บทที่ สิบหก
หลังจากเดินทางผ่านเส้นทางกันดารที่มีแต่ความแห้งแล้งและเนินเขาตัดสลับแม่น้ำไหลเชี่ยวในที่สุดคณะเดินทางก็มาถึงประตูเมืองซุ่ยหยวน
ซุ่ยหยวนเป็เมืองจรดสุดทางตะวันตกเฉียงเหนือของจินหยางแม้จะเป็ชายแดนแต่ก็เต็มไปด้วยพ่อค้าจากดินแดนต่างๆที่เดินทางมาซื้อขายสินค้าหายากจากแคว้นข้างเคียง ถนนสายหลักในเมืองคึกคักไปด้วยผู้คนรถม้าและเกวียนบรรทุกสินค้าเคลื่อนผ่านไปมาตลอดทั้งวันกลิ่นหอมของอาหารจากร้านแผงลอยลอยคลุ้งไปทั่ว
ขบวนของพวกเขามิได้เป็ที่สะดุดตานักในสายตาผู้คนมีเพียงรถม้าเก่า ๆหนึ่งคันและคนเดินเท้าคนนำขบวนหนึ่งคนที่ก็ดูเหมือนขบวนเดินทางธรรมดา พวกเขาเลือกเข้าพักในโรงเตี๊ยมขนาดกลางแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ไม่ไกลจากย่านตลาด
หลังจากจัดแจงที่พักเรียบร้อยแล้วทหารองครักษ์ที่แฝงตัวเดินทางมาด้วยก็เริ่มแยกย้ายกันไปทำงานของตนตามคำสั่งบางคนเดินเข้าโรงน้ำชา บางคนเข้าไปในร้านขายเครื่องหอม บางคนไปตามแผงขายของในตลาดพวกเขาทยอยปล่อยข่าวลือเกี่ยวกับ ‘หมอเทวดาผู้เดินทางผ่านแว่นแคว้น’ โดยใช้กลวิธีแเี ไม่พูดโต้งๆแต่แกล้งพูดคุยให้คนรอบข้างได้ยินของขณะเดินทาง
“ได้ยินหรือไม่? มีคณะหมอเร่เดินทางผ่านเมืองนี้มาพวกเขาว่ากันว่ารักษาได้ทุกโรค”
“จริงรึ? เ้าไปฟังมาจากไหน?”
“ข้าพักอยู่ที่เมืองใกล้ๆซุ่ยหยวนนี่เอง เมื่อสองวันก่อนมีหญิงชรานางหนึ่งป่วยหนัก เดินแทบไม่ได้แต่พอหมอเฒ่าผู้นั้นรักษาให้ วันรุ่งขึ้นเริ่มลุกเดินได้!”
“ออกจะเชื่อยากนะแต่ถ้าจริงก็นับว่าอัศจรรย์ แล้วพวกเขาพักที่ไหนเ้ารู้หรือไม่” ชายสองคนที่สลับกันรับส่งบทพูดที่ถูกเตรียมการมาอย่างดีคนรอบข้างได้ยินก็อดเอียงตัวฟังอย่างสอดรู้ไม่ได้
จนในที่สุดบทสนทนาเหล่านี้ค่อยๆกระจายไปตามมุมต่างๆ ของหัวเมืองชายแดนอย่างซุ่ยหยวน
ซึ่งวันแรกหลังการปล่อยข่าวก็ยังไม่มีใครให้ความสนใจมากนักแต่เมื่อเวลาผ่านไปเข้าวันที่สาม เริ่มมีชาวบ้านที่เจ็บป่วยจริงมาหาที่โรงเตี๊ยมเพื่อขอรับการรักษาจากหมอเทวดา
โม่เหวินหานซึ่งปลอมตัวเป็ศิษย์หมอเทวดาเริ่มได้ใช้วิชาแพทย์ที่หมอหลวงเผยเคยแนะนำให้ค่อยๆรักษาคนไข้ทีละรายเขาจับชีพจรตรวจดูอาการด้วยความแม่นยำและจ่ายยาสมุนไพรที่เตรียมไว้บางรายที่เป็เพียงอาการป่วยเล็กน้อยก็ดีขึ้นภายในวันเดียวบางรายที่อาการหนักกว่าก็ได้รับคำแนะนำให้รักษาตัวอย่างเหมาะสม
ผ่านไปเพียงห้าวันชื่อเสียงของคณะเดินทางแพร่กระจายไปทั่วซุ่ยหยวนอย่างรวดเร็วว่าหมอเทวดารักษาได้ทุกโรคนี้นอกจากจะฝีมือล้ำเลิศยังไม่หวังความร่ำรวยช่วยเหลือคนแลกทรัพย์เล็กน้อยรวมถึงสิ่งที่สำคัญคือศิษย์หนุ่มของหมอผู้เฒ่าใบหน้าคมคายงดงามน่ามองแทบจะเรียกได้ว่าดั่งเซียนโอสถมาจุติจนบางครั้งมีคนที่เพียงอยากยลโฉมศิษย์ท่านหมอเทวดาก็แกล้งป่วยมาให้รักษาเสียแต่ว่าเขามีภรรยาแล้ว!
ณจวนหลวงหัวเมืองซุ่ยหยวน
ไหลอ๋องเป็ผู้ปกครองเมืองซุ่ยหยวนมายาวนานหลายสิบปีเขาเป็ผู้นำที่เก่งกาจหนักแน่นจนได้ชื่อว่ารอบคอบแต่เมื่อได้ยินข่าวเื่หมอเทวดาผู้รักษาผู้คนได้อย่างน่าอัศจรรย์ก็อดมิได้ที่จะใคร่ครวญ
เหตุผลนั้นมาจากบุตรสาวของไหลอ๋องป่วยมานานหลายเดือนร่างกายผ่ายผอมหมอหลวงต่างก็พยายามรักษานางแต่ก็ไม่มีผู้ใดรักษาให้นางหายขาดได้จนต้องเสาะหาหมอจากทั่วสารทิศแต่สุดท้ายก็จนปัญญาฉะนั้นหากมีโอกาสแม้เพียงน้อยนิดไหลอ๋องที่รักท่านหญิงสามนักหนาก็ย่อมต้องอยากเสี่ยงลอง
ทว่าด้วยความรอบคอบของไหลอ๋องนั้นก็มิได้ทำให้ตัวรีบร้อนส่งบุตรสาวไปรักษาผู้นำหัวเมืองซุ่ยหยวนออกคำสั่งให้คนสนิทแอบส่งคนไปสืบข่าวเกี่ยวกับคณะเดินทางก่อนเป็อันดับแรก
“อย่าให้พวกเขารู้ตัวจงสืบให้แน่ชัดว่าคณะนี้เป็ใครมาจากไหน และหากเป็ไปได้ให้ส่งคนเจ็บไปรักษาเพื่อดูฝีมือเสีย”
คนสนิทของไหลอ๋องทำการรวดเร็วหลังจากนั้นเพียงวันถัดมาก็มีชายคนหนึ่งถูกส่งมาโดยการถูกหามมาในเปลจากป่วยหนักไม่ได้สติ
โม่เหวินหานมองชายผู้นั้นถูกหามเข้ามาก็กระหยิ่มในใจแล้วหันไปส่งสายตาให้เจียงเจียก่อนจะตาม ‘หมอเทวดาฟาง’ มาตรวจดูอาการด้วยตัวเองซึ่งความจริงหมอเทวดาฟางก็คือหมอหลวงเผย แม้ความจริงจะไม่ใช่หมอเทวดาแต่ฝีมือการรักษาก็ไม่ได้ด้อยแต่อย่างใดไม่ใช่นั้นคงไม่สามารถเข้ามาเป็หมอหลวงได้ ชายที่ถูกหามมาก็ได้รับการรักษาอย่างดีใช้เวลาหามรุ่งหามค่ำเกือบสองวันในที่สุดก็ได้สติ
คืนนั้นเมื่อคนของไหลอ๋องส่งรายงานกลับไปครั้งนี้นับว่าไหลอ๋องจึงเริ่มให้ความสนใจในคณะเดินทางนี้ขึ้นมาจริงๆ
“หมอเทวดาจริงหรือ?” เขาพึมพำกับตัวเองพลางใช้มือเคาะโต๊ะเบาๆ ด้วยความครุ่นคิดเมื่อมีฝีมือจริงเขาก็ออกคำสั่งให้ตรวจสอบประวัติของทั้งคณะอย่างละเอียดอีกครั้ง
คนสนิทที่ตรวจสอบมาแล้วก็ยื่นม้วนกระดาษให้ผู้เป็นายทันทีจากที่สืบข่าวมาจากทั้งสายตาของชาวเมืองซุ่ยหยวนและที่ตรวจสอบด้วยตัวเองคณะเดินทางนี้ประกอบไปด้วยหมอเฒ่าเทวดาผู้สุขุมมีฝีมือรักษาผู้คนที่เจ็บสาหัสใกล้ตายหายใจรวยรินได้จริงคนที่สองคือศิษย์หนุ่มผู้เก่งกาจด้านการแพทย์ที่ติดตามมาด้วยแม้ฝีมือจะยังไม่ถึงขั้นแต่นับว่าน่าสนับสนุนคนที่สามที่ติดตามคณะมาคือภรรยาผู้คอยช่วยเหลือหมอเฒ่าผู้เป็อาจารย์ของสามีและสุดท้ายคือคนงานหนุ่มที่ร่างสูงแข็งแรง
“แล้วคณะเดินทางนี้จะมุ่งไปที่ใดและจะอยู่ที่ซุ่ยหยวนอีกนานหรือไม่?”
“กระหม่อมได้ยินมาว่าจะอยู่อีกเพียงไม่ถึงสัปดาห์ส่วนเดินทางไปที่ใดไม่มีผู้ใดรู้แต่มีข่าวลือว่าคณะเดินทางกำลังออกตามหาสมุนไพรชนิดหนึ่งอยู่พ่ะย่ะค่ะ”
หลังคนสนิทรายงานต่อนายเหนือหัวจบบุรุษผู้ปกครองหัวเมืองซุ่ยหยวนก็มีสีหน้าครุ่นคิด่นี้นับว่าเป็่ที่เปราะบางของเมืองเขาไม่อาจจะปฏิเสธได้ว่าจะเป็การเสี่ยงอย่างมากถ้าเปิดจวนให้คนนอกที่ยังไม่รู้ที่มาที่ไปแน่ชัดเข้ามาเวลานี้แต่บุตรสาวเขาก็ไม่อาจจะรั้งรอได้เช่นกัน..
เมื่อโรงเตี๊ยมไม่อาจจะรองรับที่คนเข้าออกมาเยี่ยมเยือนหมอเทวดาตามคำร่ำลือโม่เหวินหานตัดสินย้ายมาเช่าบ้านพักขนาดกลางแทนเพื่อความแเี
“ท่านแน่ใจหรือว่าชายผู้นั้นเป็คนที่ไหลอ๋องส่งมา?” หมอหลวงเผยเอ่ยถามคนหนุ่มกว่าที่แสดงบทบาทเป็ศิษย์หนุ่มแม้จะสวมบทบาทและได้รับอนุญาตให้พูดปกติได้แต่พอลับหลังผู้คนคนสูงวัยก็ไม่กล้าพูดเต็มปาก
“เราไม่ได้ดูที่คนป่วยแต่ดูจากคนรอบข้าง”โม่เหวินหานกล่าวพร้อมมองคนที่ส่งผ้าร้อนมาให้หญิงสาวหนึ่งเดียวในขณะที่รับบทเป็ภรรยาก็แสดงได้สมจริงนอกจากที่พยายามหลีกเลี่ยงไม่ให้เขาถูกเนื้อต้องตัวได้นางก็ดูแลปรนนิบัติเขาอย่างดีแต่จะเรียกว่าสวมบทบาทตรงๆ ก็ไม่ได้ นางเป็สนมของเขาก็เป็ภรรยาอยู่ดี “ขอบใจมาก เ้ามานั่งข้างๆ เถอะ” หลังกล่าวจบก็ตบที่นั่งข้างตัว
“เ้าค่ะ” หลิวชิงเซียงคร้านจะปฏิเสธจึงยอมนั่งลง
“เ้ามีความเห็นเื่นี้ไหมเื่ชายผู้นั้น”
“ข้าเห็นด้วย”หลิวชิงเซียงตอบอย่างชัดถ้อยชัดคำ
“..เพราะ?”
“เพราะว่าหลังพวกคนที่หามชายผู้นั้นมาส่งพวกเขาก็ไม่สนใจคนบนเปลเลย เอาแต่สอดสายตามองพวกเราแล้วระหว่างที่ท่านหมอกับท่านพี่เข้าไปดูอาการคนป่วยก็มีคนแอบปีนเข้าหลังบ้านน่าจะแอบมาตรวจสอบข้าวของของพวกเรา” หลิวชิงเซียงเป็คนฝึกวรยุทธ์จึงมีประสาทััไวถ้าอีกฝ่ายไม่ได้ฝีมือสูงส่งไปมาไร้ร่องรอยนางก็จับััได้ แต่พวกเขาแสดงตัวเป็ชาวบ้านธรรมดาไม่มีวรยุทธ์ก็ต้องแสร้งเป็ไม่รู้
“จริงหรือ?” หมอหลวงเผยที่ตั้งใจฟังคำอธิบายของหญิงสาวจนจบก็หันไปถามองครักษ์ที่ติดตามฝ่าามาในคณะ
“จริงอีกไม่กี่วันคงมีคำเชิญมาที่บ้าน” เจียงเจียตอบอย่างมั่นใจ“แต่ระหว่างนี้ท่านหมอก็เหนื่อยหน่อยแล้วกันคงมีคนแวะมาให้ท่านหมอรักษาไม่เว้นวัน”
“ใช่ว่าทุกคนมาเพื่อข้าหรอกบางคนก็มาเพื่อนายท่าน”ในเมื่อหมอหนุ่มมากฝีมือทั้งยังรูปงามข่าวลือสะพัดไปใครๆก็อยากมาพบสักครั้ง
โม่เหวินหานไม่ได้ตอบคำพูดหยอกล้อของหมอหลวงเผยเขาลุกขึ้นยืนแล้วเอ่ยส่งแขกแทน “วันนี้เหนื่อยมาทั้งวันแล้วไปเถอะ”
หนึ่งหนุ่มหนึ่งผู้เฒ่าผู้ไม่ได้มีหน้าที่ใดอีกให้เกี่ยวพันกับห้องพักนี้เป็อันต้องระเห็จออกไปหลังผู้เป็เ้าของออกปากเหลือเพียงสองสามีภรรยาในห้องหับมิดชิดหลิวชิงเซียงจึงลุกขึ้นเดินไปดับเทียนบางส่วนที่ไม่จำเป็หลังสองบุรุษคล้อยหลังจากไปส่วนโม่เหวินหานก็ทอดสายตามองตามหญิงสาวที่กำลังดับเทียนความมืดสลัวที่แทรกเข้ามาภายในห้องทำให้เงาของนางทอดลงบนพื้นเส้นผมดำขลับของนางพลิ้วไหวตามการเคลื่อนไหว แม้จะแต่งกายเรียบง่ายแต่ท่าทางสุขุมสงบนิ่งเช่นนี้กลับทำให้เขารู้สึกว่า..นางเป็ภาพที่ดูงามสง่าอย่างประหลาด
เขาขยับตัวไปนั่งลงข้างโต๊ะไม้ตัวเล็กเท้าคางมองนางที่กำลังจัดแจงของใช้เล็กน้อยก่อนพักผ่อน
“หากไหลอ๋องส่งคำเชิญพวกท่านเข้าจวนจริงๆ” หลิวชิงเซียงเป็ฝ่ายเอ่ยขึ้นก่อนโดยที่นางไม่ได้หันกลับมาแต่ยังคงจัดข้าวของในมือ“จะไม่กลัวมีคนรู้หรือ ว่าเป็ตัวท่าน”
ชายหนุ่มยกยิ้มน้อยๆที่มุมปาก ก่อนตอบเสียงเรียบ “ยากจะรู้ได้เราไม่เคยให้ไหลอ๋องเข้าพบที่วังหลวง อีกทั้งเพิ่งขึ้นครองบัลลังก์ไม่นานมิได้เดินทางไกลมาพบเขาเช่นกัน”
“แต่การปลอมตัวครั้งนี้แม้จะแเีหากมีผู้สงสัยแล้วสืบสาวอาจเป็อันตรายอยู่ดี” นางยังคงไม่คลายความกังวลภารกิจเช่นนี้ความจริงไม่ควรให้ผู้เป็เ้าแผ่นดินลงมาจัดการเองเพียงแต่ว่าผู้ตรวจการที่ส่งมาก่อนหน้าหายไปอย่างลึกลับเป็ไปได้ว่าจะถูกสังหารแล้วเขาคงไม่อยากส่งคนไร้ฝีมือมาซ้ำให้ไร้ประโยชน์จึงยอมเสี่ยงด้วยตัวเองเขาเป็ฮ่องเต้ที่นางไม่คาดไม่ถึงเป็จริงๆจากที่เคยคิดว่าเป็พวกรักสบายเสวยสุขกับนางสนมอยู่ในวังเห็นทีต้องคิดใหม่
ขณะที่หญิงสาวพิจารณาอีกฝ่ายในความคิดคนผู้นั้นก็มองแผ่นหลังของนางอย่างพินิจเช่นกัน‘นางใส่ใจเื่ความปลอดภัยของเขาหรือ’
“เช่นนั้นคิดว่าเราควรทำอย่างไรดี?”
หลิวชิงเซียงหยุดมือก่อนหันกลับมามองเขาตรงๆนางขมวดคิ้วเล็กน้อยราวกับครุ่นคิด “หากไหลอ๋องมีแผนจะให้รักษาท่านหญิงสามจริงคงต้องให้คนมาติดต่อพวกเราในไม่ช้าเช่นกันถ้าเขาสืบจนรู้ว่าพวกเราเป็ใครก็คงส่งคำเชิญเช่นกันหากแต่เรากลับยังไม่มีหลักฐานได้ชี้ว่าเขาเป็ปรปักษ์สักนิด ไม่เหมือนว่าเป็เนื้อเข้าปากเสือหรือ”
“หืม? เ้าคิดว่าไหลอ๋องอาจเป็ศัตรู?” ชายหนุ่มเลิกคิ้วสงสัย
“ข้าสังหรณ์เช่นนั้นท่านอาจจะดูแคลนข้าในใจ แต่ความรู้สึกข้าว่าจริงเจ็ดหรือแปดส่วน” นางกอดอก “เพราะสถานการณ์ของซุ่ยหยวนอาจไม่มั่นคงเช่นที่เห็น”
โม่เหวินหานยกมือเท้าคางมองนางด้วยสายตาพินิจพิจารณา“แล้วเ้าคิดว่าข้าควรทำอย่างไร?”
หลิวชิงเซียงเงียบไปครู่หนึ่งก่อนกล่าวต่อ“เราต้องรู้ว่าเหตุใดไหลอ๋องถึงเข้าหาซีเป่ยไม่ต้องคำนึงถึงหลักฐานให้หาแรงจูงใจก่อนตอนพวกเราถูกเชิญเข้าจวนก็ให้เล็งที่เป้าหมายนี้ก่อน เช่นแสดงตนว่าจะเดินทางไปซีเป่ยถ้าเรารักษาท่านหญิงสามได้ก็ขอแลกข้อมูลการเดินทาง”
“เช่นนี้หมายถึงให้ข้าต้องแสร้งเข้าข้างซีเป่ยน่าสนใจๆ”เขายิ้มขันแต่ก็อดชอบใจแผนการนี้ของนางไม่ได้
“หรืออาจแสร้งทำตามข่าวลือเราก็ไม่ได้ใส่ใจอยู่แล้วเป็คนชนชาติจากที่ใด ขอเพียงได้สมุนไพรที่ตามหาอยู่ไม่ว่าฝ่ายที่ไหนให้ประโยชน์กับเราได้ก็เพียงพอ” หลิวชิงเซียงที่กล่าวมาถึงตรงนี้ก็หันกลับไปจัดของที่เหลืออยู่ต่อเพราะตนยิ่งพูดมากบุรุษผู้นี้ก็ยิ่งจ้องนางไม่วางตาแสงเทียนที่สะท้อนดวงตาที่ปกติจะคมเข้มก็ดูอ่อนโยนขึ้นหลายส่วน “ตอนนั้นถ้าหากเขาไม่ทันระแวงท่านจะมีโอกาสได้ข้อมูลมากขึ้น”
“เ้านี่น่าสนใจนัก” โม่เหวินหานเอ่ยเสียงหวานตอบกลับ ตอนนี้เขาเห็นแต่เพียงเื้ัของหญิงสาวไม่รู้ว่าสีหน้านางเป็อย่างไร แต่เขาแอบเห็นมือที่หยิบจับของกำลังสั่นไหวน้อยๆตอนที่เขาเอ่ยชมนาง
“เื่อะไร?”
“ข้าเพียงแต่ชอบฟังเ้าเสนอความเห็น”
หลิวชิงเซียงถอนหายใจเล็กน้อย“ข้ามิได้มีเจตนาอื่นใดก็แค่ไม่อยากให้ท่านพลาดพลั้ง อย่างไรท่านก็ไว้ใจให้ข้าติดตามมาด้วยสิ่งใดพอจะมีประโยชน์แม้เล็กน้อยก็เพียงแลกเปลี่ยนกันเท่านั้น”
โม่เหวินหานมองมือของนางที่กำเสื้อคลุมอยู่อย่างอดใจไม่ไหวเขาลุกขึ้นไปยืนเคียงข้างก่อนที่เขาจะเอื้อมมือไปกุมเบาๆหญิงสาวชะงักไปเล็กน้อยแต่ก็ไม่ได้ดึงมือออก
“ขอบใจที่เป็ห่วงข้า” เขากล่าวเสียงนุ่ม “แต่เ้าเองก็ต้องระวังตัวอย่าลืมว่าหากมีผู้ใดสงสัย พวกเราก็อันตรายเท่าๆ กัน”
หลิวชิงเซียงพยักหน้ารับรู้แล้วถึงค่อยๆดึงมือตนเองกลับมาก่อนจะกล่าวเปลี่ยนเื่ฉับพลัน “ก่อนอื่นเลยหากมีคนสงสัยก็มีแค่ว่าหมอหนุ่มรูปงามที่ผู้คนเลื่องลือคือใครจะไปไหนรับเป็เขยได้ไหมไม่มีใครสนข้าที่เหมือนเป็สาวใช้หรอก”
โม่เหวินหานเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยแล้วหัวเราะเบา ๆ “หืม..เ้าว่าเรารูปงามหรือ?”
“..เปล่า..” ดวงตาที่สั่นไหวของนางรีบจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเขาว่าไม่ใช่เช่นนั้นแต่ยิ่งจ้องก็ยิ่งดูมีพิรุธ “ข้าเพียง..กล่าวตามที่ได้ยินมาไม่ใช่ความคิดข้าเอง”
โม่เหวินหานหยุดหัวเราะแล้วมองนางอย่างครุ่นคิด“ถ้าถึงตอนนั้นจริงข้าคงต้องอาศัยเ้าช่วยกลบเกลื่อนเสียแล้ว”
“ข้า?” นางเลิกคิ้ว
“ใช่” เขาหรี่ตาลง “เ้ามิใช่ภรรยาเราหรือ?” หลิวชิงเซียงเม้มปาก คำว่า ‘ภรรยา’ นั้นกล่าวออกมาได้อย่างแ่เบาแต่หนักแน่นในความหมาย
“ข้าเป็เพียงสนม ไม่ใช่ฮองเฮา” นางกล่าวชัดเจน
“แต่ตอนนี้ฐานะเ้าเป็ภรรยาเรา” โม่เหวินหานกล่าวอย่างไม่ยอมแพ้ดวงตาของเขาฉายแววบางอย่างที่ทำให้นางต้องเบือนหน้าหนี
“แล้วแต่ท่านเถอะแผนของท่านจะใช้ข้าปิดบังอย่างไรก็เชิญ” ว่าจบก็เบี่ยงตัวหนีถอยห่างมาหลายก้าว“แต่ข้าต้องจะไปเตรียมของให้ท่านกับหมอเทวดาของเราใช้ทำงานในวันพรุ่งนี้ก่อน”
เขาไม่ได้รั้งนางไว้เพียงแต่มองตามนางไปแม้จะเป็เพียงการปลอมตัว แต่บทบาทของเขาและนางในเวลานี้กลับทำให้เขารู้สึกว่าระยะห่างของเขากับนางไม่ได้ไกลเช่นแต่ก่อนแล้ว