ตำนานยอดหญิงซูเจิน

    การสอบของสาขาปรุงโอสถ 6

            “ขอบคุณเหล่าแม่รองและน้องสาวทุกคน”ไห่จินจูกล่าวยิ้มแย้ม

            “เชิญคุณหนูเฉินกับคุณชายเหลียงมานั่งตรงนี้เถอะ”นายท่านไห่เชื้อเชิญทั้งคู่ให้มานั่งในตำแหน่งที่ใกล้กับตนมากที่สุดบ่งบอกถึงความสำคัญของพวกนางในใจของเขา

            ซูเจินยิ้มรับแล้วตรงไปนั่งทันที เหลียงจือยังตั้งตัวไม่ทันต้องให้หนิงจูสะกิดหนึ่งครั้งถึงจะได้สติเดินไปนั่งที่โต๊ะตัวถัดจากซูเจิน ตามด้วยจือเหลียงสองสาวใช้และตบท้ายด้วยสองพี่น้องสกุลซิ่น

            ภายในห้องทานอาหารถูกจัดเป็นงานเลี้ยงขนาดย่อมโต๊ะตัวเล็กถูกจัดเอาไว้ครบจำนวนคน พวกนางนั่งที่อีกฝั่งของนายท่านไห่และฮูหยินส่วนอีกด้านเป็นบุตรชายและบุตรสาวของพวกเขา ตามด้วยภรรยาและบุตรสาวคนอื่นๆ

            มีนักดนตรีและนางรำเพื่อสร้างสีสันบ่าวรับใช้รายล้อมมากมาย นับว่าเป็นสกุลใหญ่ที่ร่ำรวยไม่เบาพวกนางล้วนได้รับการดูแลอย่างดี

            “คุณหนูเฉิน เอ่อ...กล่าวตามตรง หลังจากได้ของกำนัลจากเจ้าแล้วข้าก็รวบรวมส่วนผสมอื่นๆได้จนครบ ขาดก็เพียงแต่ผู้ที่จะทำการหลอมโอสถให้เท่านั้นไม่ทราบว่าเจ้ามีคำแนะนำให้บ้างหรือไม่?”หลังจากดื่มกินไปได้สักพักนายท่านไห่ก็เอ่ยปากถาม

            นางเป็นคนให้ของกำนัลชิ้นนั้นแก่เขาเองตีให้ตายอย่างไรเขาก็ไม่เชื่อว่านางจะไม่รู้ว่าเขาหมายถึงอะไรดังนั้นเขาจึงเอ่ยถามอย่างไม่อ้อมค้อมแม้แต่น้อย

            ซูเจินจิบชาในมือหนึ่งคำแล้วลอบยิ้มที่มุมปากในที่สุดก็ทนไม่ไหวแล้วสินะ

            ซูเจินวางจอกชาลงแล้วเอ่ยกับเขาเสียงใส“ท่านพูดเรื่องอะไรหรือเจ้าคะ?”

            นายท่านไห่แทบจะสำลัก ขนาดเขาถามตรงๆขนาดนี้นางยังกล้าบ่ายเบี่ยง

            “คุณหนูเฉิน ตาเฒ่าผู้นี้อายุมากแล้วความปรารถนาของคนแก่ก็มีเพียงไม่กี่ข้อ ขอเจ้าสงเคราะห์ด้วยเถอะ”

            “นายท่านไห่เจ้าคะข้าไม่รู้ว่าท่านพูดถึงเรื่องอะไรจริงๆ หากหมายถึงของกำนัลที่ข้าเคยให้ท่านนั้นมันเป็นเพียงเรื่องบังเอิญเป็นของที่ท่านต้องการกระมังตอนเดินทางข้าเห็นมันเป็นของดีจึงได้ซื้อเก็บไว้เห็นเหมาะควรจึงได้มอบให้ท่านก็เท่านั้นเอง หากเป็นเรื่องของสมุนไพรไม่สู้ท่านปรึกษาเหลียงจือไม่ดีกว่าหรือเจ้าคะ”

            เหลียงจือสำลักทันที ยกจอกชาดื่มหลายจอกแล้วหันไปมองคนที่เพิ่งโยนเรื่องวุ่นวายให้พ้นตัว แล้วทุ่มใส่เขาแทนหน้าตาเฉย

            ซูเจินคีบอาหารกินหนึ่งคำอย่างไม่สนใจ

            นายท่านไห่มีประกายสว่างวาบในดวงตาเขาลืมไปได้อย่างไรว่าตอนนี้มีผู้ปรุงโอสถนั่งอยู่ในบ้านเรื่องโอสถสมควรถามเขามากกว่าจริงๆ

            “คุณชายเหลียงเมื่อหลายสิบปีก่อนข้าบาดเจ็บหนักจนชีพจรขาดไปถึงสามจุดต้องใช้โอสถชนิดหนึ่งในการรักษาไม่นานมานี้เพิ่งได้ส่วนผสมสำคัญจากความช่วยเหลือของคุณหนูเฉิน โอสถนั้นมีชื่อว่าโอสถหนวดมังกร ไม่ทราบว่าคุณชายพอจะมีหนทางช่วยข้าได้หรือไม่?” นายท่านไห่ถามสุภาพน้ำเสียงอ่อนน้อมอย่างยิ่ง

            เหลียงจือได้ฟังแล้วก็ขมวดคิ้วใจจริงเขาอยากจะปฏิเสธที่จะพูดคุยกับเขา ทว่าก็ไม่อาจตัดใจเอ่ยคำปฏิเสธได้เต็มปากเมื่อได้ยินชื่อของสหายเข้ามาเกี่ยวข้อง อีกทั้งตัวเขาเองก็ยังมาอาศัยและดื่มกินอาหารในจวนผู้อื่นอยู่คาปาก

            “เอ่อ...โอสถหนวดมังกรเป็นโอสถระดับห้าขั้นกลางข้าบอกตามตรงด้วยระดับของข้าตอนนี้ไม่อาจหลอมโอสถระดับสูงถึงเพียงนั้นได้แต่ชีพจรขาดสามารถใช้โอสถตัวอื่นที่มีระดับต่ำกว่านี้ได้เหตุใดท่านไม่ใช้โอสถเหล่านั้นเล่า”

            ชีพจรขาดสะบั้นเพียงไม่กี่จุดไม่นับว่าเป็นอาการร้ายแรงมีโอสถตัวอื่นที่สามารถรักษาได้ทั้งยังมีระดับต่ำกว่าโอสถหนวดมังกรมากไม่จำเป็นต้องใช้เพียงโอสถหนวดมังกรเสียหน่อยอีกอย่างเขาก็ไม่อาจหลอมโอสถระดับนั้นไหวจริงๆต่อให้เขาถอนพิษเย็นยะเยือกแล้วสามารถใช้พลังได้ดังเดิมก็ตาม

            นายท่านไห่มีสีหน้าผิดหวังอย่างเห็นได้ชัด“ตอนนั้นข้าบาดเจ็บสาหัส ใช้โอสถหลายตัวกว่าจะยื้อชีวิตมาจากเมืองผีได้ท่านหมอที่รักษาบอกว่ามีแต่โอสถหนวดมังกรเท่านั้นที่จะเชื่อมชีพจรที่ขาดไปของข้าได้โอสถอย่างอื่นนอกเหนือจากนี้ล้วนไม่มีผล”

            ใช่ว่าเขาจะไม่เคยวิธีอื่นเสียเมื่อไหร่หลังจากนั้นเขาก็เชิญหมอและผู้ปรุงโอสถคนอื่นๆจากทั่วสารทิศให้มาตรวจอาการพวกเขาล้วนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่ามีแต่ต้องใช้โอสถหนวดมังกรเท่านั้นผู้ปรุงโอสถระดับสูงก็ไม่สามารถเชิญมาได้ด้วยอำนาจของพ่อค้าอย่างเขา ต่อให้สามารถเชิญพวกเขามาได้ก็ไม่สามารถจ่ายค่าหลอมโอสถให้ได้อยู่ดี

            หลายสิบปีที่ผ่านมาเขาได้แต่รวบรวมส่วนผสมเอาไว้และเพิ่งจะรวบรวมได้ครบเมื่อไม่นานมานี้เอง เหลือเพียงผู้เยียวยาที่เขาไม่เคยลองแต่ก็อย่างว่าเขาจะไปหาผู้เยียวยามาจากที่ใด ต่อให้พบจริงเขาก็คงไม่มีทางมารักษาคนธรรมดาเช่นตนตัวตนของพวกเขาเป็นดังเซียนองค์หนึ่งเลยทีเดียว

            ไม่รู้ว่าหากนายท่านไห่ผู้นี้รู้ว่าตอนนี้ที่บ้านของตนมีเทพองค์ที่ว่าประทับอยู่เขาจะรู้สึกอย่างไร

            “แล้วเอ่อ...แล้วอาจารย์ของท่านพอจะช่วยได้หรือไม่?” เขาเอ่ยอย่างระวังอย่างยิ่ง

            เหลียงจือพลันมีสีหน้าบูดบึ้ง “แน่นอนว่าได้แต่อาจารย์ข้าเป็นคนประหลาด หากอยากให้เขารักษาท่านก็ต้องพาตัวเองไปพบเขาเอง  ข้าเกรงว่าท่านจะตายก่อนจะได้พบเขาน่ะสิและต่อให้ท่านไปเจอเขาแล้ว ก็ไม่แน่ว่าเขาจะรักษาให้ ข้าว่าท่านหาทางอื่นเถอะ”

            อาจารย์ของเขาเป็นคนประหลายอย่างยิ่ง วันๆเอาแต่อยู่ในหุบเขามีไม่กี่ครั้งที่ก้าวเท้าออกไปด้านนอก ทั้งยังไม่รักษาใครต่อใครไปทั่วเขาจะรักษาเฉพาะที่เขาถูกชะตาด้วยเท่านั้น ต่อให้ไปพบเขาได้เป็นผลสำเร็จก็ไม่มีอะไรประกันว่าท่านอาจารย์จะลงมือช่วย

            ทว่าหากเขาตั้งใจจะช่วยแม้คนผู้นั้นใกล้ตายเพียงใดก็สามารถช่วยเอาไว้ได้ต่อให้หมดลมไปแล้วแต่หากไม่เกินชั่วจิบชาล้วนแต่เรียกคืนกลับมาได้ทั้งนั้นหุบเขาซับซ้อนพิสดารมีคนไม่น้อยตกตายตอนขึ้นเขามาเพื่อพบอาจารย์ตัวเขาเองที่โดนเตะโด่งลงมาก็ไม่อาจกลับไปได้โดยง่าย

            และเขาก็ยังไม่มีความคิดที่จะกลับไปเร็วๆนี้ด้วย

            นายท่านไห่สีหน้าหมองลงอีก ผิดหวังอย่างรุนแรงเหลียงจือเห็นแล้วก็ใจอ่อน

            “หากต่อไปข้ามีพลังมากพอและถึงตอนนั้นท่านยังต้องการข้าจะหลอมให้ท่านอย่างแน่นอน” เหลียงจือเอ่ยปากขึ้นทำเอานายท่านไห่สีหน้าดีขึ้นเล็กน้อย

            “ได้ๆ ถึงตอนนั้นต้องรบกวนคุณชายแล้ว”ได้สานสัมพันธ์กับผู้ปรุงโอสถอนาคตไกล ถึงจะไม่สามารถบรรลุเป้าหมายเขาก็ยังดีใจอย่างยิ่ง

            ทว่าซูเจินกลับคิ้วกระตุกมือที่ยกชาขึ้นดื่มชะงักทันทีนางดื่มแล้ววางจอกชาลงแรงกว่าปกติเล็กน้อยด้วยความขุ่นเคืองใจ

            เจ้าคนสมองทื่อผู้นี้ถึงกับให้คำมั่นกับผู้อื่นง่ายๆ?เขาต้องเดือดร้อนเพราะความใจง่ายของตัวเองเข้าสักวันแน่

            “ข้าได้ยินว่าพรุ่งนี้จะมีการสอบของสาขาปรุงโอสถไม่รู้ว่าพวกเจ้าจะไปดูกันหรือไม่?” ไห่ฮูหยินสบโอกาสเอ่ยปากถาม

            “ไปเจ้าค่ะวันพรุ่งนี้นอกจากเหลียงจือจะต้องเข้าสอบด้วยแล้วข้าเองก็อยากจะเห็นการหลอมของผู้เข้าสอบคนอื่นๆ” โดยเฉพาะคนตระกูลน่าหลัน

            ซูเจินเป็นคนตอบ

            “โอกาสเช่นนี้มีไม่บ่อยเลยจริงๆอย่างไรเจ้าพาพี่ชายพี่สาวของเจ้าไปดูด้วยสิเสี่ยวจู” ไห่ฮูหยินเสนออย่างยิ้มแย้มทว่าเหล่าภรรยาน้อยกลับมีสีหน้าดำมืดลง

            “โอกาสเช่นนี้หายากจริงๆอย่างไรให้พวกน้องสาวไปด้วยได้หรือไม่เจ้าคะคุณหนูรอง”ฮูหยินรองเป็นผู้เอ่ยปากขึ้น บุตรสาวของนางคือคุณหนูสามอายุรองจากคุณหนูรองเพียงสองปี โอกาสดีเช่นนี้ไม่อาจปล่อยไปได้

            เมื่อเห็นคุณหนูรองไม่พูดอะไรจึงหันไปหาผู้เป็นสามีแทน

            “ให้เด็กๆไปเปิดหูเปิดตาก็เป็นการดีนะเจ้าคะพวกนางจะได้เรียนรู้ เด็กสาวเหล่านี้อายุยังน้อย อนาคตยังมีอีกมากไม่แน่ว่าภายภาคหน้าอาจจะก้าวหน้าเช่นพี่สาวของพวกนางก็เป็นได้”ฮูหยินรองพูดเสียงหวานน่าฟัง เหตุผลก็ฟังดูเข้าที

            ซูเจินมองดูเงียบๆฮูหยินรองผู้นี้คงไม่ต้องการปล่อยโอกาสดีเช่นนี้ให้หลุดลอยไปวาทศิลป์ของนางดีทีเดียว เหลือบมองไห่ฮูหยินที่ยังคงมีรอยยิ้มประดับใบหน้าก็หลุบตาลงเล็กน้อย

            ไห่ฮูหยินวางตัวได้ดี นางมีรอยยิ้มอยู่ตลอดดูนุ่มนวลเป็นอย่างยิ่ง

            นายท่านไห่เห็นว่าไม่เสียหายทั้งยังมีแต่คุณประโยชน์จึงอนุญาต

            “ได้ วันพรุ่งนี้พวกเจ้าสามารถออกไปดูชมได้พาบ่าวไปด้วยแล้วอย่าให้มีเรื่องขายหน้าเกิดขึ้นเป็นอันขาด” นายท่านไห่เน้นย้ำ บอกให้พวกนางไปกันเองไม่ได้บอกให้ไปพร้อมกับบุตรสาวคนรองแต่อย่างใด

            ฮูหยินรองยิ้มแย้มอย่างสุขใจ ขอบคุณสามีเสียงหวานภรรยาคนอื่นที่มีบุตรสาวโตพอที่จะออกไปด้านนอกก็ยิ้มแก้มปริดึงบุตรสาวมาขอบคุณเป็นการใหญ่ ขณะที่ภรรยาที่บุตรสาวอายุน้อยเกินไปไม่พอใจจ้องมองอย่างอิจฉา

            ซูเจินกล่าวลาในที่สุดเหตุผลคือต้องการให้เหลียงจือได้เตรียมตัวในการสอบวันพรุ่งนี้รวมทั้งพวกนางก็จะไปดูแต่เช้าเช่นกัน เจ้าบ้านต่างไม่รั้งไว้ให้สาวใช้เดินมาส่งถึงเรือนรับรอง