เทพสงครามหวนจุติ

    ทะยานขึ้นฟ้า

    ตอนที่ 67


    ทะยานขึ้นฟ้า




    “ พี่ใหญ่สู้ๆ!!!...”


    เสียงป่าวร้องตะโกนขึ้นจากที่นั่งคนดูด้านหนึ่ง ผู้กล่าวย่อมต้องเป็นซวงเอ๋อร์ นางที่ยามนี้แย้มยิ้มยินดี ส่งเสียงป่าวร้องตะโกนเชียร์อย่างสนุกสนาน ต่างกันโดยสิ้นเชิงกับจิ่วโม่ที่สองคิ้วขมวดมุ่น เป็นมันที่คิดไม่ตก ว่าหานเฟิงมีหนทางใดที่ใช้รับมือต่อราชวงศ์


    “ นี่มันถึงกลับคิดสู้จริงๆ ให้ตายเถอะ หวังเพียงเจ้าจะมีหนทางรับมือเอาไว้อยู่ก่อนแล้ว...”


    นี่จึงเป็นคำกล่าวของจิ่วโม่ มันเพราะห่วงกังวลในความปลอดภัยของหานเฟิง หากที่ห่วงกังวลไม่แพ้กัน ก็เห็นจะเป็นสหายร่วมประลองที่ยังคงยืนรวมตัวกันอยู่ที่ด้านล่างของเวที


    “ มันกลับมีฝีมือถึงเพียงนี้...”


    คนผู้หนึ่งกล่าวขึ้น หากถูกแย้งไว้โดยสหายอีกผู้


    “ นั่นไม่ใช่เรื่องที่ต้องกล่าว ปัญหาคือมันที่คิดต่อสู้ นี่จึงเป็นการตบหน้าราชวงศ์เข้าอย่างจัง แล้วทีนี้ พวกเราที่อยู่กลุ่มเดียวกันกับมัน ก็เท่ากับว่าต้องโดนร่างแหไปด้วย”


    คำกล่าวนี้พาให้หลายคนต้องหน้าซีดเผือด แน่นอนว่า ความกังวลที่กล่าวถึง มิใช่ความกังวลที่มีต่อความปลอดภัยของหานเฟิง หากแต่เป็นความกังวลที่มีต่อความปลอดภัยของตนเอง



    บนเวทีประลอง หานเฟิงที่คล้ายจะมิได้กังวลต่อความปลอดภัยของตัวเอง ยังคงยืนนิ่งอยู่กับที่ มันที่หลังจากส่งคู่ประลองผู้หนึ่งออกไปจากเวที ก็มิได้กระทำสิ่งใดต่อ มันเพียงยืนนิ่งอยู่เช่นนั้น กระทั่งที่เสียงกล่าวจากองค์ชายสี่มู่หวังจงดังขึ้น


    “ จ จับมัน ใช้ทุกอย่างที่มี จับมันให้แก่ข้า...”


    จึงทำให้หานเฟิงที่หยุดนิ่งต้องขยับไหวไปอีกครา เป็นเพราะบรรดาสมาชิกกลุ่มราชวงศ์ พวกมันที่พอได้ยินคำสั่ง ก็พากันเรียกเอาเม็ดยาขึ้นมากุมกระชับไว้ในมือ ก่อนจะขว้างปาออกมาจนบังเกิดเป็นภาพของพิรุณโอสถที่แน่นขนัด ซึ่งหานเฟิงก็แวบหาย ยังคงเป็นดาราวาบวับหลบหนีจากไปอย่างรวดเร็ว


    “ ตูมมม…”


    “ ตูมมม…”


    “ ตูมมม…”


    เสียงระเบิดกึกก้อง กระแสปราณทะลักทะลาย มองเห็นเป็นมวลสรรพธาตุที่หลากหลายกลืนกินไปทั่วอณา หากทว่า เป้าหมายไม่อยู่แล้ว เป็นมันแวบหายไปต่อหน้าต่อตา พอเหลียวหน้ามองหา กลับได้ยินเสียงระเบิดขึ้น “ ตูมมมม…”


    จากนั้น ก็เป็นภาพของมนุษย์อัคคีดาวตกที่พุ่งทะยานออกนอกเวทีไป


    “ บัดซบ!! เคล็ดวิชานั้นอีกแล้ว...”


    มู่หวังจงสบถคำ มันที่พอเห็นว่าคนของตนถูกเล่นงานไปอีกคน ก็เลือดขึ้นหน้า คว้าเอาเม็ดยาขึ้นมากอบกำไว้ในมือ ก่อนจะโยนเม็ดยาเข้าใส่หานเฟิงจนเรียกเป็นเสียงระเบิดตูมตาม


    หานเฟิงยังคงร่ายใช้ดาราวาบวับหลบรอดออกไปได้ มู่หวังจงที่เห็นเช่นนั้นก็ถีบเท้าทะยานถอยหลัง ก่อนจะหยั่งเท้ายืนมั่นอยู่ที่ริมขอบเวที สายตาของมันจับจ้องมองหานเฟิงที่แวบหายไปครั้งแล้วครั้งเล่า ก่อนที่ปากของมันจะเปิดขึ้น ตะโกนออกมาเป็นถ้อยคำที่ดังกังวาน


    “ ค่ายกล โอสถดารา!!!...”


    สิ้นคำ เม็ดยาจำนวนหนึ่งก็ถูกโยนขึ้นไปบนฟ้า หากแปลกที่มันไม่ตกลงมา มันลอยค้างอยู่กลางอากาศ ลอยนิ่งไม่ไหวติง กระทั่งยังเปล่งเป็นแสงสีขาวพร่างพราว ชมดูราวกับดวงดารายามค่ำคืน ซึ่งฝูงชนที่พอเห็นเช่นนั้น ก็พลันให้เกิดเป็นเสียงกล่าวเซ็งแซ่อื้ออึง


    “ นั่นมันเคล็ดโอสถนวดารา ของราชวงศ์...”


    “ องค์ชายสี่ช่างมากความสามารถนัก ถึงกับใช้ออกคราเดียวได้ถึงห้าเม็ด”


    ก่อนที่ฝูงชนจะเห็นต่อว่า สมาชิกอีกเจ็ดคนที่เหลือของกลุ่มราชวงศ์ต่างก็กระจายตัวกันไปยืนประชิดขอบเวที การกระทำของพวกมันเรียกเป็นความสงสัยให้กับผู้ชม กระทั่งที่พวกมันต่างก็เรียกเอาเม็ดยาดุดเดียวกันออกมา จึงได้ทราบรู้ ว่าแท้จริงพวกมันคิดกระทำอันใด


    “ โอ้วว!!! กระทั่งผู้อื่นก็ใช้ออกมาแล้ว…”


    “ ถึงกับถ่ายทอดเคล็ดวิชาประจำราชวงศ์ให้กับคนเหล่านี้ เห็นทีราชวงศ์ร่มพฤกษาจะตั้งความหวังกับการแข่งขันที่วังมังกรไว้ไม่น้อย”


    “ แต่การที่องค์ชายสี่ถึงกับต้องงัดเอาไม้เด็ดออกมาเช่นนี้ ใช่เป็นคู่ต่อสู้ตรึงมือยิ่งแล้วกระมัง...”


    “ คู่ต่อสู้ก็เพียงแค่ปราณปฐพีขั้นสิบ ถึงกับต้องลงทุนกันขนาดนี้เชียว”


    เกิดเป็นคำถามมากมายขึ้นมาในหมู่ผู้ชม เช่นกันกับรัชทายาทที่กล่าวขึ้น


    “ น้องสี่เรียกใช้ค่ายกลโอสถดาราเช่นนี้ ใช่ทำเกินกว่าเหตุหรือไม่...”


    คำกล่าวนี้มิคล้ายจะถามต่อผู้ใด หากองค์จักรพรรดิที่ได้ฟังยังคงตอบกลับมา


    “ ล้วนเป็นเพราะเจ้าสี่ใจร้อนวู่วาม หาไม่แล้ว ยังมีวิธีอีกมาก ที่จะใช้จัดการกับมัน”


    “ หากเช่นนี้ผลก็คงเป็นที่ประจักษ์แล้ว”


    องค์จักรพรรดิที่ได้ฟังก็พยักหน้ารับโดยไม่กล่าวคำ



    บนเวที หานเฟิงที่ใจกลางวงล้อม เหลียวหน้ามองดูคนทั้งแปด ที่ต่างก็ร่ายใช้เคล็ดนวโอสถดาราออกมา พรางครุ่นคิดว่า ในชีวิตก่อน ตนก็คล้ายจะเคยเห็นเคล็ดวิชาประดานี้มาแล้ว หากยามนั้นเป็นเพียงคนดู แต่วันนี้ต้องรับมือด้วยตัวเอง ซึ่งเคล็ดวิชานี้ก็นับว่าไม่อาจดูเบาได้ แต่ถ้าถามว่ามันกลัวหรือไม่นั้น มันย่อมตอบว่า ไม่กลัว อย่างแน่นอน


    ลำแสงกระพริบวาบ หานเฟิงแวบหาย เป็นจังหวะเดียวกันกับเม็ดโอสถทั้งสิบกว่าที่พุ่งทะยานมา เม็ดยาจึงคว้าไว้เพียงอากาศธาตุ หากพริบตาต่อมาก็วกเลี้ยวกลับไป เป็นเม็ดยาทั้งหมดเคลื่อนที่เปลี่ยนทิศทางอีกครั้ง เป้าหมายยังคงเป็นหานเฟิงที่พึ่งจะปรากฏออกมา


    เสียงเม็ดยาพุ่งแหวกอากาศ รวดเร็วยิ่ง หากหานเฟิงยังคล้ายว่าจะเร็วยิ่งกว่า เม็ดยาจึงยังคงคว้าไว้ได้เพียงอากาศธาตุ จำต้องวกเลี้ยวเปลี่ยนทิศทางกันไปอีกครั้ง มู่หวังจงที่เห็นเช่นนั้นก็เข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันอย่างไม่ยินยอม มันจึงตะโกนขึ้นต่อว่า


    “ ระดับสอง!!!...”


    คล้ายดั่งเป็นรหัสลับ หากสมาชิกกลุ่มราชวงศ์ทั้งหมดล้วนรู้กัน ทันใดนั้น เม็ดยาที่เคลื่อนไหวก็รวดเร็วขึ้นอย่างถนัดตา ที่แท้ คำระดับสอง กลับเป็นคำสั่งการเพิ่มระดับความเร็ว


    เม็ดยาพุ่งทะยานแหวกอากาศจนบังเกิดเป็นเสียงที่ดังราวกับฝูงผึ้ง หากความเร็วนั้นกลับเหนือล้ำ กระทั่งมองเห็นเป็นเพียงแค่เส้นสายฉวัดเฉวียนลายตา ทว่า ความเร็วเพิ่มขึ้นมาแล้ว หากยังคงไม่อาจต้องสัมผัสแม้แต่ชายเสื้อของหานเฟิง


    ทั้งเวทีจึงบังเกิดเป็นภาพของลำแสงที่กระพริบวาบ กับเส้นสายที่ฉวัดเฉวียน แต่ครั้งแล้วครั้งเล่า ยังคงเป็นหานเฟิงที่ใช้เร้นประกายดาราเลี่ยงหลบได้อย่างสะดวกดาย กระทั่งที่เวลาผ่าน ก็ยังไม่มีทีท่าว่าเม็ดยาจะแตะสัมผัสหานเฟิงได้แต่อย่างใด


    จนยิ่งมา คนดูก็เริ่มพากันนั่งไม่ติด ทั้งหมดต่างก็ไม่คิดว่า ชายหนุ่มที่เสียเปรียบในทุกด้าน จะยังคงรั้งอยู่บนเวทีได้นานถึงเพียงนี้


    “ เป็นท่าร่างที่รวดเร็วนัก ข้ากลับมิเคยเห็นมาก่อน…”


    “ เจ้าหนุ่มนั่นมีเคล็ดวิชาท่าร่างที่ดี ทว่า เลี่ยงหลบอยู่เช่นนี้แล้วจะมีชัยได้อย่างไร…”


    ฝูงชนขบคิดพูดคุยกันไปต่างๆนานา ทุกสายตาล้วนจับจ้องมองไปยังเวทีอย่างไม่กระพริบ ไม่ว่าผู้ใดก็มิกล้าละสายตาออก เป็นพวกมันกลัวที่จะพลาดชมช่วงฉากเหตุการณ์สำคัญ กระทั่งที่ต่อมา ความเปลี่ยนแปลงก็บังเกิดขึ้น เมื่อองค์ชายสี่ตะโกนคำขึ้นมาอีกครั้ง


    “ ข่ายอัคคี!!!...”


    สั้นๆเพียงประโยคเดียว หากฉับพลันนั้น เส้นสายที่ไหววูบในอากาศก็บังเกิดเป็นริ้วเปลวเพลิงแดงชาด กลับเป็นเม็ดยาทั้งหมดที่ปะทุขึ้นมาด้วยเปลวอัคคี เม็ดยาทั้งสิบกว่า ที่เคลื่อนขยับอย่างรวดเร็ว จึงบังเกิดเป็นเส้นสายอัคคีที่กลางอากาศ เส้นอัคคีตัดไขว้กันราวกับตาข่ายผืนใหญ่ กลายเป็นตาข่ายอัคคีผืนหนึ่งปิดคลุมเวที


    “ น นั่นอะไร!!!...”


    “ มิน่าเชื่อว่ายังสามารถใช้ออกมาเช่นนี้ได้อีก...”


    “ เคล็ดวิชาของราชวงศ์ช่างไม่ธรรมดานัก เช่นนี้เจ้าหนุ่มนั้นคงได้พ่ายอย่างแท้จริง...”


    ฝูงชนพากันแตกตื่นฮือฮากับสิ่งที่เกิดขึ้น หากยังไม่ใช่กับเหล่าราชวงศ์ด้วยกัน


    “ น้องสี่ถึงกับต้องเสริมด้วยค่ายกล ข่ายอัคคีภูผา คู่ประลองในครานี้นับว่าฝีมือไม่ธรรมดายิ่งแล้ว...”


    ผู้กล่าวเป็นรัชทายาท ซึ่งองค์จักรพรรดิที่ได้ยินก็พลันต้องกล่าวขึ้นอย่างดูแคลน


    “ เหอะ มันก็ดีแต่หลบหนี ล้วนเป็นเคล็ดวิชาของมันแปลกพิศดาล คนของเราต่างก็ไม่ทราบ ก่อนนี้จึงได้มีสองคนที่ถูกมันเล่นงานจนหมดสภาพไป หาไม่แล้ว มันหรือจะสามารถทุบทำร้ายคนของเรา”


    “ เสด็จพ่อว่าครานี้น้องสี่จะสามารถกำราบมันลงได้แล้วหรือไม่?”


    “ ย่อมแน่นอน”


    องค์จักรพรรดิกล่าวด้วยความมั่นใจที่เต็มเปี่ยม



    กระทั่งที่ต่อมา เสียงตวาดกร้าวของมู่หวังจงก็ดังขึ้นอีกครั้ง


    “ ภูผา!!!...”


    ที่ตอบรับต่อคำกล่าว คือสมาชิกกลุ่มราชวงศ์ที่ต่างก็กระทืบเท้าลงไปบนพื้น ฉับพลั้นนั้น พื้นเวทีประลองก็บังเกิดมีหลาวศิลานับร้อยผุดแทงขึ้นมา หลาวศิลาคมกริบ ผุดแทงขึ้นตามช่องตาข่ายอัคคี ไร้ที่ว่างให้หลบหนี ภาพเช่นนี้ผู้ชมเห็นยังต้องพากันตกตะลึง


    “ ร ร้ายกาจ…”


    “ สมกับเป็นกลุ่มคนที่ราชวงศ์วางตัว…”


    “ โดนเช่นนี้เจ้าหนุ่มไม่รอดแน่…”


    “ ว่าแต่ เจ้าหนุ่มนั่นไปอยู่ที่ใด?…”


    ฝูงชนพากันกล่าวคำอย่างแตกตื่น หากไม่ลืมมองหาเป้าหมายของการจู่โจมที่บนเวที ทว่า มองอยู่ครู่ก็หาไม่พบ กระทั่งที่เสียงกล่าวอันแตกตื่นจากหลายต่อหลายคนดังขึ้น


    “ บ บนนั้น!!!...”


    หลายคนกล่าวพร้อมกับชี้นิ้วขึ้นไปบนฟากฟ้า เมื่อฝูงชนที่เหลือแหงนหน้าชมมอง ก็เห็นเป็นเงาร่างหนึ่งลอยค้างอยู่กลางอากาศ เงาร่าง ที่แผ่นหลังปรากฏมีปีกอัคคีสีชาด เป็นเงาร่างของหานเฟิง


    “ ล ลอยได้!!!...”


    “ ป ปีก!!!...”


    “ นั่นมันเคล็ดวิชาอันใด?...”


    “ ไฉนผู้ฝึกตนปราณปฐพีจึงบินได้?...”


    ผู้ชมต่างพากันแตกตื่น เมื่อเห็นว่า ชายหนุ่มที่บนฟากฟ้าสยายปีกลอยล่อง ชายหนุ่มที่เพียงแค่ความสำเร็จระดับปราณปฐพี หากกลับสามารถเหินบินเชกเช่นชนชั้นปราณนภา จึงเป็นที่แน่นอนว่า ที่แตกตื่นตกใจ ย่อมมิได้มีเพียงแค่ผู้ชม


    “ นั่นมันเคล็ดวิชาอันใด?”


    องค์จักพรรดิกล่าวขึ้น คิ้วของมันขมวดมุ่น เป็นมันไม่คิดว่าชายหนุ่มตรงหน้าจะยังมีสิ่งใดซุกซ่อนอยู่อีก แต่ถึงจะแปลกใจ หากแววตายังคงเต็มเปี่ยมไปด้วยประกายความเชื่อมั่น ว่าบุตรชายของตน อย่างไรก็ต้องเป็นฝ่ายมีชัย



    บทเวทีประลอง เหล่าสมาชิกกลุ่มราชวงศ์ย่อมต้องมองเห็นหานเฟิงที่ลอยอยู่กลางอากาศ หากแต่สีหน้าของพวกมันแต่ละคนล้วนปั้นยาก เป็นเพราะต่างก็ไม่คิดไม่ฝัน ว่าจะมีผู้ใดหลบรอดจากกระบวนชุดค่ายกลของตนไปได้ กระทั่งยังหลบไปได้อย่างไร้ริ้วรอย จนพาให้พวกมันรู้สึกหมดกำลัง ทว่า เสียงกล่าวที่ตามมากลับสามารถปลุกเรียกขวัญกำลังของพวกมันให้กลับคืนมาได้อย่างรวดเร็ว


    “ ชัยชนะยังคงเป็นของพวกเรา…”


    เสียงกล่าวนี้ย่อมต้องเป็นองค์ชายสี่มู่หวังจง มันที่แม้จะแตกตื่นเพราะเห็นว่าเป้าหมายสามารถเหินบินได้ หากยังมิถึงขั้นกับเสียขวัญ มันยังมีสติ มันรู้ว่าสิ่งใดที่ตนต้องกระทำ


    “ มันบินได้ ไหนเลยที่พวกเราจะบินไม่ได้ พวกเราล้วนมีความสำเร็จในขอบเขตปราณนภา ส่วนมันมีความสำเร็จเพียงแค่ขอบเขตปราณปฐพี ซึ่งมันที่บินได้ก็เพราะเคล็ดวิชา แต่ไหนเลยจะเทียบได้กับความสามารถในการเหินบินที่แท้จริงเช่นพวกเรา...”


    แววตาของมู่หวังจงสาดประกายเชื่อมั่น จากนั้นจึงกล่าวคำเสียงดังกังวาน


    “ ค่ายกลโอสถดาราสิบทิศ”


    สิ้นคำก็เหินทะยานขึ้นไปบนฟากฟ้า ก่อนที่อีกเจ็ดคนที่เหลือจะพุ่งทะยานตามขึ้นไปสมทบอย่างรวดเร็ว ด้วยความสำเร็จในขอบเขตปราณนภา การเหินบินจึงเป็นอีกหนึ่งคุณสมบัติที่พวกมันสามารถกระทำ


    เมื่อพากันทะยานขึ้นไปแล้วก็มิได้เร่งรีบจู่โจม พวกมันต่างก็กระจายตัวออก ห้อมล้อมหานเฟิงไว้ใจกลาง ตำแหน่งการลอยตัวมิได้เป็นระนาบ หากล้อมปิดทั่วทิศทางคล้ายดั่งเป็นการตั้งค่ายกล


    แน่นอนว่าย่อมเป็นค่ายกล เป็นค่ายกลโอสถดาราสิบทิศ ตามคำกล่าวของมู่หวังจง


    คล้ายกับเรื่องเทพสงครามหวนจุติ ที่คุณอ่าน