เสิ่นอวี้หลานได้ยินดังนั้นนึกสงสัยว่าเกิดเรื่องอันใดที่นางไม่รู้อีก แต่พอครุ่นคิดเพียงครู่หนึ่งก็ได้คำตอบว่าผู้ที่กล้าลงโทษโบยแม่ทัพกองรบที่สิบคงมีแค่เพียงฝ่าบาทและองค์หญิง
รอยแดงเถือกบนใบหน้าข้างเดียวคงหนีไม่พ้นคนตรงหน้าสร้างความเคืองโกรธให้องค์หญิงเยว่หลิงอย่างแน่นอน
หากนั่นก็เป็นเพียงข้อสันนิษฐานเพราะแต่ไหนแต่ไรมา เขาไม่เคยขัดคำสั่งของนางสักครั้งเดียวจึงเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าผู้ใดทำกับเขาเพียงนี้
ชายหนุ่มไล้นิ้วเรียวแตะใบหน้าข้างที่บาดเจ็บของนาง สายตาเจ็บปวดที่ไม่อาจปกป้องหญิงสาวที่รักได้ นับเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่เหลืออยู่
องค์หญิงไม่ทรงรักษาสัญญา แม้ไม่ได้ลงมือทำร้ายเสิ่นอวี้หลานด้วยตนเองแต่กลับยุยงให้ผู้อื่นทำแทน ทำราวกับสิ่งที่เขาเอ่ยขอร้องเป็นเพียงความไร้สาระ
“ใบหน้าเจ้า... ยังเจ็บอยู่หรือไม่”
“...”
หญิงสาวส่ายหน้าเพราะบาดแผลดีขึ้นมากแล้ว นางรู้เหตุผลว่าทำไมคุณหนูเฉิงจึงกล้าทำร้ายนาง ทำให้ไม่อยากสร้างเรื่องราวเป็นประเด็นขึ้นมาอีก อย่างน้อยก็ควรรอให้ใบหน้านี้หายดีเป็นปลิดทิ้งเสียก่อน ค่อยเตรียมตัวรับมือมรสุมลูกใหม่จะได้ไม่เจ็บตัวมากนัก
ทว่า ยิ่งผลักไสให้คนตรงหน้าไปรักษากับหมอคนอื่น เขาก็ยิ่งดึงดันอยู่กับนางแต่เพียงผู้เดียวเพราะในใจนั้นเป็นห่วงและคิดถึงจนไม่อยากจากไปที่ใด
“องค์หญิงกริ้วที่ข้าขัดพระทัย ข้าจึงถูกโบยไปตั้งหลายไม้ เวลานี้หายชาจนเริ่มแสบขึ้นมาแล้ว” เจ้าตัวเอ่ยด้วยน้ำเสียงเศร้าแต่สีหน้าไม่สะทกสะท้าน หยิบยกเรื่องนี้มาพูดคุยยื้อเวลาที่จะได้อยู่ด้วยกันนาน ๆ
ผู้ที่เป็นถึงแม่ทัพหนึ่งเดียวทางตอนใต้ของแคว้น ออกรบแต่ละครั้งบาดแผลหนักหนากว่าเวลานี้ยิ่งนัก ท่าทางออดอ้อนให้เห็นใจ อย่างไรก็ดูไม่เข้ากันเลยจริง ๆ
หลี่หมิงฮ่าวไม่พูดเปล่าแต่เดินไปที่เตียงไม้ด้านข้างอย่างเคยชินแล้วส่งสายตาให้นางได้รู้ว่าจะทำอย่างไรต่อไป
“เดี๋ยวก่อนเจ้าค่ะ” หญิงสาวรีบเอ่ยห้ามไม่ให้เขาปลดเชือกคาดเอวออก “เหตุใดจึงไม่รักษากับหมอหลวงเล่า”
รอยยิ้มยังคงไม่เลือนหายจากใบหน้าชายหนุ่ม เขาอารมณ์ดีที่อย่างน้อยได้สนทนากับนางมากกว่าสามคำในรอบสองเดือนนับตั้งแต่ถูกอีกฝ่ายตีตัวออกห่าง
“องค์หญิงทรงลงโทษข้าหนักเพียงนี้จะรักษาข้าอีกทำไมกัน มีเพียงเจ้าที่จะช่วยข้าได้” หลี่หมิงฮ่าวดึงผ้าคาดเอวออกกำลังจะถอดเสื้อผ้าให้นางดูบาดแผลที่โดนโบยด้านหลัง
หากเพราะเสื้อคลุมด้านนอกสีทึบทำให้มองไม่เห็นว่าข้างในหนักหนาปานใดแต่พอถอดจนเหลือแต่เสื้อซับสีขาวด้านในจึงเห็นว่าเลือดซึมออกมาพอประมาณ
“ข้าควรถอดเสื้อผ้าออกหมดเลยใช่หรือไม่” รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ปรากฏอีกครั้งราวกับรอโอกาสนี้มานานแล้ว
“ถูกโบยที่ใดก็ถอดแค่ตรงนั้นก็พอ” นางเห็นแล้วว่าส่วนบนเริ่มชุ่มไปด้วยเลือดพลันเสื้อผ้าทั้งชุดถูกถอดกองไว้ข้าง ๆ แต่แทนที่ชายหนุ่มจะหันหลังมาให้ดูบาดแผลกลับเดินมาหานางด้วยร่างเปลือยเปล่าเสียอย่างนั้น
“อวี้หลาน เห็นหรือไม่ว่าบาดแผลลึกนัก”
“เห็นแล้ว… ท่านพี่ไปนอนที่เตียงเถอะ ข้าขอเตรียมยาก่อน”
“เจ้าเห็นได้อย่างไร ลืมตาก่อนสิ” เจ้าตัวมองคนตรงหน้าที่หลับตาปี๋ด้วยความตกใจ พลางรู้สึกว่าตัวเองแกล้งหญิงสาวมากเกินไปจึงยอมไปนอนรอบนเตียงแต่โดยดี
เสิ่นอวี้หลานรู้สึกปวดหัวเล็กน้อยที่วันนี้คนตรงหน้าเถียงคำไม่ตกฟากเพราะปกติเงียบเป็นเป่าสาก ทั้งยังทำอะไรที่แต่เดิมไม่เคยทำอีกด้วย
นางค่อย ๆ เช็ดเลือดให้เขาตั้งแต่แผ่นหลังไปจนถึงน่องขาสองข้าง ทั่วทั้งร่างกายเป็นรอยขีดมีเลือดซึมเล็กน้อย จากนั้นค่อย ๆ ใส่ยาปิดผ้าพันแผลอย่างเบามือเพราะกลัวทำเขาเจ็บกว่าเดิม
ดวงตาสีอำพันมองคนตรงหน้าพลางถอนหายใจเฮือกใหญ่ย้ำกับเขาอีกครั้งว่า “ข้าล้างแผลเสร็จเรียบร้อยแล้ว ท่านพี่จะนอนพักอีกสักครู่หรือกลับไปก่อน ข้าจะได้เตรียมยาส่วนที่เหลือให้”
ในเมื่อนางชี้ทางให้ถึงขนาดนี้แล้วมีหรือเขาจะตอบอย่างอื่น “ข้าระบมไปทั้งตัว ขยับแทบไม่ได้เลย หากเดินไปทั่ว เจ้าไม่คิดหรือว่าบาดแผลอาจจะปริก็เป็นได้”
“แม่ทัพหลี่เจ้าคะ” นางเอ่ยเรียกเสียงเข้มทนไม่ไหวที่เขายังตีหน้าซื่อ “มีเรื่องใดต้องอยู่เรือนยานานนักหรือ”
ชายหนุ่มยิ้มมุมปากนึกอยากรู้บางสิ่งจึงเอื้อมจับมืออีกฝ่ายอย่างอ่อนโยนแล้วถามว่า “หากข้าตาบอด แขนขาขาด เจ้ายังคงรักข้าอยู่หรือไม่”
เสิ่นอวี้หลานงุนงงว่าเหตุใดเขาจึงหยิบยกเรื่องนี้มาพูด นางรักเขามาเนิ่นนาน รักมากจนยอมรับได้ทุกอย่าง ดังนั้นสิ่งที่เขาเอ่ยถามมาเมื่อครู่ย่อมตอบได้ไม่ลังเลว่าความรักไม่มีวันเปลี่ยนไป
สายตาที่มองจ้องมายังคงเต็มเปี่ยมไปด้วยความรัก เวลานี้แม่ทัพหลี่ตัดสินใจได้แล้วว่าเขาควรทำอย่างไรให้เส้นทางของพวกเขาบรรจบหากัน
“อวี้หลาน” เสียงเรียกอ่อนโยนเช่นเคย “ข้าทูลองค์หญิงแล้วว่าข้าจะแต่งงานกับเจ้าจึงถูกโบยหนักเช่นนี้ หากฝ่าบาททรงทราบเรื่อง พระองค์คงลงโทษข้าด้วยการตัดแขนขาข้างหนึ่ง หรือไม่ก็ควักลูกตาสองข้างแล้วเนรเทศข้าไปชายแดน”
“ไม่ได้นะเจ้าคะ” หญิงสาวส่ายหน้าห้ามไม่ให้เขาตัดสินใจเช่นนี้ แต่เดิมเคยรอคอยว่าวันหนึ่งฮ่องเต้จะยอมให้พวกเขาได้ครองคู่กันแต่เมื่อรู้แล้วว่าเป็นไปไม่ได้ด้วยบุญคุณต้องทดแทนจึงคิดเก็บความรักที่มีไว้ในใจตลอดชีวิต
“แต่ข้าตัดสินใจไปแล้ว” เขาพูดด้วยสีหน้าจริงจังแล้วเอ่ยอย่างติดตลกว่า “ข้าจะพยายามอ้อนวอนฝ่าบาทไม่ให้ควักตาสองข้างเพราะข้าอยากเห็นใบหน้าที่งดงามของเจ้า อาจจะเดินด้วยขาข้างเดียวลำบากเสียหน่อย หวังว่าเจ้าจะไม่ถือสา”
“ท่านพี่ เหตุใดจึงพูดเรื่องพวกนี้อย่างไม่รู้สึกรู้สาเล่า คิดว่าข้าทนให้ท่านพี่เป็นอย่างนั้นได้หรือ” ใบหน้านิ่วไม่สบอารมณ์ทำให้อีกฝ่ายเผลอยิ้มแก้มปริจนหญิงสาวบ่นพึมพำ “สติหล่นหายไปแล้วหรือ สีหน้าไม่ได้สลดเลยสักนิด”
“ข้าดีใจที่เจ้าเป็นห่วงข้าถึงเพียงนั้น” เขาไม่พูดเปล่าแต่ลุกขึ้นมานั่งแล้วคว้าเอวบางเข้ามาใกล้ “รู้หรือไม่ว่าตอนที่ข้าเห็นเจ้าอยู่กับเจ้านั่น ข้าไม่ชอบยิ่งนัก หากวันที่ไปร่วมงานวันเกิดฮูหยินผู้เฒ่าสกุลเฉิง ข้าไม่เห็นว่าเขากำลังง้อบุตรสาวแม่ทัพใหญ่อย่างเอาเป็นเอาตายก็คิดว่าเจ้าหมดรักข้าไปเสียแล้ว”
“…” หญิงสาวไม่ตอบสิ่งใดเพราะหยางเสวี่ยเฟยคิดแผนนั้นเพื่อให้ฮูหยินของตัวเองหึงหวงเท่านั้น ไม่คิดว่าแม่ทัพหลี่ก็ตกหลุมพรางเช่นเดียวกัน
“ท่านพี่ปล่อยข้าได้แล้ว” นางผลักหน้าอกเปลือยเปล่าขอเขาออกไปข้างนอกแต่อีกฝ่ายไม่ขยับแม้แต่นิดเดียว ดวงตาสีอำพันเบิกโตที่เขาดื้อดึง ทั้งยังไม่กล้ามองต่ำลงมาจนหน้าแดงระเรื่อ “เหตุใดจึงรั้นนัก ท่านพี่ไม่เคยเป็นเช่นนี้มาก่อน”
“ข้าเห็นว่าหยางเสวี่ยเฟยใช้วิธีนี้ง้อฮูหยินแล้วได้ผล ข้าจึงลองใช้กับเจ้าบ้าง อวี้หลาน… ตอบข้ามาก่อนว่าเจ้าจะยังรักข้าอยู่หรือไม่”
“…”
“ข้ารักเจ้า”
เสิ่นอวี้หลานหน้าแดงตามประสา เขินอายจนเผลอหยิกแก้มสองข้างของแม่ทัพหลี่ แต่กระนั้นเขาก็ยอมให้นางได้ทำตามใจแล้วดึงร่างบางนั่งตักโดยที่อีกฝ่ายไม่ทันตั้งตัว
“ข้าอยากได้ยินว่าหากข้าเป็นเช่นนั้นจริง ๆ เจ้าจะยังรักข้าหรือไม่” ใบหน้าเข้าใกล้อีกคืบแทบห่างเพียงปลายจมูก เอ่ยกระซิบ “ข้ารักเจ้า” แล้วหอมแก้มนวลอย่างแผ่วเบาพลางรอฟังคำตอบอย่างใจจดใจจ่อ
“อืม…” นางพยักหน้าแล้วหลบสายตาเผลอก้มลงต่ำจึงได้สติ รีบกระโดดออกจากตักชายหนุ่มทันใด
“อวี้หลาน ได้รู้ว่าต่อให้ฟ้าดินสลายเจ้ายังรักข้าไม่แปรเปลี่ยนเช่นนี้ ข้าจะพยายามหาหนทางประนีประนอมกับฝ่าบาทให้ได้มากที่สุด ครานี้จะไม่ให้เจ้ารอนานอีกแล้ว
ร่างสูงลุกขึ้นสวมเสื้อผ้าราวกับอาการเจ็บทุเลาไปมากโขก่อนจะเดินมากอดนางจากข้างหลังอย่างอ่อนโยน คลอเคลียใบหน้าของหญิงสาวด้วยความรักเต็มเปี่ยม พลันรู้สึกใจเต้นตึกตักจึงพลิกร่างบางหันหน้าเข้าหาแล้วจุมพิตริมฝีปากบางอ่อนนุ่มด้วยความคิดถึง
“คุณหนูเสิ่นขอรับ” เสียงตะโกนดังมาจากนอกประตูที่ปิดไว้แน่น “คุณหนูอยู่ข้างในหรือไม่ขอรับ”
แม่ทัพหลี่หน้ามุ่ยที่ถูกขัดจังหวะ ส่งสัญญาณบอกนางว่าอย่าเปิดประตูแต่เสิ่นอวี้หลานจำได้ว่าเป็นเสียงของใครจึงไม่ฟังแล้วหอมแก้มเขาให้ใจเย็นลง ก่อนจะเดินไปหยิบหยูกยาที่เตรียมเอาไว้มาให้แขกผู้มาเยือน
“เอ๊ะ… ข้านึกว่าคุณหนูไม่อยู่ในเรือนยาเสียอีก”
เสิ่นจื้อเหลียงรับห่อยาที่หมอหญิงเตรียมไว้ให้สตรีจวนสกุลหยางทั้งสองคนมาถือไว้ เด็กหนุ่มหน้าตาระรื่นที่เห็นว่ารอยแผลบนใบหน้านางเริ่มหายดีแล้ว
“ฮูหยินกับเสี่ยวฮวาเป็นอย่างไรบ้าง” นางถามไถ่อาการแต่คิดว่าคงไม่มีเรื่องใดน่ากังวล
“ดีขึ้นมากแล้วขอรับ หัวหน้าฝากบอกขอบคุณแล้วจะเชิญมางานเลี้ยงชมจันทร์เพ็ญครั้งหน้าด้วยขอรับ” เขาส่งสารที่ใครคนนั้นฝากมาครบถ้วน เวลานี้รู้แล้วว่าแรงกดดันเล็ก ๆ ที่แอบซ่อนอยู่หลังประตูคือผู้ใดจึงพึมพำว่า “หากข้ารู้ข้าจะไม่มาขอรับ” พลันคิดอีกครั้งหนึ่งแล้วเผลอคิดเสียงดังไปเล็กน้อย “แต่หากข้าไม่มา ข้าคงจะถูกหัวหน้าลงโทษอีกแน่ ๆ”
หญิงสาวยิ้มกว้างเอ็นดูผู้เป็นลูกน้องของหยางเสวี่ยเฟยจึงบอกว่า “ข้าบอกแล้วไม่ใช่หรือว่าหากท่านพี่เสวี่ยเฟยลงโทษเจ้าก็ให้บอกฮูหยินและถ้าหากว่าแม่ทัพหลี่ทำโทษเจ้าเมื่อใดให้รีบบอกข้า” นางไม่พูดเปล่าแต่เหลือบมองไปทางที่เขาซ่อนตัวอยู่ “ทั้งสองคนคงไม่ลงโทษเจ้าโดยไม่มีเหตุผลใช่หรือไม่”
“…” หลี่หมิงฮ่าวยิ้มมุมปากแล้วกระแอมไอเล็กน้อยเป็นสัญญาณบอกให้ลูกน้องได้รู้ว่าถึงเวลาที่ควรต้องไปได้แล้ว เด็กหนุ่มจึงหันขวับรีบตรงดิ่งกลับจวนสกุลหยางอย่างรวดเร็ว