ผมรู้สึกว่าเ้าของข้อมือเล็ก ๆ ที่ผมกำลังลากเข้าบ้านอยู่ตอนนี้ กำลังพยายามขัดขืนผมสุดกำลัง นี่เธอกำลังจะเล่นตลกอะไรอีกกันแน่นะ เมื่อกี๊นี้เธอยังบอกอยู่เลยว่าอยากมาทานข้าวบ้านผม แล้วนาทีต่อมาก็ไม่อยากมาแล้ว หรือเธอกำลังล้อผมเล่นอีกแล้ว เหมือนที่เธอเคยทำ
“พี่รัชช์ปล่อยแพรได้แล้วค่ะ” เธอบอกผมเมื่อเราเดินเข้ารั้วบ้านมา และผมก็ต้องปล่อยข้อมือเล็ก ๆ นั้น ใจหายนิดหน่อยว่าข้อมือขาว ๆ นั่นเกิดรอยแดงเป็ปื้น ผมไม่รู้ตัวเลยว่าตัวเองมือหนัก
“เจ็บมั้ย พี่ไม่ได้ตั้งใจ”
“ไม่เป็ไรค่ะ” เธอตอบแต่ไม่มองหน้าผม
“เดี๋ยวแพรเข้าไปช่วยคุณป้านีในครัวนะคะ” เธอหลบหน้าผมแน่ๆ และนั่นมันทำให้ผมอดสมเพชตัวเองไม่ได้ ...หึ แพรพิชชาก็คงจะแค่พูดตามมารยาทว่าอยากมากินข้าวที่บ้านผมกับแม่ และผมก็ทึกทักเอาเองว่าคำพูดตามมารยาทของเธอคือสิ่งที่เธอคิดจริง ๆ แล้วผมก็หลงดีใจบ้า ๆ บอ ๆ ไปเอง ไอ้รัชช์เอ๋ย นายนี่มัน “ไก่อ่อน” เสมอต้นเสมอปลาย อย่างที่ “ใครบางคน” พูดเอาไว้จริง ๆ
“อ้าว แพร สวัสดีจ้ะ ดีจริง วันนี้ป้ามีลูกมือทำกับข้าว มา ๆ มาช่วยชิมฝีมือป้าหน่อยว่าเป็ยังไงบ้าง” ผมได้ยินเสียงแม่แว่ว ๆ มาจากในครัว พร้อมๆ กับเสียงหวานใสของหนูแฉะตอบกลับเบา ๆ
ท่องไว้ไอ้รัชช์ อย่าให้ตาใส ๆ หน้าสวย ๆ เสียงหวาน ๆ ของผู้หญิงคนนี้มาทำให้นายต้องเจ็บอีก
ท่องไว้!!!
เวลาหกโมงเย็น
แม่ผมกับแพรพิชชาเดินเรียงกันออกมาจากในครัว ในมือถือจานชามไม่ว่างกันทั้งสองมือ
“มาครับแม่ ผมช่วย” ผมรับจานจากมือแม่ โดยพยายามไม่มองไปที่คนที่เดินตามหลังแม่ออกมา
“โห วันนี้ทำไมกับข้าวหลายอย่างจัง” ผมทัก เพราะบนโต๊ะกับข้าวตอนนี้ มีแกงจืดตำลึงเต้าหู้หมูสับ น้ำพริกกะปิ ผักลวก ปลาทูทอด แล้วก็ยังมีชะอมชุบไข่ทอดอีก
“เถอะน่า วันนี้แพรมากินข้าวด้วย แม่ก็ขอจัดเต็มหน่อย” แม่บอกพร้อมกับนั่งลงที่หัวโต๊ะ ผมกับแพรพิชชาเลยต้องนั่งลงฝั่งตรงข้ามกันพอดี ผมเหลือบตาไปมองคนที่ั้แ่ถือจานออกมาจากครัวยังไม่พูดอะไรซักคำ แต่เธอพยายามมองไปทางอื่น ไม่มองหน้าผมเลย
“รัชช์ลองชิมน้ำพริกกะปินี่หน่อยสิจ๊ะ ว่าเป็ยังไงบ้าง” แม่ผมชวนให้ผมลองชิมน้ำพริกที่อยู่บนโต๊ะ ผมชอบน้ำพริกกะปิ แต่ปกติแล้วผมกินเผ็ดไม่ค่อยได้ ต่างกับแม่และ...ยัยหนูแฉะที่ชอบอาหารรสจัดเป็ชีวิตจิตใจ
ผมตักน้ำพริกมาชิมโดยอัตโนมัติ...
หืมมม อร่อยจัง แล้วก็ไม่เผ็ดมากด้วย
“อร่อยจังครับแม่ ไม่เผ็ดมาก ผมกินได้”
“อร่อยก็กินเยอะ ๆ นะจ๊ะ” แม่บอกผมยิ้ม ๆ
ตลอดมื้อเย็นของวันนี้ ผมและหนูแฉะเราไม่ได้คุยอะไรกันแม้แต่คำเดียว ทุก ๆ ที่เราบังเอิญหันมาเจอตากัน ไม่ผมก็เธอต้องเป็ฝ่ายหลบสายตาไปก่อน นี่เป็การกินข้าวร่วมกันมื้อแรกในรอบสองปีของผมกับเธอ แต่ทำไมนะ บรรยากาศมันถึงเป็แบบนี้ไปซะได้ และตอนที่ผมกำลังคิดเรื่อยเปื่อยอยู่นั้น ผมก็ได้ยินเสียงแม่พูดกับยัยหนูแฉะ
“วันหลังมากินข้าวบ้านป้าอีกนะจ๊ะแพร กินกับนายรัชช์สองคน ป้าเหงา”
“ได้ค่ะคุณป้า แต่มื้อหน้า แพรขอเชิญคุณป้าไปทานข้าวบ้านแพรบ้างนะคะ คุณป๋าคงดีใจ”
ผมสังเกตเห็นเมื่อแพรพิชชาพูดคำว่า “คุณป๋า” สีหน้าของแม่ผมเหมือนจะเปลี่ยนไปนิดนึง มันดูเจื่อน ๆ แปลก ๆ เอ คุณลุงพีระกับแม่ มีเื่อะไรที่ผมไม่รู้รึเปล่านะ
“นี่ นายรัชช์ เดี๋ยวกินเสร็จเดินไปส่งน้องด้วยนะ มันมืดแล้ว ตอบแทนที่น้องอุตส่าห์ตำน้ำพริกให้กิน”
อะไรนะ!!! หนูแฉะนี่น่ะเหรอ ทำอาหาร
“อ้าว อย่ามาทำหน้าแปลกใจ น้ำพริกถ้วยนี้แพรเป็คนทำเองทั้งหมดเลยนะ ทำรสแบบที่รัชช์ชอบเลย น้องบอกว่ารัชช์ไม่กินเผ็ด ดูซิแทนที่จะขอบคุณน้อง ยังมาทำคิ้วขมวดอีก น้องอุตส่าห์จำได้”
“ขอบใจ” นี่เป็ประโยคแรกเลยละมั้ง ที่ผมได้คุยกับแพรพิชชาตรง ๆ
“ค่ะ” เสียงเธอตอบเบาแสนเบาเหมือนกลัวดอกพิกุลจะหล่นจากปาก
“คุณป้าคะ เดี๋ยวแพรล้างจานช่วยคุณป้าก่อนแล้วถึงจะกลับค่ะ” เธอบอกพร้อมกับช่วยแม่ผมเก็บโต๊ะอาหาร
ผมยืนพิงขอบประตูครัวมองร่างเล็ก ๆ ของแพรพิชชาที่กำลังล้างมือเตรียมตัวจะกลับบ้านหลังจากช่วยแม่ผมช้างจานเสร็จแล้ว
“จะกลับบ้านไม่ใช่เหรอ เดี๋ยวพี่เดินไปส่ง” ผมบอกเมื่อเธอหันมา แล้วรีบเดินออกไปรอเธอที่หน้าบ้าน ตอนนี้ผมบอกไม่ถูกเหมือนกันว่ารู้สึกยังไง แต่บอกได้อย่างนึงคือผมกำลังกลัว กลัวว่าความรู้สึกบางอย่างที่ผมคิดว่าตัวเองควบคุมมันได้ มันจะกลับมาแสดงตัวอีกครั้ง และผมไม่อยากเจ็บเพราะมันอีกแล้ว
...ความรู้สึกที่เรียกว่า ..รัก...