ก่อกำเนิด : เทพเซียน 9 วิบัติ [จบ]

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 47 เหลยต้งแห่งสำนักตี้หยิน

            ทั้งสองคนเพิ่งเหาะออกไปได้ไม่ถึงสามจั้งพลันมีแสงเพลิงพุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว

            เมื่อพวกเขาสังเกตเห็น ลำแสงนั้นก็พุ่งมาถึงตรงหน้าพวกเขาแล้ว

            เปรี้ยง!

            แสงเพลิงพุ่งเข้าชนร่างของสองคนนั้นจนกระเด็นถอยหลังไปสามสิบจั้งแล้วจึงหยุดนิ่งลง

            แสงเพลิงหยุดนิ่งอยู่เหนือตระกูลเสิ่นแสดงภาพมายาเป็นร่างของเสี่ยวเหยียน

            ส่วนร่างของเสิ่นเสวียนค่อยๆปรากฏขึ้นข้างกายเสี่ยวเหยียน ลอยอยู่กลางอากาศด้วยท่าทางสบายๆ

            เมื่อพลังถึงขั้นแก่นทองคำระดับต้นแล้วทำให้เขาสามารถเหาะอยู่กลางอากาศช่วงระยะเวลาหนึ่งได้โดยไม่เปลืองแรงนัก

            “ได้ยินว่าพวกเจ้าต้องการเจอข้าอย่างนั้นหรือ”

            เสิ่นเสวียนยืนอยู่กลางอากาศกล่าวเสียงเรียบ

            เคล็ดวิชาบำเพ็ญเพียรให้ความสำคัญกับรายละเอียดแม้เขายังไม่ถึงขั้นเหาะเหินเดินอากาศได้ แต่ด้วยเคล็ดวิชาบำเพ็ญเพียรทำให้เขาสามารถยืนอยู่กลางอากาศได้

            “ยืนอยู่กลางอากาศ!เจ้าอยู่ในขั้นราชันอย่างนั้นหรือ”

            ผู้นำที่อยู่ในขั้นราชันผู้นั้นมองเสิ่นเสวียนภายใต้หน้ากากวิญญาณมีความสงสัยอยู่เล็กน้อย

            ในข้อมูลที่เขาได้รับมา เสิ่นเสวียนมีพลังยุทธ์ขั้นแม่ทัพเท่านั้นเหตุใดตอนนี้ถึงต่างกันมากขนาดนี้

            หากอีกฝ่ายอยู่ในขั้นราชันจริงๆเขาคงรั้งเอาไว้ได้ยากมาก

            บนยอดหอคอยตระกูลหาน หานหนานเทียนและคนผู้นั้นลุกขึ้นยืนต่างมองไปบนท้องฟ้าเหนือตระกูลเสิ่น

            พวกเขากึ่งดีใจ กึ่งกังวล

            ที่ดีใจคือเสิ่นเสวียนออกมาแล้วในที่สุดเขาก็ได้แก้แค้นแล้ว ส่วนที่กังวลคืออีกฝ่ายแข็งแกร่งขึ้นจริงๆ!

            “เจ้าไม่รู้จักข้าเลยด้วยซ้ำเหตุใดถึงต้องการตัวข้า”

            เสิ่นเสวียนมองอีกฝ่ายด้วยความโกรธไม่ว่าจะเป็นเผ่าอนธการหรือตระกูลหานมาหาเรื่องเขายังพอเข้าใจได้ เพราะตนทำร้ายพวกเขาไปแล้วแต่คนที่ไม่ได้รู้จักเขาเลยอย่างเจ้านี่กลับเข้ามาหาเรื่อง แบบนี้ทำเกินไปแล้วหรือเปล่า

            “ปล่อยผู้เฒ่าล่างของข้าลงเขาอายุมากขนาดนี้แล้ว ทนกับการทรมานของเจ้าไม่ได้หรอก”

            ทว่าขั้นราชันผู้นั้นกลับเชื่อฟังเสิ่นเสวียนจริงๆเขาคลายมือปล่อยให้ร่างของเสิ่นล่างร่วงหล่นลงไปทันที เสี่ยวเหยียนพุ่งดิ่งลงไปรับเสิ่นล่างเอาไว้ได้

            เสิ่นล่างเหาะขึ้นไปด้านบนอีกครั้งด้วยร่างที่สั่นเทิ้มกล่าวกับเสิ่นเสวียน “เจ้ากลับมาทำไมเจ้าสู้พวกเขาได้หรือ”

            “ผู้เฒ่าล่างลำบากท่านแล้ว ระหว่างที่ข้าเก็บตัวฝึกฝนข้าได้รับโอกาสและโชคที่ยิ่งใหญ่ กำลังต้องการคนมาทดสอบพลังอยู่พอดีแล้วข้าก็คิดว่าเขาไม่เลวเลยทีเดียว

            เสิ่นเสวียนสะบัดหัวเล็กน้อยยืดเส้นยืดสายกล่าวด้วยท่าทางผ่อนคลายอย่างยิ่ง

            ประโยคนั้นดังก้องอยู่ในหูของเสิ่นล่างที่กำลังสับสนหรือว่าเสิ่นเสวียนตั้งใจสู้กับขั้นราชันผู้นั้นจริงๆ

            “เจ้าคือเสิ่นเสวียนอย่างนั้นหรือ”

            “ไร้สาระ ไม่รู้จักข้าแล้วมาตามหาข้าทำไม”

            “ไม่เลวเลยน่าสนใจยิ่งนัก”

            คนผู้นั้นพยักหน้า กระตุกยิ้มมุมปากภายใต้หน้ากากวิญญาณ

            “ว่ามา ใครสั่งเจ้ามา”

            เสิ่นเสวียนลอยอยู่ตรงนั้นพลางกล่าว

            หานหนานเทียนที่อยู่บนยอดหอคอยตระกูลหานรู้สึกตึงเครียดกลัวว่าอีกฝ่ายจะซัดทอดมาถึงเขา

            “เขาคงไม่บอกออกไปใช่ไหม”หานหนานเทียนถามคนที่ยืนอยู่ข้างๆ

            “ไม่หรอก เขาเก็บความลับได้เป็นอย่างดี”

            “หานหนานเทียน”

            ขั้นราชันที่ลอยอยู่ตรงนั้นกล่าวเสียงเรียบเขาเปิดเผยชื่อของหานหนานเทียนออกมาตรงๆ

            ทั้งสองคนบนยอดหอคอยตระกูลหานสีหน้าเปลี่ยนไปทันทีโดยเฉพาะคนที่ท่าทางเหมือนโจรใจเหี้ยมผู้นั้นที่มีสีหน้าเก้อเขินเล็กน้อย

            บนท้องฟ้าเหนือตระกูลเสิ่นขั้นราชันผู้นั้นมองเสิ่นเสวียนด้วยท่าทางผ่อนคลายไม่ปิดบังอะไรเลย จากนั้นเขาก็ถอดหน้ากากออก

            เขาดูเหมือนมีอายุกว่าสี่สิบปีบนใบหน้ามีรอยบากจากตาซ้ายไปถึงคาง เหมือนเคยโดนใครฟันหน้ามา

            “เหลยต้งแห่งสำนักตี้หยิน!”

            เมื่อถอดหน้ากากออก เสิ่นล่างที่ลอยอยู่ข้างๆพลันตะโกนออกมาทันทีด้วยสีหน้าตื่นตกใจ เขาคิดไม่ถึงเลยว่าคนผู้นี้คือเหลยต้งจากสำนักตี้หยิน!

            ช่วงวัยหนุ่มเขาไปท่องเที่ยวหาประสบการณ์อยู่ภายนอกเคยเข้าไปในอาณาเขตที่ถูกทอดทิ้งแล้วเห็นการเข่นฆ่าสังหารอยู่หลายครั้ง ในตอนนั้นเขาเคยเห็นเหลยต้งสังหารขั้นราชันคนหนึ่งตายไปกับตาตนเอง

            สถานที่ที่เรียกว่าอาณาเขตที่ถูกทอดทิ้งคืออาณาเขตที่ไม่สนใจแคว้นต่างๆ ไม่สนใจการค้า และไม่สนใจกฎเกณฑ์ต่างๆ ที่มนุษย์กำหนดขึ้นเช่นกัน

            มันมีชื่อว่า ‘หุบเขาสุขาวดี’

            คนที่ใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ต่างเป็นคนกระหายเลือดพวกเขาอาจเป็นที่หมายหัวจากแคว้นต่างๆ หรืออาจโดนไล่ล่าจนต้องมาซ่อนตัวที่นี่

            สรุปแล้ว ชื่อเสียงอันโหดเหี้ยมของหุบเขาสุขาวดีเลื่องลือไปทั่วทั้งแคว้นส่วนเหลยต้งผู้นี้คือคนที่โด่งดังมากในหุบเขาสุขาวดี

            เหลยต้งเป็นบุตรบุญธรรมที่ประมุขสำนักอาวุโสแห่งสำนักตี้หยินเก็บมาเลี้ยงทว่าภายหลังเขาเข้าช่วงชิงตำแหน่งมาและยึดครองสำนักตี้หยิน พลังของเขาไม่ได้อยู่ในจุดสูงสุดของหุบเขาสุขาวดีแต่ระดับความโหดเหี้ยมของเขากลับอยู่ในสิบอันดับแรก

            “เขายอดเยี่ยมมากเลยหรือ”

            เสิ่นเสวียนหันไปถามเสิ่นล่างที่กำลังตื่นตกใจเขาไม่รู้เลยจริงๆ ว่าอีกฝ่ายเป็นใครมาจากไหน

            “เจ้าต้องโง่ขนาดไหนแม้แต่ชื่อของข้ายังไม่เคยได้ยิน”

            เหลยต้งเห็นท่าทางของเสิ่นเสวียนเดิมทีคิดว่าอีกฝ่ายจะหวาดกลัวจนต้องอ้อนวอนขอชีวิต ที่นี่ห่างจากหุบเขาสุขาวดีไม่ถึงสามพันลี้เลยด้วยซ้ำชื่อเสียงโหดเหี้ยมของเขายังมาไม่ถึงที่นี่อีก ช่างน่าผิดหวังจริงๆ

            “ท่านผู้นำคนผู้นี้โหดเหี้ยมอำมหิตมาก เคยสังหารผู้แข็งแกร่งขั้นราชันมาก่อน ท่านต้องระวังให้มาก”

            เสิ่นล่างกล่าวกับเสิ่นเสวียนด้วยสีหน้าเคร่งขรึมรู้สึกเครียดยิ่งกว่าครั้งไหนๆ

            แม้คนจากสำนักไท่อีจะแข็งแกร่งแต่เสิ่นเสวียนปกปิดตัวตนไว้ล่วงหน้าแล้ว ในตอนนี้เบื้องหลังของพวกเขาคือตระกูลเสิ่นจะแอบซ่อนที่ไหนได้อีก แน่นอนว่าในช่วงเวลาสำคัญ แม้เขาต้องตายก็ต้องปกป้องเสิ่นเสวียนไว้ให้ได้

            เสิ่นเสวียนคือความหวังของตระกูลเสิ่นตราบใดที่เสิ่นเสวียนยังมีชีวิตอยู่ ตระกูลเสิ่นต้องรุ่งเรืองขึ้นไปได้อย่างแน่นอน

            “ข้าเข้าใจแล้วตระกูลหานเชิญพวกเจ้ามาใช่ไหม หลังจากนั้นก็ส่งให้มาจัดการตระกูลเสิ่นของข้า”เสิ่นเสวียนกล่าวอย่างเข้าใจ

            “ฮ่าๆ ตระกูลหานเจ้าเด็กหานหนานเทียนนั่นยังไม่มีสิทธิ์เชิญข้าหรอก”

            เหลยต้งหัวเราะเสียงเย็น สำหรับเขาแล้วเมืองอวี่ฮว่าเป็นเพียงเมืองที่ด้อยความสามารถพลังอำนาจที่นี่เทียบได้กับการทะเลาะวิวาทเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น ไม่ได้ยิ่งใหญ่อะไรเลย

            “อ้อ ไม่ใช่ตระกูลหานอย่างนั้นหรือน่าสนใจจริงๆ”

            เสิ่นเสวียนมองอีกฝ่ายพลางพยักหน้าเรื่องราวที่เกิดขึ้นนี้ไม่ได้ธรรมดาขนาดนั้น แต่ก็มั่นใจได้ว่าต้องเกี่ยวข้องกับตระกูลหานอย่างแน่นอน

            ส่วนบนยอดหอคอยตระกูลหาน ชายวัยกลางคนหน้าตาเหมือนโจรใจเหี้ยมผู้นั้นเหงื่อไหลเต็มใบหน้าก่อนหน้านี้เขาไม่เคยรู้สึกมาก่อนเลยว่าเหลยต้งจะเชื่อถือไม่ได้ขนาดนี้เพราะอีกฝ่ายไม่ค่อยพูดที่เลือกเขาก็เพราะเขาโหดเหี้ยมและน่าเชื่อถือ ที่ไหนได้กลับเป็นคนพูดมากเสียนี่

            “น่าเสียดายจริงๆต้นกล้าที่ดีเช่นนี้กลับต้องเอาชีวิตมาทิ้งไว้ที่นี่”

            เหลยต้งส่ายหัว กล่าวด้วยความเสียดายจากนั้นแววตาของเขาพลันเย็นเยียบขึ้นมา

            “อธิษฐานให้ชาติหน้าของเจ้าอย่าได้เจอข้าอีกก็แล้วกัน”

            ระหว่างที่กล่าว ฝ่ามือของเขาโจมตีเข้าใส่เสิ่นเสวียนอย่างแม่นยำกลุ่มก้อนพลังรวมตัวกันอย่างรวดเร็วที่ใจกลางฝ่ามือ เพียงไม่กี่ลมหายใจก็กลายเป็นลูกไฟขนาดใหญ่เท่ากำปั้นแล้ว

            ลูกไฟดวงนั้นพุ่งออกจากใจกลางฝ่ามือตรงเข้าใส่เสิ่นเสวียนด้วยความเร็วสูงดูน่ากลัว

            กลุ่มก้อนพลังพุ่งถึงตรงหน้าเสิ่นเสวียนในพริบตาเดียว

            “ระวัง!”

            เสิ่นล่างที่อยู่ข้างๆ ตะโกนเตือนเสิ่นเสวียนเสียงดังก้องแต่เพราะเขาเสียพลังไปมาก ทำให้เขาไม่มีพลังเข้าไปขวางไว้

            ทว่าในตอนที่เหลยต้งคิดว่าเสิ่นเสวียนต้องตายแน่ๆเขากลับเห็นเสิ่นเสวียนยกมือขึ้นตบลูกไฟดวงนั้นอย่างจัง

            ลูกไฟดวงนั้นไม่ได้ระเบิดออกแต่มันกระเด็นกลับไปหาเหลยต้งตามแรงที่เสิ่นเสวียนตบกลับไป

            มันพุ่งไปรวดเร็วยิ่งกว่าก่อนหน้านี้มาก

            “หืม?”

            เหลยต้งมองลูกไฟที่พุ่งกลับมาด้วยสีหน้าตึงเครียดเขาขมวดคิ้วเล็กน้อย แล้วปล่อยลูกไฟที่ใหญ่กว่าเดิมออกไปทันที

            ตูม!

            พลังทั้งสองพุ่งเข้าปะทะกันและระเบิดขึ้นบนท้องฟ้าเหนือตระกูลเสิ่นควันหนาทึบปกคลุมไปทั่ว เสียงดังกึกก้องจนแก้วหูแทบแตก ในขณะที่พลังระเบิดออก คลื่นพลังมิติสั่นสะเทือนเล็กน้อยร่างของเสิ่นเสวียนปรากฏขึ้นเหนือหัวของเหลยต้ง สองมือจับกระบี่เพลิงเอาไว้แน่นก่อนฟันใส่เหลยต้ง

            “เผ่าอนธการ!”

            เมื่อเห็นกระบี่ฟันลงมาเหลยต้งจึงตะโกนออกไปด้วยความตกใจ

    คล้ายกับเรื่องก่อกำเนิด : เทพเซียน 9 วิบัติ [จบ] ที่คุณอ่าน