แม้ลี่อิงจะรู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างมากที่หินไม่รู้จักตนเอง แต่นั่นมันก็ไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญอะไรมากมาย
“คุณไตรภพมาทำอะไรที่จีนเหรอคะ? ” ลี่อิงจึงเปลี่ยนประเด็นถามถึงเรื่องอื่นทันที
“ผมมาทำธุรกิจครับ”
หินตอบขึ้นพลางใช้สายตามองสำรวจลี่อิง
ช่างเป็นเรื่องบังเอิญไม่น้อยที่เธอและเขาเลือกที่จะสวมชุดสีน้ำเงินเข้มเหมือนกันในวันนี้ ในความคิดของหินนั้นลี่อิงก็เป็นผู้หญิงที่สวยมากคนหนึ่ง
ผิวขาวนวลภายใต้ชุดเดรสสีน้ำเงินเข้มนี้มันทำให้ลี่อิงดูโดดเด่นเป็นอย่างมาก เครื่องประดับที่เธอสวมใส่แม้จะน้อยชิ้นกว่าผู้หญิงคนอื่นที่หินได้เห็นภายในงาน แต่ทุกชิ้นมันกลับดูเลอค่าเมื่อสวมใส่อยู่บนตัวเธอ ประหนึ่งว่ามันถูกสร้างมาเพื่อเธอโดยเฉพาะ
แววตาของหินจึงเผยแววชื่นชมอยู่ชั่วครู่ แต่ก็เพียงครู่เดียวเท่านั้น
ลี่อิงเองก็แอบพิจารณาหินเช่นกัน
สำหรับลี่อิง หินเป็เพียงผู้ชายธรรมดาคนหนึ่งที่ไม่ได้หล่อเหลาโดดเด่นอะไร ถ้าเทียบกับผู้ชายหลายคนที่เธอรู้จักและพยายามเข้ามาจีบเธอ หินกลับมีเสน่ห์บางอย่างที่เธอก็อธิบายไม่ถูก
แม้การพบเจอกันครั้งแรกระหว่างเธอกับเขาจะเกิดจากเรื่องที่น่ากระอักกระอ่วนใจ แต่สำหรับลี่อิงแล้ว เธอไม่คิดว่ามันแย่แต่อย่างใด จะมีสักกี่ครั้งในชีวิตที่การได้รู้จักใครสักคนเกิดขึ้นผ่านเหตุการณ์แบบนี้
นอกจากนั้นสิ่งที่ทำให้เธอมีความรู้สึกดีให้กับหินก็คือ แม้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต้นเหตุจะเกิดจากเธอแต่หินกลับออกปากช่วยเหลือเธอและสิ่งที่สำคัญก็คือท่าทีที่หินปฏิบัติกับเธอ
หินปฏิบัติกับเธอเหมือนเธอเป็นผู้หญิงคนหนึ่งจริงๆ ไม่ใช่เพศตรงข้ามที่อ่อนแอ ไม่ใช่เพียงของเล่นที่เอาไว้ระบายอารมณ์ อย่างน้อยๆ ในงานประมูลนี้ก็มีคนอยู่สองคนที่ไม่ได้ใช้สายตาแทะโลมคุกคามเธอ หนึ่งก็คือผู้ว่าเชียว สองก็คือหิน
ลี่อิงเป็นบุคคลสาธารณะ เป็นถึงดาราสาวอันดับหนึ่งของประเทศ ดังนั้นเธอจึงต้องพบปะผู้คนมากมายอยู่แล้วและในประเทศที่ให้ความสำคัญกับผู้ชายมากกว่าผู้หญิงแบบนี้มันจึงทำให้เธอจะต้องเผชิญกับการคุกคามจากเพศตรงข้ามอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นการคุกคามด้วยคำพูด การคุกคามทางสายตา รวมไปถึงท่าทีที่ปฏิบัติต่อเธอ
เธอได้รับมันแทบทุกวันจนเป็นเรื่องปกติในชีวิตของเธอไปแล้ว แต่ถึงแม้เธอจะรู้สึกชินกับมัน แต่เธอก็ไม่เคยรู้สึกชอบใจเลยสักครั้ง ดังนั้นเมื่อได้เจอกับหินที่ปฏิบัติต่อเธออย่างให้เกียรติมันจึงทำให้เธอมีความรู้สึกดีๆ ให้
แต่ยังไม่ทันที่ลี่อิงจะได้ถามไถ่อะไรไปมากกว่านี้ก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นมา
“ลี่อิง คุณอยู่นี่นี่เอง”
เสียงคุ้นเคยที่ดังขึ้นทำให้ลี่อิงหน้าเปลี่ยนสีทันที ซึ่งหินก็จับสังเกตตรงนี้ได้
เจ้าของเสียงที่ว่าก็คือชายหนุ่มผู้หล่อเหลาคนหนึ่ง
“หวังเหล่ย..” ลี่อิงเอ่ยขึ้นใบหน้าที่เปื้อนยิ้มเมื่อสักครู่หายไปในพริบตา หินเห็นดังนี้ก็เดาได้ทันทีว่าลี่อิงไม่ค่อยชอบหน้าผู้ชายคนนี้เท่าไหร่นัก
“ผมหาคุณตั้งนาน ที่แท้คุณก็มาอยู่นี่นี่เอง” เจ้าของนามว่าหวังเหล่ยเอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้ม
ลี่อิงเห็นดังนั้นก็หันหน้าไปทางอื่น ไม่พูดอะไรออกมาสักคำ เธอเกลียดผู้ชายคนนี้มาก บางคนถึงแม้เธอจะเกลียดแต่เธอก็อาจจะยังพอเสแสร้งยิ้มให้ได้ แต่สำหรับหวังเหล่ยเธอไม่คิดแม้แต่จะเสแสร้งยิ้มให้ เธอเกลียดซะจนไม่อยากมองหน้าชายคนนี้ด้วยซ้ำ
ถ้าหากไม่ติดว่าตรงนี้มีคนอื่นอยู่ด้วยตอนนี้เธอคงเดินหนีออกไปแล้ว
หวังเล่ยที่เห็นท่าทีของลี่อิงก็ไม่ได้รู้สึกโกรธแม้แต่น้อยประหนึ่งว่าการแสดงที่เธอมีต่อเขานั้นเป็นเหตุการณ์ปกติ
“เอ๊ะ นี่ใครกัน? ” หวังเหล่ยละสายตาจากลี่อิงมาพิจารณาหิน
แม้หวังเหล่ยจะยิ้มออกมาก็จริง แต่ว่าสายตาที่มองมาที่หินกลับแสดงออกถึงความมุ่งร้าย แม้จะเพียงครู่เดียวแต่หินก็สามารถรับรู้ถึงมันได้
‘อยู่ดีๆ ก็มีคนเกลียด…’ หินคิดขึ้นในใจอย่างปลงๆ
เมื่อเห็นว่าหินและลี่อิงเงียบไม่พูดอะไร หวังเหล่ยจึงเอ่ยออกมาแทน
“ลี่อิง คุณไม่คิดจะแนะนำ ให้ผมรู้จักเขาหน่อยเหรอ?”
หวังเหล่ยหันไปพูดกับลี่อิงแทน ตอนนี้เขายังไม่รู้ว่าหินเป็นใครจึงยังไม่สามารถแสดงถึงความเป็นศัตรูได้อย่างชัดเจนนัก
“นี่คือคุณไตรภพ เขาเป็นเพื่อนฉัน” ลี่อิงจำใจตอบออกมา เธอรู้ว่าถ้าหากเธอไม่ตอบหวังเหล่ยต้องให้คนของเขาไปสืบอยู่ดี
“อ้อ เพื่อน?”
หวังเหล่ยไม่ได้เชื่อคำพูดของลี่อิงแม้แต่น้อย เขารู้จักเธอมานาน ใครที่เธอรู้จัก เขาก็รู้จัก และแน่นอนว่าหินไม่ได้อยู่ในรายชื่อนี้
“งานใกล้เริ่มแล้ว ฉันขอตัวก่อนนะคะ” ลี่อิงรีบเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นว่าเหตุการณ์มันเริ่มจะไม่ดี
ลี่อิงรู้จักนิสัยของหวังเหล่ยดี ถ้าหากเธอยังไม่ยอมจากไป หินได้เดือดร้อนแน่
ลี่อิงพูดจบก็เดินจากไปทันที
หวังเหล่ยมองเหยียดหินอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะเดินตามลี่อิงไป
สถานการณ์ที่เกิดขึ้นตอนนี้ทำให้หินถอนหายใจออกมาครั้งหนึ่ง ต่อให้เขาอยู่เฉยๆ ของเขาก็มีเรื่องเข้ามาหาเขาอยู่ดี
“สืบว่ามันเป็นใคร” หวังเหล่ยเอ่ยขึ้นกับลูกน้องของตัวเองเมื่อเดินจากมา ก่อนที่จะมองกลับไปที่ระเบียงด้วยสายตามุ่งร้าย ใครที่ยุ่งกับคนของเขาหวังเหล่ยไม่มีทางปล่อยไปแน่..เมื่อถึงเวลา แขกคนอื่นๆ ที่อยู่หน้างานก็เริ่มทยอยเข้าไปในงานจนหมด จนกระทั่งถึงเวลางานประมูลก็เริ่มในทันที
“สวัสดีแขกผู้มีเกียรติทุกท่าน ผมรู้สึกเป็นเกียรติเป็นอย่างยิ่งที่วันนี้ได้รับโอกาสมาเป็นพิธีกรในครั้งนี้”
พิธีกรชายเอ่ยขึ้น ถ้าใครเห็นเขาย่อมรู้จักเขาเป็นอย่างดี เพราะเขาทำหน้าที่เป็นพิธีกรออกสื่อโทรทัศน์อยู่บ่อยครั้ง
“งานประมูลในครั้งนี้จัดขึ้นโดย ผู้ว่าราชการเชียว เจียหมิง รายได้ทุกหยวนจะถูกบริจาคแก่มูลนิธิการกุศล………..” พิธีกรคนนี้กล่าวเปิดงานอย่างเป็นมืออาชีพ
“ถ้าคุณไตรภพต้องการอะไรเพิ่ม บอกผมได้นะครับ” ผู้ว่าเชียวที่นั่งอยู่ข้างๆ เอ่ยขึ้นกับหิน
ตอนแรกหินก็อยากบอกกับผู้ว่าเชียวเหลือเกินว่าเขาอยากย้ายที่นั่ง แต่เนื่องจากงานได้เริ่มไปแล้วและถ้าทำแบบนั้นมันจะเป็นการเสียมารยาทเขาจึงได้นั่งอยู่ที่เดิม
เพราะเขาก็คิดไม่ถึงเช่นกันว่าที่นั่งของเขาจะอยู่ติดกับลี่อิง ใช่แล้วตอนนี้หินนั่งอยู่แถวหน้าสุดของเวที ซ้ายมือก็คือผู้ว่าเชียว ขวามือก็คือลี่อิง ถัดจากลี่อิงก็คือหวังเล่ย
ด้วยความที่ว่าหินกับหยานลี่อิงใส่ชุดสีเดียวกัน จึงถูกคนรอบข้างมองว่าแต่งชุดมาคู่กัน นี่จึงเป็นสาเหตุให้หวังเล่ยที่นั่งอยู่ข้างๆ ลี่อิงรู้สึกไม่พอใจเป็นอย่างมาก
“เขาคือใครกัน ได้นั่งข้างผู้ว่าเชียว แถมยังได้นั่งติดกับหยานลี่อิงอีกด้วย”
“นั่นสิไม่คุ้นหน้าเลย”
“เขาแต่งชุดคู่กันด้วยหรือว่าจะเป็นแฟนของหยานลี่อิงกัน? ”
“ไม่ใช่หรอก หวังเหล่ยเป็นคู่หมั้นของหยานลี่อิงไม่ใช่เหรอ แถมเขายังนั่งอยู่ข้างๆ ด้วย”
เมื่อหวังเหล่ยได้ยินเสียงพูดคุยจากคนรอบข้าง เขาก็ยิ่งรู้สึกไม่สบอารมณ์
‘ไอ้นี่มันเป็นใครกันแน่? ’ หวังเหล่ยเกิดคำถามขึ้นมาในใจ คนที่ได้นั่งอยู่ติดกับผู้ว่าเชียวย่อมไม่ใช่คนธรรมดาทั่วไปแน่ แต่ทำไมเขาถึงไม่รู้สึกคุ้นหน้า
“เริ่มที่ของชิ้นแรก ภาพวาดค่ำคืนแห่งดวงดาว หนึ่งในภาพวาดของ ฉี๋ ไป๋ หนึ่งในจิตรกรชื่อดังก้องยุคปี ในปี 1880-1960 ภาพวาดของเขาทุกภาพต่างซ่อนไว้ด้วยปรัชญาล้ำลึก ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 10 ล้านหยวน”
เมื่อพิธีกรพูดจบเสียงประมูลก็ดังขึ้นมาทันที
“10 ล้าน 1 แสน!”
“10 ล้าน 5 แสน!”
“10 ล้าน 7 แสน!!”
“11 ล้าน!”
“13 ล้าน”
ราคาของภาพวาดค่ำคืนแห่งดวงดาวพุ่งทะยานขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งมาหยุดอยู่ที่ 25 ล้านหยวน
“25 ล้านครั้งที่ 1”
“25 ล้านครั้งที่ 2”
“30 ล้าน” หินเอ่ยขึ้น ภาพนี้เขาเองก็รู้สึกสนใจไม่น้อย
“30 ล้านหยวนแล้วครับ มีใครให้ราคามากกว่านี้ไหม? ” พิธีกรถามขึ้น
“30 ล้านครั้งที่ 1”
“30 ล้านครั้งที่ 2”
“40 ล้าน” หวังเหล่ยพูดขึ้นพลางมองมาที่หินอย่างท้าทาย
ตอนนี้หวังเหล่ยได้ข้อมูลมาจากลูกน้องของเขาแล้ว ว่าหินเป็นเพียงนักธุรกิจจากไทยคนหนึ่ง ไม่ได้โดดเด่นอะไร ดังนั้นหวังเหล่ยจึงคิดจะจัดการกับหินทันที
“40 ล้านแล้วครับท่าน มีใครให้ราคามากกว่านี้ไหม”
แม้หินจะรู้สึกสนใจภาพวาดนี้อยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้มากถึงขั้นที่จะทำให้เขาตัดสินใจเพิ่มเงินประมูลไปมากกว่านี้
หินรู้ว่าหวังเหล่ยกำลังท้าทายตนเอง แต่เขาไม่จำเป็นต้องให้ความสนใจแต่อย่างใด
“40 ล้านครั้งที่ 1”
“40 ล้านครั้งที่ 2”
“40 ล้านครั้งที่ 3 ภาพตกเป็นของคุณหวังเหล่ย ยินดีด้วยครับ”
สิ้นเสียงพิธีกรหวังเหล่ยก็มองไปที่หินก่อนที่จะยิ้มขึ้นอย่างผู้ชนะ
‘ไม่ว่าแกอยากได้อะไร ฉันจะแย่งมันมาให้หมด’ หวังเหล่ยคิดขึ้นในใจ
หลังจากนั้นงานประมูลก็ดำเนินไป ของส่วนใหญ่ที่มาประมูล ส่วนหนึ่งก็เป็นสมบัติของผู้ว่าเชียวและอีกส่วนก็เป็นสิ่งของที่แขกในงานบริจาคเข้ามา
บางชิ้นก็เป็นภาพวาด บางชิ้นก็เป็นรูปปั้นโบราณ แม้กระทั่งของใช้บางสิ่งที่คนดังในอดีตเคยพกติดตัวก็ยังมีและราคาของของทุกชิ้นที่ประมูลในงานไม่มีชิ้นไหนราคาต่ำกว่า 1 ล้านหยวน
ขณะที่งานดำเนินไป หินก็เข้าร่วมประมูลของอีกหลายชิ้น ซึ่งทุกชิ้นที่หินสนใจจะต้องถูกหวังเหล่ยประมูลแย่งไปเสมอและราคาที่หวังเหล่ยประมูลได้ไปมักจะเป็น 2 เท่าของราคาที่หินเสนอก่อนหน้า ประหนึ่งว่าต้องการกดข่มหินทำให้เขาอับอาย ซึ่งหินก็ไม่ได้ใส่ใจเช่นเคย เขาเองก็ไม่คิดจะมีปัญหากับหวังเหล่ย ไม่ใช่เพราะกลัว เพียงแต่เขาไม่อยากเสียเวลากับคนไร้ราคาแบบนี้ ถ้าเลี่ยงได้เขาก็เลี่ยง
ในที่สุดงานก็ผ่านพ้นช่วงแรกไป พิธีกรจึงได้กล่าวพักเบรก ก่อนจะเริ่มงานอีกครั้งในอีกครึ่งชั่วโมงให้หลัง..หลังจากที่พักเบรกลี่อิงก็ให้หวังเหล่ยตามเธอออกไปข้างนอกเพราะมีเรื่องจะคุยด้วย
“หวังเหล่ย คุณทำแบบนี้ทำไม?” ลี่อิงถามขึ้นด้วยความไม่พอใจ
“ผมทำอะไร? ” หวังเหล่ยทำเป็นไขสือไม่รู้ว่าลี่อิงพูดถึงเรื่องอะไร
“คุณอย่าทำเป็นไม่รู้เรื่อง!? ” คำตอบของหวังเหล่ยยิ่งทำให้ลี่อิงโมโหขึ้นกว่าเดิม
“ก็ใครใช้ให้มันมายุ่งกับคุณ” หวังเหล่ยพูดขึ้น
“แล้วคุณมายุ่งอะไรด้วย ฉันจะทำอะไรก็เรื่องของฉัน!!” ลี่อิงตอบกลับด้วยท่าทีแข็งกร้าวไม่เกรงกลัวหวังเหล่ยแม้แต่น้อย
“คุณเป็นของผมคนเดียว ใครคนอื่นก็ไม่มีสิทธิ์ยุ่ง”
“ฉันไม่ใช่ของๆ ใครและชาตินี้ก็อย่าหวังเลย ฉันไม่มีทางแต่งงานกับคุณแน่”
ตระกูลของหวังเหล่ยใช้อิทธิพลมาบีบบังคับพ่อแม่ของเธอจนพวกเขาต้องยอมตกลงหมั้นหมายกับตระกูลของหวังเหล่ย มันทำให้เธอเกลียดผู้ชายคนนี้มาก
และเธอก็รู้ด้วยว่าหวังเหล่ยไม่ได้ชอบเธอจริงๆ เขาเพียงแค่อยากเอาชนะเธอ อยากเป็นที่หนึ่ง หวังเหล่ยคิดแค่เพียงว่าผู้หญิงที่เหมาะสมกับเขาก็คือเธอ ดาราสาวอันดับหนึ่งของประเทศ
“ทำไม? ที่คุณเป็นแบบนี้เพราะมันเหรอ?” หวังเหล่ยเริ่มโกรธขึ้นมาบ้างแล้ว แต่ไหนแต่ไรต่อให้เขาจัดการผู้ชายคนอื่นที่มายุ่งกับลี่อิง เขาก็ไม่เคยเห็นลี่อิงมีท่าทีแบบนี้
“ไม่เกี่ยวเลย!”
“ไม่ว่าคุณจะยินยอมหรือไม่ยินยอม คุณก็ต้องกลายมาเป็นเมียของผม”
“หวังเหล่ย!!” ลี่อิงไม่อาจทนถ้อยคำดูถูกจากหวังเหล่ยอีกต่อไป เธอจึงเงื้อมือขึ้นหวังจะตบหน้าเขา
หมับ!!
หวังเหล่ยจับมือของลี่อิงไว้ด้วยความโกรธ ไม่มีผู้หญิงคนไหนกล้าทำแบบนี้กับเขามาก่อน
“ปล่อยนะ ฉันเจ็บ!” ลี่อิงโอดครวญขึ้น พยายามแกะมือของหวังเหล่ยที่บีบมือเธอออก แต่ดูเหมือนว่าหวังเหล่ยไม่มีท่าทีจะปล่อยมือเธอแม้แต่น้อย
“ปล่อยมือผู้หญิงลงซะ” เสียงหนึ่งเอ่ยขึ้น
เมื่อลี่อิงและหวังเหล่ยหันไปมองต้นเสียงก็พบว่าเจ้าของเสียงนั้นคือหินนั่นเอง....
------------------------
จะแข่งเรื่องเงินกับข้าเหรอ? ตอนหน้าเดี๋ยวเจอกัน