หลี่เป่าน้องสาวคนเล็ก

    บทที่ 63 มอมเมา

    หลี่เป่า น้องสาวคนเล็ก

    บทที่ 63 มอมเมา


    "ซานซาน!!"

    เสียงอุทานดังออกมาจากปากของต้าหนี่ เป็นไปไม่ได้ นางได้แต่กรีดร้องอยู่ในใจ ไม่เพียงต้าหนี่เท่านั้นที่ตกใจ อี้ไท่เองก็ตกใจไม่แพ้กัน แต่เมื่อคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ ใจเขาก็สงบลง

    สตรีตรงหน้าสวมชุดดำและมีผ้าคลุมปกปิดใบหน้า เหลือไว้เพียงดวงตากลมสวยคู่นั้น จึงทำให้ทั้งสองคนตกตะลึง เป็นอี้ไท่ที่คิดขึ้นได้ว่าเป่าเปาเองก็มีดวงตาแบบนี้เช่นกัน ทำให้เขาเอ่ยขึ้นว่า

    "ศิษย์รัก เจ้ามาได้จังหวะพอดี ขอบใจมาก"

    เป่าเปาเองก็เป็นศิษย์คนหนึ่งของเขา จะเรียกแบบนี้ก็ไม่ผิด เขาเองก็รู้สึกว่าเป่าเปามีดวงตาเหมือนกันกับซานซาน ทั้งยังมีนิสัยหลายๆ อย่างเหมือนกัน ทำให้เขารู้สึกเอ็นดูนางมาก หากไม่ใช่เพราะเด็กคนนี้เกิดก่อนช่วงเวลาที่ซานซานเสียชีวิตแล้วละก็  เขาต้องคิดว่าเด็กคนนี้เป็นซานซานกลับชาติมาเกิดแน่นอน

    และยิ่งเขาได้รู้ว่าเป่าเปาเป็นญาติผู้น้องของซานซาน ยิ่งทำให้เขาดูแลนางเป็นอย่างดี เพื่อชดเชยที่ไม่สามารถดูแลญาติผู้พี่ของนางได้

    ต้าหนี่ที่ได้ยินเช่นนั้นก็ไม่อยากจะเชื่อว่า นางชี้นิ้วอันสั่นเทาไปข้างหน้าก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า

    "ไม่จริงเป็นไปไม่ได้ ข้าสังหารเจ้ากับมือไปแล้ว เหตุใดเจ้าถึงยังอยู่ที่นี่ได้"

    ก่อนหน้านี้เป่าเปายังมีความคิดอยู่ลึกๆ ว่า เพื่อนสนิทอย่างต้าหนี่อาจไม่ได้ตั้งใจสังหารนางจริงๆ แต่เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ทำให้นางเลิกล้มความคิดนั้นแล้วหันกลับมามองคนตรงหน้าพร้อมทั้งเอ่ยขึ้นว่า

    "เจ้ากลัวข้าขนาดนั้นเลยหรือ?"

    "ไม่จริง ข้าฆ่าเจ้าไปแล้ว ไม่จริง"

    ต้าหนี่ไม่ได้สนใจคำพูดของเป่าเปา นางเอาแต่พึมพำกับตัวเอง เมื่อนึกอะไรบางอย่างขึ้นได้นางก็ตะโกนออกมาว่า

    "เจ้า เป็นเจ้าที่ทำลายชีวิตข้า  ตอนนี้เจ้ายังคิดจะแย่งชิงทุกอย่างไปจากข้าใช่หรือไม่ ไม่ ข้าไม่ยอม!!"

    "ข้าทำลายชีวิตของเจ้าเมื่อใดกัน เจ้าต่างหากที่ตั้งใจสังหารข้าเพื่อตัวเจ้าเอง"

    "เป็นเพราะเจ้าเข้ามา เอ้อหลางที่ชอบเล่นกับข้าก็หันไปสนใจแต่เจ้า เหล่าอาจารย์เองก็เช่นกัน หากไม่มีเจ้า พวกเขาก็ต้องคอยช่วยเหลือข้า แล้วข้าก็จะไม่ตกอยู่ในที่นั่งลำบากเช่นนี้!!"

    เป่าเปาได้แต่ส่ายหน้าให้กับความคิดบิดเบี้ยวของอีกฝ่าย ต้าหนี่เป็นอดีตบุตรสาวของขุนนาง ทำให้นางถูกตามใจและชอบเอาชนะ 

    "ที่เจ้าเป็นแบบนี้ไม่ใช่เพราะข้าหรอก แต่เป็นเพราะตัวเจ้าเอง ข้าจะบอกอะไรให้นะ คนที่ทำร้ายครอบครัวของเจ้า คือคนที่เจ้าเรียกว่าพ่อบุญธรรมนั่นแหละ"

    "ไม่จริง เจ้าโกหก ครั้งนี้ข้าจะไม่ยอมปล่อยเจ้าให้รอดไปได้แน่ ตายซะเถอะ!!

    กล่าวจบต้าหนี่ก็พุ่งเข้าใส่เป่าเปาราวกับคนเสียสติ เป่าเปาไม่ได้ประมาท นางรู้นิสัยของอดีตสหายผู้นี้ดี ทำให้ต้าหนี่ถูกซัดกระเด็นกลับไปโดยไม่ทันได้แตะตัวของนาง

    แต่ตอนนี้ต้าหนี่ได้เสียสติไปแล้ว นางไม่สนใจความเจ็บปวด คิดเพียงแค่จะสังหารบุคคลตรงหน้าให้ได้ บางทีอาจเป็นเพราะการคงอยู่ของสตรีผู้นี้ทำให้ชีวิตของนางโชคร้าย ดังนั้นนางจึงมุ่งมั่นที่จะสังหารอีกฝ่ายโดยไม่สนใจสิ่งใด

    ทั้งสองประมือกันอยู่พักหนึ่ง จนเมื่อเป่าเปาเหลือบสายตาไปเห็นแสงไฟ นางก็ซัดต้าหนี่สุดแรงจนกระเด็นไปไกล ก่อนจะไปพยุงอี้ไท่กระโดดหลบไปทางด้านหลังห้องขัง

    ต้าหนี่ที่ถูกฝ่ามือซัดเข้าที่อกก็ลุกขึ้นอย่างทุลักทุเล ก่อนจะตะโกนด่าทอซานซานต่างๆ นานา เมื่อเหล่าทหารและองครักษ์เข้ามาเห็นต้าหนี่พวกเขาก็รีบจับกุมตัวนางทันที หลังจากนั้นนางก็กลายเป็นคนเสียสติพูดจาไม่รู้เรื่อง บางครั้งก็ตะโกนด่าทอสตรีผู้หนึ่ง บางครั้งก็สาปแช่งพ่อบุญธรรมของตัวของ และนางยังพยายามทำร้ายทุกคนที่อยู่ใกล้ตัว จึงถูกตัดสินให้จับขังลืมไว้ในคุกใต้ดินชั้นล่างสุดตลอดชีวิต

    ทางด้านเสนาบดีไป๋ที่ได้รู้ข่าว เอาแต่เขวี้ยงปาข้าวของด้วยความโมโหอยู่ที่จวนของเขา

    "มีแต่พวกเลี้ยงเสียข้าวสุกจริงๆ"

    "ท่านพ่อ เกิดอะไรขึ้นหรือขอรับ"

    เสนาบดีไป๋ได้แต่ถอนหายใจออกมา โดยไม่ได้เล่าสิ่งใดให้บุตรชายฟัง เพราะเขาค่อนข้างสนิทกับต้าหนี่ หากรู้เรื่องนี้อาจทำให้เขากระทบกระเทือนจิตใจ

    ก่อนหน้านี้เขาช่วยต้าหนี่ไว้เพราะคิดว่านางน่าจะยังพอมีประโยชน์ในอนาคต ที่ไหนได้กลับกลายเป็นหอกที่คอยทิ่มแทงตัวเองเสียอย่างนั้น โชคดีที่เขาไหวตัวทัน ถึงจะไหวตัวทันแต่ก็ยังถูกผลกระทบสะท้อนกลับมาไม่น้อย

    เรื่องของต้าหนี่ที่เกิดขึ้น ทำให้สหายหลายคนของเขาค่อยๆ ตีตัวออกห่าง เพราะกลัวโทสะของฮ่องเต้เช่นกัน

    --------

    ณ ท้องพระโรง

    เหล่าขุนนางน้อยใหญ่ต่างพากันมาที่ท้องพระโรงโดยพร้อมเพรียงกัน ครั้งก่อนที่เกิดเหตุการณ์แฉเรื่องทุจริตกลางท้องพระโรง ทำให้ขุนนางส่วนใหญ่พากันไปผูกมิตรกับตระกูลหลี่ไม่ขาดสาย เพราะกลัวจะมีเรื่องของตนถูกนำออกมาเผยแพร่

    เมื่อหลี่ต้ามาถึงท้องพระโรงก็ถูกเหล่าขุนนางน้อยใหญ่รุมล้อม พยายามพูดคุยด้วยอย่างเป็นกันเอง ผิดกับเสนาบดีไป๋ที่ยืนอยู่ตามลำพัง 

    การประชุมครั้งนี้เหมือนกับทุกครั้ง แต่ละกรมยังคงนำความคืบหน้าของตัวเองชี้แจงให้คนอื่นทราบ ก่อนจะต่อด้วยฎีการ้องเรียนที่ถูกคัดกรองจากฝ่ายดูแลฎีกาของกรมวัง

    "เกิดน้ำท่วมฉับพลันแถวที่ราบลุ่มซีเฉิง อยากขอกำลังเสริมเข้าช่วยเหลือพ่ะย่ะค่ะ"

    "ใต้เท้าลู่ ข้ามอบหน้าที่นี้ให้ท่านไปจัดการ"

    "รับด้วยเกล้าพ่ะย่ะค่ะ"

    "เรื่องต่อไป"

    "เมืองทังโจวมีข่าวโรคระบาดชนิดใหม่ ที่ติดต่อจากคนสู่คนได้ จึงร้องขอให้จัดสรรหมอไปช่วยพ่ะย่ะค่ะ"

    ฮ่องเต้ขมวดคิ้วครุ่นคิดเล็กน้อย ก่อนจะถามรายละเอียดของเรื่อง แล้วส่งต่อให้หัวหน้าหมอหลวงจัดสรรคนไปช่วยดูแลเรื่องโรคระบาดที่เกิดขึ้น

    หลี่ต้าเองก็รู้สึกกังวลไม่แพ้กัน เมื่อได้ยินข่าวเรื่องนี้ เมืองทังโจวคือเมืองที่บิดา มารดาและบรรดาน้องชายของเขาอาศัยอยู่ ไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไรกันบ้าง

    เมื่อจบฎีกาเรื่องที่สอง ขันทีก็หยิบฎีกาเรื่องต่อมาก่อนจะอ่านขึ้นว่า

    "ตอนนี้ดูเหมือนจะมีการค้าที่มอมเมาประชาชนเกิดขึ้นในเมืองหลวงพ่ะย่ะค่ะ"

    "การค้าอะไรกัน??"

    "ดูเหมือนจะชื่อร้านมังกรทอง เป็นการค้าของน้องชายใต้เท้าหลี่พ่ะย่ะค่ะ"

    ทุกสายตาต่างจับจ้องมาที่หลี่ต้าอย่างพร้อมเพรียงกัน แต่หลี่ต้ากลับไม่ได้รู้สึกตกใจอะไรมากมาย ก่อนหน้านี้จิ้นอันที่อยู่ในกลุ่มขุนนางที่คัดฎีกา ได้ส่งข่าวมาบอกเขาให้เตรียมตัวไว้ล่วงหน้าแล้ว ถึงจิ้นอันจะมีความดีความชอบเพราะช่วยส่งข่าวมาให้เขา แต่เรื่องนี้มันยังไม่เพียงพอที่จะแสดงถึงความจริงใจที่มีต่อเป่าเปาได้หรอกนะ เขาได้แต่คิดในใจ

    "ทูลฝ่าบาท เป็นน้องสามของกระหม่อมเองที่เปิดร้านมังกรทองพ่ะย่ะค่ะ น้องชายของกระหม่อมเปิดขายตั๋วเลข ที่จะมีการออกเลขเดือนละสองครั้ง ผู้ที่มีตั๋วเลขตรงกับเลขที่ออก จะได้รับเงินรางวัลเป็นเงินก้อนกลับไปพ่ะย่ะค่ะ"

    ฮ่องเต้พยักหน้าอย่างเข้าใจ ก่อนหน้านี้เขาเคยได้ยินเรื่องร้านมังกรทองมาก่อน ทั้งยังเคยให้องครักษ์ซื้อกลับมาให้เขาได้ลุ้นอยู่สองสามใบ เขารู้สึกว่าแนวคิดการค้าเช่นนี้เป็นแนวคิดที่ดีมากแนวคิดหนึ่ง 

    "พวกท่านมีใครมีความเห็นอะไรบ้างหรือไม่?"

    เหล่าขุนนางต่างมองหน้ากันไปมา มีใครบ้างที่ไม่เคยซื้อตั๋วเลขร้านมังกรทอง ทั้งยังมีบางคนถูกรางวัลเสียด้วยซ้ำ ดังนั้นจึงไม่มีใครกล้าวิจารณ์ในเรื่องนี้ 

    "กระหม่อมว่าการดำเนินการค้าของร้านมังกรทองเป็นไปอย่างตรงไปตรงมา ไม่น่าจะเรียกว่ามอมเมานะพ่ะย่ะค่ะ"

    "กระหม่อมเองก็คิดเช่นนั้นพ่ะย่ะค่ะ"

    "แต่กระหม่อมรู้สึกว่ามันเป็นการมอมเมา เพราะชาวบ้านจะหวังพึ่งพาการถูกรางวัลมากกว่าการทำงานด้วยตัวเองพ่ะย่ะค่ะ"

    ขุนนางผู้หนึ่งพูดขึ้น ทำให้มีอีกหลายคนพูดถึงข้อเสียของตั๋วเลขร้านมังกรทองขึ้นมา

    "นอกจากนี้ ทางร้านมังกรทองยังยอมให้มีคนซื้อตั๋วเลขไปเป็นจำนวนมาก แล้วนำไปค้ากำไรกับชาวบ้านอีกด้วยนะพ่ะย่ะค่ะ"

    "กระหม่อมก็เคยได้ยินว่าการออกเลขรางวัลไม่โปร่งใส ทำให้บางครั้งไม่มีคนถูกเลขรางวัลก็มีด้วยนะพ่ะย่ะค่ะ"

    ฮ่องเต้ได้แต่หัวเราะคำพูดของขุนนางเหล่านี้ ชาวบ้านหวังการถูกเลขจนไม่ทำงาน แล้วพวกเขาจะเอาเงินที่ไหนมาซื้อตั๋วเลขก่อน การมีคนนำตั๋วเลขไปค้ากำไร ก็เป็นการสร้างรายได้ให้ผู้คนอีกทางหนึ่ง ไม่น่าจะนับว่าเป็นความผิดของใคร ส่วนเรื่องสุดท้าย จากที่เขาฟังคำบอกเล่าขององครักษ์ดูเหมือนว่าจะเป็นการออกเลขเป็นขั้นเป็นตอน ตรวจสอบได้ไม่น่าจะมีกลโกงใดๆ

    แม้ฮ่องเต้จะมีคำตอบเหล่านี้ในใจ แต่เขาก็ไม่ได้เอ่ยสิ่งใดออกมา หลี่ต้าคือคนที่เขาเลือกมาเองกับมือ เป็นไปได้หรือที่เขาจะเอาตัวรอดจากสถานการณ์เช่นนี้ไม่ได้ ดังนั้นเขาจึงนั่งอยู่เงียบๆ แล้วให้หลี่ต้าเป็นคนตอบคำถาม

    "เช่นนั้นพวกท่านต้องการให้ข้าน้อยทำอย่างไรหรือขอรับ"

    "น้องชายเจ้าสมควรปิดร้านไปซะ"

    "ใช่ๆ หากินกับชาวบ้านแบบนี้ไม่สมควรปล่อยไว้นะพ่ะย่ะค่ะ"

    "เจ้าก็หลอกขายได้แต่กับชาวบ้านที่ไร้การศึกษาเท่านั้นแหละ"

    "ข้าเองก็ซื้อ แล้วก็เคยถูกรางวัลด้วย!!"

    คำพูดของฮ่องเต้ ทำให้ขุนนางปากกล้าเหล่านั้นเงียบเสียงลงทันที 

    "ทูลฝ่าบาท จริงๆ แล้วน้องของกระหม่อมมีความคิดที่จะนำร้านมังกรทองมาร่วมทุนกับทางการ เพื่อให้มีการจัดสรรและจำหน่ายตั๋วเลขเหล่านี้ไปทั่วทุกหัวเมือง เพิ่มยอดขายให้ร้าน ทั้งยังสร้างรายได้ให้กับทางการอีกด้วย แต่หากใต้เท้าทุกท่านคิดว่าการขายตั๋วเลขเป็นการมอมเมา กระหม่อมคงไม่กล้าเสนอเรื่องนี้แล้วพ่ะย่ะค่ะ"

    "ท่านอย่าไปฟังปากเหม็นๆ ของพวกเขาเลย ข้ายินดีร่วมทุนกับร้านมังกรทอง ส่วนแบ่งคนละครึ่ง ท่านคิดเห็นว่าอย่างไร?"

    "ขอบพระทัยฝ่าบาท"

    "ท่านเสนาบดีกรมคลัง เรื่องนี้ยกให้ท่านจัดการ รวมถึงให้ร่างกฎหมายห้ามผู้ใดขายตั๋วเลขแบบนี้ได้อีกนอกจากร้านมังกรทองที่ได้ร่วมทุนกับทางการ"

    "รับด้วยเกล้าพ่ะย่ะค่ะ"

    และแล้ว 'ตั๋วเลขกินแบ่งราชการ' ก็ได้ถือกำเนิดขึ้นตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา



    คล้ายกับเรื่องหลี่เป่าน้องสาวคนเล็ก ที่คุณอ่าน