เกิดใหม่ครั้งนี้พกสวนแห่งชีวิตสู่ยุค 70 พลิกชะตาตระกูลหลิน
ตอนที่ 40 : ธุรกิจเงียบเริ่มต้น
หลังผ่านพ้นเหตุการณ์การประชุมกล่าวโทษมาได้ไม่นานซินเยว่เริ่มคิดทบทวนเรื่องความมั่นคงของครอบครัวอย่างจริงจังมากขึ้นเหตุการณ์ที่เกือบทำให้ครอบครัวต้องเดือดร้อนทำให้เธอตระหนักชัดเจนว่าความมั่งคั่งที่โดดเด่นเกินไปอาจเป็นดาบสองคม แต่ความมั่นคงทางการเงินที่สร้างอย่างเงียบๆและรอบคอบ อาจเป็นเกราะป้องกันสำคัญให้ครอบครัวในยามคับขัน
คืนหนึ่งเธอนั่งคิดอยู่คนเดียวใต้แสงตะเกียงทบทวนความสามารถทั้งหมดที่มีอยู่ในสวนแห่งชีวิต ทั้งการคัดลอกของที่มีต้นแบบทั้งพื้นที่เพาะปลูกที่เวลาเดินเร็วกว่าโลกจริง
*ถ้าฉันเริ่มสร้างรายได้อย่างเงียบๆตั้งแต่ตอนนี้ สักวันครอบครัวเราจะไม่ต้องกังวลเรื่องเงินอีกเลย*
วันหนึ่งเธอตัดสินใจปรึกษาเรื่องนี้กับปู่เป็นการส่วนตัว "ปู่คะหนูอยากลองหาทางสร้างรายได้ให้ครอบครัวบ้าง แต่ต้องทำอย่างเงียบๆ ไม่ให้ใครสงสัยปู่พอมีคนรู้จักในเมืองที่ไว้ใจได้ไหมคะ"
หลินเต๋อชางฟังแล้วนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะยิ้ม"ปู่ยังมีเพื่อนเก่าที่เคยทำงานด้วยกันที่ปักกิ่งอยู่บ้างบางคนยังพอมีช่องทางค้าขายเล็กๆ น้อยๆ อยู่ ถ้าหลานมีของดีจริงปู่ช่วยหาช่องทางให้ได้"
สัปดาห์ถัดมาจื้อเผิงที่มีโอกาสเดินทางไปติดต่องานที่ตัวเมืองบ่อยครั้งกว่าใครก็ถูกดึงเข้ามาช่วยเป็นอีกหนึ่งช่องทางกระจายสินค้าโดยไม่รู้ตัวว่าของที่ตัวเองถืออยู่นั้นมาจากไหนจริงๆ
"พี่คะ หนูมีของอยากฝากไปขายที่ตลาดในเมืองหน่อยได้ไหมคะ"ซินเยว่ถามพี่ลูกพี่ลูกน้องวันหนึ่งอย่างเป็นธรรมชาติที่สุด"เป็นสมุนไพรแห้งที่ย่าเก็บสะสมไว้เยอะเกินแล้วใช้ไม่ทันเลยอยากลองขายดูบ้าง"
"ได้สิพี่รู้จักคนรับซื้อสมุนไพรอยู่คนหนึ่งพอดี" จื้อเผิงตอบอย่างไม่ทันคิดอะไรมากรับห่อสมุนไพรที่ซินเยว่เตรียมไว้ให้ไปด้วยความเต็มใจ
เมื่อจื้อเผิงกลับมาพร้อมเงินที่ได้จากการขายทุกคนต่างประหลาดใจกับจำนวนที่ได้มากกว่าที่คาดไว้"สมุนไพรพวกนี้หายากมากในเมืองตอนนี้ เลยขายได้ราคาดีเลยครับ"จื้อเผิงอธิบายด้วยความดีใจ
จื้อเฉียงที่ทำงานอยู่กับลุงใหญ่ที่คอมมูนก็ช่วยเป็นอีกช่องทางหนึ่งด้วยการฝากขายผ้าทอเนื้อดีผ่านคนรู้จักที่มาติดต่อธุรกิจกับคอมมูนเป็นครั้งคราวโดยไม่รู้เช่นกันว่าของที่ฝากขายให้นั้นมาจากไหนเพียงแต่คิดว่าเป็นของสะสมเก่าของครอบครัวที่อยากแปลงเป็นเงินสดบ้าง
ซินเยว่รับเงินมาเก็บไว้อย่างระมัดระวังไม่ได้ใช้จ่ายฟุ่มเฟือยแต่อย่างใดเพียงแค่เก็บสะสมไว้เป็นฐานความมั่นคงสำหรับอนาคตเธอเริ่มทำแบบนี้อย่างสม่ำเสมอแต่ไม่บ่อยจนเกินไป ครั้งละไม่มากจนน่าสงสัย
ในขณะเดียวกันหวังซูเจินก็เริ่มมีความคิดของตัวเองเกี่ยวกับการสร้างรายได้ให้ครอบครัวและชุมชนในแบบที่เปิดเผยได้เต็มที่คืนหนึ่งเธอหยิบสมุดลายเส้นเก่าที่ฝากลูกสาวเก็บไว้มาเปิดดูอีกครั้งภายใต้แสงตะเกียง
"นั่งคิดอะไรอยู่เหรอ"หลินเจี้ยนหมินถามเมื่อเห็นภรรยานั่งเงียบๆ กับสมุดลายเส้นนานผิดปกติ
"ฉันคิดว่าอยากลองสอนปักผ้าให้ผู้หญิงในหมู่บ้านดูนะ"หวังซูเจินตอบอย่างตื่นเต้นเล็กน้อย "เห็นผู้หญิงหลายคนต้องลงแปลงนาหนักๆทั้งวัน ถ้ามีทักษะปักผ้าที่ขายได้ราคาดี อาจช่วยให้พวกเขามีทางเลือกมากขึ้น"
หลินเจี้ยนหมินยิ้มอย่างสนับสนุนเต็มที่"เข้าท่ามากเลย คุณมีฝีมือดีอยู่แล้ว น่าจะช่วยได้จริงๆ"
วันรุ่งขึ้นหวังซูเจินเริ่มต้นด้วยการสอนจ้าวซูเฟินและซุนกุ้ยหลานก่อนเป็นกลุ่มแรกทั้งสองมีพื้นฐานการเย็บปักถักร้อยอยู่บ้างแล้วจึงเรียนรู้ได้เร็วไม่นานทั้งสามคนก็เริ่มชักชวนผู้หญิงในหมู่บ้านที่สนใจมาเรียนเพิ่มเติม
"ลองปักลายดอกไม้แบบนี้ดูนะคะไม่ยากอย่างที่คิด" หวังซูเจินสาธิตให้กลุ่มผู้หญิงที่มาเรียนดูอย่างใจเย็นมือที่เคยเย็บผ้าให้ลูกทุกตัวขยับอย่างชำนาญ
ภายในไม่กี่สัปดาห์กลุ่มปักผ้าเล็กๆ ก็เริ่มเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมีผู้หญิงในหมู่บ้านมาเข้าร่วมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆจนต้องใช้ลานบ้านสามเป็นที่นั่งเรียนรวมกันในบางวันแม่ของต้าโจวก็เป็นหนึ่งในผู้ที่มาเรียนด้วยความสนใจ
"ฉันไม่เคยคิดว่าตัวเองจะปักผ้าเป็นเลยนะคะ"แม่ของต้าโจวพูดด้วยความตื่นเต้นเมื่อปักลายดอกไม้เสร็จเป็นครั้งแรก
"ทุกคนมีพรสวรรค์ซ่อนอยู่เสมอแค่ต้องมีโอกาสได้ลองเท่านั้นเองค่ะ" หวังซูเจินตอบพลางยิ้มให้กำลังใจ
ผลงานชิ้นแรกที่เสร็จสมบูรณ์ถูกนำไปเสนอขายที่ร้านสหกรณ์ของรัฐในตัวอำเภอโดยมีหลินเจี้ยนกั๋วช่วยประสานงานเรื่องเอกสารการค้าขายอย่างถูกต้องตามระเบียบ
"ลายสวยแบบนี้ทางร้านรับซื้อไว้ขายแน่นอนครับ"เจ้าหน้าที่ร้านสหกรณ์พูดด้วยความพอใจเมื่อเห็นผ้าปักฝีมือประณีต"ถ้ามีเพิ่มอีก เอามาส่งได้เรื่อยๆ เลยนะครับทางร้านต้องการสินค้าแบบนี้อยู่พอดี"
เมื่อกลุ่มปักผ้าเริ่มมีรายได้เข้ามาอย่างสม่ำเสมอผู้หญิงหลายคนในหมู่บ้านที่เคยต้องทำงานหนักในนาทั้งวันก็มีทางเลือกใหม่ที่ไม่ต้องเหนื่อยกายมากเท่าเดิมแถมยังได้ใช้ฝีมือและความคิดสร้างสรรค์ของตัวเองอย่างเต็มที่
"ขอบคุณนะคะที่มาสอนตอนนี้ฉันมีรายได้เสริมโดยไม่ต้องลงแปลงนาทั้งวันแล้ว"หญิงชาวบ้านคนหนึ่งพูดกับหวังซูเจินด้วยความซาบซึ้งใจ
หวังซูเจินยิ้มอย่างมีความสุขรู้สึกว่าความฝันเก่าที่เคยอยากเปิดร้านตัดเสื้อของตัวเองในวัยสาวแม้จะไม่ได้เป็นจริงในรูปแบบเดิม แต่ก็เปลี่ยนเป็นสิ่งที่มีความหมายไม่แพ้กันนั่นคือการได้ใช้ฝีมือของตัวเองช่วยเหลือคนอื่นให้มีชีวิตที่ดีขึ้น
คืนหนึ่งหวังซูเจินหยิบสมุดลายเส้นเก่าออกมาดูอีกครั้งก่อนนอนพลิกไปหน้าที่เคยวาดไว้ตอนเป็นสาวภาพร้านตัดเสื้อในฝันที่เคยจินตนาการไว้ยังคงอยู่ในนั้นเธอยิ้มให้กับตัวเองก่อนจะพลิกไปหน้าใหม่วาดภาพกลุ่มผู้หญิงนั่งปักผ้าล้อมวงกันอย่างมีความสุขแทน
"ความฝันบางอย่างไม่จำเป็นต้องเป็นจริงตามที่คิดไว้แต่แรกเสมอไป"เธอพึมพำกับตัวเองเบาๆ"บางทีรูปแบบใหม่ที่ได้มาอาจมีความหมายมากกว่าที่คิดไว้ตอนแรกด้วยซ้ำ"
ซินเยว่เฝ้ามองความเปลี่ยนแปลงทั้งสองด้านที่เกิดขึ้นพร้อมกันด้วยความรู้สึกอบอุ่นใจด้านหนึ่งคือธุรกิจเงียบจากมิติที่เธอสร้างขึ้นเองอย่างระมัดระวังอีกด้านคือกลุ่มปักผ้าของแม่ที่เปิดเผยและช่วยเหลือชุมชนได้อย่างเต็มที่ทั้งสองสิ่งต่างเสริมกันและกันในการสร้างความมั่นคงให้ครอบครัวและหมู่บ้านไปพร้อมกัน
*นี่แหละคือจุดเริ่มต้นของความฝันที่จะให้ทุกคนสบายและตัวฉันเองก็จะได้เป็นปลาเค็มสมใจสักวันหนึ่ง*
เธอยิ้มให้กับตัวเองก่อนจะเก็บกล่องเงินเล็กๆไว้อย่างดีในใจเต็มไปด้วยความหวังและความมั่นใจว่าอนาคตของครอบครัวและหมู่บ้านจะมั่นคงขึ้นทีละนิดจากจุดเริ่มต้นเล็กๆเหล่านี้เอง