ภายในบ้านที่ดูซอมซ่อตอนนี้จูนกำลังดูแลพ่อของเธอด้วยใจที่หนักอึ้ง เธอค่อย ๆ ใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดตัวพ่อเธอที่ตอนนี้อาการแย่ลงเรื่อย ๆ
ครอบครัวของจูนนั้นเดิมทีมีกันสามคนพ่อแม่ลูก เธอนั้นเกิดและโตในสลัมแห่งนี้ ด้วยความยากจนของพวกเธอทำให้ต้องอดมื้อกินมื้ออยู่เสมอมา แม้จะเป็อย่างนั้นพวกเธอก็อยู่กันอย่างมีความสุขโดยวาดฝันถึงอนาคตที่สวยหรูว่าสักวันจะได้มีชีวิตที่ดีกว่านี้ ได้ทานอาหารครบสามมื้อทุกวัน
ทว่าความจริงกลับไม่เป็อย่างนั้นในตอนที่เธออายุได้แปดขวบแม่ของเธอกลับต้องล้มป่วยลงอย่างกะทันหัน ด้วยฐานะของพวกเธอทำให้ไม่สามารถซื้อโพชั่นมารักษาได้ จูนจำได้ดีว่าวันนั้นเธอร้องไห้หนักขนาดไหน เธอจำประโยคที่แม่เธอพูดด้วยความอ่อนแรงว่า 'จูนแม่ขอโทษที่แม่ให้ลูกมากกว่านี้ไม่ได้'
หลังจากวันที่แม่เธอจากไปจูนก็อยู่กันสองคนกับพ่อแต่เคราะห์ร้ายก็กลับมาเกิดขึ้นอีกครั้งเพราะพ่อเธอกลับมาล้มป่วยลง ด้วยความที่ฝังใจเื่แม่ทำให้จูนกลัวจะเสียพ่อไปอีกคน ด้วยความไม่มีทางเลือกทำให้เธอต้องไปกู้เงินจากเศรษฐีหน้าเืคนหนึ่งมาซื้อโพชั่นเพื่อรักษาพ่อเธอ แม้เธอจะรู้ว่าเงินนั้นมีจำนวนมหาศาลแถมดอกเบี้ยก็ยังโหดเอาเื่ แต่ตัวเธอในตอนนั้นคิดแต่เื่รักษาพ่อของเธอให้หายป่วยจึงไม่ทันตระหนักในเื่อื่น ๆ
เมื่อได้โพชั่นมาแล้วเธอกลับต้องสิ้นหวังหนักกว่าเก่าเมื่อพบว่ามันเป็ของปลอม พอเธอไปที่ร้านขายโพชั่นเพื่อท้วงติงอีกฝ่ายกลับกล่าวหาเธอว่าเป็นักต้มตุ๋นได้อย่างไร้ยางอาย พอไปแจ้งความก็โดนดูถูกเพราะมองว่าเป็พวกชนชั้นต่ำที่อาศัยอยู่ในสลัมและถูกทำร้ายกลับมา เพราะไม่รู้จะไปทางไหนดีทำให้เธอต้องทำงานแบบเป็บ้าเป็หลังโดยไม่สนว่าค่าแรงที่ได้จะน้อยนิดเพียงไหน โดยหวังลม ๆ แล้ง ๆ ว่าเธอจะเก็บเงินได้มากพอเพื่อซื้อโพชั่นมารักษาพ่อเธอได้
ในขณะที่พ่อของเธออาการทรุดหนักลงเรื่อย ๆ ทางด้านเศรษฐีที่เธอไปกู้เงินมาก็ส่งคนมาทวงหนี้ซึ่งก็คือเจค เธอก็ได้แต่ผลัดผ่อนเรื่อยมา จนกระทั่งวันนี้เจคได้หมดความอดทนและซ้อมพ่อเธอต่อหน้าเธอ ทำให้เธอทนไม่ไหวต้องนำเงินที่เธอเก็บหอมรอมริบมาอย่างยากลำบากให้เจคไป
จูนเช็ดตัวให้พ่อของเธอทั้งน้ำตาที่ในใจเต็มไปด้วยความสิ้นหวังและมืดแปดด้านที่ไม่รู้จะหาทางออกยังไงดี ขณะที่เธอเช็ดตัวพ่อของเธอ พ่อก็พูดอย่างอ่อนแรงว่า
“พ่อขอโทษ...” จูนน้ำตาซึมร้องออกมาว่า
“พ่อไม่มีอะไรต้องขอโทษหนูหรอกค่ะ”
ขณะที่จิตใจของเธอกำลังจมดิ่งไปในความมืดมนและสิ้นหวังนั้นเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นสองที
“ก๊อก! ก๊อก!” จูนหยุดมือก่อนจะมองไปที่ประตูด้วยแววตาที่ว่างเปล่า เธอเดาว่าน่าจะเป็เจคตามมาเก็บเงินที่เหลือ “ก๊อก! ก๊อก!” เสียงเคาะประตูดังขึ้นอีกทีหนึ่งจูนรู้สึกว่าโลกใบนี้มันช่างไม่ยุติธรรมกับครอบครัวเธอเสียเลย เธอไม่รู้ว่าพวกเธอทำอะไรผิดกันแน่ถึงต้องมาเผชิญกับสถานการณ์เช่นนี้ เธอมองไปที่ประตูด้วยแววตาที่อาฆาตก่อนตัดสินใจอะไรบางอย่าง จากนั้นเดินไปเปิดประตูแล้วด่าออกไปว่า
“ไอ้พวกชาติหมาที่มีอยู่ก็ให้ไปหมดแล้วพวกแกยัง้าอะไรอีก ถ้าอยากได้มากกว่าก็เอากับแม่แกโน่นไอ้พวกเวรตะไล” พอด่าไปได้ช็อตหนึ่งจูนรู้สึกโล่งขึ้นมาบ้างก็เตรียมด่าช็อตต่อไปแต่คำด่ายังไม่ทันพูดออกมาก็เผลอร้อง “อุ๊ย!!!” ออกมาเพราะคนที่ยืนอยู่หน้าประตูบ้านเธอตอนนี้เป็เด็กผู้ชายคนหนึ่งรูปร่างหน้าตาคล้ายกับเด็กผู้หญิงั์ตาสีแดงเพลิงดูเด่นชัด แต่งกายด้วยผ้าเนื้อดีที่ดูยังไงก็ไม่เหมือนพวกแก๊งทวงหนี้ ด้านหลังของเด็กชายมีสาวใช้คนหนึ่งยืนอยู่และกำลังมองมาที่เธอด้วยสีหน้าที่เ็า ทันทีที่จูนเผลอสบตากับเธอเข้าก็หนาวไปถึงไขสันหลังทำให้เธอต้องรีบหลบสายตา
“สวัสดีครับนี่คือบ้านของคุณจูนใช่ไหมครับ” เด็กชายทักขึ้นอย่างสุภาพ แต่จูนกลับมองไปทางเขาด้วยสายตาที่หวาดระแวงซึ่งเป็เื่ปกติที่ผู้คนในสลัมแห่งนี้จะไม่ค่อยมีความทรงจำที่ดีกับเหล่าขุนนางหรือคนมีฐานะที่มีเงินซื้อชุดแพง ๆ ใส่เท่าไหร่นัก ยิ่งอีกฝ่ายรู้จักชื่อของเธอด้วยแล้วยิ่งต้องระแวงยิ่งขึ้นไปอีกเพราะคนในสลัมมักไร้ค่าในสายตาคนเ่าั้ การถูกพวกเขาจำชื่อได้มักไม่ใช่เื่ดี
“คุณคือ...” จูนลองถามถึงตัวตนของเด็กชายโดยไม่ได้คาดหวังคำตอบ แต่ผิดคาดเพราะเด็กชายเอามือแตะที่อกซ้ายแล้วค้อมตัวให้กล่าวแนะนำตัวอย่างสุภาพ
“ยินดีที่ได้รู้จักครับผมเออร์วิน พอดีได้ยินว่าตอนนี้พวกคุณกำลังเดือดร้อนและ้าความช่วยเหลือ” พอได้เห็นเด็กชายมีปฏิกิริยาเช่นนั้นก็ทำตัวไม่ถูกเพราะนี่เป็ครั้งแรกที่มีคนให้เกียรติเธอแบบนี้ เห็นอีกฝ่ายยังคงนิ่งเงียบเออร์วินพูดกับเธอไปว่า "ถ้ายังไงไปคุยกันข้างในดีไหมครับผมจะได้ดูอาการของพ่อคุณด้วย"
การที่อีกฝ่ายพูดถึงเื่อาการป่วยของพ่อเธอทำให้เธอได้สติรีบเชิญอีกฝ่ายเข้าบ้าน แม้ว่าในใจเธอจะไม่คิดว่าเด็กคนนี้จะช่วยอะไรได้แต่เป็ธรรมดาที่คนกำลังจมน้ำแม้เป็ฟางก็ยังคงต้องคว้าเอาไว้
“ค่ะค่ะ... เชิญค่ะ”
เออร์วินและเรเวนเข้าไปในบ้านพบว่าในบ้านแทบไม่มีของใช้อะไรเลย ตัวเด็กชายนั้นไม่คิดอะไรแต่ตัวจูนกลับมีท่าทีกลัดกลุ้ม เธอกลัวว่าเด็กชายเมื่อเห็นความยากแค้นของเธอแล้วจะเปลี่ยนใจไม่ยอมให้ความช่วยเหลือเพราะตัวเธอไม่มีปัญญาให้สิ่งตอบแทนใด ๆ ทั้งสิ้น ขณะที่เธอกำลังกลัดกลุ้มนั้นเด็กชายคล้ายไม่มีท่าทีสนใจในความยากไร้ของเธอเท่าไหร่นัก เขาเดินไปหาชายชราที่นอนอยู่บนเตียงซึ่งตอนนี้หลับไปแล้ว เด็กชายใช้หลังมืออังที่คอของชายชราแล้วใช้สองนิ้วกดที่คอด้านซ้ายตรวจดูชีพจร การกระทำของเขาไม่เพียงแต่สร้างความสงสัยให้จูนแม้แต่เรเวนเองก็มองด้วยความไม่เข้าใจเช่นกัน เขาตรวจนั่นนี่สักพักก็มานั่งที่โต๊ะก่อนจะหยิบถุงผ้าออกมาใบหนึ่งเด็กชายหยิบขวดใบหนึ่งออกมาจากถุงผ้าตามด้วยกระดาษและดินสอ เออร์วินเขียนอะไรบางอย่างลงบนกระดาษก่อนจะนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้เขาเงยหน้ามองจูนถามเธอว่า
“ไม่ทราบว่าคุณอ่านหนังสือออกไหมครับ” จูนส่ายหน้าช้า ๆ เป็การปฏิเสธ เออร์วินกลับถามอีกว่า “แล้วคุณรู้เวลาไหมครับแบบพอรู้วิธีดูเวลาไหมครับ” จูนส่ายหน้าปฏิเสธเช่นเดิม
“ฉันดูเวลาไม่เป็หรอกทุกครั้งที่ฉันรับจ้างจะทำงานจนกว่านายจ้างจะบอกว่าถึงเวลาเลิกงานแล้วน่ะ” เออร์วินมีสีหน้าครุ่นคิดพักหนึ่ง เกี่ยวกับคำตอบของจูนเขาก็พอเดาได้อยู่บ้าง เกี่ยวกับสิทธิ์เข้าถึงการศึกษาในโลกนี้ที่จำกัดเฉพาะคนที่อยู่้า ส่วนเื่ระบบเวลาในโลกนี้จะใช้ระบบยี่สิบสี่ชั่วโมงเช่นเดียวกับในโลกเก่าโดยอุปกรณ์บอกเวลาจะเป็อุปกรณ์เวทย์มนตร์หรือไม่ก็เป็อาร์ติแฟกต์ เมื่อระบบมันผูกขาดและจำกัดเฉพาะคนที่อยู่้าเช่นนี้จึงเป็เื่ปกติที่คนระดับล่างจะไม่รู้แม้แต่วิธีอ่านเวลา
ก่อนจะหยิบอะไรบางอย่างออกมาเป็ตลับโลหะกับแผ่นครึ่งวงกลมที่ทำจากแก้วและไม้บรรทัดที่ทำจากไม้ เขาวัดอะไรบางอย่างบนกระดาษโดยใช้แผ่นครึ่งวงกลมที่ทำจากแก้วแล้วใช้ไม้บรรทัดตีเส้นตรวจอะไรทานนิดหนึ่งแล้วจึงพยักหน้าอย่างพึงพอใจ ก่อนหันไปพูดกับจูน
“เดี๋ยวออกไปข้างนอกกันสักครู่นะครับ” พูดจบเด็กชายก็เดินนำออกไปนอกบ้านจูนเดินตามออกด้วยความสงสัยแม้แต่เรเวนเองก็ด้วย เออร์วินเดินออกไปนอกบ้านวางตลับโลหะในตลับโลหะมีเข็มหนึ่งแท่งแท่งด้านหนึ่งเป็สีน้ำเงินอีกด้านหนึ่งเป็สีแดงแล้วจากนั้นก็นำกระดาษที่เขาเขียนอะไรบางอย่างมาวางไว้ เออร์วินถามจูนว่า
“ไม่ทราบว่าคุณพอรู้เื่ทิศทั้งแปดไหมครับ หรือดูเข็มทิศเป็ไหมครับ” ได้ยินเช่นนั้นจูนเริ่มรู้สึกขุ่นเคืองนิด ๆ ว่าเธอไม่รู้หนังสือกับดูเวลาไม่เป็ยังพอทำเนา แต่มาถามว่าเธอไม่รู้แม้กระทั่งเื่ทิศนี่มัน แต่เพราะ้าความช่วยเหลือจากอีกฝ่ายหญิงสาวจึงสะกดความไม่พอใจไว้แล้วบอกว่า
“ถ้าเื่ทิศล่ะก็รู้พออยู่ เหนือ ใต้ ออก ตก ใช่ไหมแต่ฉันดูเข็มทิศไม่เป็” เออร์วินก็พูดว่า
“ถ้าอย่างนั้นก็ง่ายเลยครับคุณสังเกตเข็มอันนี้นะครับด้านสีน้ำเงินคือทิศเหนือส่วนสีแดงคือทิศใต้ ที่คุณต้องทำก็คือวางเข็มทิศนี้บนกระดาษโดยที่ผมเขียนสัญลักษณ์ไว้ให้แล้ว เข็มสีน้ำเงินจะชี้ที่รูปสี่เหลี่ยมส่วนเข็มสีแดงจะชี้ที่รูปสามเหลี่ยมเข้าใจนะครับ” จูนพยักหน้าเออร์วินก็อธิบายต่อแล้วชี้ไปที่เส้นที่เขาขีดว่า
“ทีนี้คุณดูเส้นที่ผมขีดไว้ตรงนี้นะครับเริ่มจากเส้นนี้คือเวลาเจ็ดโมงเช้า เส้นต่อมาคือแปดโมงเช้า เก้าโมงเช้าตามลำดับ คุณเข้าใจนะครับ” จูนพยักหน้า เออร์วินล้วงอะไรบางอย่างจากถุงผ้าแล้วหยิบแท่งไม้ออกมา เด็กชายตั้งแท่งไม้บนกระดาษก่อนจะล้วงมือเข้าไปในถุงผ้าแล้วหยิบมีดออกมาตัดไม้ออกส่วนหนึ่งแล้วลองตั้งไม้บนกระดาษดูก่อนจะพยักหน้าอย่างพึงพอใจ
“คุณดูเงาของปลายไม้สิครับพอบอกผมได้ไหมครับว่าตอนนี้ปลายของเงาไม้นี้กี่โมงแล้ว” เรเวนที่ได้ยินเออร์วินพูดเช่นนี้ก็ถึงกับนิ่งไปทันทีเพราะเธอรู้แล้วว่าเด็กหนุ่มกำลังทำอะไร จูนมองที่ปลายไม้แล้วบอกว่า
“สิบโมงเช้า?”
“ถูกต้องครับแล้วถ้าเงาของปลายไม้ชี้ที่เส้นนี้ล่ะครับ”
“สิบเอ็ดโมงเช้า?” เห็นจูนตอบได้ถูกต้องเออร์วินก็ถามอีกหลายครั้งจนมั่นใจว่าหญิงสาวเข้าใจวิธีดูเวลาด้วยนาฬิกาแดดแล้ว
“ในเมื่อคุณเข้าใจวิธีดูเวลาแล้วพวกเราก็เข้าไปข้างในกันเถอะครับ” พูดจบเด็กชายก็เดินนำเข้าไปข้างใน จูนกับเรเวนเดินตามเข้าไปอย่างงง ๆ แม้พวกเธอจะรู้สึกทึ่งอยู่บ้างที่สามารถรู้เวลาได้โดยที่ไม่ต้องมีเวทย์มนตร์มาเกี่ยวข้อง แต่พวกเธอยังสงสัยว่าไอ้การดูนาฬิกาแดดนี่มันเกี่ยวข้องอะไรกับการรักษาอาการป่วยของชายแก่
เมื่อเข้ามาในบ้านเออร์วินก็นั่งที่โต๊ะแล้วเชิญให้จูนนั่งก่อนจะวางกระดาษลงบนโต๊ะแล้วหยิบกล่องไม้ใบหนึ่งออกมาจากถุงผ้ามาวางบนโต๊ะ เออร์วินพูดว่า
“เอาล่ะทีนี้ก็มาพูดเื่ยาที่ใช้รักษาพ่อของคุณนะครับ” พูดจบเออร์วินเปิดกล่องไม้เผยให้เห็นเม็ดยาสีกลมเล็ก ๆ เป็ลูกกลอนสีเขียวจำนวนมาก กลิ่นฉุนลอยออกมาแตะจมูกจนจูนขมวดคิ้ว
“นี่คือ?” จูนถามด้วยความสงสัย
“ยาน่ะครับ มันเรียกว่าแอสไพริน”
“ยาแอสไพริน? ไม่ใช่โพชั่นเหรอ” จูนมีสีหน้าหมองลงเมื่อรู้ว่าความช่วยเหลือที่อีกฝ่ายพูดถึงไม่ใช่โพชั่นหรือการใช้เวทย์รักษา ยาลูกกลอนในโลกนี้ไม่ใช่ของแปลกใหม่เพราะเดิมทีก็มียาลูกกลอนที่มีคุณสมบัติต่าง ๆ นานาอยู่แล้ว ซึ่งก็มีทั้งยาลูกกลอนฟื้นฟูพลังเวทย์ ยาลูกกลอนเพิ่มประสาทัั ยาลูกกลอนแปลงร่างเป็สัตว์อสูร ข้อดีของยาลูกกลอนก็คือพกพาสะดวกใช้งานง่าย แต่ว่าพอเป็ยาลูกกลอนที่มีคุณสมบัติในการรักษาอาการป่วยแล้วเธอกลับไม่เคยได้ยินมาก่อน ซึ่งสาเหตุก็เพราะยาที่มีคุณสมบัติในการรักษานั้นจะอยู่ในรูปแบบน้ำที่เรียกว่าโพชั่นสาเหตุที่ต้องเป็น้ำยาก็เพราะว่า มันง่ายต่อการดูดซึมและทำการรักษาเมื่ออยู่ในรูปแบบของเหลว
แม้ว่าจูนจะไม่รู้หนังสือหรือหลักการยาก ๆ ที่ทำไมโพชั่นถึงต้องเป็ของเหลว แต่เธอก็พอจะรู้ว่าปกติแล้วจะไม่มียารักษาในรูปแบบลูกกลอน สีหน้าเธอดูไม่สู้ดีนักรู้สึกเหมือนถูกหลอกให้มีความหวังแล้วก็ทำลายความหวังนั้นทิ้ง เออร์วินเห็นสีหน้าของเธอก็พอเดาความคิดของเธอได้เขาจึงพูดไปว่า
“ผมรู้ดีว่าคุณสงสัยในเ้ายาลูกกลอนนี่แต่คุณไม่ต้องเป็ห่วงไปหรอกครับ เ้านี่ใช้รักษาพ่อคุณได้จริง ๆ เพียงแต่ว่ามันอาจจะต้องใช้เวลาเพราะประสิทธิภาพมันไม่สู้โพชั่น และมันใช้รักษาได้แค่ไข้หวัดเท่านั้น” จูนที่ได้ฟังก็เริ่มคลายกังวลไปบ้างแต่ก็ยังสงสัย
“เ้านี่สามารถใช้รักษาคุณพ่อได้จริง ๆ เหรอคะ” เออร์วินยิ้มให้
“ถ้าเป็อาการป่วยของพ่อคุณล่ะก็คิดว่าได้นะครับ”
“คิดว่าได้เหรอคะ” จูนทวนคำพลางมีสีหน้าหมองลง เออร์วินยิ้มแล้วชี้แจงว่า
“คุณต้องเข้าใจก่อนว่ายาลูกกลอนนี่ไม่ใช่โพชั่นมันเป็เพียงผลผลิตที่ปราศจากเวทย์มนตร์การจะให้มันเป็ยาวิเศษละก็โยนทิ้งความคิดนี้ไปได้เลย แต่การที่มันไม่ใช่โพชั่นไม่ได้แปลว่ามันจะช่วยพ่อคุณไม่ได้นะครับ” จูนยังคงนิ่งเงียบเออร์วินจึงพูดไปอีกว่า “ผมว่าคุณตอนนี้ไม่มีทางเลือกมากนักนะครับ” จูนที่ได้ฟังก็พยักหน้าอย่างจนใจ
“เข้าใจแล้วค่ะจะลองดูถ้ามันช่วยรักษาคุณพ่อได้จริง ๆ จะให้ฉันทำอะไรก็ได้ทั้งนั้น” จูนก้มหน้าแล้วพูดด้วยเสียงสั่นเครือเพราะว่าตอนนี้ตัวเธอไม่มีทรัพย์สมบัติอะไรเลยสักอย่าง ที่พอตอบแทนได้ก็มีแค่รับปากเื่นี้เท่านั้น แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือเด็กชายวางของอีกชิ้นหนึ่งลงบนโต๊ะ ทันทีที่ได้เห็นของสิ่งนั้นแววตาจูนก็ฉายแววสั่นไหวทันที มันคือเหรียญเงินหนึ่งเหรียญที่ช่างเปล่งประกายราวหมู่ดาวบนฟากฟ้า
ณ คฤหาสน์หลังใหญ่แห่งหนึ่งในเมืองไพร์ล็อกแม้ว่าตัวคฤหาสน์หลังนี้จะยังไม่นับว่าใหญ่มากเมื่อเทียบกับคฤหาสน์ของเหล่าเศรษฐีหรือขุนนางจากเมืองอื่น แต่กับเมืองเล็ก ๆ ที่มีประชากรเพียงแค่แปดพันกว่าคนแล้วล่ะก็มันก็นับเป็คฤหาสน์ที่ดูใหญ่โตและโอ่อ่ามากทีเดียว คฤหาสน์แห่งนี้เป็ของเศรษฐีที่มีนามว่า ‘ดอน โกเบอร์’ ดอนเป็เศรษฐีที่มีรูปร่างอ้วนท้วมที่เต็มไปด้วยไขมัน เขามักสวมสร้อยทองเส้นเบ้อเร่อ และแหวนที่ประดับด้วยเพชรสีน้ำตาลเม็ดใหญ่บนนิ้วชี้ข้างขวา ดอนเป็คนที่มักทำนาบนหลังคนเขาทำได้ทุกอย่างเพื่อผลประโยชน์ของตนไม่ว่าจะเป็ปล่อยเงินกู้ดอกเบี้ยโหด โก่งราคาค่าเช่าที่ดินกดราคาสินค้าจากเหล่าพ่อค้าหรือแม้แต่อ้างความชอบธรรมเื่ที่อีกฝ่ายติดหนี้แล้วใช้กำลังบังคับให้เป็ทาสก่อนจะถูกนำไปขาย
สายวันนี้ดอนนอนเล่นบนเตียงพร้อมกับมีบรรดาหญิงสาวนุ่งน้อยห่มน้อยหลายคนคอยปรนนิบัติ คนหนึ่งคอยป้อนอาหารคนหนึ่งคอยพัดคลายร้อนและอีกคนคอยนวดไหล่ และยังมีสาวงามบางคนคอยเล่นดนตรีขับกล่อมให้อีก ตามมุมต่าง ๆ ของห้องจะมีคนที่ใส่เกราะยืนนิ่งไม่ไหวติงทำการรักษาความปลอดภัย ขณะกำลังเพลิดเพลินรับการปรนนิบัติจากเหล่าสาวงามชายคนหนึ่งก็เดินเข้ามาในห้องชายคนนี้มีรูปร่างเตี้ยเล็กแววตาดูลุกหลิกไปมา เดินไปหาดอนแล้วรายงานว่า
“นายท่านขอรับเจคมันกลับมาจากการเก็บหนี้แล้วขอรับ”
“ให้มันเข้ามา” ดอนสั่งพร้อมกับอ้าปากรับการป้อนอาหารของหญิงสาว ชายที่มีรูปร่างเตี้ยเล็กรับคำแล้วเดินออกจากห้องไป สักพักก็กลับเข้ามาพร้อมกับเจคที่เดินตามมาติด ๆ ในมือของเจคถือถุงผ้าหนึ่งใบ