เพียงชายารักพึงใจล้วนดีงาม(อ่านฟรี)

    บทที่ เก้าสิบเอ็ด ตัวจริงอยู่กับกระหม่อม

     

    บทที่ เก้าสิบเอ็ด

     

    ที่เรือนพำนักของหลี่เสวี่ยกลิ่นใบถงแห้งที่วางไว้ตามมุมห้องเริ่มคลายกลิ่นหลี่เสวี่ยสวมอาภรณ์สีเปลือกไข่ไก่ พู่เล็กๆที่ข้อมือซึ่งเคยไหวเบาเวลานางเดินบัดนี้แทบขาดสะบั้นจากการหมุนระบายความร้อนใจมือเรียวยกขึ้นกอดอกสลับไปมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า

    เสียงฝีเท้าหญิงรับใช้คนสนิทดังมาจากด้านนอก“นายหญิง..เล็กเจ้าคะ!” เสียงนั้นเป็นของจ้าวเอ่อร์ฉิงผู้ติดตามจากเผ่าซาเฟิง หญิงสาวรีบโผล่เข้ามาในห้องใบหน้าเคร่งเครียดเต็มไปด้วยสีหน้าหวั่นระคน

    “คนในตลาดพูดกันไปทั่วแล้วจริงๆเจ้าค่ะ ว่าชิงเฟยถูกจับเข้ากรมสอบสวนแล้ว ทั้งกำลังโดนสอบเรื่องคบคิดกับซีเป่ย..”

    หลี่เสวี่ยพลันชะงักการเคลื่อนไหวแววตาที่หรี่รับรับฟังค่อยๆ เปิดกว้าง มือสองข้างตกข้างลำตัวอย่างไม่มีเรี่ยวแรงนางส่งจ้าวเอ่อร์ฉิงไปสอบถามข่าวอีกครั้งหลังจากที่ได้ยินมาเวลานี้ยืนยันแล้วก็ยิ่งร้อนใจ

    “จริงหรือนี่..” เสียงของนางเบาราวกระซิบ

    “ทุกคนลือกันหมดว่าพระชายาที่เข้าคัดเลือกเป็นเพียงตัวปลอม..ยังกล่าวว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับซีเป่ยว่าตั้งใจเข้าใกล้ฝ่าบาทเพราะแผนการบางอย่าง” จ้าวเอ่อร์ฉิงพูดพลางกลืนน้ำลาย “เรื่องถึงกรมสอบสวนแล้วเจ้าค่ะ..”

    หลี่เสวี่ยทนฟังคำต่อของจ้าวเอ่อร์ฉิงไม่ไหวอีกนางทรุดนั่งลงบนตั่งไม้ข้างประตู มือทั้งสองกำชายกระโปรงแน่นจนข้อนิ้วขาวซีดริมฝีปากขบเข้าหากันจนมีรอยแดง

    “ชิงเอ๋อร์” นางพึมพำเหมือนรำพันกับตนเอง “เรื่องนี้มันไม่ใช่แค่ชิงความโปรดปราณในตำหนักในแล้ว” นางเงยหน้าขึ้นร่างกายสั่นไหวแต่ดวงตากลับแข็งกร้าว “จ้าวเอ่อร์ฉิงรีบไปดูว่าเฉียนอ๋องอยู่ที่ใดบอกเฉียนอ๋องว่าข้ามีเรื่องปรึกษายิ่งเร็วเท่าไรยิ่งดี!”

    เวลาเพียงไม่นานนักเงาร่างสูงสง่าในอาภรณ์สีสว่างก็ก้าวเข้ามาภายในเรือนตรงหน้าเขาคือสตรีจากเผ่าซาเฟิงที่กำลังยืนรออยู่กลางห้องด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

    “คุณชาย!” หลี่เสวี่ยรีบก้าวเข้าไปหาน้ำเสียงเต็มไปด้วยความร้อนรน “ชิงเอ๋อร์..นางถูกจับไปจริงหรือ? ข้าได้ยินจากชาวบ้านเรื่องที่เขาว่ากันว่านางสมคบคิดกับซีเป่ย..เรื่องเช่นนี้มันเป็นมาได้อย่างไรกันแน่?”

    เฉียนอ๋องขมวดคิ้วก่อนถอนหายใจเบาๆ“ข้าส่งคนไปสืบแล้ว เรื่องนี้..เป็นความจริง”คำตอบสั้นแต่ชัดเจนทำให้หลี่เสวี่ยหน้าซีดหนักกว่าเดิมนางทรุดลงอีกครั้งดีที่ได้จ้าวเอ่อร์ฉิงประคองให้มานั่ง ดวงตาเบิกกว้างราวกับโดนบีบใจ

    ชายหนุ่มที่กำลังเดินเข้าไปประคองอีกคนชะงักตัวไว้แล้วเดินไปนั่งลงห่างออกมาเล็กน้อย “ทางกรมสอบสวนรับเรื่องแล้วเรื่องเช่นนี้ปกติจะต้องผ่านศาลกลางหรือกรมวังก่อน อย่างน้อยก็ต้องให้ทบทวนก่อนถึงจะลงทะเบียนรับ..แต่นี่กลับข้ามขั้นหมายความว่าผู้ที่ส่งเรื่องเข้ามา มีอำนาจในระดับที่ไม่ธรรมดา” เฉียนอ๋องพูดช้าๆ ทุกคำหนักแน่น

    “และยิ่งเรื่องที่แนบในคำฟ้องระบุด้วยว่านางไม่ใช่บุตรีของหัวหน้าเผ่าซาเฟิงมิใช่แค่นั้นแต่ยังกล่าวหาว่าเป็นคนของซีเป่ยคนส่งเรื่องเข้ามาทราบเรื่องไม่พอยังใส่ร้ายเพิ่ม”

    คำสุดท้ายนั้นแทบเป็นคมมีดฟันกลางอกหลี่เสวี่ย“พวกนั้นรู้แล้วว่าพวกเราสลับตัวกันจริงๆหรือ?”

    เฉียนอ๋องพยักหน้า“ใครบางคนในวังหลวงคงรอหาจุดดำบนผ้าขาวมานานสบโอกาสก็แทงทันที”

    หลี่เสวี่ยกัดริมฝีปากแน่นก่อนจะพึมพำเสียงสั่น“เช่นนี้แล้ว..ชิงเอ๋อร์จะรอดได้อย่างไร? ข้าพลาดเองข้านั่นแหละที่ควรอยู่ในวัง ไม่ใช่นาง ข้าไม่น่าปล่อยไปจริงๆไม่คิดว่านางจะได้รับคัดเลือกด้วยซ้ำ”

    เฉียนอ๋องขยับตัวเล็กน้อยแล้วหันมามองหญิงสาวตรงหน้า“กล่าวเช่นนี้ตอนนี้ก็แก้ไขไม่ได้แล้วคนที่พวกนั้นต้องการทำลาย..ไม่ใช่ตัวตนของหลี่เสวี่ยแต่คือ ‘ชิงเฟย’ ผู้ที่อยู่ข้างกายฝ่าบาทต่อให้ไม่มีเรื่องนี้ก็หาเรื่องอื่นใส่ความได้..”

    คำของเขาทำให้หลี่เสวี่ยตัวแข็งทื่อไปชั่วขณะนางครุ่นคิดอย่างรวดเร็ว สายตาเต็มไปด้วยความกลัว ความโกรธ และสิ้นหวังปะปน “คุณชาย..” นางเอ่ยเสียงแผ่ว “เช่นนี้..เรายังจะทำอะไรได้บ้าง? เราปล่อยให้ชิงเอ๋อร์ถูกกล่าวหาว่าเป็นคนขายแผ่นดินเช่นนี้ไม่ได้เรื่องนี้นอกจากชิงเอ๋อร์เองยังกระทบถึงเผ่าซาเฟิงด้วย ข้า..ข้าต้องทำอะไรสักอย่าง!”

    เฉียนอ๋องหลุบตาลงเล็กน้อยเขานิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยช้าๆ “เจ้ากล่าวว่าฝ่าบาทรู้อยู่แล้วมิใช่หรือว่าเจ้ากับนาง..สลับตัวกันจริง?”

    “ใช่เจ้าค่ะ ชิงเอ๋อร์เล่าว่านางกล่าวความจริงกับพระองค์แล้ว และ..ก็คิดว่าพระองค์รู้ตั้งแต่แรกเสียด้วยซ้ำแต่ก็ไม่คิดลงทัณฑ์”หลี่เสวี่ยเอ่ยเสียงแผ่ว

    “ถ้าเช่นนั้นข้าไม่คิดว่าพระองค์จะเชื่อเรื่องที่กุขึ้นมาลอยๆ ได้ง่าย” เฉียนอ๋องพูดพลางมองออกไปยังนอกหน้าต่าง“บางทีพระองค์..อาจจะมีแผนการบางอย่างอยู่ก็ได้”

    หลี่เสวี่ยยกสายตาขึ้นมองเขาในนั้นเต็มไปด้วยความหวังที่ถูกจุดขึ้นอีกครั้งหนึ่ง “เช่นนั้น..ฝ่าบาทจะทำเพื่อชิงเอ๋อร์หรือ?”

    เฉียนอ๋องก้มมองมือของหญิงสาวที่กำแน่นที่วางอยู่บนตัก“ถึงเวลาแล้วที่ข้าจะต้องไปพบเขา” พลางคิดถึงคำพูดของหลิวชิงเซียงไปสะสางให้รู้ไปเลย ไหนๆ อีกฝ่ายก็เคยกล่าวไว้เองว่าหากข้าสงสัยตัวตนที่แท้จริงเมื่อใด..ให้ไปพบด้วยตนเองถ้าเป็นไปได้ใช้เรื่องนี้แลกเปลี่ยนกันไป..เขาไม่อาจจะทนเห็นหลี่เสวี่ยเป็นกังวลได้เช่นกัน

    ...

    บนโต๊ะไม้จันทน์แผ่นใหญ่ภายในห้องทรงงานแผนที่บ้านเมืองยังคงคลี่อยู่เช่นเดิม ขอบผ้าย่นยับจากการวางหมากแผนการศึกตลอดหลายชั่วยามก่อนหน้าแต่บัดนี้ไม่ใช่เรื่องศึกภายนอกที่กุมความคิดของโอรสสวรรค์หากเป็นพายุในวังหลังที่กำลังซัดโหมแรงเสียยิ่งกว่า

    โม่เหวินหานนั่งอยู่เบื้องหน้าผืนผ้านั้นสีหน้าขรึมเงียบ ดวงตาทอดผ่านเส้นทางเดินทัพไปไกลราวจะมองทะลุภูเขาร้อยลูกทว่าภายในกลับหมุนวนแต่เพียงชื่อของหลิวชิงเซียง

    ข้างหลังมีอารักษ์ผู้หนึ่งกำลังยืนค้อมกายรายงานเรื่องที่เขาเพิ่งสอบถามไปหมาดๆ “กระหม่อมได้ตรวจสอบแล้วพ่ะย่ะค่ะเรื่องฎีกาที่กล่าวความเรื่องพระชายาชิงเฟยเข้าสู่กรมสอบสวน..มิได้ผ่านศาลกลางหรือกรมวังแม้แต่น้อยหากแต่นำส่งตรงไปยังกรมสอบสวนโดยรองเจ้ากรมหลูฉางเจิ้นเอง”

    คำตอบที่ได้ยิ่งทำให้ดวงตาของพระองค์เย็นเยียบลงอีกชั้น“ข้ามขั้นเช่นนี้ได้อย่างไร ทั้งนอกอำนาจจะต้องมีแผนรองรับ ไป!นำตัวหลูฉางเจิ้นมาที่นี่!”

    สุ้มเสียงนั้นแม้เบาแต่คมราวกระบี่ข้าราชบริพารรีบถอยออกไปในทันที ไม่นานนัก ร่างหนึ่งก็ถูกหามเข้ามาภายในห้องทรงงานคนหามสองคนวางร่างของชายที่นั่งไม่ไหวลงที่พื้นหลูฉางเจิ้นผู้เคยยืนสง่างามในอาภรณ์เลือดหมูยามนี้เหลือเพียงชายวัยกลางคนที่ทั่วแผ่นหลังและบั้นเอวเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำจากการโบยสามสิบไม้แม้ยังไม่ถึงขั้นพิกลพิการแต่ก็ไม่อาจยืนตรงได้อีกนาน

    เขาค้อมศีรษะลงแทบพื้นพยายามกลั้นเสียงครางจากอาการเจ็บปวด แล้วเอ่ยเสียงเบา “กระหม่อมหลูฉางเจิ้นเฝ้ารอรับพระราชดำรัส”

    โม่เหวินหานมิได้พูดอ้อมค้อมเสียงถามตรงประหนึ่งฟ้าฟาด “เจ้ารับความนั้นมาจากผู้ใด?”

    หลูฉางเจิ้นยังไม่กล้าเงยหน้าขึ้นสีหน้าซีดเผือด ดวงตาแดงก่ำแต่ยังฝืนกล่าว “กระหม่อมมิได้รับจากผู้ใดโดยตรงพ่ะย่ะค่ะแต่หลังได้รับรายงานจากสายของกรมว่าพระชายาชิงเฟยมีความเคลื่อนไหวน่าสงสัยกระหม่อมจึงสั่งให้คนสะกดรอยติดตาม..จนพบสารลับที่มีตราของซีเป่ยกระหม่อมจึงเริ่มสืบไปเรื่อย พบว่าตัวตนของพระชายานั้นมีสิ่งไม่ชอบมาพากลหลังพบหลักฐานพยานจากนั้นจึงได้คัดลอกและสรุปคำฟ้องถวายพระองค์พ่ะย่ะค่ะ”คำพูดนั้นราบเรียบแต่ท่าทีแสดงออกถึงความตึงเครียดเต็มเปี่ยม

    โม่เหวินหานนิ่งไปชั่วครู่ก่อนจะกล่าวเสียงนิ่งแต่กดต่ำ “เช่นนั้นหลักฐานและพยานที่เจ้าว่ามา..อยู่ที่ใด?”

    “กระหม่อมเห็นว่าเรื่องนี้ลุกลามเกินกว่าเขตวังหลังแล้วพ่ะย่ะค่ะ..หากพระองค์ทรงไต่สวนด้วยพระองค์เองอาจไม่เหมาะสมข้อกล่าวหาระดับนี้ควรมีศาลและกรมรับรู้พร้อมกัน” เสียงของเขาเบาลงเรื่อยๆขณะกล่าวจบก็หมอบตัวลงต่ำกว่าก่อนหน้า

    โม่เหวินหานขบกรามแน่นนิ้วเรียวบนโต๊ะไม้กำแน่นจนข้อขาว แน่นอนว่าเขาเข้าใจทันทีนี่คือกลที่ฝ่ายตรงข้ามวางไว้ล่วงหน้า หากเพียงกล่าวหาว่าหลิวชิงเซียงปลอมตัวเรื่องทั้งหมดก็ยังจำกัดอยู่เพียงภายในตำหนักในขุนนางทั้งหลายก็ไม่มีสิทธิ์กล่าวแทรก..สุดท้ายเขาย่อมสามารถรับหรือลดขั้นนางด้วยความพอใจของตนเองได้

    แต่เมื่อกล่าวหาเป็นกบฏข้อหาคิดร้ายต่อแผ่นดิน ข้อกล่าวหานี้เปลี่ยนนางจาก "สตรีในวัง" ให้กลายเป็น "ภัยแห่งแผ่นดิน"

    โต๊ะไม้จันทน์ที่วางอยู่เบื้องหน้าถูกฝ่ามือตบลงอย่างแรงดังปัง! ขุนนางรอบด้านสะดุ้งตัวหลูฉางเจิ้นยิ่งกว่าคลานแนบพื้นจนแทบไม่เหลือช่องหายใจ

    “นำตัวเขาออกไป!” สุ้มเสียงสั้นดั่งคมมีดกรีดคนหามสองนายรีบรุดเข้ามายกหลูฉางเจิ้นขึ้น ก่อนจะพาออกไปอย่างเร่งรีบไม่กล้าเหลียวกลับมาแม้แต่ครั้งเดียว

    เมื่อภายในห้องเหลือเพียงคนสนิทกับพระองค์โม่เหวินหานก็พิงแผ่นหลังกับพนักเก้าอี้ไม้ พลางเงยหน้ามองเพดานเหนือหัว “ในเมื่อมันคิดจะทำให้เรารู้สึกจนถอยหลังไม่ได้ก็ต้องทำให้มันรู้ว่าพยัคฆ์ไม่ใช่สัตว์ที่จะถอยหลังหนีเหยื่อ” ไม่ให้เขาสอบสวนเองไม่ยอมให้เขาพบพยานหลักฐาน และดื้อรั้นจะสอบสวนต่อธารกำนัลเช่นนั้นเขาก็มีหลักฐานพยานของตนเองได้เช่นกัน

    เสียงฝีเท้าดังขึ้นหน้าประตูหลี่ต้ากงเดินเข้ามาพร้อมค้อมกาย “เฉียนอ๋องขอเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ”

    โม่เหวินหานเหลือบตามองแล้วพยักหน้าเบาๆ“ให้เขาเข้ามา”

    ไม่นานนักร่างสูงในอาภรณ์สีสว่างก็เดินเข้าสู่ห้องทรงงานด้วยสีหน้าเคร่งขรึมเมื่อเฉียนอ๋องเดินมาถึง โม่เหวินหานก็เอ่ยสั่งข้าราชบริพาร “พวกเจ้าทั้งหมดออกไปให้หมด”

    ข้าราชบริพารที่ยืนอยู่มุมห้องรีบค้อมกายถอยหลังเงียบๆหลี่ต้ากงเองก็ปิดประตูอย่างแน่นสนิท เมื่อเสียงสุดท้ายดับไปเหลือเพียงชายสองคนหนึ่งคือโอรสสวรรค์ผู้แบกชะตาแผ่นดินอีกหนึ่งคืออ๋องสูงศักดิ์ผู้มีสิทธิ์ใกล้เคียงขอบอำนาจ

    โม่เหวินหานยังไม่เอ่ยสิ่งใดดวงตาคมราวเปลวเพลิงทอดมองใบหน้าที่เขาเคยคุ้นชินแต่ยามนี้กลับดูต่างออกไปนักเฉียนอ๋องกลับดูสงบนิ่งยิ่งกว่าทุกครา แต่แววตานั้นกลับแน่นหนักดั่งภูผา

    “กระหม่อมรู้เรื่องแล้ว” เฉียนอ๋องเป็นฝ่ายเปิดคำ

    เสียงของเขานุ่มแต่แฝงแรงถ่วงสีหน้าสงบของเขาเผยรอยคลื่นบางๆ ใต้ผิวน้ำ “หลี่เสวี่ยตัวจริง..อยู่กับกระหม่อม”

    คำพูดนั้นเรียบง่ายแต่ทุกคำประดุจเข็มเย็บผืนอดีตให้เชื่อมต่อกับปัจจุบันดวงหน้าของโม่เหวินหานยังคงสงบนิ่ง ริมฝีปากขยับเพียงเล็กน้อย “เรารู้มานานแล้ว”

    เฉียนอ๋องไม่แปลกใจในคำตอบนั้นเขาเพียงถอนหายใจยาวอย่างช้าๆ “เวลานั้นนางป่วยหนักกระหม่อมพบในบริเวณนอกชายแดนหัวเมืองร่างกายอ่อนแรงแทบเอาชีวิตไม่รอดจึงช่วยนางไว้แล้วถึงได้รู้ว่าแท้จริงนางเป็นบุตรีของหัวหน้าเผ่าซาเฟิง”

    เขาหยุดเล็กน้อยราวชั่งใจก่อนจะกล่าวต่อ “เมื่อรู้ว่านางไม่ใช่ชิงเฟยและด้วยความสงสารจึงเป็นธุระพาพวกนางทั้งสองมาพบกันและเท่าที่กระหม่อมทราบพวกนางทั้งสองมิได้ตั้งใจหลอกลวงเบื้องสูงเพียงทำไปเพื่อกันและกัน ขอให้ฝ่าบาทโปรดเข้าใจพวกนางด้วย”

    โม่เหวินหานฟังเงียบๆไม่เอ่ยแทรกแม้แต่น้อย กระทั่งเฉียนอ๋องกล่าวจบเขาจึงเอ่ยช้าๆ “เรารู้และไม่เคยคิดว่าสิ่งที่กล่าวหาชิงเฟยเป็นความจริงอยู่แล้ว”

    น้ำเสียงของพระองค์ไม่มีแววลังเลแม้แต่น้อยราวกับสิ่งที่แนบแน่นในใจยากถูกหวั่นไหว “เจ้าจงดูแลหลี่เสวี่ยให้ดีอย่าให้มีผู้ใดล่วงรู้ว่านางตัวจริงอยู่กับเจ้า..หากความจริงเปิดเผยออกไปนางก็จะถูกลากไปกล่าวหาอีกคน ยิ่งเมื่ออยู่ในเมืองหลวงและอยู่กับเจ้าคนบางกลุ่มย่อมฉวยโอกาส”

    เฉียนอ๋องพยักหน้าสีหน้ามั่นคงไร้รอยลังเล “กระหม่อมเข้าใจดีนางมิใช่คนไร้ความคิด หลี่เสวี่ยฉลาดหลักแหลม ย่อมรู้ดีว่าควรทำเช่นไรไม่ให้เรื่องร้ายยิ่งลุกลามมากขึ้น” เขาหยุดครู่หนึ่งก่อนจะถามต่อ “แล้วมีสิ่งใดที่กระหม่อมพอจะช่วยได้บ้างหรือไม่?”

    โม่เหวินหานพยักหน้าเบาๆก่อนจะเอ่ยเสียงต่ำแต่เต็มไปด้วยแรงแห่งเจตนา “มีคนใส่ความว่านางคบคิดกับซีเป่ย..ในเมื่อพวกมันปลอมหลักฐานใส่ร้ายเราก็ปลอมหลักฐาน..เพื่อแก้ต่างได้เช่นกัน”

    เมื่อกล่าวจบดวงตาของผู้เป็นใหญ่ก็มองตรงไปยังเฉียนอ๋อง“เรื่องนี้หลี่เสวี่ยช่วยได้”

    เฉียนอ๋องนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่งมองเห็นประกายแน่วแน่ในดวงตาของผู้ครองบัลลังก์มังกรไม่มีร่องรอยหวั่นไหวหรือวูบไหวใดๆ แม้แต่น้อย ความเชื่อมั่นในตัวหลิวชิงเซียงถูกประกาศชัดในแววตานั้นไม่ใช่เพียงศรัทธา หากคือความเชื่อใจทั้งดวงใจที่ยอมให้ร่วงหล่นไปพร้อมกัน

    เฉียนอ๋องได้แต่ถอนหายใจเบาๆความหนักอึ้งในอกคลายลงราวกับเขาเองได้พิงพนักที่มั่นคงเสียที “ได้! เรื่องนี้กระหม่อมรับผิดชอบเองพ่ะย่ะค่ะ”

    หลังจากนั้นโม่เหวินหานก็บอกแผนการทั้งหมดให้เฉียนอ๋องฟังโดยละเอียดว่าต้องการให้หลี่เสวี่ยทำสิ่งใดข้อมูลใดที่เผ่าซาเฟิงสามารถแสดงออกมาได้โดยไม่กระทบเกียรติหรือลากผู้บริสุทธิ์เข้ามาให้กลายเป็นเหยื่อ

    เฉียนอ๋องฟังจบก็พยักหน้ายืนยันหนักแน่นอีกครั้ง “หากเรื่องนี้จะยื่นมือช่วยได้ก็จะทำจนสุดกำลัง”

    โม่เหวินหานพยักหน้าก่อนสายตาจะคมวาบขึ้นขณะกล่าวจดจ้องอีกฝ่ายด้วยคำถาม “เจ้าช่วยหลี่เสวี่ยมาถึงต้าเหว่ยดูแลพยาบาลนาง เฝ้าระวังความปลอดภัยของนางและชิงเฟยจนบัดนี้เฉียนอ๋องลงมือเองขนาดนี้เพราะเหตุใด?”

    เฉียนอ๋องขยับนิ้วช้าๆบนขอบแขนเสื้อ นำคำถามนั้นมาครุ่นคิดอีกครั้งทั้งที่รู้คำตอบอยู่แล้วโม่เหวินหานจึงเอ่ยต่อ “ตอนที่เจ้ารู้ความจริงคิดแต่จะช่วยอย่างเดียวทั้งเหตุใดยังต้องร้อนใจแทนพวกนางราวกับเป็นเรื่องของเจ้าเอง?”

    เขายังไม่หลุดวาจาใดปล่อยเวลาไหลไปครู่ใหญ่จากนั้นถึงถอนใจออกมาก่อนเอ่ยเสียงมั่นคง “พระองค์ทรงปกครองแผ่นดินมั่นคงประชาชนกินอิ่มนอนหลับ กำจัดขุนนางชั่วขุดรากถอนโคนกระหม่อมขอเพียงพระองค์ทรงรักษาสิ่งนี้ไว้ไม่เปลี่ยนแปรไปตามผลประโยชน์ของผู้หนึ่งผู้ใด”

    เขาเงยหน้าขึ้นสบตาดวงตาแน่นิ่งดั่งผิวน้ำที่สะท้อนเงาจันทร์ “ส่วนเรื่องที่หม่อมฉันทราบมาทั้งหมดจากชิงเฟย..ย่อมกลายเป็นเพียงลมพัดผ่านได้” เฉียนอ๋องหมายถึงเรื่องอะไรโม่เหวินหานรู้ดีเรื่องที่เทียนหลงฮ่องเต้ไม่ใช่องค์ชายสามอย่างที่ใครคิดความลับเหนือบัลลังก์นี้จะกลบฝังดินไม่ให้เล็ดลอด

    เฉียนอ๋องกล่าวคำต่อรองกับฮ่องเต้ต่อ“หากกระหม่อมช่วยให้ชิงเฟยพ้นภัยในครั้งนี้ได้ทูลขอสักเรื่อง..ให้เรื่องในจวนเฉียนอ๋องเป็นสิทธิ์ของกระหม่อมเองสตรีที่จะเข้ามาก็ให้เป็นจากตัวกระหม่อมเลือกเอง” เมื่อเอ่ยจบก็โค้งคำนับต่ำ

    โม่เหวินหานมองชายตรงหน้าก่อนจะยิ้มบางๆ ที่มุมปาก “เจ้าก็เปลี่ยนไปมาก” สุ้มเสียงนั้นคล้ายประชดแต่ความจริงแฝงความอบอุ่น“เมื่อก่อนเจ้าเคร่งนัก มีแต่ดำกับขาวไม่มีช่องว่างให้สีอื่นแทรกได้ แต่ตอนนี้ เจ้ากลับเลือกยอมลดหย่อนเพื่อผู้คน”

    เขาเงียบไปครู่หนึ่งก่อนกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงที่เบากว่าเดิม “ความต้องการของเจ้าเราเข้าใจมารดาเจ้าก็ขอว่าให้เจ้าได้มีชีวิตอย่างที่ต้องการ ฉะนั้นคู่ครองก็คงเช่นกัน”

    คำพูดนั้นราวสายฟ้าฟาดลงกลางอกเฉียนอ๋องเขาเงยหน้าขึ้นตาเบิกกว้าง หัวใจเต้นรัวในอก ทั้งประหลาดใจ ทั้งสั่นสะท้านเพพราะคำพูดนี้มีคนเคยกล่าวกับเขามาก่อนแล้ว

     

     

    คล้ายกับเรื่องเพียงชายารักพึงใจล้วนดีงาม(อ่านฟรี) ที่คุณอ่าน