“คุณชายจง ทำใจดีๆ ไว้นะเจ้าคะ” เสวี่ยหานเอ๋อร์ ที่พยายามส่งลมปราณทั้งเยียวยารักษาแต่ว่าเลือดจากร่างกายของจงหมิ่นไหลออกมาเร็วกว่าความเร็วในการเยียวยาของนาง
‘ไม่นะ!! ขอร้องละ ข้าต้องทำให้ได้ ข้าต้องช่วยคุณชายจงให้ได้’ เสวี่ยหานเอ๋อร์คิด ในระหว่างที่นางพยายามรักษาให้จงหมิ่น นางสามารถสัมผัสถึงเสียงหัวใจของจงหมิ่นที่ค่อยๆ เต้นช้าลงเรื่อย ๆ
‘ไม่นะ!! ไม่นะ!!’ ปราณที่ส่งเข้าไปของเสวี่ยหานเอ๋อร์ ราวกับน้ำที่เติมไปในถังที่รั่ว ลมปราณของเสวี่ยหานเอ๋อร์ไม่อาจรักษาการบาดเจ็บของจงหมิ่นได้ การเยียวยาของนางไม่ได้ดีเท่ากับปราณวารี และ ต่อให้มีแพทย์ที่ใช้ปราณวารีอยู่ตรงนี้ ต่างก็ส่ายหน้า ไม่อาจรักษาชีวิตของจงหมิ่นไว้ได้แน่นอน
ตึก ตึก ตึก เสียงหัวใจของจงหมิ่นค่อยๆ ช้าลงและเบาลงเรื่อย ๆ
‘ไม่นะ!!! ขอร้องละ...ลมปราณของข้ารักษาเขาให้ได้’ นี่เป็นครั้งแรกที่เสวี่ยหานเอ๋อร์ ต้องการพลังมากกว่านี้ เพราะว่าคนกลุ่มนี้คือกลุ่มแรกที่ยอมรับในตัวของนาง ยอมรับนางเข้าร่วมกลุ่มในขณะที่กลุ่มอื่นปฏิเสธทั้งหมด เป็นคนกลุ่มแรกที่คอยให้กำลังใจนาง ให้คำแนะนำนาง ปกป้องนาง แม้นางไม่อาจสร้างประโยชน์มากมายให้ได้ นางต้องการช่วยคนตรงหน้าอย่างสุดหัวใจ
“ยะ อย่าตายนะ ขอร้องละ” แต่เหมือนเสียงของนางส่งไม่ไปถึงจงหมิ่น เสียงหัวใจของจงหมิ่นได้หยุดลง
“ไม่นะ!!! คุณชายจง ตื่นสิเจ้าคะ ฟื้นขึ้นมา” เสวี่ยหานเอ๋อร์ยังไม่ยอมแพ้ ยังส่งคงลมปราณเข้าสู้ร่างที่แน่นิ่งของจงหมิ่นอย่างต่อเนื่อง
“เสวี่ยหานเอ๋อร์ พอเถอะ” ถงต้าเหวยเดินเข้ามาจับที่ไหล่ของเสวี่ยหานเอ๋อร์ เขาเองก็สัมผัสได้ ลมหายใจของสหายจงได้หมดลงไปแล้ว
“ไม่!!! เขาต้องไม่ตาย เขาต้องไม่ตายสิ” เสวี่ยหานเอ๋อร์ตะโกนออกมาทั้งน้ำตา
‘ทำไมกัน!!! เหตุใดข้าถึงไม่มีพลังมากกว่านี้ หากข้ามีพลังมากกว่านี้จะช่วยคุณชายจงได้หรือไม่’ น้ำตาของเสวี่ยหานเอ๋อร์ค่อยๆ ไหลอาบแก้มทั้งสองข้างนาง ความรู้สึกท่วมท้นที่ต้องการช่วยชายต้องหน้าให้ได้
น้ำตาของนางหนึ่งหยด ไหลลงไปโดนมือที่กำลังส่งลมปราณเข้าร่างของจงหมิ่น กระแสลมปราณสีขาวของเสวี่ยหานเอ๋อร์ จู่ๆ ก็มีกระแสปราณแห่งพลังชีวิตพวยพุ่งขึ้นมา กระแสลมปราณสีขาว กลายเป็นสีชมพูอ่อน สามารถสัมผัสถึงพลังแห่งชีวิตอันมหาศาลจากปราณของนาง
“อะไรกัน!!” ถงต้าเหวยที่จับไหล่ของเสวี่ยหานเอ๋อร์ถึงกับตกใจกับกระแสลมปราณที่พุ่งออกมาจากร่างของเสวี่ยหานเอ๋อร์ กระแสพลังที่มากมายไหลออกมาจากร่างกายของเสวี่ยหานเอ๋อร์ แต่ว่าถึงแม้มันจะมากมาย แต่ว่ากลับเต็มไปด้วยความอ่อนโยนและพลังแห่งชีวิตที่รุนแรงอย่างถึงที่สุด
ร่างของจงหมิ่นที่บาดเจ็บ เส้นลมปราณที่เสียหายจากภายใน ถูกฟื้นฟูในระดับเดียวกับร่างของกู่ซือเอิน ไม่เพียงนานบาดแผลทั้งหมดของจงหมิ่นก็หายไปทั้งหมด ปราณสีชมพูอ่อนค่อยไหล่เข้าสู่หัวใจจงหมิ่น
ตึก!! ตึก!! ตึก!! เสียงหัวใจของจงหมิ่นดังขึ้นมาอีกครั้ง จงหมิ่นค่อยๆ ลืมตาขึ้นมา
“นี่มัน? ข้านึกว่าจะตายไปแล้วซะอีก” จงหมิ่นที่ลุกขึ้นนั่งได้สำรวจร่างกายของตัวเอง บาดแผลทั้งหลายของเขาหายไปอย่างสิ้นเชิง การบาดเจ็บของเส้นลมปราณก็ถูกรักษาจนหายดี
พุบ เสวี่ยหานเอ๋อร์พุ่งเข้ากอดจงหมิ่นที่ไม่ทันตั้งตัว
“ฮืออ แงงงงง” เสียงร้องไห้ของเสวี่ยหานเอ๋อร์ดังขึ้นทั่วบริเวณ
“ไม่เป็นไร ข้าไม่ได้เป็นอะไรแล้ว ขอบใจเจ้ามาที่ช่วยชีวิตข้า” จงหมิ่นที่โดนกอด พยายามลูบหัวปลอบเสวี่ยหานเอ๋อร์ แต่เหมือนว่ายิ่งปลอบเสียร้องไห้ของเสวี่ยหานเอ๋อร์จะยิ่งดังขึ้น แต่หลังจากนั้นไม่นานเสวี่ยหานเอ๋อร์ก็ได้สลบลงไป
“เสวี่ยหานเอ๋อร์!! เสวี่ยหานเอ๋อร์!!” จงหมิ่นตกใจอย่างยิ่งที่จู่ๆ เสวี่ยหานเอ๋อร์ ก็สลบลงไป แต่เมื่อตรวจอาการดูจึงพบว่าเหมือนนางแค่หลับไปเพราะเหนื่อยเท่านั้น แต่ว่าหากสังเกตดีๆ จะพบว่ามีผมของนางส่วนเล็กๆ ที่กลายเป็นสีขาว
“อะไรกัน!!…เมื่อกี้สหายจง ตายไปแล้วนี่” ถงต้าเหวยถึงกับตกใจ การฟื้นฟูระดับนี้ปราณวารี ปราณแสง หรือ ปราณพฤกษาก็ไม่อาจทำได้ แบบนี้มันเรียกได้ว่ามันคือการชุบชีวิตแล้ว
เซี่ยชิงเอ๋อร์และไป๋หลันฮวาที่ตามมาทีหลังสามารถเห็นทุกอย่างได้ชัดเจน เซี่ยชิงเอ๋อร์และไป๋หลันฮวาทีแรกก็คิดจะหนีออกไปแต่ว่าจู่ๆ ก็เปลี่ยนใจคิดกลับมาช่วยเหลือ แต่ว่าทุกอย่างจบก่อนที่พวกนางจะลงมือ แต่พวกนางนั้นมาทันตอนที่เสวี่ยหานเอ๋อร์รักษาจงหมิ่น
“ปราณสีชมพูที่มีกระแสพลังแห่งชีวิตมหาศาลแบบนี้ อีกทั้งยังสามารถช่วยชีวิตเขาจากความตามได้ หรือว่า..” ไป๋หลันฮวามองไปยังเซี่ยชิงเอ๋อร์ ราวกับต้องการให้อีกฝ่ายตอบว่าคิดเหมือนกันหรือไม่
“อือ...นั่นคือ..ปราณพฤกษาพิสุทธิ์”
…….
ณ อัฒจันทร์ของผู้อาวุโส
“ปราณพฤกษาพิสุทธิ์!!!!” เสียงตกตะลึงมากมายดังขึ้นมาทั่วบริเวณ
ประมุขของทั้งสี่มหาตระกูล สิบยอดสำนัก เก้าปราชญ์ ต่างลุกขึ้นมองเหตุการณ์ตรงหน้าอย่างตกตะลึง เสียงฮือฮาดังขึ้นยิ่งกว่าตอนที่ร่างเทพอสูรอมตะหรือปราณจตุรธาตุปรากฏเสียอีก บนโลกในนี้ปราณธาตุต่าง ๆ มีปราณหลักสี่ธาตุ เพลิง วายุ วารี ปฐพี และยังมีปราณพิเศษที่พัฒนาจากธาตุหลัก เหมันต์ อัสนี ทมิฬ แสง ทอง โลหะ พฤกษา ปราณที่หายากที่สุดคือปราณพฤกษา
ปราณพฤกษาคือปราณที่มีพลังในการรักษาและฟื้นฟูระดับสูงที่สุดของปราณทั้งหมด คนที่มีปราณพฤกษาในยุคนี้ของทวีปปราณฟ้านั้นมีไม่ถึงสิบคน หนึ่งในนั้นคือปราชญ์แพทย์ แต่ต่อให้ปราณพฤกษาจะมีความสามารถในการรักษามากเพียงใดก็ไม่อาจคืนชีวิตให้กับผู้ที่ตายไปแล้วได้ แต่ว่าเสวี่ยหานเอ๋อร์ กลับสามารถแย่งชีวิตของจงหมิ่นจากความตายมาได้ ทั้งๆ ที่จงหมิ่นควรตายไปแล้ว เพราะสิ่งที่เสวี่ยหานเอ๋อร์ครอบครองไม่ใช่ปราณพฤกษาธรรมดา
แต่คือปราณพฤกษาพิสุทธิ์ เป็นปราณแห่งชีวิตชั้นสูงสุดที่มีระดับเหนือกว่าปราณพฤกษาทั่วไป ปราณพฤกษาพิสุทธิ์มีพลังที่จะสามารถคืนชีวิตของผู้ที่ตายไปแล้วได้ แต่ว่าปราณพฤกษาพิสุทธิ์หากต้องการคืนชีวิตของคนตายจะต้องใช้พลังชีวิตของตัวเองแลกเปลี่ยน จึงเป็นสาเหตุที่เสวี่ยหานเอ๋อร์สลบไป เส้นผมที่เปลี่ยนสีก็เป็นเพราะว่าเสียพลังชีวิตส่วนหนึ่งให้กับจงหมิ่นนั้นเอง
หากร่างเทพอสูรอมตะ ปราณจตุรธาตุต่างคือตำนาน ปราณพฤกษาพิสุทธิ์คือตำนานยิ่งกว่า นับล้านปีในยุคที่มนุษย์ปกครองโลก เสวี่ยหานเอ๋อร์คือคนแรกที่ปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับปราณพฤกษาพิสุทธิ์
คราวนี้ ราวกับเกิดพายุในอัฒจันทร์ของผู้อาวุโส สายตาแห่งความโลภของทุกคนจ้องไปยังเสวี่ยหานเอ๋อร์ เพราะว่าหากได้ตัวของเสวี่ยหานเอ๋อร์ไว้ข้างกาย ก็ราวกับมีชีวิตที่สองเตรียมไว้ ไม่ต้องกลัวต่อความตายอีกต่อไปตราบเท่าที่เสวี่ยหานเอ๋อร์ยังมีชีวิตอยู่
ในด้านการฝึกฝน เมื่อพลังของปราณพฤกษาพิสุทธิ์ตื่นขึ้น ร่างกายของผู้ใช้ปราณพฤกษาพิสุทธิ์ จะเกิดทั้งดวงจิตพฤกษาพิสุทธิ์ และ วิญญาณพฤกษาพิสุทธิ์ ระดับชั้นร่างกาย จิต และ วิญญาณ จะถูกยกระดับให้เท่ากันทำให้การฝึกฝนหลังจากนี้ง่ายดายนัก ความเร็วการฝึกจะเร็วอย่างมหาศาล ด้านการฝึกฝนถือว่าเป็นร่างกายที่น่าอิจฉายิ่งกว่าปราณจตุรธาตุและร่างเทพอสูรอมตะซะอีก
“หรือว่านี่คืออีกคนที่ท่านว่า..” ประมุขตระกูลมู่หรงกล่าวถามปราชญ์วิญญาณ มองไปยังอีกฝ่ายอย่างไม่เชื่อ ปราชญ์วิญญาณสามารถมองพลังแฝงของผู้เยาว์ทั้งหลายได้อย่างถูกต้อง
“ใช่” กลายเป็นว่าคำพูดของปราชญ์วิญญาณยิ่งน่าเชื่อถือขึ้นไปอีก ตอนนี้ถึงกลับมีปราณพฤกษาพิสุทธิ์ปรากฏตัวขึ้น ยุคของเด็กพวกนี้มันอะไรกัน คำพูดที่บอกว่ามีหกคนที่จะกลายเป็นยอดอัจฉริยะตอนนี้เหลืออีกเพียงหนึ่งที่ยังไม่ปรากฏตัว
“คำพูดของท่าน ข้าชักเริ่มกังวลแล้ว ร่างกายในตำนานปรากฏพร้อมกันถึงสามคน…นี่มัน เกินว่าความเข้าใจของข้าแล้ว” ประมุขตระกูลมู่หรงกล่าว ครั้งนี้นางเกิดความกังวลหลังจากที่ได้เห็นหลายสิ่งวันนี้ ไม่แน่ว่าบางทีอาจเกิดเรื่องร้ายแรงขึ้นหลังจากนี้ เมื่อใดที่นางกลับที่ไปตระกูล จะต้องวางแผนบางอย่างเพื่อรับมือเหตุการณ์ไม่คาดฝัน
“ฮ่าฮ่าฮ่า ประมุขมู่หรง ปราชญ์วิญญาณ พวกท่านกังวลเกินไปแล้ว ทวีปปราณฟ้าของเรา แม้ไม่ใช่ทวีปที่แกร่งที่สุด แต่ว่าต่อให้เกิดเหตุอะไรขึ้น ยังมีพวกเราสี่มหาตระกูล สิบยอดสำนัก อีกทั้งยังมีมหาอำนาจอย่างแดนศักดิ์สิทธิ์ จะมีใครกล้ามาทำให้ทวีปนี้วุ่นวายกัน” ประมุขตระกูลเซวียนเยวี๋ยน กล่าวออกมาราวกับไม่เชื่อคำพูดของปราชญ์วิญญาณ
“ก็หวังว่าข้าจะคิดไปเอง” ประมุขตระกูลมู่หรงกล่าว จากนั้นนางก็มองไปยังเบื้องหน้า ตอนนี้ผู้อาวุโสแต่ละคนต่างแสดงสีหน้าแห่งความโลภราวกับว่าต้องการครอบครองตัวของเสวี่ยหานเอ๋อร์ไว้ สายตาของแต่ละคนราวกับมองเสวี่ยหานเอ๋อร์เป็นสิ่งของที่ต้องได้มา ‘เจ้าพวกนี้ น่ารังเกียจเสียจริง’
.……
“ฮ่าฮ่า อูเทียนเหวิน ข้านับถือคุณชายใหญ่ตระกูลเจ้าจริงๆ ถึงกับกระโดดตามหญิงสาวลงหุบเหวหมื่นศพ คุณชายตระกูลอูชั่งยึดมั่นในรักเสียจริง” ประมุขตระกูลชุน กล่าวกับอูเทียนเหวิน เขาอารมณ์ดีที่เห็นว่าคนที่ทำร้ายลูกชายเขา กระโดดลงไปยังหุบเหวหมื่นศพ ความลึกที่แสงไม่อาจลงไปถึงก้นได้นั้น ผู้ฝึกลมปราณระดับสามขั้นสูงที่ไม่อาจเหาะบนอากาศได้ย่อมต้องตายแน่นอน
“ประมุขตระกูลชุน กล่าวได้ถูกต้อง…ข้าได้ยินมาว่าคุณชายใหญ่อูร่างกายอ่อนแอไม่อาจออกจากตระกูลได้จนถึงเมื่อราวๆ สองสามเดือนก่อน คุณชายอูที่ไม่เคยเจอหญิงงาน พอได้เจอหญิงงามขนาดกู่ซือเอิน อาจเกิดรักแรกพบขึ้นก็ได้ ไม่อาจหักห้ามใจเมื่อนางโดนลากลงไป จนต้องกระโดดลงไปช่วย คิดทำตัวเป็นวีรบุรุษช่วยสาวงาม” ประมุขตระกูลชิงเองก็พยายามยั่วยุอูเทียนเหวินเช่นกัน
“แล้วเช่นไร หากคุณชายตระกูลข้าชมชอบแม่นางกู่แล้วเช่นไร คุณชายตระกูลข้ากระโดดเพื่อลงไปช่วยนางแล้วอย่างไร ใช่เรื่องที่พวกเจ้าควรกังวลงั้นหรือ” อูเทียนเหวินตอบกลับ แม้ว่าภายในใจจะกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของอูหลินเฟิงก็ตาม แต่เขาก็เชื่อมั่นใจความคิดของคุณชายใหญ่ว่าจะต้องรอดได้อย่างแน่นอน
“โห ตระกูลของเจ้าคิดจะเกี่ยวดองกับกู่ซือเอินงั้นหรือ สายตาของคุณชายใหญ่เจ้าช่าง…” ในขณะที่ผู้นำตระกูลชุนกำลังจะกล่าวต่อไป จิตสังหารอันรุนแรงในระดับที่ทำให้ขนของเขาลุกชันเท่าตัว ความกลัวตายอันรุนแรงปรากฏขึ้นภายในจิตใน ความรู้สึกเหมือนกับมีมือของยมทูตกำลังบีบคออยู่
“ช่างอะไรงั้นหรือ…หากมีคนมาชอบหลานสาวข้า สายตาของผู้นั้นช่างอะไรงั้นหรือ” เสียงเย็นชาดังจากปราชญ์พิษ ดวงตาของปราชญ์พิษในตอนนี้น่ากลัวยิ่งกว่าดวงตาของอสรพิษเกล็ดหยกหลายเท่า ขนาดปราชญ์พิษไม่มีดวงตาที่ทำให้จิตใจโดนสะกด แต่ว่าเพียงการจ้องมองจากปราชญ์พิษ ประมุขชุนก็รู้สึกเหมือนยมทูตกำลังจ้องมา ความตายกำลังหายใจรดต้นคอ
“ขะ...ขะ...ข้า” ประมุขตระกูลชุนถึงกับติดอ่างไม่อาจนึกคำพูดต่อไปได้ ชนชั้นจอมยุทธ์เช่นเขากำลังโดนการจ้องมองที่แฝงมาด้วยจิตสังหารของชนชั้นจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ ทำให้เขาแทบหายใจไม่ออกจนไม่อาจพูดต่อได้
“เหตุใด…ท่านถึงไม่ตอบคำถามข้า” ปราชญ์พิษยังคงกดดันผู้นำชุนต่อไป แต่ก่อนที่สถานการณ์จะแย่ไปมากกว่านี้ ได้มีคนที่กล่าวขัดขึ้นมาก่อน
“ใจเย็นก่อนปราชญ์พิษ ท่านอย่าได้คิดมากเช่นนั้นเลย…ประมุขชุนกับประมุขซี ไม่พอใจคุณชายใหญ่ของตระกูลอู จึงปากเสียไปเช่นนั้น หวังว่าผู้อาวุโสอย่างท่านจะปล่อยผ่านสักครั้ง” ประมุขตระกูลเซวียนเยวี๋ยนพูดขึ้นพร้อมกับส่งลมปราณสลายจิตสังหารให้กับประมุขชุน ปราชญ์พิษจ้องมองไปยังประมุขตระกูลเซวียนเยวี๋ยนโดยไม่พูดอะไร แต่ว่าได้หันไปหาอูเทียนเหวินจากนั้นกล่าวว่า
“ผู้อาวุโสแห่งตระกูลอู หากคุณชายของเจ้าสามารถช่วยหลานสาวของข้าขึ้นมาจากหุบเหวหมื่นศพได้ ข้ากู่ชิงหยาง ถือว่าติดหนี้พวกเจ้าหนึ่งครั้ง” ปราชญ์พิษบอกกับอูเทียนเหวิน คำกล่าวนี้ส่งผลให้เกิดเสียงฮือฮาไม่น้อย เพราะการได้เก้าปราชญ์สักคนติดหนี้น้ำใจนั้นเท่ากับว่ามีชนชั้นที่แกร่งแข็งที่สุดให้การช่วยเหลือ ต่อไปหากคิดจะทำอะไรกับตระกูลย่อมต้องนึงถึงหน้าของปราชญ์พิษด้วย
“ท่านเกรงใจเกินไปแล้ว” อูเทียนเหวินประสานมือคารวะปราชญ์พิษ แต่เขาก็ไม่ได้ปฏิเสธหากว่าคุณชายใหญ่สามารถช่วยกู่ซือเอินได้ การที่ปราชญ์พิษติดหนี้น้ำใจตระกูลอูไม่ใช่เรื่องแย่
“ปราชญ์พิษ...ท่านคิดว่าคุณชายคนนั้นจะสามารถช่วยหลานท่านได้งั้นหรือ ความสูงของเหวหมื่นศพนั้นหากตกลงไป มีแต่ชนชั้นจอมยุทธ์ที่เหาะบนอากาศเท่านั้นที่ขึ้นมาได้ ต่อให้รอดจากการตกลงไปแต่ว่าจะสามารถขึ้นมาได้งั้นหรือ” ประมุขตระกูลเซวียนเยวี๋ยนถามแต่ว่าปราชญ์พิษราวกับเมินคำของเขาไม่ได้พูดอะไรกลับมา
ประมุขตระกูลเซวียนเยวี๋ยนเองไม่ได้ว่าอะไรเพราะแต่เดิมในอดีต ตระกูลเซวียนเยวี๋ยนกับปราชญ์พิษเองก็ไม่ค่อยลงรอยกันอยู่แล้ว ครั้งนี้การที่ปราชญ์พิษยอมหยุดมือก็คือว่าไว้หน้ามากพอแล้ว