ราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 2 บทที่ 40 วิชาบ้าๆ นั่น

            ภาพที่เห็นนี้เป็นภาพที่ซ่างกวันเฟยคุ้นตามาก รู้สึกเหมือนลเพิ่งจะเคยเห็นเมื่อไม่นานมานี้เองตอนแรกที่เขาพ่ายแพ้ไปนั้น เจ้าเด็กเวรที่ชื่อหลินอี้มันก็ใช้วิชาการช่างที่แปลกพิสดารอย่างนี้เหมือนกัน

            ทำไมคราวนี้มันยังมีวิชาพิสดารนั่นอยู่อีกเล่า???

            สีหน้าของพวกซ่างกวันเฟยและเฉินเย่เซิงนั้นเปลี่ยนไปเล็กน้อยแต่ไม่นานพวกเขาก็รีบปฏิเสธความคิดที่อยู่ในหัวทิ้งไปทันที

            ไอ้หลินอี้นั่นมันตายในเทือกเขาเมฆมรกตไปนานแล้ว ไม่มีใครได้ยินข่าวของมันมาตั้งครึ่งปีมันไม่มีทางมาโผล่ที่นี่หรอก!!

            แต่ไอ้วิชาการช่างบ้าบอแบบนี้มัน....

            ซ่างกวันเฟยพยายามหยุดความคิดแปลกๆ ที่เกิดขึ้นในหัวเอาไว้จากนั้นก็กลับไปตั้งสมาธิกับขั้นตอนสุดท้ายในการสร้างอาวุธของเขาโดยหลังจากที่นำอาวุธที่ขึ้นรูปเสร็จแล้วไปทำให้เย็นตัวลงนั้นจะต้องอัดพลังฟ้าดินอันบริสุทธิ์ลงไปด้วย เพื่อที่จะกระตุ้นให้ “ผลึกวิญญาณต้นกำเนิด” ที่ฝังอยู่ในยุทธภัณฑ์ทำงานซึ่งมันจะแสดงผลออกมาเป็นคุณสมบัติวิญญาณอันเป็นเอกลักษณ์ของอาวุธวิญญาณนั่นเอง

            ในที่สุดขวานศึกมือเดียวอันน่าเกรงขามก็ได้ปรากฏสู่สายตาของทุกคน

            ขวานเล่มนี้มีสีน้ำเงินตลอดทั้งด้าม วัตถุดิบหลักที่เลือกใช้ก็คือโลหะเหมันต์พันปีซึ่งเป็นวัตถุดิบที่วงการการช่างของชูอวิ๋นเลือกใช้กันน้อยมากและเสริมความแข็งแกร่งของตัวอาวุธเข้าไปอีกด้วยวัตถุดิบอย่าง “น้ำยาเทียบสุริยัน” “ผลึกหลีหยวน”เป็นต้น และสุดท้ายก็ใช้เทคนิคการใช้ค้อนตีอาวุธแบบเหวินหวู่ ตีลงไปซ้ำๆ จนกว่าความคมของโลหะเหมันต์จะไปถึงจุดสูงสุดจนสุดท้ายได้มาเป็นอาวุธระดับวิญญาณขั้นสูงที่มีคุณสมบัติแข็งแกร่งจนน่ากลัว

            พอขวานศึกเล่มนี้อยู่ในมือของซ่างกวันเฟยก็ราวกับว่าเขาจะสามารถพิชิตใต้หล้าได้อย่างไม่ยากเย็นเขาไปที่ตรงกลางของเวทีด้วยท่าทางองอาจห้าวหาญสุดขีด แล้วจึงกล่าวกับหวังหมิงชงว่า

            “ท่านหวัง ‘ขวานศึกวิญญาณเหมันต์’ ของข้าน้อยเล่มนี้ เสร็จสมบูรณ์แล้วระดับของยุทธภัณฑ์ชิ้นนี้คือระดับวิญญาณขั้นสูง คุณสมบัติวิญญาณคือ ‘เจาะเกราะ’ สามารถทะลวงอาวุธวิญญาณขั้นสูงทั่วๆ ไปได้อย่างง่ายดายขอเชิญท่านหวังรับชม!!”

            ยอดเยี่ยม!!

            หวังหมิงชงพยักหน้าซ้ำๆ อย่างพึงพอใจ

            ขวานศึกวิญญาณเหมันต์ของซ่างกวันเฟยด้ามนี้ ไม่ว่าจะเรื่องรูปลักษณ์หรือคุณสมบัติวิญญาณก็อยู่ในระดับที่ยอดเยี่ยมมันสามารถเทียบชั้นได้กับสมบัติชาติบางชิ้นของอาณาจักรชูอวิ๋นเลยเจ้านักการช่างหนุ่มนี่เป็นอัจฉริยะอย่างแท้จริง!!

            แล้วท่านอี้ชังไห่เล่า?

            ตอนที่ผู้คนหันกลับไปดูทางฝั่งของอี้ชังไห่นั้น บรรยากาศโดยรอบก็แปลกประหลาดขึ้นมาทันที

            อี้ชังไห่เอากาวที่เขาปั้นเอาไว้เป็นก้อนนั่นไปทาบติดลงบนผิวหน้าของโล่ทรงกลมที่เขาตีทิ้งไว้ตั้งแต่แรกซึ่งเจ้าโล่ที่เขาตีเอาไว้ก่อนแล้วชิ้นนี้เป็นโล่ธรรมดาที่ตีขึ้นจากหินแร่ขั้นสามอย่าง“เหล็กกล้าสีชาด” นั่นเอง แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าอาวุธที่มีคุณสมบัติเจาะเกราะอย่างขวานศึกวิญญาณเหมันต์นั้นเจ้าโล่นี่ไม่มีทางรับการโจมตีได้แม้แต่ครั้งเดียวแน่แล้วแค่เอากาวโปะลงบนผิวหน้าแค่อย่างเดียวแบบนั้นมันจะไหวหรือ?

            คนส่วนใหญ่ต่างก็กำลังคาดเดากันว่าอี้ชังไห่กำลังทำอะไรอยู่กันแน่

            หรือว่าพวกตระกูลเวินมันตัดสินใจยอมแพ้แล้ว เลยให้อี้ชังไห่ออกมาแสดงตลกเพื่อให้บรรยากาศของเทศกาลดีขึ้น?

            อี้ชังไห่นำโล่ที่เคลือบผิวหน้าเอาไว้แล้วเข้าไปในเตาหลอมอีกครั้งและเมื่อถูกไฟวิญญาณหลอมแล้ว กาวที่เคลือบอยู่บนผิวหน้าของโล่นั้นก็เริ่มเกิดการเปลี่ยนแปลง

            กาวอวิ๋นกุยที่โปร่งใสนี่ก็ค่อยๆ พองตัวออกผงสีแดงที่ใส่ไว้ก่อนหน้านี้ก็เริ่มค่อยๆ หลอมรวมเข้ากับเนื้อกาวจนเป็นเนื้อเดียวกันเปลี่ยนสภาพเป็นเป็นวุ้นใสๆ สีแดง เกาะอยู่บนผิวนอกสุดของโล่อย่างแน่นหนา

            มันกำลังทำอะไรของมัน...

            อบขนมหรือ?

            แถมยังเป็นแบบอบจากภายนอกเสียด้วย...

            ฝูงชนตอนนี้พูดอะไรไม่ออกกันสักคำ

            สีหน้าของพวกซ่างกวันเฟยตอนนี้ยิ่งมายิ่งดูไม่ได้เพราะวิธีการสร้างอาวุธแบบพิสดารอย่างนี้มันเหมือนกับวิธีของไอ้ผู้อาวุโสของตระกูลเวินอย่างหลินอี้ที่ตายไปแล้วมากเหลือเกิน

            พออี้ชังไห่ดับไฟวิญญาณลงแล้วหยิบเอาโล่ออกมาจากเตาหลอมผู้คนโดยรอบก็เหมือนกับว่าจะเห็นลำแสงจากเปลวเพลิงศักดิ์สิทธิ์ที่พวยพุ่งจนสูงเสียดฟ้าดูคล้ายกับวิหคทองคำที่เพิ่งจุติลงมาจากฟากฟ้า ราวกับดวงสุริยันสีแดงขนาดย่อม อี้ชังไห่ถือดวงอาทิตย์ลูกนั้นไว้ในมือ

            นั่นมัน...

            สายตาของผู้คนนับแสนตอนนี้ล้วนจับจ้องไปที่โล่ทรงกลมที่อยู่ในมือของอี้ชังไห่

            “โอ้โห สวยจังเลย!!!!”

            มีเสียงกรี๊ดกร๊าดของเหล่าหญิงสาวดังขึ้นท่ามกลางกลุ่มผู้ชม

            โล่นั่นมันงดงามมากเหลือเกิน กาวอวิ๋นกุยนั่นหลังจากที่ถูกเผาไฟไปแล้วมันก็เปล่งรัศมีสีสดใสออกมาได้อย่างเป็นธรรมชาติเมื่อรวมเข้ากับแสงจากเปลวเพลิงที่กำลังไหลเวียนอยู่ภายในนั้นแล้วยิ่งทำให้โล่ชิ้นนี้เปล่งประกายแสงหลากสีสันออกมาจนดูสวยงาม ยากจะหาสิ่งใดเปรียบ

            แต่ว่า รูปลักษณ์ก็ส่วนรูปลักษณ์ ไอ้โล่ที่ใช้วิธีสร้างอย่างกับการอบขนมแบบนั้นมันจะแข็งแรงพอหรือ?

            ซ่างกวันเฟยกัดฟันยืนถือขวานศึกวิญญาณเหมันต์เอาไว้ในมือเมื่อถูกเขาอัดพลังฟ้าดินลงไป ส่วนใบขวานของขวานศึกด้ามนี้ก็ขยายจนกว้างใหญ่ขึ้นถึงสิบกว่าเซ็นต์มันกำลังรอที่จะได้แผลงฤทธิ์เดชของคุณสมบัติเจาะเกราะอันแข็งแกร่งของมันจนแทบจะทนไม่ไหวแล้ว

            “เดี๋ยวก่อน!!”

            ในตอนที่ยุทธภัณฑ์ของทั้งสองฝ่ายกำลังจะเข้าห้ำหั่นกันแล้วนั้นอี้ชังไห่ก็โบกมือขอหยุดก่อนชั่วคราว

            อะไรนะ หรือว่าไอ้แก่นี่จะเกิดกลัวขึ้นมากะทันหัน?

            ใช่เสียที่ไหนเล่า

            อี้ชังไห่กล่าวออกมาว่า “ตัวข้าก็อายุเยอะมากแล้ว ไม่ค่อยมีแรงเท่าไร เวินเทาเอ๊ย เจ้าช่วยมาทดสอบ ‘โล่หลอมตะวัน’ นี่หน่อยสิ”

            อะไรนะ?

            ให้คุณชายสองของตระกูลมาทดสอบอย่างนั้นหรือ?

            เวินเทายังเป็นแค่จอมยุทธ์ระดับชุ่ยถี่อยู่เลยแต่ซ่างกวันเฟยเป็นถึงยอดฝีมือระดับเซียนเทียน แถมอาวุธในมือของมันอย่างขวานศึกวิญญาณเหมันต์เล่มนั้นยังทรงอานุภาพจนน่าใจหายอีกแต่พวกเขากลับปล่อยให้เวินเทาออกมารับการโจมตีระดับนั้นอย่างนั้นหรือ?

            นี่มันจะดูถูกกันมากเกินไปแล้ว!!

            เวินเทาก้าวออกมาแล้ว สีหน้าเขาเรียบเฉยดูไร้อารมณ์แต่กลับแสดงท่าทางยั่วยุซ่างกวันเฟยได้เจ็บแสบที่สุด

            เขายกโล่ในมือขึ้นจากนั้นก็ชี้นิ้วไปที่ซ่างกวันเฟยพลางกระดิกนิ้วเรียกให้อีกฝ่ายเข้ามาหาอย่างยั่วยุซึ่งท่าทางแบบนี้เขาซักซ้อมมาไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง

            “มาสิ เข้ามาเลย ข้ายอมให้เจ้าตี!!”

            ซ่างกวันเฟยถูกยุจนแทบจะกัดฟันตัวเองแตกไปแล้ว

            “ตระกูลเวินของพวกแกวอนหาที่ตายเองนะ!!!!”

            ซ่างกวันเฟยดีดตัวพุ่งเข้าใส่เวินเทาอย่างเกรี้ยวกราด ขวานศึกวิญญาณเหมันต์ในมือของเขาตอนนี้ดูราวกับว่าสามารถบดขยี้ทุกสิ่งบนโลกได้คมขวานอันน่ากลัวนั่นตวัดเข้าใส่โล่หลอมตะวันในมือของเวินเทาอย่างแรง

            เกิดเสียงกระแทกทุ้มต่ำขึ้น

            เสียงที่ดังขึ้นนั้นเหมือนเสียงของค้อนเหล็กที่ทุบลงบนทรายก็ไม่ปานเป็นเสียงที่ฟังดูไร้พลังอย่างมาก

            จากนั้นก็เห็นเพียงแค่เวินเทาที่ถูกแรงอันมหาศาลผลักจนเซถอยไปด้านหลัง

            หนึ่ง สอง สาม...

            สามก้าวเท่านั้น

            เวินเทาถูกแรงอันมหาศาลนั่นฟันเข้าใส่แต่กลับเซถอยไปเพียงสามก้าว ส่วนโล่บนมือนั้นก็แน่นอนอยู่แล้วว่า - ไร้รอยขีดข่วน

            โอ้!!

            ทุกคนในที่แห่งนี้ต่างก็อึ้งกันไปหมดแล้ว

            ซ่างกวันเฟยเองก็จ้องมองไปที่ขวานในมืออย่างเหลือเชื่ออ้าปากค้างจนแทบจะยัดไข่ไก่เข้าไปได้สองฟองพร้อมกันแล้ว

            เฉินเย่เซิง โอวหยางกง ถึงกับนั่งไม่ติดเก้าอี้กันเลยทีเดียว

            เกิดอะไรขึ้น!!!!

            การประลองที่พวกเขามั่นใจว่าจะชนะมากถึงเก้าในสิบส่วนแบบนี้ทำไมอยู่ๆ ก็เกิดผิดพลาดขึ้นมาได้!!!!

            ส่วนเหล่าผู้ชมนั้นก็ทำหน้าตาตื่นตกใจอย่างกับเห็นผีอย่างไรอย่างนั้นแม้แต่พวกข้าราชการฝ่ายผู้ดูแลภายในนั่น แต่ละคนล้วนตาแทบถลนออกจากเบ้า

            นั่น... โล่บ้าอะไรกัน!!

            สามารถป้องกันการโจมตีของขวานที่ดูทรงพลังนั่นได้ไม่พอยังสามารถสลายแรงฟันอันมหาศาลของซ่างกวันเฟยที่มีพลังระดับเซียนเทียนได้ทำให้เวินเทาแทบจะไร้รอยขีดข่วนจากการโจมตีเมื่อสักครู่ได้

            โล่ชิ้นนี้มันสุดยอดแห่งความขี้โกงเลย!!!!

             ตึง

            เวินเทาโยนโล่ชิ้นนี้ไปให้ซ่างกวันเฟยแล้วพูดออกมาด้วยท่าทางอวดเบ่งว่า

            “เอาไปฟันเล่นได้ตามใจถ้ามีรอยขีดข่วนแม้แต่เส้นเดียว พวกข้าก็ถือว่าแพ้เลย”

            เจ้าบ้าเอ๊ย!!!!

            คุณชายสองแห่งตระกูลเวินแต่เดิมก็ถนัดเรื่องการหักหน้าคนอยู่แล้วพอเขาพูดใส่ซ่างกวันเฟยจบก็เดินกลับเข้าไปในกลุ่มทันที

            ณ ตรงกลางของเวที

            ซ่างกวันเฟยเริ่มทำแบบเดียวกับที่เคยทำตอนอยู่เลี่ยนเทียนเฮ่าอีกครั้งเขาลงมือฟาดฟันใส่โล่ชิ้นนี้แบบไม่ยั้งด้วยความไม่ยินยอมพร้อมใจ

            ตึงตึง

            แต่น่าเสียดายที่ ไม่ว่าจะฟาดฟันไปสักเท่าไรผลลัพธ์มันก็เหมือนเดิม

            ไม่เห็นแม้แต่รอยขีดข่วน

            “ว้าว!!” คนที่ส่งเสียงดีใจออกมาท่ามกลางฝูงชนก็คือเวินชิงชิงและสวี่เหยาสาวน้อยทั้งสองที่เป็นบุคคลสำคัญของตระกูลเวินนั้นไม่รู้ว่าไปอยู่ด้วยกันตั้งแต่เมื่อไหร่ยืนส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวด้วยความดีใจราวกับนกกระจอกร้อยวิญญาณ

            “นั่นหรือ เทคนิคที่หลินอี้สอนให้ท่านอาจารย์ไห่เมื่อคืน?นั่นมันสุดยอดมากเลย!!” เวินชิงชิงตบมือจนมือเล็กๆของนางแดงขึ้นมาแล้ว

            ส่วนสวี่เหยาที่ถึงแม้จะไม่ได้พูดอะไรออกมา แต่นัยน์ตาของนางตอนนี้ราวกลับเปลี่ยนเป็นรูปหัวใจไปแล้วนางหันกลับไปมองหลินหยางที่ยืนอยู่ในกลุ่มคนด้วยสายตาที่วาบหวานยิ่งกว่ารักครั้งแรกเสียอีก

            “เหอะ... ไม่เห็นมีอะไรพิเศษเลยนี่?” เจ้าปี้ฟังน้อยตัวนี้ยืนกอดปีกตัวเองเอาไว้เห็นได้ชัดว่าไม่ชอบใจที่ผู้คนเคารพหลินหยางกันเสียขนาดนั้น “ก็แค่ใช้เคล็ดลับพิเศษนิดๆ หน่อยๆ แค่นั้นเอง ไอ้แบบนั้นน่ะอยู่ห่างไกลจากอาวุธวิญญาณชั้นยอดของจริงอยู่มากโข....”

            หืม หมายความว่าอย่างไร?

            สองสาวมองไปที่หั่วเอ๋อร์ด้วยความสงสัย ทำให้เจ้าปี้ฟังตัวนี้รู้สึกได้ใจอยู่ไม่น้อย

            ตัวมันที่เป็นถึงสัตว์เทพยุคโบราณและยังเป็นจุดสูงสุดของธาตุไฟอีกด้วยถึงแม้ตอนแรกมันจะไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับวิชาการช่างก็ตาม แต่พอมันต้องทำหน้าที่เป็น“เตาไฟ” เป็นเวลาครึ่งปีแล้ว ตอนนี้มันก็พอจะเรียกตัวเองว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญในด้านนี้ได้บ้างแล้ว

            หั่วเอ๋อร์อธิบายว่า “ไอ้เจ้าหลินหยางมันเหมือนจะรู้อยู่แต่แรกแล้วว่าอีกฝ่ายจะใช้วัตถุดิบที่เป็นธาตุเย็นดังนั้นมันเลยเลือกใช้วิธีเฉพาะมาต่อกรศัตรู นั่นก็คือการผสมผงกระดองเต่าบดละเอียดของ‘เต่าศิลาแดง’ ลงไปในกาวอวิ๋นกุยพอมันผสมเข้าด้วยกันแล้วก็จะสามารถแสดงคุณสมบัติแผดเผาออกมาได้เองตามธรรมชาติส่วนเรื่องความแข็งแรงนี่ไม่ต้องบอกก็คงจะเห็นกันแล้วแต่ประเด็นหลักก็คือมันสามารถสะกดข่มคุณสมบัติวิญญาณที่อยู่ในขวานศึกนั่นได้ทำให้คุณสมบัติ ‘เจาะเกราะ’ของมันไร้ผล พอเป็นอย่างนี้แล้วเจ้าขวานนั่นมันก็ไม่มีทางทำอะไรโล่หลอมตะวันได้แล้ว”

            อย่างนี้นี่เอง...

            สาวน้อยทั้งสองไม่รู้มาก่อนเลยว่าหลินหยางจะเตรียมการเอาไว้ก่อนแล้วแบบนี้

            พวกเขายิ่งไม่รู้เลยว่า หลินหยางสามารถมองออกได้ว่าซ่างกวันเฟยถนัดแนวไหนตั้งแต่ตอนที่เขาเห็นอีกฝ่ายเลือกใช้วัตถุดิบที่เป็นธาตุเย็นสองชนิดในการประลองยุทธภัณฑ์ครั้งแรกแล้วทำให้สามารถกำหนดแผนที่สามารถชนะทางอีกฝ่ายได้อย่างเด็ดขาดขนาดนี้

             ชัยชนะอันงดงามของตระกูลเวินครั้งนี้ทั้งหมดล้วนมีสติปัญญาอันชาญฉลาดของหลินหยางคอยหนุนหลังอยู่

            ตระกูลเวินที่ต้องอดทนกับการถูกข่มเหงรังแกมานานนับครึ่งปีนั้นในที่สุดก็ได้โอกาสตอบโต้อีกฝ่ายอย่างงดงามแล้ว

            แต่นี้เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น

            ตรงจุดกึ่งกลางของเวทีนั้น

            ซ่างกวันเฟยยังไม่ยอมตายใจ เขายังคงใช้ขวานสับเข้าที่โล่บนพื้นอย่างต่อเนื่องภาพที่ปรากฏนั้นทำเอาผู้ชมบ่นกันระงม

            “ลงไปได้แล้ว!! สู้ไม่ได้ก็ยอมแพ้ไปซะ!!”เริ่มมีคนตะโกนไล่แล้ว

             มีชายชราคนหนึ่งตะโกนปลอบด้วยความจริงใจว่า“ไอ้หนูเอ๊ย แพ้ให้กับท่านไห่ที่เป็นนักการช่างอันดับหนึ่งของอาณาจักรชูอวิ๋นนั้นไม่น่าอายหรอกเจ้ากลับไปฝึกฝนเพิ่มอีกสักสิบปีก็ยังไม่สายหรอกนะ!!”

            นั่นคือการปลอบใจตรงไหนวะไอ้บ้าเอ๊ย!!

            ซ่างกวันเฟยโมโหจนแทบบ้าแล้ว

            ไอ้วิชาการช่างบ้าๆ นั่นอีกแล้ว

            แม่มันเถอะ ไอ้พวกตระกูลเวินนั่นที่แท้ก็ยังเก็บไพ่ตายเอาไว้อีกใบเพื่อเล่นงานตัวเองโดยเฉพาะ!!!!

            เขาโกรธจนแทบคลั่ง แต่ผลการประลองมันชัดเจนเสียขนาดนี้แล้วคงทำได้แค่ทำใจยอมรับมันเท่านั้นแล้ว

            “ฮ่าฮ่า คุณชายซ่างกวันวันนี้คงจะมือตก แต่ก็ไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าขวานศึกวิญญาณเหมันต์เล่มนี้เป็นยุทธภัณฑ์ระดับวิญญาณขั้นสูงใช่ไหมเล่า?ดังนั้นทุกท่านช่วยส่งเสียงปรบมือให้กำลังใจคุณชายซ่างกวันกันหน่อยเถอะ”

            พิธีกรรีบออกมาทำหน้าที่ต่อทันที

            เฉินเย่เซิงนั้นกำลังเดินขึ้นเวทีด้วยสีหน้าเคร่งเครียดจากนั้นก็กระซิบกับซ่างกวันเฟยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำไปสองสามประโยคถึงจะสามารถพาให้คุณชายท่านนี้ลงจากเวทีได้

            และในตอนที่กำลังจะเดินกลับไปนั้นเฉินเย่เซิงได้หันมามองสีหน้าเรียบเฉยของเวินติ่งเทียนพร้อมกับที่ภายในใจของเขาเริ่มรู้สึกถึงลางร้ายที่กำลังก่อตัวขึ้น

            วันนี้... คงไม่เกิดเรื่องที่ไม่คาดฝันขึ้นหรอกนะ...

    คล้ายกับเรื่องราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน