เพลิงอสูรกลืนสวรรค์

    บทที่ 44 ปลายกระบี่

    เสียงระเบิดยังสะท้อนอยู่ในอากาศเมื่อหลินเย่เดินออกจากฝูงชนที่แตกตื่นก้าวสม่ำเสมอในแบบที่ร่างกายเดินเองโดยไม่ต้องคิด ไม่วิ่ง ไม่รีบ เหมือนคนที่ตกใจกับเสียงระเบิดและกำลังหลีกหนีออกจากบริเวณนั้นตามสัญชาตญาณ สายตาไม่มองซ้ายมองขวา

    "ข้าจะฆ่าเจ้า!!"

    เสียงนั้นทะลุผ่านเสียงวุ่นวายของชาวบ้าน หลินเย่ไม่หัน ขาก้าวเร็วขึ้น ร่างสตรีชุดดำเดินออกมาจากกองไฟ เสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง ผมปลายไหม้เกรียม หากไม่ร่ายอาคมคุ้มกันก่อนหน้า ความเสียหายคงมากกว่านี้

    แต่นางยังเดินได้ และแววตาที่เห็นได้ผ่านผ้าคลุมนั้นแดงก่ำด้วยความโกรธที่ไม่ได้รับการระบายนางพุ่งตัวตาม เสียงฝีเท้าบนแผ่นกระเบื้องตามมาติดๆ เร็วกว่าที่หลินเย่วิ่งได้หลายเท่า ระยะห่างลดลงอย่างรวดเร็ว

    เพียงเสี้ยววินาที เหล็กแหลมสีดำพุ่งออกมาจากมือนาง ผ่านฝูงชนที่หลบกระเจิงออกไปสองข้าง มุ่งตรงมาที่ศีรษะของหลินเย่ขอบตาสังเกตเห็น มือขวาเคลือบปราณรับแรงปาของเหล็กแหลมนั้นในพริบตา แรงที่กระแทกออกมาทำให้ร่างไหลถอยหลังตามแรง ขาลากตามพื้น ผู้คนหลบออกไปสองข้างอย่างตกใจ

    ตรวจมือขวา รอยไหม้เป็นเส้นที่ฝ่ามือ เลือดซึมออกมาเล็กน้อยจากจุดที่เหล็กกระทบ หนักพอสมควร แต่มือยังใช้ได้ สตรีชุดดำกระโดดลงสู่พื้น ไม่พูด ไม่อธิบาย แววตาและท่าทางพูดแทนทุกอย่างแล้ว

    นางควักเหล็กแหลมสองแท่งจากหลัง กรีดสร้างประกายไฟ เดินเข้ามาช้าๆ หลินเย่ถอยหลังทีละก้าว มือล้วงจับด้ามดาบเตรียมตั้งรับ

    แววตาทั้งสองจับจ้องกัน ถนนที่เมื่อกี้คนพลุกพล่านโล่งเปล่าในพริบตา แล้วนางก็หายวับชั่วลมหายใจเดียวก็อยู่เบื้องหน้าแล้ว ชักดาบออกรับการโจมตีของเหล็กแท่งแรก เสียงกระทบโลหะดังออกมาครั้งเดียว แต่แรงที่กระแทกมาผ่านดาบนั้นหนักกว่าที่มือจะรับได้

    มือซ้ายชาวูบทันที แรงสั่นสะเทือนวิ่งขึ้นมาตามแขนจนข้อศอกชาไปครู่หนึ่ง ยังไม่ทันตั้งตัว เหล็กแท่งที่สองพุ่งมาจากมุมที่มือซ้ายที่ยังชาอยู่ ด้ามเล็กแทงเข้าที่สีข้างซ้าย ดาบหลุดออกจากมือ เสียงดาบตกกระทบพื้นดังขึ้นในความเงียบของถนนที่โล่งไร้ซึ่งผู้คน

    ก้มมองดาบที่ตกอยู่บนพื้น แล้วมองขึ้นมาที่นางกำลังเข้ามาอีกครั้ง มือขวารับเหล็กแท่งสองที่พุ่งมาอีกครั้ง ค้างไว้ เลือดที่รอยไหม้เดิมซึมออกมาเพิ่มนางตวัดขาเข้าที่ลำตัว แรงเตะพัดร่างออกไปพุ่งเข้าร้านเครื่องหอมข้างถนน ชั้นวางหักพังทับร่าง แป้งและของหอมกระจัดกระจายออกมาเป็นฝุ่นขาวฟุ้งในอากาศ

    ร่างนิ่งอยู่ในกองเครื่องหอมที่พังลง เหล็กแหลมยังเสียบอยู่ที่ท้องซ้าย มือข้างหนึ่งห้อยต่องแต่ง ฝุ่นแป้งและกลิ่นเครื่องหอมฟุ้งอยู่ในอากาศ สตรีชุดดำเดินเข้ามาในกลุ่มฝุ่น ก้าวช้าๆ ในแบบที่ไม่ต้องรีบ

    "ข้ายอมรับว่าเล่ห์เหลี่ยมของเจ้าช่างอันตราย" นางหยุดยืนอยู่เหนือร่างของหลินเย่ "หากแต่ความฉลาดย่อมซ่อนความโง่เขลาของเจ้าไว้ด้วย"

    "เด็กน้อยที่พึ่งเข้าสู่ขอบเขตรวบรวมลมปราณ ย่อมมิใช่คู่ต่อสู้ของขอบเขตหลอมลมปราณระยะกลางเช่นข้า"

    เสียงนางกรีดเหล็กสร้างประกายไฟอีกครั้ง

    "ข้าจะแสดงให้เห็นว่าความเขลาของเจ้านำชีวิตมาสู่จุดจบ"

    เหล็กแหลมพุ่งตรงออกมาในพริบตานั้น มือขวาที่ยังขยับได้รีบเปิดชนวนยันต์ระเบิดเพลิงแผ่นสุดท้ายที่ซ่อนอยู่ในสาบเสื้อ แสงสีส้มวาบปะทุขึ้นส่องใบหน้าของทั้งคู่ในระยะประชิด

    สตรีชุดดำชะงักกึกด้วยสัญชาตญาณรักตัวกลัวตาย นางประเมินในเสี้ยววินาทีว่าอาคมคุ้มกันที่เพิ่งพังทลายไปนั้นรับไม่ไหวอีกแล้ว ความลังเลเพียงเสี้ยวอึดใจนั้นเปิดช่องโหว่ที่ด้านซ้ายทันที ตรงรอยแผลไฟไหม้ที่ยังร้อนอยู่

    แสงแวบวาบหายไปเพียงอึดใจ กัดฟันแน่น ดวงตาขาวโพลนจากการบีบปราณทั้งหมดที่พึงมีออกมาในจุดนั้น กำหมัดขวาสุดแรงปล่อยหมัดพยัคฆ์ซ่อนคมเข้าที่รอยไหม้ด้านซ้ายของนางสุดแรง นางชะงักตั้งตัวไม่ทัน รับแรงกระแทกเต็มๆ

    แม้แรงจะไม่พอให้กระเด็นไปได้ไกล แต่ความเจ็บปวดไม่โกหก นางคุกเข่าลงไออย่างรุนแรง มือกดจุดเจ็บบนร่าง ล้มลงข้างๆ เสียงหลุดจากความเจ็บปวดผ่านฟันที่กัดแน่น พยุงร่างขึ้น ขาสั่น แต่ยืนได้ ไม่รีรอ เดินไปทางหลังร้านอย่างเร็วที่สุดที่ร่างกายจะทำได้ พ้นสายตาผู้คนที่ยังอยู่ในฝุ่นแป้งที่กำลังจางลง

    ก้าวแรกที่พ้นสายตา นั่งลงกับพื้นมือวางที่กลางหน้าอก ปราณสีเขียวที่กักเก็บไว้ค่อยไหลออกมาตามเส้นเลือดทุกสาย กระดูกซี่โครงที่หักและกล้ามเนื้อที่ฉีกขาดเริ่มบิดเคลื่อนคืนรูป เสียงกระดูกลั่น กร๊อบ ในร่างกายสั่นสะท้านพร้อมความเจ็บปวดที่แล่นปลาบจนหน้ามืด แม้วิชาพฤกษาฟื้นคืนจะเยียวยาบาดแผลภายนอกได้ฉับพลัน แต่กระดูกที่ลั่นและกล้ามเนื้อที่บิดคืนรูปนั้น ดูดเอาเลือดและแรงที่เหลืออยู่ออกไปจนหมด ใบหน้าซีดลงอีกชั้น ขาที่พึ่งยืนได้สั่นอีกครั้ง

    พึมพำเงียบๆ ก่อนจะลุกขึ้นเดินต่อได้ ขาที่เมื่อกี้สั่นกลับมั่นคงขึ้นทีละก้าวทหารประจำเมืองฟางหรงเริ่มเข้ามาควบคุมสถานการณ์ เสียงเดินของพวกเขาดังชัดเจน สตรีชุดดำที่กำลังฝืนกายลุกขึ้นในกองฝุ่นเครื่องหอมกัดฟันแน่นด้วยความโกรธ ถ้าตามหลินเย่ไปตอนนี้ตัวตนของนางจะถูกเปิดเผยทันที

    แต่ความแค้นยังไม่หมด นางจับสิ่งของรอบข้างพยุงร่างขึ้น ขาเริ่มก้าวเดินต่อ แล้วก็หยุดชะงักปลอกคอบางสีดำสนิทที่คอของนางพลันรัดแน่น อักขระสีชาดวาบขึ้นพร้อมกับกระแสเสียงผ่านจิตอันทรงพลังส่งตรงมาจากระยะไกล เสียงนั้นทุ้มต่ำและเปี่ยมด้วยตบะอันสูงส่งจนบรรยากาศรอบกายของนางบิดเบี้ยว

    "เฮยอิ่ง กลับมา"

    นางขัดขืนเล็กน้อย ก่อนที่เสียงนั้นจะลอยมาอีก

    "หากสตรีผู้นั้นเริ่มลงมือเจ้าหาใช่คู่ต่อสู้กลับมายังตระกูล"

    นางกัดฟันกรอดด้วยความแค้นที่ไม่มีที่ระบาย จดจำเหตุการณ์ในวันนี้ขึ้นใจ เด็กสายรองจากตระกูลหลินทำให้นางตกสภาพเช่นนี้ได้

    "รับคำสั่ง"

    ร่างค่อยๆ จางหายไปพร้อมกับฝุ่นแป้งที่ลอยคลุ้งในอากาศ ชาวบ้านที่ยังอยู่บริเวณนั้นหันมองแต่ไม่พบร่างของคนที่ต่อสู้กันเมื่อกี้ มีเพียงข้าวของที่พังเสียหายและรอยเลือดบนพื้นหิน

    เดินกลับเรือนตระกูลหลินด้วยท่าทางเหนื่อยล้าวิชาพฤกษาฟื้นคืนช่วยเยียวยาบาดแผลได้ฉับพลัน แต่ความเหนื่อยล้าตลอดทั้งวันนั้นไม่ได้จางหายตาม ช่วงเช้าหลอมโอสถจนปราณเกือบหมด ช่วงบ่ายรักษาแม่นางอวิ๋นเสวี่ยที่ดึงปราณออกไปอีกก้อน ช่วงเย็นวิ่งหนีและปะทะ พลังปราณถูกเผาทิ้งทั้งวันจนเหือดแห้งเหมือนคนขาดน้ำ

    ตรวจสิ่งของสำคัญ ตำราเคล็ดวิชาอักษรโลหิตเก้าดาราที่ซ่อนไว้ใต้เสื้อฝั่งขวาที่ปกป้องอย่างสุดชีวิต กล่องยันต์ของแม่นางอวิ๋นเสวี่ยแตกหักเมื่อถูกแรงกระแทก โชคยังดีที่ยังเหลือยันต์ติดเสื้อไว้สองแผ่นไม่ปลิวหาย อย่างน้อยก็ทำให้สตรีชุดดำชะงักได้ชั่วขณะและดาบจากเถ้าแก่เนี่ยเฟิงที่เตรียมไว้เพื่อวันแข่งขันนั้นตกหายในการต่อสู้เสียแล้ว

    ส่ายหัวเบาๆ ถอนหายใจ ยังไม่ใช่เวลาไปตามหา ทันทีที่ลืมตาหลังถอนหายใจ ปลายกระบี่เย็นวาบแทงเข้ามาที่ลำคออย่างเงียบเชียบ อีกเพียงนิ้วเดียวก็จะถึงคอ โดยที่ไม่ทันรู้ตัวล่วงหน้าเลยแม้แต่น้อย

    "หยุด"

    เสียงนุ่มนวลแต่เต็มไปด้วยกระแสเย็นดังขึ้นจากเบื้องหน้า ไม่ตะโกน ไม่สั่ง แค่บอก แต่บรรยากาศรอบข้างหยุดนิ่งในทันทีราวกับคำนั้นหยุดอากาศหลินเย่หยุดกะทันหัน หัวใจเต้นระรัวในแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ไม่ใช่เพราะกลัว แต่เพราะบางอย่างที่บอกชื่อไม่ถูก ค่อยๆ หันมามอง สตรีลึกลับยืนอยู่ตรงนั้น

    ร่างบอบบางในชุดสีนวลเนื้อทรายที่พริ้วไหวเล็กน้อยตามจังหวะการเคลื่อนไหว ผิวขาวซีดจนโดดออกมาจากแสงสุดท้ายของวัน ดวงตาเรียวยาวเย็นชาและลึกผมสีดำรวบเป็นหางม้าสูง ปอยเล็กๆ หลุดตกมาที่ขมับแสงที่ขอบฟ้าสาดมาจากด้านหลังของนางพอดี

    หลินเย่ยืนนิ่ง ปลายกระบี่ยังอยู่ที่ลำคอ สัมผัสความเย็นของมัน แต่สายตาไม่ได้มองที่กระบี่สำหรับคนที่ผ่านวันอย่างวันนี้มา ถูกไล่ล่า บาดเจ็บ วิ่งหนี และเกือบตาย ปฏิกิริยาที่ควรจะเป็นคือระวังตัว ประเมินภัย หาทางออกทว่าในพริบตานั้น ความคิดเหล่านั้นกลับถูกแช่แข็งด้วยกลิ่นอายอันบริสุทธิ์และเยือกเย็นที่แผ่ออกมาจากสตรีเบื้องหน้า ดวงตาเรียวยาวคู่หลังปอยผมของนางจับจ้องลึกลงมาในดวงตาของเขา ราวกับกำลังอ่านทะลุถึงสิ่งที่ตกค้างในร่าง