จ้าวศัสตราเทวะ [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 6 ตอนที่ 152 โชคลาภไม่คาดฝัน

                ไป๋หยุนเฟยจ้องมองลูกไฟที่เต้นระริกอยู่บนมืออย่างตั้งใจพร้อมกับพึมพำว่า“คิดไม่ถึงว่าจะได้รับมาโดยบังเอิญเช่นนี้...”

                ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้เป็นการสร้างพันธะวิญญาณที่นับได้ว่าแปลกพิสดารอย่างยิ่ง ไป๋หยุนเฟยไม่ทราบว่าขั้นตอนปกติต้องเป็นเช่นไรแต่ก็มั่นใจว่าตามปกติแล้วคงไม่เป็นเช่นที่ตนเองประสบอย่างแน่นอน

                เพียงเริ่มต้นมันก็ปฏิเสธอย่างเด็ดขาดแต่ในขณะที่ไป๋หยุนเฟยกำลังรั้งพลังคืนมานั้นกลับชักนำบางอย่างที่คาดไม่ถึงกลับมาด้วย--- บางส่วนของแก่นพลังธาตุอัสนี

                ยิ่งไปกว่านั้นหลังจากที่รั้งพลังกลับมาบางส่วนจากแก่นพลังอัสนีก็ยังผสานรวมเข้ากับแก่นพลังธาตุไฟแม้จะเพียงแค่น้อยนิดจนไม่อาจนับได้แต่ก็ยังถือว่าทำให้ไป๋หยุนเฟยกลายเป็นผู้มีพื้นฐานพลังที่ไม่เหมือนผู้ใดในแผ่นดินหากวันข้างหน้ามีโอกาสได้ฝึกปรือพลังธาตุอัสนีก็จะช่วยให้สามารถฝึกได้ราบรื่นและรวดเร็วยิ่งขึ้น

                แต่ทว่าในยามนี้ไป๋หยุนเฟยยังไม่เข้าใจต่อเรื่องนี้กระจ่างนัก ที่ทำให้มันดีใจก็เพียงเพราะขณะที่รั้งพลังกลับคืนนั้นยังมีสิ่งที่ได้รับกลับมาด้วย--- พลังวิญญาณ

                ขณะนั้นวิหคสายฟ้าไร้ปฏิกิริยาใดๆที่จะต่อต้านหรือผลักดันทั้งหมดเป็นไปโดยสัญชาติญาณที่จะนำแก่นพลังและพลังวิญญาณของตนผสานเข้ากับไป๋หยุนเฟยแต่ทว่าหลังจากไป๋หยุนเฟยถอนตัวออก มันกลับไม่มีปฏิกิริยาอันใดปล่อยให้ส่วนหนึ่งของพลังที่ผสานเข้ากับพลังวิญญาณของไป๋หยุนเฟยถูกชักนำออกไปด้วยและเมื่อพลังวิญญาณเหล่านั้นเข้าสู่ร่างไป๋หยุนเฟยแทนที่จะเป็นเช่นผู้ฝึกปรือวิญญาณอื่นที่เมื่อมีพลังวิญญาณแปลกปลอมเข้าสู่ร่างก็จะถูกสลายไปแต่กลับถูกไป๋หยุนเฟยดูดซับเอาไว้และผสานรวมกลายเป็นพลังของตนโดยราบรื่น

                ดังนั้นระดับพลังของไป๋หยุนเฟยในยามนี้ก็คือ...

                “ใกล้บรรลุถึงด่านภูตวิญญาณระดับปลายแล้ว!” ไป๋หยุนเฟยสะบัดมือสลายลูกไฟจากนั้นสัมผัสถึงพลังวิญญาณที่ไหลเวียนในร่าง “คิดไม่ถึงว่าเพียงพริบตาเดียวก็สามารถเพิ่มพูนพลังวิญญาณได้มากมายถึงเพียงนี้หากข้าปล่อยให้ดำเนินต่อไปอีกสักครู่...”

                “แต่ก็ใช่จะเป็นอย่างที่คิดเสมอไปหากปล่อยให้ดำเนินต่อไปอีกสักหลายลมหายใจไม่แน่ว่าข้าจะไม่อาจล้มเลิกการก่อพันธะวิญญาณได้ และยิ่งไปกว่านั้นหาก‘ช่วงชิง’มากเกินไปก็อาจทำให้วิหคสายฟ้าบาดเจ็บได้--- ทางที่ดีอย่าได้ละโมบจนเกินไป... ที่ได้รับมานี้ก็เรียกได้ว่าเกินพอแล้ว”ไป๋หยุนเฟยส่ายหน้าหัวเราะเยาะพร้อมกับตำหนิตนเอง

                “ภูตวิญญาณระดับปลายข้ารู้สึกได้ว่ายังขาดอีกเพียงเล็กน้อยเท่านั้น หากคำนวณจากพลังวิญญาณแล้วไม่แน่ว่าจะขาดอีกเพียงยี่สิบแต้มเท่านั้น ยามนี้พลังวิญญาณสูงสุดข้ามีอยู่เท่าใดขอบเขตพลังของด่านภูตวิญญาณระดับปลายคือเท่าใด? อีกสักครู่สมควรทดสอบดูสักคราบางทีคืนนี้ข้าอาจบรรลุถึงด่านภูตวิญญาณระดับปลายได้...”

                “แต่ทว่าก่อนจะทำเช่นนั้นยังมีเรื่องที่จะต้องขบคิด...”ระหว่างที่ไป๋หยุนเฟยครุ่นคิดก็นำเครื่องประดับที่ช่วยเพิ่มจิตวิญญาณออกมาจำนวนหนึ่งนี่เป็นสิ่งที่มันเก็บรวบรวมมาโดยตลอด ทั้งหมดล้วนเป็นระดับ +8 เนื่องเพราะเครื่องประดับที่ช่วยเพิ่มจิตวิญญาณนั้นพบได้ยากเย็นไป๋หยุนเฟยจึงไม่กล้าจะเสี่ยงอัพเกรดพวกมันจนอาจต้องสลายไป

                “เพิ่มจิตวิญญาณก็คือเพิ่มพลังวิญญาณและผู้ฝึกปรือวิญญาณที่จะบรรลุถึงระดับใดก็พิจารณาจากพลังวิญญาณว่ามีเท่าใด หากยึดตามหลักการเช่นนี้ประกอบกับระดับพลังของข้าในยามนี้ถ้าหากข้าสวมเครื่องประดับที่ช่วยเพิ่มจิตวิญญาณเข้าไปก็จะช่วยเพิ่มพลังวิญญาณได้อีกหลายสิบแต้มพลังวิญญาณข้าสมควรจะก้าวข้าม‘ขอบเขต’ไปได้แต่ว่า...” ไป๋หยุนเฟยสวมเครื่องประดับลงไป จากนั้นหลับตาลงเพื่อสัมผัสพลัง

                ผ่านไปชั่วครู่ใหญ่ในที่สุดไป๋หยุนเฟยก็ลืมตาขึ้นอีกครั้ง ดวงมันทอแววครุ่นคิด“ช่างเป็นความรู้สึกที่แปลกพิสดารนัก พลังวิญญาณข้าเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนแต่ว่าระดับพลังกลับไม่อาจข้ามขอบเขตไปได้หรือจะกล่าวได้ว่าอุปกรณ์ที่จะช่วยเพิ่มพลังนั้น ไม่สามารถนับรวมเป็นพลังที่แท้จริงของข้าได้?ช่างซับซ้อนนัก...”

                ……

                สำหรับเครื่องประดับที่ช่วยเพิ่มจิตวิญญาณนั้นเนื่องเพราะมีส่วนสัมพันธ์กับพลังวิญญาณของผู้ฝึกปรือวิญญาณ ดังนั้นที่ผ่านมาไป๋หยุนเฟยจึงศึกษาโดยละเอียดประเด็นสำคัญที่สุดก็คือ ยามสวมใส่จะช่วยเพิ่มพูน ยามถอดออกก็จะลดลง

                ไป๋หยุนเฟยเคยมีสมมุติฐานว่าเมื่อพลังวิญญาณใกล้หมดสิ้นนั้นหากสวมเครื่องประดับที่ช่วยเพิ่มจิตวิญญาณอีกหนึ่งร้อยแต้มก็จะสามารถเพิ่มพลังวิญญาณได้อีกหนึ่งร้อยแต้มแล้วเมื่อใช้พลังวิญญาณหนึ่งร้อยแต้มนี้หมดไป ก็ถอดเครื่องประดับออกออก พลังวิญญาณก็จะไม่ลดลงจากนั้นสวมกลับเข้าไปอีกครั้งพลังวิญญาณก็จะเพิ่มขึ้นอีก ---เช่นนี้ไม่เท่ากับมันมีพลังวิญญาณให้ใช้ได้ไม่สิ้นสุดหรอกหรือ?

                แน่นอนว่าบั๊กเช่นนี้ย่อมเป็นไปไม่ได้ด้วยกฎเกณฑ์ของโลกแห่งนี้ ส่งผลให้กระบวนการอัพเกรดมีการเปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อยเพื่อไม่ให้เป็นการขัดต่อกฎเกณฑ์ของโลกนี้จนเกินไปหากว่าไป๋หยุนเฟยมีความทรงจำโดยสมบูรณ์ของผู้ที่ข้ามมิติก็คงจะสามารถเข้าใจหลักเกณฑ์นี้ได้แต่ทว่ามันมีเพียงเศษเสี้ยวความทรงจำที่ถูกฝังลึกอยู่ภายในจิตวิญญาณอีกทั้งความสามารถในยามนี้ของไป๋หยุนเฟยก็ยังไม่เพียงพอจะหยั่งไปถึงได้ดังนั้นที่ทำได้ก็มีเพียงต้องทดลองและค้นพบไปทีละน้อยเท่านั้น

                เมื่อผลลัพธ์เป็นเช่นนี้ ไป๋หยุนเฟยก็ได้แต่เผยสีหน้าเศร้าหมองออกมาผลลัพธ์ที่ได้ไม่เป็นไปตามที่วาดฝันเอาไว้ เช่นเดียวกับเมื่อครั้งที่มันทดลองเหลือพลังวิญญาณเพียงสิบแต้มแล้วจึงสวมแหวนที่ช่วยเพิ่มพลังวิญญาณหนึ่งร้อยแต้มจากนั้นก็ใช้พลังวิญญาณหนึ่งร้อยแต้มหมดจนเหลือสิบแต้มเท่าเดิม และเมื่อถอดแหวนออกพลังวิญญาณก็จะลดลงหนึ่งร้อยแต้ม --- พลังวิญญาณมีเพียงสิบแต้มผู้ใดว่าลดลงกว่านี้ไม่ได้? ดังนั้นแล้วพลังวิญญาณมันจึงติดลบ... ผลของการเสื่อมสูญพลังวิญญาณเกินตัวก็ทำให้มันสลบไปทันที

                ……

                ไป๋หยุนเฟยหมกตัวอยู่ในห้องเพื่อเรียนรู้และทำความคุ้นเคยกับพลังวิญญาณส่วนที่ได้รับเพิ่มมาจากนั้นระหว่างรับประทานอาหารเย็นเมื่อพบกับจิ้งหมิงเฟิงจึงทราบว่าเย่ถิงได้สร้างพันธะวิญญาณกับวิหคสายฟ้าเรียบร้อยแล้วขณะเดียวกันก็ก้าวข้ามเข้าสู่ด่านบรรพวิญญาณแล้ว ยามนี้กำลังอยู่ในระหว่างปรับพลังให้มั่นคงไป๋หยุนเฟยได้ทราบก็ตกตะลึงเพราะขณะที่ตนเองอยู่ในห้องกลับไม่ได้รับรู้ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ทราบเป็นเพราะมันจดจ่อกับการฝึกปรือจนไม่รับรู้ต่อเหตุการณ์รอบข้าง หรือเป็นเพราะเย่ถิงจงใจกดพลังไว้ไม่ให้ปะทุออกมา

                จากนั้น เมื่อมีจิ้งหมิงเฟิงคอย‘คุ้มกัน’ให้ คืนนี้ไป๋หยุนเฟยจึงอัพเกรดขนานใหญ่อย่างวางใจ

                ……

                ครึ่งชั่วยามต่อมา...

                อัพเกรดสำเร็จ

              “ระดับไอเทม: ชั้นดี”

              “ระดับการอัพเกรด: +10”

              “คุณลักษณะเพิ่มเติม: จิตวิญญาณ +63”

              “ผลกระทบเพิ่มเติมระดับ +10 : สามารถสะสมแต้มวิญญาณเพื่อใช้ในภายหลังไว้ได้300 แต้ม โดยไม่นับว่าเป็นแต้มวิญญาณของผู้สวมใส่”

              “สิ่งจำเป็นในการอัพเกรด: แต้มวิญญาณ 30 แต้ม”

                ไป๋หยุนเฟยตาเป็นประกายขณะจ้องมองแหวนช่องมิติในมือใบหน้ามันฉายแววปลามปลื้มยินดี “สามารถสะสมพลังวิญญาณไว้ใช้ได้?ผลกระทบเพิ่มเติมที่ไม่เลวทีเดียว! ฮ่า ฮ่า วิเศษ วิเศษมากวันนี้โชคของข้านับว่าไม่เลวเลย ถึงกับได้รับโชคลาภไม่คาดฝันอีกครั้งแล้ว”

                แหวนช่องมิติวงนี้เป็นหนึ่งในแหวนหลายวงที่แย่งชิงมาจากสำนักเจ้าอสูรในคราก่อนก่อนหน้านี้ไป๋หยุนเฟยทำแหวนเหล่านั้นสลายไปแล้วสี่วงคิดไม่ถึงว่าวงนี้จะได้คุณสมบัติเพิ่มจิตวิญญาณ ทั้งยังสามารถอัพเกรดจนถึง +10มิหนำซ้ำผลกระทบเพิ่มเติมยังยอดเยี่ยมอีกด้วย ถือได้ว่าเป็นโชคลาภที่ไม่เลวทีเดียว

                “แต้มวิญญาณสามร้อยแต้มเพียงพอให้ข้าใช้มีดปีกเพลิงได้ครั้งหนึ่งแล้ว หากใช้ให้ถูกจังหวะถือเป็นไพ่ตายได้เลยทีเดียว!” ไป๋หยุนเฟยพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ ก่อนจะสวมแหวนวงนี้ลงไป

                ขณะมองดูแหวนบนนิ้วทั้งสองวงไป๋หยุนเฟยก็ฝืนยิ้มพลางสั่นศีรษะเช่นนี้ข้าไม่ดูคล้ายกับพวกเศรษฐีใหม่อวดรวยหรอกหรือ แต่ก็ช่างปะไร ขอเพียงช่วยเพิ่มพูนพลังความสามารถได้เรื่องอื่นข้าไม่นำพา

            นิ้วมือข้างขวาสวมแหวนช่องมิติซึ่งช่วยเพิ่มการฟื้นฟูพลังวิญญาณส่วนอีกนิ้วสวมแหวน +10 ซึ่งช่วยเพิ่มความเร็ว(ความว่องไว)ในยามนี้มันใช้พลังในการเพิ่มความเร็ว เมื่อใดที่ต้องการใช้พลังในการเพิ่มจิตวิญญาณก็จะถอดแหวนเพิ่มความเร็วออกแหวนเพิ่มจิตวิญญาณก็จะแสดงผลทันที บนมือซ้ายก็เช่นเดียวกัน --- ยามปกติใส่แหวนเพิ่มความเร็วเอาไว้จะเหมาะสมที่สุดเพราะช่วยให้มีปฏิกิริยาตอบโต้เหตุไม่คาดฝันได้อย่างรวดเร็ว

                เมื่ออัพเกรดผ่านไประยะหนึ่งไป๋หยุนเฟยก็รู้สึกวิงเวียนหน้ามืด มันส่ายหน้าพร้อมกับหยิบอุปกรณ์ระดับ +9ขึ้นมาอีกชิ้น ไป๋หยุนเฟยลูบหน้าผากพึมพำว่า“พลังวิญญาณข้าในยามนี้มีอยู่ราวสามพันเก้าร้อยเจ็ดสิบห้าแต้ม...ถ้าเช่นนั้นก็หมายความว่าด่านภูตวิญญาณขั้นปลายสมควรต้องมีพลังวิญญาณสี่พันแต้มกระมัง?”

                “ครั้งสุดท้ายแล้ว...อัพเกรด!”

    คล้ายกับเรื่องจ้าวศัสตราเทวะ [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน