืองมองก่อนหน้านี้ ไม่รู้เป็เพราะความรู้สึกผิดในใจหรือเปล่าทำให้ใบหน้าที่แดงอยู่แล้วของเด็กหนุ่มแดงขึ้นไปอีก
"อ้าวสวัสดีครับพี่ส้ม ผมก็นึกว่าใคร พี่แต่งตัวสวยจนผมจำแถบไม่ได้แหนะ" เด็กหนุ่มพูดขึ้นอย่างเป็ธรรมชาติขณะเดียวกันก็สบตากับหญิงสาว
"คิก~"
"ดูปากนั่นสิทาน้ำผึ้งไว้หรือเปล่า ถ้าผู้หญิงคนอื่นในโรงเรียนได้ยิน พี่ว่าพวกเธอคงหุบยิ้มไม่ลงแน่เลย" หญิงสาวยกมือปิดปากพูดพลางหัวเราะ
"อย่างงั้นเหรอครับ ผมคงต้องระวังตัวไว้แล้วสิ ไม่แน่อาจจะมีเื่เกิดขึ้นจริงๆก็ได้"
"คิก~ บ้ายอเหมือนกันนะเรา ประโยคเมื่อครู่ถ้าพูดกับพี่แค่คนเดียวคงจะดีไม่น้อยเลย" หญิงสาวหัวเราะพูดพลางกระซิบกับตัวเอง
เด็กหนุ่มเห็นท่าทางของหญิงสาวก็รู้ว่าตัวเองโดนแหย่เข้าให้แล้ว เื่ดีๆแบบนี้ใช่ว่าจะมีทุกเช้าที่ไหนกัน ในระหว่างคิดคำพูดแหย่กลับอยู่นั่นเองด้านหลังก็มีเสียงฮือฮาและเสียงกรีดร้องดังขึ้น
"ผู้ชายเฮงซวย เลิกกันไปแล้วก็คือเลิกอย่ามากวนใจจะได้ไหม"
เด็กหนุ่มหันมองไปเห็นชายหญิงคู่หนึ่งกำลังยื้อยุดฉุดกระชากกันอยู่
"ฉันไม่เคยบอกเลิกสักหน่อย แล้วเราจะเลิกกันได้ยังไง การเลิกกันมันต้องยินยอมทั้งสองฝ่าย ถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ยอม นั่นก็เท่ากับว่ายังไม่เลิก ไป!ไปทำอะไรที่มันสนุกกว่านี้กัน"
"ปล่อยนะ ใครก็ได้ช่วยด้วย มีคนจะฉุดผู้หญิง" หญิงสาวที่ยื้อแย่งกับผู้ชายเอ็ดตะโรร้องเสียงดังขึ้นเพื่อขอความช่วยเหลือ
ทันใดนั้นรอบด้านก็มีสายตาหลายคู่จับจ้องมาที่พวกเขา ในสายตาเ่าั้ยังมีสายตาของเด็กหนุ่มที่พินิจดูสถานการณ์อยู่ด้วย
"ขอโทษด้วยนะครับ แฟนผมเป็คนขี้โวยวายไปหน่อย" ชายคนนั้นพูดขึ้น
"เลิกกันไปแล้วยังจะเป็ฟงเป็แฟนอะไรกันอีก ปล่อยมือนะไอ้ผู้ชายเฮงซวย" หญิงสาวกรีดร้องพร้อมทั้งออกแรงสะบัดแขนดีดดิ้นอย่างรุนแรง ปากก็ร้องะโขอความช่วยเหลือ
เด็กหนุ่มมองเห็นสถานการณ์จึงก้าวขาเดินออกไปเพื่อที่จะเข้าไปห้ามปราม แต่ในระหว่างนั้นกลับมีมือขาวอ่อนนุ่มคว้าหมับเข้าที่ต้นแขนของเด็กหนุ่ม
"พี่ว่าอย่าเข้าไปยุ่งเลยจะดีกว่านะ พวกเขาทั้งสองคนเป็แฟนกันเื่แบบนี้มันพูดยาก" หญิงสาวที่คว้าจับต้นแขนของเด็กหนุ่มช้อนสายตาขึ้นและพูดด้วยน้ำเสียงเป็กังวล
เด็กหนุ่มกุมมือหญิงสาวแล้วตบเบาๆก่อนจะพูดขึ้นว่า "ไม่เป็ไรครับ ผมแค่จะเข้าไปห้ามไม่ได้จะทำอะไรรุนแรง" พูดจบเด็กหนุ่มก็เดินเข้าไปหาชายหญิงที่ยื้อยุดฉุดกระชากกันอยู่
"ขอโทษนะครับพี่ เหมือนว่าพี่ผู้หญิงเขาจะไม่ยอมไปกับพี่นะครับ ตรงนี้มีคนมุงดูกันเยอะพี่ปล่อยมือจากพี่ผู้หญิงดีกว่านะครับ" เด็กหนุ่มพูดขึ้นด้วยความสุภาพ
"ไอ้น้องนี่มันเื่ของผู้ใหญ่ เด็กอย่างเอ็งไม่เกี่ยวไสหัวไปจะ....." ชายที่ฉุดกระชากหญิงสาวพูดยังไม่ทันจบฝ่ามือของเด็กหนุ่มก็คว้าเข้าที่แขนของเขาแล้ว
"ไอ้เด็กนี่สงสัยอยากเจ็บตัว เสือกเื่คนอื่นดีนักใช่ไหม" ชายที่ฉุดกระชากหญิงสาว ปล่อยมือจากหญิงสาวแล้วสะบัดแขนของเด็กหนุ่มให้หลุดออกไป จากนั้นก็ควงหมัดขวาตรงปล่อยไปที่ใบหน้าของเด็กหนุ่ม
ทันใดนั้นรอบข้างผู้คนที่มองดูแล้วเห็นเหตุการณ์และคาดการณ์ได้ว่ามันจะบานปลายก็มีเสียงกรีดร้องกันเซ็งแซ่
เด็กหนุ่มมีใบหน้าที่เรียบเฉยเขาเบี่ยงตัวหลบหมัดที่พุ่งเข้ามาเล็กน้อย หันด้านข้างลำตัวให้กับชายคนนั้นขณะเดียวกันก็ใช้สองมือคว้าจับหมัดที่พุ่งเข้ามา เด็กหนุ่มใช้เทคนิคการป้องกันตัวแบบยูโดที่ร่ำเรียนมาจับแขนชายคนนั้นให้มั่นแล้วออกแรงทุ่มสุดกำลัง ร่างของชายคนนั้นลอยขึ้นสูงจากพื้นด้วยองศาที่พอเหมาะ
ท่าทุ่มข้ามหลังนี้ได้องศาที่สวยงามมาก
อึบ!
เสียงกระแทกพื้นดังหนักแน่นชายคนนั้นตาแทบจะเหลือกถลนออกมา เขากลิ้งบนพื้นไปมาอยู่เร้าๆ อยากด่าก็ด่าไม่ได้อยากพูดก็พูดไม่ออก ทำได้เพียงกลิ้งไปมาบนพื้นเพื่อบรรเทาความเ็ป
"พี่สาวไม่เป็ไรนะครับ"
"พี่ไม่เป็ไร แล้วน้องล่ะเจ็บตรงไหนหรือเปล่า" หญิงสาวทั้งใทั้งดีใจ ใที่โดนแฟนเก่าตามรังควาน ดีใจที่มีหนุ่มหล่อเข้ามาช่วย
"ผมไม่เป็อะไรครับ ผมว่าพี่รีบไ................."
"เมฆ! ระวัง!" เด็กหนุ่มพูดยังไม่จบประโยคก็มีเสียงกรีดร้องของหญิงสาวดังขึ้นจากทางด้านหลัง
เด็กหนุ่มหันขวับกลับไปมองขณะนั้นปลายกระบอกปืนก็ได้จ่ออยู่ที่หน้าอกของเขาแล้ว
"เสือกเื่คนอื่นดีนักใช่ไหม....." เสียงชายที่ถูกจับทุ่มพูดขึ้นจนแทบจะผ่านไรฟันออกมา น้ำเสียงของเขาโกรธเกลียดอย่างถึงที่สุด
"อย่าอยู่เลย"
ปัง! ปัง! ปัง! ปัง! ปัง! ปัง!
เสียงะุะเิขึ้นหกครั้ง เด็กหนุ่มรู้สึกเหมือนโดนค้อนั์ทุบเข้าที่หน้าอกหกครั้งหงายหลังล้มทั้งยืน สติของเขาเลือนลางเห็นเพียงหญิงสาวสวมชุดสปอร์ตบราวิ่งเข้ามาหาเขาด้วยสีหน้าตื่นใอย่างถึงที่สุด ก่อนที่สติของเขาจะหมดไปเขาเห็นหญิงสาวคนนั้นร้องห่มร้องไห้อย่างหนัก จากนั้นสติของเขาก็ไม่รับรู้อะไรอีก
โลกทั้งหมดดำมืดไม่ได้ยินสรรพเสียงใดๆทั้งสิ้น ประหนึ่งว่ากาลเวลาได้หยุดนิ่งลง
ณ สถานที่แห่งหนึ่ง เมฆหมอกปกคลุมเหนือยอดเขา จุดสูงสุดของเขาลูกนี้สูงทะยานเยี่ยมเมฆ ณ หน้าผาสูงสุดของยอดเขาลูกนี้ มีเด็กหนุ่มคนหนึ่งกำลังนอนโอดครวญใบหน้าของเขาบิดเบี้ยวเต็มไปด้วยความเ็ปทรมาน
"ไป๋ชิงอวิ๋นเ้านี่มันเป็เศษสวะของเศษสวะจริงๆ การที่เศษสวะอย่างเ้ามีชีวิตอยู่มันช่างรกหูรกตาของข้าจริงๆ" ชายหนุ่มที่มีใบหน้าแข็งกร้าวเหลือบตามองชายหนุ่มที่ชื่อว่าไป๋ชิงอวิ๋นด้วยความเคียดแค้นชิงชัง แววตาของเขามองไป๋ชิงอวิ๋นเหมือนจะกินเืกินเนื้อ
"แค่ก แค่ก เยว่เซี่ยวฟาน หากข้ารอดชีวิตไปได้ข้าไม่ปล่อยเ้าไปแน่..." ไป๋ชิงอวิ๋นแค่นเสียงพูดผ่านไรฟันด้วยความเคียดแค้น
"แก้แค้น ขยะอย่างเ้าจะเอาอะไรมาแก้แค้นข้า ลมปราณเ้าก็ฝึกไม่ได้ รากฐานการฝึกยุทธเ้าก็ไม่มี เป็เศษขยะในหมู่เศษขยะมีดีอยู่บ้างก็แค่หน้าตาของเ้า แต่จงจำเอาไว้ที่เ้าตายก็เพราะหน้าตาของเ้า ในเมื่อเป็คนธรรมดาแล้วไม่รู้จักเจียมตัวเป็คางคกริอาจจะกินหงส์ สมควรตายเป็หมื่นครั้ง ข้าจะจบชีวิตเ้าลงที่นี่ โยนเ้าลงไปเป็อาหารสัตว์อสูรด้านล่างของผาเทียมเมฆนี้ ลากตัวมันไป"
ชายร่างกำยำปรี่เข้าหาร่างของไป๋ชิงอวิ๋นที่นอนกองอยู่กับพื้นด้วยท่าทางที่ดุร้าย มือที่หนาและใหญ่คว้าจับไปที่ผมของไป๋ชิงอวิ๋นจากนั้นก็ลากถูลู่ถูกังไปที่หน้าผาเทียมเมฆ
"นายน้อยโยนมันลงไปเลยหรือไม่ขอรับ" ชายร่างกำยำเอ่ยถามทั้งที่มือยังคว้าจับผมของไป๋ชิงอวิ๋นอยู่อย่างแ่า
"หึหึ" ชายหนุ่มที่มีใบหน้าแข็งกร้าวหัวเราะขึ้นอย่างเ็า
"เพื่อไม่ให้เื่นี้รั่วไหล เ้าเศษสวะนี่ต้องตายเท่านั้น" กล่าวจบชายหนุ่มที่มีใบหน้าแข็งกร้าวก็ชักกระบี่ออกมาแล้วแทงไปที่หน้าอกของไป๋ชิงอวิ๋น อย่างถนัดถนี่
กระบี่ส่งเสียงดัง ควับ! จากนั้นก็ ฉึก! กระบี่แทงทะลุหัวใจของไป๋ชิงอวิ๋นจนทะลุออกไปด้านหลัง เยว่เซี่ยวฟานชายหนุ่มที่มีใบหน้าแข็งกร้าวยิ้มอย่างเยือกเย็นก่อนจะยกขาถีบร่างของไป๋ชิงอวิ๋นจนกระเด็นออกไปจากขอบผา จากนั้นร่างของไป๋ชิงอวิ๋นก็พุ่งดิ่งลงไปด้านล่างของผาเทียมเมฆราวกับดาวตกที่พุ่งลงมาจากฟ้า สติของเขาเลือนลางไปแล้วไม่รับรู้สิ่งใดอีกในหัวของเขามีเพียงแค่รอยยิ้มเยือกเย็นของเยว่เซี่ยวฟานคนอัปรีย์คนนี้เท่านั้น
แววตาของเขาหมองหม่นนึกอยากจะโกรธแค้นแต่ก็ไร้กำลัง ทำได้เพียงปล่อยตัวให้ร่วงลงสู่เหวลึกไปพร้อมกับสติที่ดำดิ่งจนมืดมิด
ณ ่เวลานี้ ขณะนี้ก็เกิดปรากฏการณ์ที่แสนจะแปลกประหลาดขึ้น กาลเวลาของทั่วทั้งจักรวาลเหมือนจะหยุดนิ่งลงชั่วขณะ