Leveling Up in the World of Immortals ( Remake )

    ตอนที่ 53 รองผู้นำ ( Remake )

            เมื่อเจ้านกอ้วนกินเสร็จแล้วมันก็ตอนหงายทองตีพุงอย่างสบายใจ หวังเฟยหลงเห็นเช่นนั้นก็อดไม่ได้ที่จะส่ายหัว แต่เขาก็ต้องยอมรับว่าทั้งรูปร่างและท่าทางของมันค่อนข้างน่ารักมาก หากสาวๆเห็นจะต้องตกหลุมรักมันอย่างแน่นอน เขาไม่ได้สร้างบ้านให้มัน

            หวังเฟยหลงก้มลงไปลูบพุงของมันเบาๆ มันสบายถึงขนาดครางออกมาด้วยท่าทีสบายๆ หวังเฟยหลงยิ้มและลูบพุงมันอยู่สักพัก เขาก็ลุกขึ้นและเตรียมที่จะออกไปด้านนอก เพื่อกลับไปจัดการธุระของเขา แต่ก่อนที่เขาจะออก เจ้านกอ้วนมันก็กระโดดและบินมาที่หน้าผากของหวังเฟยหลงด้วยท่าทีอุ้ยอ้ายที่สมกับเป็นนกอ้วน หวังเฟยหลงรอดูว่ามันต้องการจะทำอะไรกันแน่ 

            ทันใดนั้นเองฉายฟู่ ก็เอาหัวของมันมาจนที่หน้าผากของหวังเฟย แล้วก็มีแสงเปร่งประกายออกมาจากตัวมัน ต่อจากนั้นก็มีกล่องข้อความปรากฏขึ้น [ ท่านต้องการรับ นกเพลิงทอง เป็นสัตว์เลี้ยงหรือไม่!? ] เมื่อเห็นข้อความเขาก็เข้าใจทันที มันต้องการทำสัญญา และเขาก็ไม่ได้รู้ว่าสามารถทำสัญญาได้ด้วย

            “ รับ!! ”

            หวังเฟยหลงไม่ปฏิเสธ กว่าเขาจะฟักมันออกมาจากไข่ได้ไม่ใช่เรื่องง่าย และด้วยความน่ารักของมันเช่นนี้เขาจะทิ้งมันได้อย่างไร ทันทีที่หวังเฟยหลงยอมรับ แสงที่เปร่งออกมาจากตัวมันก็ได้ถ่ายมาที่หน้าผากหวังเฟยหลงจากนั้นก็ปรากฏสัญลักษณ์คล้ายกับหงษ์สีทองที่หน้าผากของหวังเฟยหลงก่อนที่จะหายไป

            [ โปรดตั้งชื่อให้กับสัตว์เลี้ยงของคุณ ]

            “ ฉายฟู่ ”

            [ ท่านได้ทำการเชื่อมต่อกับ ฉายฟู่ เสร็จสิ้น ]

            เมื่อทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยแล้ว เจ้านกอ้วนก็มาเกาะที่ไหล่ของหวังเฟยหลงก่อนที่จะใช้หัวคลอเคลียกับหน้าหวังเฟยหลงครู่หนึ่ง และมันก็บินเข้าไปในบ้านของหวังเฟยหลงโดยที่มันสามารถใช้พลังของมันเปิดประตูได้เองโดยที่หวังเฟยหลงไม่ต้องสอน 

            “ เจ้านกอ้วนนี้มันจะฉลาดเกิดไปหรือเปล่า!? เอาเถอะมันฉลาดก็ดี…เดี๋ยวนะ มันคงไม่สามารถเปิดคลังสมบัติได้เองหรอกใช่ไหม!? ”

            หวังเฟยหลงรีบรุดหน้าไปในบ้าน เมื่อเข้าไปเขาก็ต้องตกใจเพราะมันเปิดคลังสมบัติได้เอง และมันก็ตรงไปที่กองหินวิญญาณระดับสูง จากนั้นมันก็กลืนลงไปหนึ่งก้อน หวังเฟยหลงอ้าปากค้าง มันเพิ่งจะกินไปเอง เมื่อมันกลืนลงไปหวังเฟยหลงก็ได้รับข้อความ 

            [ ฉายฟู่ได้กินหินวิญญาณระดับสูง ]

            [ ความอิ่มของฉายฟู่ 100% ]

            [ ฉายฟู่ได้รับ EXP ]

            ตอนนี้เองหวังเฟยหลงก็เริ่มคิดอะไรบางอย่าง เขาดูหน้าต่างสเตตัสของฉายฟู่ มันมีความแปลกอยู่ ค่า Lucky กับ Int สูงกว่าสัตว์อสูรตัวอื่นๆในระดับเดียวกัน ทันใดนั้นความคิดบางอย่างก็ผุดขึ้นมา นั่นคือความสามารถของฉายฟู่จริงๆ อาจจะเป็นการใช้พลังวิญญาณก็ได้ 

            “ หวังว่ามันจะมีความสามารถในการใช้พลังวิญญาณนะ เพราะยังไม่เคยเห็นสัตว์อสูรที่เด่นเรื่องการใช้พลังวิญญาณมาก่อนเลย!!...แต่ว่านะ ทำไมตอนที่มันกินศพของสัตว์อสูรมันถึงไม่ได้ EXP ละ อย่าบอกนะว่าต้องเลี้ยงด้วยหินวิญญาณเท่านั้น?? ”

            มองไปที่เจ้านกอ้วนที่กำลังนอนอยู่บนกองหินวิญญาณระดับสูง มันจริงอยู่ที่เขามีหินวิญญาณระดับสูงมากมายกองกันอยู่ แต่มันก็มีวันหมดเช่นกัน และเขาไม่รู้ว่าหินวิญญาณหนึ่งก้อนจะสามารถเพิ่ม EXP ให้มันได้เท่าไร แล้วก็ไม่รู้ว่าเมื่อระดับพลังของมันเพิ่มขึ้นจะต้องการหินวิญญาณเพิ่มขึ้นหรือเปล่า

            “ เจ้านกอ้วน!! เจ้าสามารถกินหินวิญญาณได้ แต่ของอย่างอื่นเจ้าห้ามยุ่งเด็ด หากต้องการเจ้าจะต้องขออนุญาตจากข้าเสียก่อน เข้าใจหรือไม่?? ”

            กรูว!!!!!!

            หวังเฟยหลงยิ้มมันขึ้นมาพร้อมพูดด้วยสีหน้าและน้ำเสียงจริงจัง ฉายฟูก็ร้องออกมาว่ามันเข้าใจ และมันก็บินออกจากมือหวังเฟยหลงไปนอนที่กองหินวิญญาณเช่นเดิม มีนอนหงานเพราะใช้ปีกของมันตบพุงเบาๆก่อนจะค่อยๆหลับไป หวังเฟยหลงรู้สึกว่ามันไม่เหมือนนกเลยจริงๆ เขาตัดสินใจออกจากมิติจักรพรรดิ

            “ ตอนนี้หินหนึ่งก้อนน่าจะอยู่ได้อย่างน้อยก็หนึ่งวันละนะ ”

            เมื่อออกมาแล้วหวังเฟยหลงมองรอบๆจากนั้นก็เดินทางกลับเมือง เขาตรงไปที่สมาคมพ่อค้าทมิฬเพื่อไปดูว่าหมิงเฉินบ่มเพาะได้ถึงไหนแล้ว แต่ก่อนที่จะได้เข้าไปดูความคืบหน้าของหมิงเฉิน ซินกู้เหลินก็เรียกเขาไว้ก่อน 

            “ มีข่าวดีหรือขอรับ!? ”

            “ ใช่แล้วละ เรื่องหลักฐานที่เจ้าขอ ตอนนี้ข้าได้หลักฐานที่เจ้าร้องขอมาแล้ว มีทั้งสมุดบัญชีการว่าจ้างและคำให้การของนักฆ่าที่รับเรื่อง ”

            “ สรุปแล้วเป็นเจ้าเมืองจริงๆใช่หรือไม่ ขอรับ ”

            “ ใข่แล้ว!! คนที่ไปจ้างวานนักฆ่าคือคนรับใช้คนสนิทของเจ้าเมือง ” 

            ถือเป็นข่าวดีสำหรับหวังเฟยหลง เพราะมันคือสิ่งที่หวังเฟยหลงรอคอย เขาจะได้สะสางเรื่องราวระหว่างตระกูลหวังกับเจ้าเมืองให้จบเสียที 

            “ คนรับใช้คนสนิท?? เช่นนั้นเราก็ต้องจับตัวคนรับใช้คนนั้นมาแล้วเค้นถามเพื่อสาวตัวไปให้ถึงเจ้าเมืองน่ะสิขอรับ!! ”

            “ ข้าช่วยเจ้าได้เท่านี้ หลังจากนี้ข้าไม่สามารถเข้าไปยุ่งเกี่ยวได้อีกแล้ว ไม่เช่นนั้นมันจะผิดกฎของสมาคมพ่อค้าทมิฬ ”

            “ ขอบคุณขอรับ แค่นี้ก็ช่วยข้าได้มากพอแล้ว ที่เหลือข้าจะจัดการเองขอรับ ขอแค่ท่านดูแลอย่าให้เจ้านักฆ่าที่รับเรื่องไว้อย่าให้ตายก็พอขอรับ ”

            “ เรื่องแค่นี้ไม่ใช่ปัญหา…แต่ทางที่ดีเจ้าควรจะรีบหน่อย เพราะดูเหมือนเจ้าเมืองจะรู้ตัวแล้ว เขาจะต้องเคลื่อนไหวเร็วๆนี้แน่นอน และที่สำคัญเหมือนมีคนกลุ่มหนึ่งเข้าไปติดต่อกับเจ้าเมือง เจ้าควรจะระวังตัวเองไว้หน่อย เพราะคนกลุ่มนั้นคือกลุ่มคนที่มาจากสถาบัน ”

            “ ข้าเข้าใจแล้วขอรับ ขอบคุณท่านมากขอรับ!! ”

            หลังจากคุยกับซินกู้เหลินเสร็จแล้วหวังเฟยหลงก็ไปดูการบ่มเพาะของหมิงเฉิน เขาก็พบว่าหมิงเฉินใกล้ที่จะทะลวงไปสู่ระดับรวบรวมระยะต้นแล้ว สำหรับคนอื่นๆถือว่าเร็วมาก แต่นี้คือเรื่องปกติของผู้ที่มีร่างกายทรราช หากพวกเขามีเคล็ดวิชาบ่มเพาะพวกเขาจะพัฒนาได้เร็วและแข็งแกร่ง เช่นเดียวกับหวังเฟยหลง เขาพยายามสังเกตเทคนิค ดูเหมือนจะไม่มีอะไรแล้ว หวังเฟยหลงก็ออกเดินทางกลับสถาบันทันที 

            7 วันที่ผ่านมา นอกจากการฟักไข่จักรพรรดิอสูรแล้ว หวังเฟยหลงยังมาถึงระดับรวบรวมระยะขั้นสุดอีกด้วย ในตอนกลางวันหวังเฟยหลงจะล่าสังหารสัตว์อสูรมากมายเพื่อนำไปฟักไข่ เขาได้รับ EXP จากการล่าสังหารไม่เยอะ 7 วันที่ผ่านมาเขาได้รับ EXP ไม่ถึง 5% ด้วยซ้ำ ที่หวังเฟยหลงสามารถทะลวงระดับมาได้เพราะเขาใช้เวลากลางคืนที่กลับจากการล่าสัตว์อสูรมาใช้บ่มเพาะพลัง 

            ไม่นานหวังเฟยหลงก็กลับเข้าสถาบัน เขาไปรายงานภารกิจก่อนเป็นอันดับแรก จากนั้นก็ตรงไปหาลู่หยางเพื่อบอกเรื่องต่างๆที่เขารู้จากซินกู้เหลิน รวมถึงเรื่องที่เขาอยากกำจัดเจ้าเมืองเพราะเขากลัวว่าเจ้าเมืองจะสร้างปัญหาให้ตระกูลของเขา

            “ เพราะแบบนี้เอง ชิงเหมาถึงไม่ได้รับข้อมูลใดๆมา ”

            หลังจากที่ลู่หยางรู้เรื่องเขาก็ขมวดคิ้วแน่น พร้อมกับทำสีหน้าครุ่นคิด หากเรื่องเป็นจริงอย่างที่หวังเฟยหลงเล่า ลู่หยางก็พอจะกดดันเจ้าเมืองได้ แต่ที่ทำให้เขารู้สึกไม่ดีคือ คนในสถาบันที่ติดต่อกับเจ้าเมือง ต้องเข้าใจว่าถึงแม้ว่าสถาบันจะตั้งอยู่ในเมือง แต่เจ้าเมืองก็ไม่มีสิทธิ์เข้ามายุ่ง และมันเป็นข้อกำหนดที่ว่า เจ้าเมืองและคนในสถาบันจะไม่ยุ่งเกี่ยวกันหรือแทรกแซงกัน

            “ ขอรับ ตอนนี้ตัวหลักฆ่าและหลักฐานต่างๆข้าได้ฝากให้สมาคมพ่อค้าทมิฬเป็นผู้ดูแลอยู่ ”

            “ อืม ปัญหาไม่ใช่เจ้าเมือง แต่เป็นคนในสถาบันที่ยื่นมือไปหาเจ้าเมืองต่างหาก!! ถึงจะรู้ว่าช่วงนี้พวกนั้นเริ่มเคลื่อนไหว แต่ก็ไม่คิดว่าจะเข้าหาเจ้าเมืองตรงๆเช่นนี้ ”

            “ เอาเป็นว่าช่วงนี้เจ้าอยู่ฝึกในสถาบันไปก่อน เดี๋ยวข้าจะให้ชิงเหมาไปสืบหาความเคลื่อนไหวว่าพวกเขาได้มีข้อตกลงอะไรกันหรือไม่ ส่วนเรื่องตระกูลเจ้าไม่ต้องห่วง ข้าจะส่งให้คนไปคอยจับตาดูการเคลื่อนไหวของเจ้าเมืองไว้ ”

            “ ขอบคุณท่านอาจารย์ขอรับ!! ”

            เมื่อคุยกับลู่หยางเสร็จ หวังเฟยหลงก็เดินกลับไปที่ห้องพักของตัวเองจากนั้นก็เริ่มฝึกฝน มันไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะแก้ปัญหาได้เร็วๆ ยิ่งมีคนจากสถาบันเข้าร่วมกับเจ้าเมืองด้วยแล้ว ลู่หยางจะยิ่งเคลื่อนไหวและทำอะไรลำบาก สิ่งที่หวังเฟยหลงคิดได้ในตอนนี้คือ หากต้องการปกป้องคนของตัวเอง ตัวเขาเองจะต้องแข็งแกร่งมากพอที่จะกป้องพวกเขาโดยไม่อาศัยพลังของคนอื่น การอาศัยพลังของคนอื่นไม่สามารถปกป้องคนของตัวเองไปได้ตลอด 

            กลับมาที่ลู่หยางที่อยู่ในห้อง เขาได้เรียกชิงเหมา ให้ไปตามสืบว่า เจ้าเมืองกับคนในสถาบันมีข้อตกลงอะไรร่วมกัน และพวกเขาหมายจะทำสิ่งใด ลู่หยางรู้สึกว่ามันต้องไม่ใช่เรื่องที่ดีแน่นอน เขาคิดว่าเรื่องของหวังเฟยหลงอาจเป็นเรื่องที่ทำเพื่อเบี่ยงความสนใจจากลู่หยางก็ได้

            “ ข้ารู้สึกเรื่องนี้มันไม่ได้มีเพียงเท่านี้ หากมีความคืบหน้าอะไรรีบมารายงานข้าทันที ”

            หลายวันต่อมา หวังเฟยหลงก็ยังไม่ได้ออกจากสถาบัน เขากำลังเดินทางไปที่หอตำราเพื่อดูว่าจะมีตำราที่เขาสนใจหรือไม่ ในขณะที่กำลังเดิน หวังเฟยหลงก็ได้เจอกับชายชราคนหนึ่ง เขาใส่ชุดผู้อาวุโสฝ่ายใน หวังเฟยหลงก้มโค้งทำความเคารพตามปกติ แต่ทันใดนั้นเองเขาก็สัมผัสได้ถึงแรงกดดันบางอย่างที่ทำให้ตัวเขาแทบจะยืนไม่อยู่จนเกือบจะล้มลงไปกับพื้นแล้ว หวังเฟยหลงพยายามเงยหน้ามองชายชราด้วยสีหน้าตกใจและแปลกใจ 

            หวังเฟยหลงรู้ว่าแรงกดดันมาจากชายชราที่กำลังจะเดินผ่าน เขาไม่คิดว่าผู้อาวุโสฝ่ายในจะกระทำกับเขาเช่นนี้ ทั้งๆที่เขาก็ก็ทำความเคารพ ทันใดนั้นเองหวังเฟยหลงก็นึกเรื่องบางอย่างขึ้นมาได้ นั่นคือฝ่ายตรงข้ามกับลู่หยาง แต่การที่พวกเขากระทำการใดๆโจ่งแจ้งเช่นนี้มันไม่กล้าเกินไปหรือ อย่างน้อยเขาก็คือศิษย์สายตรงของผู้นำเชียวนะ!! 

            เมื่อเห็นว่าหวังเฟยหลงสามารถยืนอยู่ได้เขาก็ได้เพิ่มแรงกดดันให้มากขึ้นไปอีก และตอนนี้เองที่หวังเฟยหลงไม่สามารถประคองร่างของตัวเองให้ยืนอยู่ได้ เขาล้มลงไปกับพื้นพร้อมกับสีหน้าบิดเบี้ยว มองไปที่ชายชราด้วยความโกรธแค้น การกระทำนี้ได้เรียกความสนใจให้มามองดูชายชรากับหวังเฟยหลง ทันใดนั้นเองแรงกดดันที่กดหวังเฟยหลงอยู่ก็หายไป ชายชรายิ้มแย้มก่อนจะพูดกับหวังเฟยหลงด้วยน้ำเสียงปกติ

            “ ไม่เลว เจ้าสามารถทนแรงกดดันขนาดนี้ได้ ไม่แปลกใจเลยที่จะได้เป็นศิษย์สายตรงของท่านผู้นำ!! ”

            หวังเฟยหลงมองด้วยสายตาอาฆาต เขาเช็ดเลือดที่มุมปากออก แต่ก่อนที่เขาจะได้พูดอะไร ชายชราคนนั้นก็เดินเข้ามาหาเขาและตบไหล่ของเขาเบาๆ ก่อนจะกระซิบข้างๆหวังเฟยหลงด้วยน้ำเสียงเย็นชา

            ‘ แม้ว่าการเป็นศิษย์ของผู้นำจะทำให้เจ้าตายเร็วก็ตาม ’

            หลังจากกระซิบเสร็จ ชายชราคนนั้นก็เดินจากไป หวังเฟยหลงมองตามแผ่นหลังและจดจำชื่อเอาไว้ในใจ ตอนนี้เขารู้แล้วว่าใครคือคนในสถาบันที่หมายจะเอาชีวิตเขา แต่เขาก็ยังแปลกใจที่ชายชราคนนั้นกล้าที่จะกระทำโจ่งแจ้งเช่นนี้ นอกจากชื่อของชายชราหวังเฟยหลงก็ไม่รู้ข้อมูลใดๆเพราะระดับพลังของชายชราสูงกว่าหวังเฟยหลงมาก

            ‘ เย่ฟาน ก็ต้องรอดูว่าแผนการของเจ้าจะสามารถสังหารข้าได้หรือไม่!? ’

            ขณะหวังเฟยหลงกำลังจัดการเสื้อผ้าตัวเอง ก็ได้มีศิษย์คนหนึ่งเดินเข้ามาหาเขา และถามหวังเฟยหลงด้วยสีหน้าเป็นห่วง 

            “ เจ้าเป็นอะไรหรือเปล่า? เจ้าไปทำเรื่องขัดใจอะไรท่านรองผู้นำ เขาถึงได้กดดันเจ้าเช่นนี้!? ”

            หวังเฟยหลงได้ยินเช่นนั้นก็เข้าใจทันทีว่าสถานะของชายชราเมื่อครู่คืออะไร และเขาก็ได้เข้าใจแล้วว่าทำไมชายชราคนนั้นถึงได้กล้าทำอะไรอย่างโจ่งแจ้งเช่นนี้ ตามใดที่ไม่สังหารหวังเฟยหลงตรงๆ เขาสามารถใช้ข้ออ้างเรื่องการทดสอบ ความอยากรู้อยากเห็นได้ อย่างไรก็ไม่มีใครเอาผิดเขาได้ แม้แต่ลู่หยางก็ต้องเคลื่อนไหวอย่างระวังเลย