บุปผาต้องมนตร์

    บทส่งท้าย


        หญิงสาวนั่งก้มหน้า มองปลายเท้าที่สวมรองเท้าสีแดงสดสวยปักรูปหงส์อย่างงดงามประณีต เสียงครื้นเครงด้านนอกไม่ได้ช่วยให้นางลดอาการตื่นเต้นลงได้เลย ยามมองผ่านผ้าคลุมหน้าสีแดงสดนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างในห้องหอราวกับถูกย้อมด้วยสีแดง นางจึงหลุบตาลงก้มมองปลายเท้าของตนแทน
        เพียงหนึ่งเดือนหลังเสร็จภารกิจลับของจ้าวจิ่นสือ ด้วยความช่วยเหลือขององค์ชายไท่หยาง ทำให้ทั้งสองได้รับราชโองการพระราชทานสมรส แม้มู่ฟางเหนียงจะเป็นเพียงหญิงสาวสามัญชน แต่ด้วยความรักใคร่ที่รองแม่ทัพจ้าวจิ่นสือมีให้นางนั้นเป็นที่เลื่องลือกันไปทั่ว นางทั้งเขินทั้งอาย แต่ก็ดีใจที่ฮูหยินอี้ซิ่วรักและเอ็นดูนางราวกับเป็นลูกสาวแท้ๆ ท่านพ่อของนางก็พลอยวางใจว่านางจะอยู่ที่จวนแม่ทัพจ้าวได้อย่างไม่ทุกข์ร้อนใจอันใด  
        “เจ้าไม่ใช่เด็กแล้ว ต่อไปนี้ทำอะไรก็เชื่อฟังพ่อแม่สามีของเจ้าให้ดี”
        “ท่านพ่อ”  
    นางกลั้นน้ำตา คราวนี้ได้แยกกันอยู่แล้วจริงๆ ท่านพ่อของนางมีใจรักใคร่น้าเสี่ยวหลิว เสร็จงานแต่งงานของนางแล้วก็จะกลับไปเมืองหลวง ช่วยน้าเสี่ยวหลิวดูแลโรงเตี๊ยมหมื่นบุปผาและรักษาคนเจ็บป่วยเช่นเคย ส่วนนางเองก็ได้รับอนุญาตให้รักษาผู้คนได้ นางใช้บ้านหลังนั้น บ้านหลังที่อนุของเศรษฐีกู่หลินฆ่าตัวตายมาเป็นโรงหมอเล็กๆ แทน แต่ข้างกายนางต้องมีสาวใช้ติดตามตัวตลอด ซึ่งนางก็ยอมรับเงื่อนไขของจ้าวจิ่นสือได้
        พิธีต่างๆ ล้วนเป็นทางตระกูลจ้าวจัดการทั้งหมด นางเพียงแค่เตรียมตัวเป็นเจ้าสาวเท่านั้น เดิมทีนางคิดว่าตนเองมีเพียงบิดาเป็นญาติเพียงคนเดียว แต่ก่อนถึงวันพิธีเพียงสองวัน ขบวนรถม้าเทียมเกวียนยี่สิบคันมาถึงหน้าจวนแม่ทัพ สร้างความตื่นตาตื่นใจกับชาวบ้านแถบนั้นเป็นอันมาก
        ทหารเข้ามารายงานทำให้นางถึงกับงุนงง เพราะของเหล่านั้นผู้นำมาส่งแจ้งว่าเป็นของนาง
        “ของข้ารึ?” มู่ฟางเหนียงงุนงงแต่ก็ออกไปดูพร้อมจ้าวจิ่นสือ นางถึงกับอ้าปากค้างตื่นตะลึงไม่แพ้ผู้อื่น “ต้องเข้าใจอะไรผิดแน่ๆ”
        “มิผิดหรอกขอรับ ข้าน้อยเป็นตัวแทนหัวหน้าโจวฟู่หรง นำของกำนัลเหล่านี้มามอบให้ท่านหมอมู่ฟางเหนียง ตามรายการในจดหมายนี้ ท่านหมอหญิงสามารถตรวจสอบก่อนได้ขอรับ”
        “ของกำนัล?” นางยิ่งงุนงงหนักเข้าไปใหญ่จนทำอะไรไม่ถูก จ้าวจิ่นสือจึงยื่นมือไปรับจดหมายนั้นมาอ่านแล้วคลี่ยิ้มกว้าง
        “โจวฟู่หรงมอบของกำนัลให้เจ้า ตอบแทนที่เจ้ามีบุญคุณกับคนในชนเผ่า พอรู้ว่าเจ้าจะแต่งงาน ทุกคนต่างฝากของขวัญมามอบ ให้เจ้าเก็บไว้เป็นสินเดิมของเจ้าสาว”
    จ้าวจิ่นสือโคลงศีรษะไปมา คงเป็นกังวลว่าเขาจะดูแลนางไม่ดี เขาไม่มีวันยอมให้มู่ฟางเหนียงตกระกำลำบากเป็นแน่ หรือเรื่องหย่าขาดก็ยิ่งไม่ต้องพูดถึง
        “ทุกคน...ในเผ่า” นางเดินไปใกล้ๆ เกวียน แล้วน้ำตาก็คลอดวงตา นึกถึงใบหน้าและรอยยิ้มของพวกเขาแล้ว หัวใจของนางพลันรู้สึกอบอุ่นขึ้น นางหันกลับมามองจ้าวจิ่นสือด้วยรอยยิ้ม
    “เราต้องหาโอกาสไปเยี่ยมเยือนพวกเขาบ้างนะ”
        “ได้อยู่แล้ว”  
        มู่ฟางเหนียงคิดถึงเรื่องราวต่างๆ ผ่านผ้าคลุมหน้าเจ้าสาว นึกถึงสารพัดเรื่องที่เขาแกล้งนาง ทำไมนางถึงหลงรักคนผู้นี้ไปได้นะ
        บานประตูถูกเปิดออก เสียงพูดคุยด้านนอกแทรกเข้ามาในห้องแล้วปิดลงกั้นทุกสิ่ง เหลือเพียงคู่บ่าวสาวในชุดสีแดงมงคล
        จ้าวจิ่นสือเดินเข้ามาใกล้ หยิบคันตาชั่งมาเลิกผ้าคลุมหน้าของเจ้าสาวออก นางแทบกลั้นหายใจเมื่อผ้าคลุมหน้าถูกเปิดขึ้น ดวงตาแวววับกะพริบตาจ้องมองใบหน้าของชายผู้เป็นที่รักที่ส่งยิ้มอบอุ่นชวนให้ใจละลายให้นาง
        “ข้ารีบแล้วนะ”
        “รีบ? รีบอะไร” นางถามอย่างงุนงง
        “รีบเข้ามาหาเจ้า แต่หลายคนชนจอกดื่มเหล้าอวยพร กว่าข้าจะปลีกตัวมาได้ ต้องแสร้งทำเป็นเมามาย” แววตายั่วล้อของเขาทำให้นางเบ้ปากใส่
        “คราวนั้นท่านก็แสร้งเมาไม่ใช่รึ” นางนึกถึงเรื่องที่หอสราญใจ เขาแสร้งเมามายให้นางหึงหวงจนแทบขาดสติ
        “ข้าทำเพราะจำเป็นหรอกนะ”
     จ้าวจิ่นสือยื่นหน้าไปงับปลายจมูกของนางเล่น นางผงะไปเล็กน้อยกับการหยอกล้อสนิทสนมของเขา เขาหมุนตัวเดินไปหยิบของสิ่งหนึ่งในลิ้นชักออกมา มันเป็นห่อผ้าเล็กๆ แล้วเขาก็ยื่นให้นางเปิดออกดู มู่ฟางเหนียงเปิดผ้าออกแล้วก็ยิ้มเขิน ไม่คิดว่าเขาจะเก็บกลองป๋องแป๋งอันนี้ไว้อยู่
    “ท่านยังเก็บไว้อยู่อีก”
    “ก็ไม่เคยมีสตรีนางใดให้ของขวัญแปลกประหลาดกับข้าเช่นนี้มาก่อน” เขาลงนั่งเคียงข้าง ผ่านเรื่องราวมากมายร้อยพัน วงแขนนี้เกือบจะไม่ได้กอดนางอีกเสียแล้ว แต่ในที่สุดก็ได้มีวันนี้
        หญิงสาวมองสิ่งที่อยู่ในมือก่อนเงยหน้าขึ้น เห็นแววตาเร่าร้อนของเขาแล้วก็หายใจติดขัด แล้วก็นึกได้ว่าตอนนี้นางเป็นภรรยาของเขาแล้ว ควรดูแลปรนนิบัติเขา นางวางกลองป๋องแป๋งที่ให้เขาเพราะความเข้าใจผิดคิดว่าเขาเป็นเพียงเด็กชายตัวเล็กๆ แล้วจึงยื่นมือไปหมายจะช่วยเขาถอดชุดสีแดงนี่ออก
        “น้องหญิงใจร้อนถึงเพียงนี้เชียว ข้ารู้สึกผิดที่ปล่อยให้เจ้ารอนาน”
        “น้องหญิง...” นางนิ่งงันไป นางไม่คุ้นกับ... กับท่าทีของเขาเช่นนี้
        จ้าวจิ่นสือรู้ว่านางเขินอายมากเพียงใด แต่ยังพอใจกับการหยอกล้อนางเช่นนี้ เขาเป็นฝ่ายช่วยนางถอดเครื่องประดับทั้งหลายออกวางบนโต๊ะ
        “เราเป็นสามีภรรยากัน ไหว้ฟ้าดินกันแล้ว ข้าเรียกเจ้าว่าน้องหญิงก็ย่อมถูกต้อง แล้วเจ้าเล่า ควรเรียกข้าว่าท่านพี่ได้แล้ว ไหน เรียกให้ข้าฟังซิ”
        “ท่าน... ท่านพี่”  กว่านางจะขยับปากพูดออกมาได้ก็แทบจะลืมหายใจไปเลยทีเดียว
        “เจ้าคงคอแห้ง ดื่มน้ำสักหน่อย จะได้เรียกท่านพี่ได้คล่องปาก”
    อาจเป็นเพราะดื่มสุราไปไม่น้อย เขาจึงอารมณ์ดีเป็นพิเศษ แต่แทนที่เขาจะรินน้ำชาให้นาง กลับรินเหล้าแล้วยกดื่มเสียเอง มู่ฟางเหนียงมองการกระทำของเขาอย่างุนงง แล้วก็เข้าใจในนาทีต่อมา เมื่อเขาประคองใบหน้าของนางให้แหงนหงายแล้วป้อนสุราให้ด้วยปากของเขาเอง
        สุราหวานอุ่นร้อนผ่านลำคอของนางทีละอึกด้วยการป้อนจากปากของเขา นางไม่แน่ใจว่าตนเองมึนเมาเพราะฤทธิ์สุราหรือเพราะวิธีการป้อนสุราของเขา ร่างกายอ่อนเปลี้ยจนเขาต้องประคองนางไว้ จ้าวจิ่นสือมองใบหน้านางที่ถูกย้อมด้วยสีแดงเพราะฤทธิ์สุรา เขาคิดถึงค่ำคืนที่นางเต้นรำรอบกองไฟ เขาหลงรักเสียงหัวเราะของนาง รอยยิ้มที่เปิดเผยและแววตาเป็นประกายดุจดาวบนฟากฟ้า
        “ท่าน...” นางถูกดวงตาร้อนแรงของเขาจ้องมองจนลืมคำพูดตัวเองไปเสียสิ้น
        “อืม”
    เขาจ้องมองนาง ไม่เคยรู้สึกเบื่อหน่ายที่ได้มองใบหน้านี้เลยสักคราเดียว คิดไม่ออกเลยว่าหากไม่มีนางเคียงข้างแล้ว เขาจะมีชีวิตอยู่ได้อย่างไร เห็นทีเรื่องนี้คงต้องเก็บเป็นความลับไว้ให้ลึกที่สุด ไม่เช่นนั้นนางจะเอาแต่ใจตัวเองเกินไป รู้ว่าอย่างไรเขาก็ต้องจำนนยอมแพ้พ่ายต่อสายตาคู่นี้ของนาง
        “ข้า... ข้าต้องปรนนิบัติท่าน... พี่” คืนนี้นางเป็นภรรยาของเขาอย่างถูกต้องแล้ว ควรทำหน้าที่ของตนเองถึงจะถูก แต่มือเล็กก็สั่นเทา ยื่นไปหมายจะช่วยเขาเปลี่ยนเสื้อผ้า แต่อาการเงอะงะของนางเรียกเสียงหัวเราะเบาๆ ออกมา ทำให้นางฉุนกึกขึ้นมา แล้วเงยหน้าขึงตาใส่อย่างดุดัน
        “ใช่สิ! ข้าทำไม่เก่งนี้ เรื่องแบบนี้ข้าคุ้นเคยเสียเมื่อไหร่ล่ะ” นางหงุดหงิดโมโห อารมณ์นางช่วงนี้ขึ้นๆ ลงๆ แปรปรวนชอบกล
        “ไม่เป็นไร น้องหญิงอยากทำอะไรก็ตามใจเจ้าเถิด”  
    เขากลั้นหัวเราะแต่กลายเป็นยิ้มกรุ้มกริ่มแทน ปล่อยให้มือเล็กช่วยถอดเสื้อตัวนอก พอนางลุกขึ้นจะเอาเสื้อของเขาไปแขวน ตัวเองก็เสียหลักเพราะนั่งตัวเกร็งอยู่ตั้งนาน มือใหญ่ประคองให้นางนั่งบนตักของเขาเสียเอง นางถอนหายใจแผ่วเบา รู้สึกโง่งมอย่างบอกไม่ถูก
    “ไยข้ารู้สึกว่าตัวเองไม่เอาไหน” นางช้อนตาขึ้นมองผู้เป็นสามี แล้วยกมือสองข้างขึ้นประกบแก้มของเขา “ท่านแน่ใจแล้วรึ ประกาศออกไปว่าจะมีข้าเพียงคนเดียว ไม่ขอรับอนุหรือหญิงใดอีก”
    “เหนียงเอ๋อร์” เขาจับมือนางมาพลิกจูบที่กลางฝ่ามือ “ข้าต้องการเพียงเจ้าเป็นภรรยา เป็นคู่ชีวิต เป็นแม่ของลูกๆ ของข้า ข้าก็มีเรื่องที่ทำไม่เป็น ไม่ถนัดและไม่รู้ เช่นนั้นเราสู้ค่อยๆ เรียนรู้กันไปจะดีหรือไม่”
    “ท่านเก่งกาจช่ำชองทุกอย่าง มีเรื่องที่ทำไม่ได้หรือไม่เป็นด้วยรึ” นางเผลอยิ้มน้อยๆ ออกมา พอใจกับข้อเสนอและสัมผัสแผ่วๆ ที่เขามอบให้
    เขาโน้มหน้าลงจูบแก้มเนียนของนางแล้วระรานมาที่ริมฝีปากจิ้มลิ้มที่จุมพิตได้ไม่รู้เบื่อ สติของมู่ฟางเหนียงเลือนรางไปเพราะเคลิ้มลอยไปกับจุมพิตที่แสนซาบซ่าน เป็นเขาที่ปรนนิบัตินางปลดเปลื้องเสื้อผ้าหลายชั้นออกอย่างง่ายดาย นางเรียกรั้งสติตัวเองเอาไว้ก่อนที่เขาจะเปลือยกายนางจนหมดสิ้น
    “จิ่นสือ” นางยังไม่คุ้นที่จะเรียกเขาว่าท่านพี่ “พรุ่งนี้... พรุ่งนี้ข้าต้องยกน้ำล้างหน้าให้พ่อแม่สามี... ท่านทำแบบนี้ ข้าจะตื่นสายเอานะ”
    เพราะยามที่ร่วมรักกับเขาจนอิ่มเอม นางมักหลับสนิทจนเผลอตื่นเลยเวลาทุกคราไป นางเกรงว่าพรุ่งนี้เช้านางจะตื่นไม่ทันเวลา หลังพิธีแต่งงานวันรุ่งขึ้น เจ้าสาวต้องยกน้ำล้างหน้าให้พ่อแม่ของสามีเป็นเวลาสามวัน
    จ้าวจิ่นสือมองนางอย่างรักใคร่ แล้วเลื่อนมือลูบไล้ดอกบัวตูมคู่งามของนางที่นับวันจะยิ่งเปล่งปลั่งขึ้นจนน่าหวงแหน
    “ได้ คืนนี้ข้าจะกินเจ้าเร็วหน่อยก็แล้วกัน”
    “ว้าย!”  
    มู่ฟางเหนียงร้องเสียงหลงเมื่อเขาผลักนางลงนอนอย่างรวดเร็ว ร่างสูงเพียงขยับตัวลุกขึ้นปลดเปลือยร่างกายเบื้องหน้านาง แม้จะเคยร่วมรักกันมาก่อนแต่นางก็ยังไม่ชินกับการเปิดเผยของเขา ทว่ากลับเผลอแลบลิ้นเลียริมฝีปากตัวเองเหมือนคนกระหายน้ำ แล้วเขาก็ช่วยดับกระหายด้วยการมอบจุมพิตร้อนแรงรุกเร้ารวดเร็วจุดไฟในกายของนางให้คุกรุ่นจนร่างบางบิดตัวเร่าๆ ใต้ร่างกายของเขา สองมือนวดคลึงทรวงอกจนเคร่งเครียดแล้วถอนริมฝีปากมาครอบครองยอดอกอุ่นของนาง หญิงสาวสะบัดศีรษะไปมาบนหมอน ผมยาวคลี่สยายดุจแพรไหม ลมหายใจถี่กระชั้นจนต้องครางออกมาบรรเทาความเสียวซ่านที่เกิดขึ้น
    “เจ้าชอบหรือไม่ น้องหญิง” เขากระซิบถาม เรียวลิ้นยังไล้วนรอบเม็ดทับทิมของนาง สลับซ้ายขวาไม่ให้ว่างเว้น เล้าโลมจนนางสะอึกสะอื้น แต่นางก็กระดากอายเกินจะปริปากว่าชอบสิ่งที่เขาทำอยู่แค่ไหน เขารู้แต่ก็ยังปรารถนาจะกลั่นแกล้งนางแม้จะเป็นการทรมานเขาเช่นกัน เรียวลิ้นร้อนลากไปที่ท้องน้อย ไล้วนรอบสะดือ หยอกเย้าจนนางตัวเกร็งแล้วพรมจูบที่กึ่งกลางอิสตรี
    “ท่าน!” มู่ฟางเหนียงถึงกับผงกศีรษะขึ้นมอง เห็นเพียงเขาก้มลงซุกซบที่... สิ่งที่นางไม่คิดว่าเขาจะทำ เขาบ้าไปแล้วหรือไร ไยจูบกลีบดอกไม้ของนางอย่างนั้น แต่รอยวาบไหวที่เขาจุดขึ้นทำให้นางครวญครางออกมา ลิ้นของเขาเหมือนอสรพิษร้าย ทั้งเรียวลิ้น ทั้งนิ้วกร้าน ปลุกเร้านางจนร่อนสะโพกอย่างไม่รู้ตัว
    “ท่าน... ได้โปรด ข้าขอร้องท่าน ขอร้อง... ” นางวิงวอนเขา ทนรับการเล้าโลมของเขาไม่ไหวอีกแล้ว
    “เจ้าชอบที่ข้าทำหรือไม่”
    นางสะอึกสะอื้นแล้วพยักหน้า แต่ดูเหมือนเขาไม่พอใจจึงสอดนิ้วเรียวขยับเข้าออกเร็วๆ อีก
    “ท่าน! จิ่นสือ!” นางบิดกายไปมา เหงื่อไหลราวกับถูกพร่างพรมด้วยหยาดฝน
    “น้องหญิง หากเจ้าไม่บอกข้า ข้าจะรู้ได้อย่างไรว่าเจ้าชอบหรือไม่ เกิดข้าทำให้เจ้าไม่พอใจ เจ้ามิไปหาความสำราญกับผู้อื่นรึ”
    เขาพูดเรื่องใดกัน! นางกัดฟัน คล้ายร่างกายกำลังจะแตกเป็นเสี่ยงๆ แต่เขากลับหยุดมือแล้วถอนนิ้วมาหยอกเอินกับยอดอกของนาง
    “ข้าชอบ ข้าชอบมาก”  นางสารภาพออกไป  
    “เช่นนั้น...” เขายิ้มพรายแล้วขยับตัวแทรกตรงกลาง ยกสะโพกนางขึ้น แผ่นหลังของนางโก่งราวคันธนู แล้วแทรกแก่นกายเข้าไปอย่างแนบแน่น เติมเต็มกันและกัน สองมือของนางเปะปะไปมาจนจับแขนแข็งแกร่งที่กำลังจับเอวของนางให้รับการบดเบียดแนบชิด เขาโน้มตัวลงแล้วช้อนแผ่นหลังของนางขึ้นให้นั่งคร่อมตัวเขาแทน เมื่อหันหน้าเข้าหากันเช่นนี้ ดวงตาสองคู่จึงจ้องมองกันและกัน ลึกซึ้งเช่นเดียวกับแก่นกายของเขาที่อัดแน่น จนนางรู้สึกได้ว่าเมื่ออยู่ในท่านี้แก่นกายของเขามันช่างแสนจะ... ลึกล้ำเหลือเกิน
    ความเสียวซ่านทำให้นางโน้มตัวไปกอดรอบคอของเขาไว้ ปล่อยให้เขายกสะโพกนางขึ้นลง เหงื่อพราวสะท้อนแสงเทียนคู่ที่ตั้งอยู่กลางห้อง ระลอกคลื่นความรัญจวนถาโถม นางครางกระเส่าแล้วงับติ่งหูของเขา
    “อ่า....”  
    ปีศาจน้อย! จ้าวจิ่นสือขบกรามแน่น นางเรียนรู้ที่จะหยอกล้อเขาเช่นเดียวกับที่เขาทำกับนาง เขาไม่อาจทานทนไฟปรารถนาที่เผาไหม้อยู่นี้ได้อีก ขยับร่างกายรวดเร็วรุนแรงและลึกล้ำ เป็นนางที่พาเขาให้เตลิดโบยบินไปในค่ำคืนวิวาห์ที่อุ่นร้อน ราวกับวิหคคู่ที่โบยบินในเวิ้งฟ้า หยอกล้อราวกับทั้งโลกมีเพียงแค่เขากับนางเท่านั้น ร่างสองร่างสอดประสานแทบเป็นหนึ่งเดียว ชายหนุ่มส่งเสียงคำราม ในขณะที่หญิงสาวหวีดร้องออกมาอย่างสุขสม แล้วเขาจึงผ่อนร่างนางลงนอนกอดอย่างรักใคร่
    นางปิดเปลือกตาหอบใจแรงแล้วค่อยๆ ผ่อนลมหายใจตัวเองจนเกือบจะเป็นปกติ
    จ้าวจิ่นสือมองหญิงคนในรักในวงแขน ยกมือขึ้นเกลี่ยเส้นผมของนางให้พ้นใบหน้า หนึ่งชีวิตได้พานพบผู้คนมากมาย แต่มีเพียงหนึ่งเดียวที่เป็นเจ้าของเสียงในหัวใจ เขาก้มหน้าสูดกลิ่นหอมของนางให้กลิ่นกายของนางไหลเวียนในตัวเขา นางคือหญิงสาวของเขาแต่เพียงผู้เดียว
    “ฟางเหนียง ข้ารักเจ้า”
    ผ่านเรื่องราวมากมายฟันฝ่ามาด้วยกันจนมีวันนี้ แต่แท้จริงแล้วทุกอย่างมันเพิ่งเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น นางคิดถึงกลองป๋องแป๋งอันนั้น นางจะเก็บรักษาเอาไว้ให้ลูกๆ ได้ดู ของขวัญล้ำค่าที่เชื่อมโยงหัวใจของคนสองคนให้ได้มาใกล้ชิดกัน
    แม้นางจะปิดเปลือกตาแต่มุมปากยกยิ้ม นางพลิกตัวกอดเขาแล้วซุกหน้าแนบอกฟังเสียงหัวใจของเขาเต้นเป็นจังหวะเดียวกับนาง แล้วพึมพำถ้อยคำที่มีแต่เขาเท่านั้นที่ได้ยิน
    “ข้าก็รักท่าน... จ้าวจิ่นสือ”

    ...........จบ...........

    คล้ายกับเรื่องบุปผาต้องมนตร์ ที่คุณอ่าน