โล่งอกที่ลิสต์ตัวละครเด้งขึ้นมาตามปกติแสดงว่าแตกต่างจากยูซังอาอีกิลยอง และฮันมยองโอหรือเดิมทีเป็นตัวละครที่นักเขียนใช้แล้วทิ้งกัน
ยังไงก็เถอะนั่นเป็นคุณลักษณะที่น่าสนใจพอควร
‘ผู้หมอบซุ่ม’
ฟังจากชื่อแล้วอาจจะดูธรรมดาแต่มันจัดอยู่ในกลุ่มคุณลักษณะประเภท‘วิวัฒนาการเมื่อสั่งสมพลัง’ ซึ่งมีอยู่ไม่กี่คุณลักษณะในสามวิธีรอด ตอนนี้อาจจะเป็นแค่ระดับทั่วไป แต่มันสามารถวิวัฒนาการต่อไปได้ถึงระดับ ‘หายาก’ หรือระดับ ‘ตำนาน’ เลยทีเดียว ขึ้นอยู่กับว่าเจ้าของมันจะเจอเข้ากับโอกาสแบบไหน
‘เพชฌฆาตผู้บ้าคลั่ง’หนึ่งในร้อยคนที่แข็งแกร่งที่สุดในสามวิธีรอดเองก็มีวิวัฒนาการมาจากผู้หมอบซุ่มเช่นกัน
จองฮีวอนนึกว่าเป็นแค่ตัวละครที่ผ่านไปผ่านมาเสียอีกบางทีผมอาจจะต้องลองพิจารณาเรื่องเลือกเธอมาเป็นสหายร่วมเดินทางไปด้วยกันก็ได้
ผมรู้สึกตงิดใจกับสกิล[ปราบปีศาจ] อยู่เล็กน้อย แต่ผู้หญิงคนนี้ถ้าเลี้ยงดูให้ดีเธอน่าจะกลายเป็นมือสังหารที่แข็งแกร่งคนหนึ่งได้
“ว่าแต่คุณดกจาดูนิ่งมากเลยนะคะ”
นิ่งเหรอ...จะมองเห็นเป็นแบบนั้นก็ได้
“ปกติเห็นสถานการณ์แบบนี้จากในนิยายมาเยอะก็เลยชินแล้วน่ะครับ”
“คะ? แบบนี้ก็ได้ด้วยเหรอ...เดี๋ยวก่อนนั่นจะไปไหนคะ”
ผมไม่ตอบอะไรแต่เดินลงไปข้างล่างชานชาลา จองฮีวอนทำท่าเหมือนจะตามลงมาด้วยผมเลยยื่นมือออกไปหาเธอ
“ไม่เป็นไรค่ะ”
จองฮีวอนโบกมือเบาๆ ในขณะที่กระโดดลงมาบนชานชาลา พวกเราเดินไปตามรางรถไฟมองสำรวจอุโมงค์ที่เชื่อมต่อไปทางฝั่งสถานียักซูเพราะความมืดจึงมองเห็นอะไรไม่ค่อยชัด แต่มันมีกลิ่นเหม็นสาบแรงมากเป็นกลิ่นคาวเลือด
“คงไม่ได้คิดที่จะไปทางนั้นหรอกใช่มั้ยคะ”
จองฮีวอนถาม
“คนที่ไปทางนั้นต่างก็ตายกันหมดไม่ว่าจะเป็นพวกอันธพาลหรือพวกไหนทุกคนที่เข้าไปในอุโมงค์นั้นมีแต่ต้องตายค่ะ”
เธอพูดผิดแล้วไม่ใช่ทุกคนที่จะต้องตาย อย่างน้อยก็มีอยู่คนหนึ่งบางทีเขาคงจะฝ่าเส้นทางนี้ไปถึงสถานีต่อไปแล้วก็ได้
พวกเราปีนกลับขึ้นมาบนชานชาลาอีกครั้งเวลาผ่านไปนานพอสมควร แต่คนที่ยืนต่อแถวซื้ออาหารก็ยังคงยาวเหยียดเหมือนเดิม
หลายคนที่ประท้วงกลุ่มผู้นำต่างก็โดนทุบตีแต่คนส่วนหนึ่งยอมกัดฟันจ่ายในราคาแพง ยอมโดนเอาเปรียบเพื่อซื้ออาหารกลับไป
หลังจากเห็นผู้หญิงวัยรุ่นในกลุ่มปลายแถวหลายคนแอบเข้าไปข้างหลังเต็นท์ผ้าใบจองฮีวอนก็โมโหเดือด
“โอ๊ย! น่าหงุดหงิดชะมัด เห็นมั้ยคะเมื่อครู่”
“เห็นครับ”
ชอนอินโฮบอกเอาไว้ของที่จะนำมาแลกเปลี่ยนกับอาหารจะเป็น ‘อะไรก็ได้’แต่พวกผู้หญิงที่เข้าไปข้างในเมื่อครู่ไม่ได้ถือ ‘อะไร’ เอาไว้เลย
จองฮีวอนกัดฟันกรอดลุกพรวดขึ้นจากพื้น
“เห็นแบบนั้นแล้วฉันเอาแต่ยืนดูอยู่เฉย ๆ ไม่ได้หรอกค่ะ”
“แล้วจะทำยังไงล่ะครับ”
“ก็ต้องห้ามสิคะ อย่างน้อยก็ต้องบอกว่าทำแบบนี้มันผิดไม่ใช่หรือไง!”
“ถ้าทำแบบนั้นพวกผู้หญิงจะต้องทนหิวนะครับ”
“แล้วจะปล่อยให้พวกมันทำเรื่องทุเรศ ๆ แบบนั้นเหรอคะ”
“ครับ ครั้งนี้ปล่อยไว้แบบนั้นดีกว่า”
“นี่กำลังพูดบ้าอะไรคะ”
น้ำเสียงแฝงความดูถูกเหยียดหยามผมไม่ได้ตอบอะไร แต่หันไปมองทางด้านเต็นท์ผ้าใบนิ่งและเมื่อเวลาผ่านไปได้สักพักหนึ่ง
“...ไอ้บ้าพวกนั้น คิดหรือไงว่าพวกเราจะยอมทำเรื่องพรรค์นั้น”
น้ำเสียงโมโหเดือดดังขึ้นพร้อมกับกลุ่มหญิงสาวที่เพิ่งเข้าไปในเต็นท์ผ้าใบพวกเธอเดินสบถกลับออกมาโล่งอกที่ดูเหมือนว่าจะไม่ได้เกิดเรื่องที่จองฮีวอนเป็นกังวล เป็นไปตามที่ผมอ่านใน ‘สามวิธีรอด’
“ฮ่า ๆ ๆ เปลี่ยนใจเมื่อไหร่ก็มาได้ทุกเมื่อนะ!”
ในยุควันสิ้นโลกนั้นไม่ได้มีการกำหนดความเร็วของการล่มสลายทางศีลธรรมจรรยาแม้จะบอกว่าเป็นอาชญากรก็ไม่ได้หมายความว่าอาชญากรทั้งหมดจะก่อการร้ายกันเป็นกิจวัตรได้ในทันที
จองฮีวอนกะพริบตาปริบๆ ด้วยความประหลาดใจ ก่อนจะเอ่ยถาม
“หรือว่า...รู้อยู่แล้วเหรอคะว่าจะเป็นแบบนั้น”
“ครับ”
“เชื่อคนพวกนั้นเหรอคะ”
ผมไม่ได้ตอบอะไรผมไม่ได้เชื่อในตัวมนุษย์ แค่เชื่อในหนังสือที่ผมอ่านเท่านั้นเองจองฮีวอนยังคงเอ่ยต่อไปโดยที่ไม่ได้รู้เลยว่าผมคิดอะไรอยู่ในใจ
“แต่ก็โล่งอกไปทีนะคะ อย่างน้อยผู้คนก็ยังเหลือศักดิ์ศรีกันอยู่ —”
“ก็แค่ตอนนี้เท่านั้นแหละครับตอนนี้พวกเขายังไม่ได้ร้อนรนอะไรขนาดนั้นรอให้ถึงตอนกลางคืนก็อาจจะมีเรื่องคล้ายกันนี้เกิดขึ้นอีกก็ได้ครับ”
จากเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อครู่นี้บางทีข่าวลือคงจะแพร่ไปทั่วกลุ่มเล็กกลุ่มน้อยแล้ว พวกผู้หญิงในค่ายพวกที่ยังชั่งใจอยู่ว่าจะทำยังไงดีต่างก็เอาแต่เหลือบมองไปทางเต็นท์ไม่จำเป็นต้องใช้เวลานานขนาดนั้นหรอกกว่ามนุษย์เราจะยอมทิ้งศักดิ์ศรีเพื่อให้มีชีวิตรอดจองฮีวอนกัดฟันกรอดก่อนจะประกาศกร้าว
“เมื่อถึงตอนนั้นฉันจะขวางไว้เองค่ะ”
“มันไม่จบแค่ขวางพวกเขาไว้หรอกนะครับ”
“ฉันทราบค่ะ แต่ว่า —”
“ในบรรดาคนที่เข้าไปข้างในนั้นมีแม่ของเด็กตัวเล็ก ๆ อยู่ด้วยครับถ้าเด็กคนนั้นต้องทนหิวจนตาย คุณจองฮีวอนจะรับผิดชอบความตายของเด็กคนนั้นเหรอครับ”
เปลือกตาของจองฮีวอนสั่นระริกเธอก้มหน้าลงราวกับต้องการจะเก็บซ่อนสีหน้าตัวเอง
“ถ้าอย่างนั้น...จะให้ทำยังไงล่ะคะ ต้องทำยังไง”
[ตัวละคร ‘จองฮีวอน’ ได้รับอิทธิพลจากตรรกะความคิดของคุณ]
[ตัวละคร ‘จองฮีวอน’ รู้สึกว่าจริยธรรมเริ่มสั่นคลอน]
ผมเหม่อมองจองฮีวอนที่ได้แต่ก้มหน้านิ่งที่ผมทุ่มเทเวลาเกลี้ยกล่อมอยู่อย่างนี้ก็เพื่อป้องกันไม่ให้เธอบุ่มบ่ามทำเรื่องไร้หัวคิดลงไป
ผู้หญิงคนนี้คือ[ผู้หมอบซุ่ม] ที่ครอบครองสกิล [ปราบปีศาจ]จองฮีวอนในตอนนี้มีสิทธิ์ที่จะเปลี่ยนเป็นปีศาจทำลายล้างได้ขึ้นอยู่กับการกระทำของเธอ
“คุณจองฮีวอน ตัวการหลักของปัญหานี้คือ ‘อาหาร’ ใช่มั้ยครับ เพราะมีฝั่งหนึ่งผูกขาดอาหาร เลยเกิดเหตุการณ์แบบนั้นขึ้นมา”
“เรื่องนั้น...ใช่ค่ะ”
“ถ้าอย่างนั้นแค่กำจัดต้นเหตุของปัญหาทิ้งก็หมดเรื่อง”
“...คะ?”
ผมก้มลงมองนาฬิกาแทนคำตอบใกล้ได้เวลาปรากฏตัวแล้ว
เปรี๊ยะ!
ใช่ปรากฏตัวเสียที
อากาศแยกออกรูปร่างคุ้นเคยปรากฏกายขึ้น เสียงกรีดร้องระงมดังก้องไปทั่วฝันร้ายของมวลมนุษย์ผู้เปิดฉากโศกนาฏกรรมทั้งหมดนี่
[เอาละ...ทุกคนสบายดีกันหรือเปล่าขอรับที่ผ่านมาคงจะว่างกันน่าดูเลยสินะขอรับ]
โทแกบี
“ว้ากกกกก!”
คนที่ยังไม่ชินกับโทแกบีตกอยู่ในความตื่นตระหนกแค่เพราะอีกฝ่ายปรากฏตัวขึ้นมาก็สมควรอยู่ เพราะเวลาเจ้านี่โผล่หัวมาทีไรไม่เคยเกิดเรื่องดี ๆ ขึ้นเลยสักครั้ง
ขนาดจองฮีวอนผู้กล้าหาญยังถึงกับผวาเฮือก
แต่ว่า...เขาไม่ใช่บีฮยอง
[สะ...สหายที่รับผิดชอบช่องนี้โดนลงโทษทางวินัยน่ะ พะ...เพราะฉะนั้นซีนาริโอครั้งนี้ข้าเลยกลายเป็นผู้รับผิดชอบแทนขอรับ]
เดิมทีโทแกบีที่รับผิดชอบช่องในละแวกนี้คือบีฮยองแต่เจ้านั่นแค่รูปร่างหน้าตาก็ไม่เหมือนกันแล้วเขาต่างจากบีฮยองที่มีขนสีขาวปุกปุย ขนของเขาเป็นสีดำเมี่ยม
[วะ...ว่าแต่ทุกท่านดูสงบสุขกันมากเลยนะขอรับจะ...เจ้าบีฮยองมันเอาแต่โอ้อวดไปเรื่อย ทั้งที่ระดับความยากก็แค่นี้เอง...]
“จะพูดอะไรกันแน่! พูดให้มันตรงประเด็นหน่อย!”
[ฮะ...เฮือก อย่าโมโหสิขอรับทุกท่าน ยะ...อย่างไรก็ตามข้ามาที่นี่ก็เพื่อทุกท่าน...]
“เพื่อพวกเรา?”
“งะ...งั้นขอของกินหน่อย!”
[ขะ...ของกินหรือขอรับ อ่า...ของกิน...]
มือของโทแกบีขยับก่อนที่เขาจะพูดจบประโยค
[เพิ่มบทลงโทษของซีนาริโอ]
[นับตั้งแต่นี้เป็นต้นไป อาหารจะถูกจำกัด]
[อาหารที่เก็บตุนไว้จะหายไป]
“อ๊ะ! อะไรกัน!”
ผู้คนที่กำลังแกะอาหารออกมากินส่งเสียงร้องระงมไม่มีการแบ่งแยกกลุ่มหลักหรือกลุ่มย่อยสิ่งที่ได้ชื่อว่าของกินทั้งหมดทั่วบริเวณนี้กำลังลอยคว้างอยู่กลางอากาศ
[แหะ ๆ ๆ ทุกท่านขอรับ ไม่ได้สิถะ...ถ้าซีนาริโอเริ่มต้นขึ้นแล้วก็ต้องตั้งใจกับการเอาชนะซีนาริโอสิขอรับ]
พรึ่บ!
อาหารกระป๋องขนมขบเคี้ยว แคลอรีบาร์ และอื่น ๆ เพียงแค่โทแกบีสะบัดมือครั้งเดียวอาหารฉุกเฉินที่ทุกคนเก็บเอาไว้ก็สลายเป็นผุยผง
ผู้คนทิ้งตัวทรุดลงไปกองกับพื้นด้วยใบหน้าสิ้นหวังเมื่อได้เห็นอาหารทั้งหลายหายวับไปต่อหน้าต่อหน้า
[มะ...มัวแต่มานั่งกินอย่างสบายอกสบายใจได้อย่างไรล่ะขอรับแต่ก็อย่างว่าพวกขยะโลก...]
จู่ๆ โทแกบีก็เปลี่ยนวิธีการพูดจา ผมพอจะนึกชื่อของเขาออกแล้ว
ตามเนื้อเรื่องในต้นฉบับจะมีโทแกบีแบบนั้นอยู่ตนหนึ่งวิธีการพูดจาอาจจะฟังดูทึ่มทื่อ แต่ที่จริงแล้วเขาเป็นโทแกบีที่อำมหิตยิ่งกว่าใคร
ชอนอินโฮกำลังมองมาทางผมจากไกลๆ ด้วยแววตาสับสน
[ถะ...ถ้าอย่างนั้นตั้งแต่นี้เป็นต้นไปก็ช่วยทำให้สนุกด้วยนะขอรับทุกท่านแหะ ๆ...]
หลังจากนั้นข้อความในระบบก็เด้งขึ้นมา
[เพิ่มบทลงโทษของซีนาริโอ]
[เพิ่มหัวข้อ ‘ค่าธรรมเนียมการมีชีวิตรอด’]
[ตั้งแต่นี้เป็นต้นไป ‘ค่าธรรมเนียมการมีชีวิตรอด’ จำนวน 100 เหรียญจะถูกหักทุกคืนโดยอัตโนมัติกรณีที่ไม่สามารถชำระ ‘ค่าธรรมเนียมการมีชีวิตรอด’ได้คุณจะเสียชีวิต]
[‘ค่าธรรมเนียมการมีชีวิตรอด’ จะมีผลจนกว่าจะเคลียร์ซีนาริโอหลักที่2เสร็จ]
ผมแสยะยิ้มในขณะอ่านข้อความที่ปรากฏขึ้น
ใช่นี่แหละถึงจะสมกับเป็น ‘สามวิธีรอด’ หน่อย