ตอนที่3 ขุมทรพย์ของผู้ฝึกยุทธ
“แหวะ...”เสียงอาเจียนดังขึ้น ขณะคนเป็หมอขมวดคิ้ว
“ขม...”เสียงเด็กหญิงบ่นทำหน้าพะอืดพะอม ทำท่าจะอาเจียนอีกรอบสาวใช้นามเสี่ยวเมิ่งรีบรับถ้วยยาคืนมา แล้วส่งน้ำผึ้งให้คุณหนูจิบแก้ขม
“ท่านหมอไม่มียาเม็ดหรือ” คำถามดังขึ้นจากเยี่ยนเฟย ซึ่งเป็หัวหน้ากลุ่มทหารองครักษ์ที่มาคอยคุ้มกันหงหนิงหรง
หมอหลวงผู้สวมชุดขาวหน้าตาอ่อนโยน อบอุ่น รูปร่างผอมสูง ถอนหายใจ “ยาน้ำได้ผลเร็วกว่าแต่ถ้าคุณหนูดื่มไม่ไหวข้าจะให้ยาเม็ดแทน”
เด็กหญิงทำตาโตสีหน้าดีใจอย่างเห็นได้ชัด หลังจากได้ทานยาเม็ด และหมอหลวงตรวจอาการอีกเล็กน้อยทุกคนก็แยกย้าย ปล่อยให้เด็กหญิงนอนพักผ่อนร่างกายอีกหน่อย
ตื่นขึ้นมาก็เป็เวลาเย็นแล้วหลังทานอาหารและทานยา หนิงหรงให้เสี่ยวเมิ่งและหมอหลวงช่วยประคองเพื่อทำกายภาพขาให้ตนเองได้ฝึกเดิน เมื่อเดินสำรวจดูแบบทุลักทุเล พักบ้างล้มบ้างบางครั้ง ก็พบว่า บ้านหลังนี้แม้จะไม่ใหญ่มากแต่ก็แบ่งออกเป็ห้องนอนสี่ห้อง ห้องรับแขกหนึ่งห้องและยังมีห้องหนังสือ ห้องครัว ห้องเก็บของ
ที่บ้านหลังนี้นอกจากข้าและเสี่ยวเมิ่งแล้วยังมีทหารห้านายหมอหลวงอีกหนึ่ง
หนิงหรงเรียกทุกคนมารวมตัวกันที่ห้องหนังสือหลังจากที่หนิงหรงเดินสำรวจจนเหนื่อยแล้วหยุดพักที่ห้องนี้
“ข้า หงหนิงหรงขอขอบคุณทุกท่าน ที่ให้ความคุ้มครองข้าตลอดเวลาที่ผ่านมา”ข้าประสานมือคารวะคนทั้งหกอย่างจริงใจ ขณะนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม่มีเรี่ยวแรงลุกเดินอีก
ทหารและหมอหลวงแตกตื่นโค้งคำนับกลับแทบไม่ทัน พวกเขาไม่เคยได้รับการปฏิบัติเช่นนี้จากเ้านายมาก่อนไม่กล้ารับเกียรติคารวะจากคุณหนูซึ่งเป็หลานรักของท่านอ๋อง
“คุณหนูพวกเราไม่กล้ารับการคารวะจากท่านจริงๆ พวกเรามาที่นี่เพราะทำตามหน้าที่เท่านั้นท่านไม่จำเป็ต้องเกรงใจพวกเราขนาดนั้น” นายทหารผู้หนึ่งกล่าวขึ้น
“ไม่ได้หรอก...ข้าเป็คนที่ถือคติว่าในยามยากลำบากผู้ใดที่ดีต่อข้าแม้เพียงเล็กน้อย ข้าก็จะนับเป็บุญคุณอันใหญ่หลวง”ข้าในชาติก่อนถือเื่บุญคุณเป็อย่างยิ่ง ชาตินี้ก็เช่นกัน ใครดีมาข้าดีตอบใครร้ายมาข้าจะร้ายยิ่งกว่า
“ความจริงแล้ว ข้าเป็แค่ขยะในตระกูลหงหนำซ้ำยังนอนป่วยอยู่บนเตียง พวกท่านไม่จำเป็ต้องมายืนยามก็ได้แต่ข้าได้ยินมาว่าพวกท่านกลับทำหน้าที่อย่างแข็งขันข้ารู้สึกขอบคุณพวกท่านอย่างยิ่ง โปรดรับการคารวะจากข้าให้ข้าได้ตอบแทนพระคุณพวกท่านสักเล็กน้อย”ข้าว่าพลางประสานมือคารวะคนทั้งหกอีกครั้ง คราวนี้ทหารทั้งหกยังคารวะตอบกลับแต่ไม่ปฏิเสธอีก
“พวกข้าเต็มใจทำหน้าที่นี้อยู่แล้ว”ทหารทั้งหลาย อดตื้นตันใจไม่ได้ เป็ครั้งแรกที่มีคนขอบคุณพวกเขาหลังจากนี้ไปพวกเขาจะดูแลคุ้มครองคุณหนูอย่างดีที่สุดด้วยหัวใจ ไม่ใช่แค่หน้าที่
“วันไหนที่ข้าได้มีโอกาสพบท่านอ๋องและฮ่องเต้ข้าจะช่วยพูดถึงความดีของพวกท่านให้มากๆ ตอบแทนที่ดูแลข้าอย่างดี”ข้าให้คำมั่นสัญญา คนที่ดีกับข้า ข้าจะดีตอบ
“ขอบคุณคุณหนู” ทหารทั้งหลายโค้งคารวะหลังจากทักทายทำความรู้จักกันแล้ว หนิงหรงก็ให้ทุกคนแยกย้ายไปทำงาน
หมอหลวงตรวจดูอาการของหนิงหรงสั่งลดยาบางตัว เมื่อพบว่าอาการนางดีขึ้นอย่างรวดเร็ว และเพิ่มยาบำรุงแทนสีหน้าท่านหมอดูกังวล จนหนิงหรงต้องออกปากถาม
“มีอะไรผิดปกติหรือ...”หนิงหรงถามด้วยความสงสัย
หมอหลวงถอนหายใจ“อาการของคุณหนูฟื้นตัวได้เร็วมาก มากจนน่าประหลาดใจดูเหมือนโอสถกิเลนทองนอกจากจะช่วยชีวิตท่านแล้วยังช่วยฟื้นฟูร่างกายท่านได้อย่างรวดเร็ว”
ในความทรงจำของร่างเดิมโอสถกิเลนทอง เป็ยาวิเศษ ที่ทำจากเืของกิเลนทอง เทพอสูรผู้ปกครองแดนอสูรเป็โอสถที่มีเพียง สามเม็ดเท่านั้น ทั้งสามเม็ดล้วนเป็ของที่ฮ่องเต้
“ฮ่องเต้ถึงกับใช้โอสถวิเศษนั้นกับคนใกล้ตายเช่นข้าเลยหรือ!”ถามด้วยความใดูเหมือนฮ่องเต้จะรักหลานสาวผู้นี้มากถึงขั้นยอมสละโอสถวิเศษที่สืบทอดมาแต่บรรพบุรุษใช้ยื้อชีวิตหลานรัก
“หากไม่ได้โอสถนี้เกรงว่าคุณหนูคคงตายไปแล้ว นับเป็ความโชคดีที่ท่านได้ยานี้มา และโชคดียิ่งกว่าคือร่างกายของท่านดูเหมือนจะดีขึ้นเรื่อย ๆมีแนวโน้วว่าจะดีกว่าตอนก่อนที่ท่านจะถูกทำร้ายเสียอีก...”
หนิงหรงนิ่งคิดไปพักนึงด้วยความงุนงง
“ฟังท่านพูดแล้วก็ดูเหมือนจะเป็เื่ดีแล้วทำไมท่านยังทำหน้าไม่สบายใจเช่นนั้น”
คำถามของหงหนิงหรงทำให้หมอหลวงที่คันปกอยากจะพูดรีบบอกออกมา
“คุณสมบัติของ โอสถกิเลนทองนอกจากบำรุงร่างกาย ช่วยชีวิต ยังช่วย...ถอนพิษในร่างกายอีกด้วย...”หมอหลวงให้คำตอบ ที่ทำให้หนิงหรง ตาเบิกโพลง
“หมายความว่า ในร่างกายข้ามีพิษ?” หนิงหรงจับใจความที่หมอ้าบอก
หมอหลวงพยักหน้ายืนยันว่าสิ่งที่นางคิดถูกต้อง
“แล้ว...มีพิษได้อย่างไร?” คราวนี้หนิงหรงหันไปมองหน้าสาวใช้นามเสี่ยวเมิ่ง
เสี่ยวเมิ่งรีบคุกเข่า“ข้าไม่ได้วางยาคุณหนูนะ” เสี่ยวเมิ่งรีบปฏิเสธทันที เมื่อสายตาเ้านายจ้องมา
“แล้วข้าจะถูกพิษได้อย่างไร...”หนิงหรงหรี่ตามองสาวใช้อย่างไม่ไว้ใจเสี่ยวเมิ่งเป็เด็กกำพร้าที่ติดตามมารดามาั้แ่ก่อนออกเรือนนับเป็คนใกล้ชิดมากที่สุดคนหนึ่ง หากไม่ใช่คนใกล้ตัววางยาพิษแล้วหนิงหรงจะถูกพิษได้อย่างไร
หมอหลวงสอบถามตัวยาบำรุงที่หนิงหรงเคยกินมาั้แ่เด็ก และสอบถามไปถึงยาที่อดีตฮูหยิน ดื่มตลอดเวลาที่ตั้งครรภ์จนถึงวันคลอด สุดท้ายหมอหลวงจึงกล่าวว่า
“มารดาของคุณหนูเสียชีวิตหลังคลอดท่านได้ไม่กี่เดือน...”หมอหลวงกล่าว “ดูเหมือนคุณหนูจะได้รับพิษนี้มาเป็เวลานาน คาดว่าน่าจะั้แ่ตอนที่อยู่ในครรภ์มารดา...”
คำพูดของหมอหลวงทำให้ข้าอ้าปากค้างด้วยความใ“ท่านหมายความว่า มารดาข้าก็อาจจะตายเพราะถูกวางยาพิษหรือ!” ข้อมูลนี้ถือเป็เื่ใหญ่วางยาสังหารบุตรสาวของท่านอ๋องฮุ่ย หากเื่นี้รั่วไหลออกไปต้องมีการพลิกฟื้นคดีไต่สวนหาคนผิดแน่นอน
“จะบอกว่าเป็ยาพิษก็ยังไม่ถึงขั้นนั้นขอรับสำหรับยานี้ใช้กับคนท้อง หากใช้ในปริมาณเหมาะสมก็เป็ยาบำรุง แต่ถ้ามากเกินไปจะทำให้คนท้อง มีอาการอ่อนเพลีย ไม่ค่อยมีเรี่ยวแรง อยากนอนตลอดเวลาและเมื่อถึง่เวลาสำคัญ อย่างการคลอดลูก หากใช้ยาตัวนี้ในปริมาณมากก็อาจจะทำให้ตายทั้งกลม หรือหลังคลอด ร่างกายจะอ่อนแอ หากผสมกับยาบางตัวจะทำให้ถึงตายได้ซึ่งยาแต่ละตัวล้วนไม่ใช่ยาพิษ แต่เป็ยาบำรุงที่ส่งเสริมฤทธิ์ยาตัวนั้น”
หนิงหรงได้ฟังคำอธิบายนั้นแล้วอดขนลุกไม่ได้ต้องโเี้ขนาดไหนถึงกับคิดจะสังหาร คนท้อง...
“จากการวินิจฉัยของข้าน้อยคาดว่าสาเหตุที่คุณหนูมีร่างกายอ่อนแอมาโดยตลอด ไม่สามารถฝึกยุทธได้ก็เป็เพราะได้รับผลของยามาจากร่างกายของมารดา ั้แ่อยู่ในครรภ์และข้าน้อยตรวจพบว่า ยาบำรุงที่คุณหนูต้องกินเป็ประจำก็มีตัวยาเหล่านี้ผสมอยู่แม้จะไม่มาก จนเป็อันตราย แต่เมื่อต้องดื่มยาตัวนี้ซ้ำๆ เป็เวลานานจะส่งผลให้ยิ่งดื่ม ร่างกายท่านยิ่งอ่อนแอ”
หนิงหรงได้ฟังดังนั้นสีหน้าพลันเคร่งขรึมลงที่แท้ยาบำรุงที่ตนดื่มเพื่อให้ร่างกายแข็งแรงมาตลอดกลับเป็สาเหตุที่ทำให้ตนมีร่างกายอ่อนแอ ไม่สามารถฝึกยุทธได้
“ฉลาดจริง ใช้ยาบำรุงเป็ยาพิษ...”หนิงหรงพึมพำ ประชดคนที่วางยา ของแบบนี้ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าใครทำก็ต้องเป็ฮูหยินคนปัจจุบัน แม่เลี้ยงของตน!
“แล้วท่านสามารถรักษาร่างกายข้าให้กลับมาปกติได้หรือไม่”หนิงหรงถามด้วยความกังวล
หมอหลวงยิ้ม“โดยปกติแล้วแทบจะเป็ไปไม่ได้เนื่องจากที่ได้รับพิษมาหลายปีแต่ทว่า...เมื่อท่านได้กินยากิเลนทองเข้าไป ข้าก็กล้าพูดได้ว่าท่านจะร่างกายแข็งแรงยิ่งกว่าคนทั่วไปด้วยซ้ำ..”
หนิงหรงฟังแล้วตาเบิกกว้าง“ถ้า...ข้าร่างกายแข็งแรง ถ้าเช่นนั้นข้าก็ฝึกยุทธได้ใช่ไหม!” หนิงหรงทำเสียงตื่นเต้นกับความคิดนี้หากฝึกยุทธได้ อนาคตในโลกใหม่นี้ก็จะเปลี่ยนไปชะตาของหนิงหรงจะต้องพลิกผันแน่นอน...
“ขอแสดงความยินดีด้วยหลังจากรักษาร่างกายอีกหนึ่งถึงสองเดือน ท่านจะสามารถฝึกยุทธได้...”
คำยืนยันของท่านหมอทำให้หนิงหรงยิ้มออกมา
‘ชะตาชีวิตแสนอนาถของเ้าข้าจะช่วยเปลี่ยนมันเอง แค้นของเ้าข้าจะรับ่ต่อชำระให้เ้าเอง!’ หนิงหรงคนปัจจุบันเกิดความคิดมุ่งมั่นในใจ
เสียงของตกทำให้ทุกสายตาหันไปจ้องที่มาของเสียง
“ข...ขออภัยเ้าค่ะ”เป็เสี่ยวเมิ่งที่กำลังดีใจกับคุณหนูของตนเผลอมือไปปัดโดนหนังสือที่ถูกวางทิ้งไว้บนโต๊ะหล่นลงมา
ท่านหมอเห็นหน้าปกหนังสือที่หล่นอยู่ในระยะสายตาแล้วก็เลิกคิ้วขึ้นอย่างประหลาดใจ ขณะอ่าน “ฝึกยุทธพื้นฐาน?สมุนไพรหายาก?”
“แม่นาง รบกวนหยิบหนังสือเล่มอื่นๆบนชั้นมาให้ข้าดูหน่อย” หมอหลวงทำท่าสนใจหนังสือ
เสี่ยวเมิ่งสุ่มหยิบหนังสือบนชั้นมาสามเล่มแล้วส่งให้หมอหลวงอย่างนอบน้อม
“แนะนำการฝึกยุทธขั้นพื้นฐานยาพิษระดับกลาง การฝึกยุทธขั้นสูง” หมอหลวงอ่านหน้าปกหนังสือแล้วตาโต“นะ...นี่มัน...” เขาทำเสียงใ ขณะพุ่งไปที่ชั้นหนังสือ สุ่มหยิบหนังสือมาดูสุ่มอ่านผ่านๆ เล่มแล้วเล่มเล่า สุดท้ายเหมือนใจนเข่าอ่อน ทรุดลงกับพื้น
“ท...ท่านหมอเกิดอะไรขึ้น”เสี่ยวเมิ่งถามด้วยความใกับท่าทีของท่านหมอที่แตกตื่นใมากขนาดนั้น
“แฮ่ม...”ท่านหมอที่เพิ่งรู้ตัวว่าเสียกิริยา กระแอมเล็กน้อยขณะหอบหนังสือที่สุ่มหยิบอ่านมากองบนโต๊ะ
“พวกท่านลองดูหนังสือเหล่านี้ล้วนเป็หนังสือเกี่ยวกับวิชายุทธั้แ่พื้นฐาน จนถึงระดับสูง ยังมีเื่ยาพิษสมุนไพร.... แต่ละอย่างเป็ความรู้ที่สำคัญมากสำหรับผู้ฝึกยุทธ จะพูดให้ถูกก็คือห้องหนังสือนี้คือขุมทรัพย์ ของผู้ฝึกยุทธ!”
“โชคดีหล่นทับข้า?” หนิงหรงพึมพำหลังจากพลิกหนังสือเล่มแล้วเล่มเล่าอ่านล้วนแต่เป็หนังสือที่มีประโยชน์สำหรับผู้ฝึกยุทธจริงๆซึ่งเป็สิ่งที่มีค่ามหาศาลและหาได้ยากมากที่จะรวบรวมไว้มากขนาดนี้
บ้านหลังนี้แต่เดิมเป็บ้านพักตากอากาศของอดีตฮ่องเต้หรือพระบิดาของฮ่องเต้องค์ปัจจุบันดังนั้นหนังสือเหล่านี้จึงเป็ของอดีตฮ่องเต้ทั้งสิ้นเนื่องด้วยฮ่องเต้องค์ปัจจุบันรักและเคารพพระบิดาจึงยังคงสิ่งของทุกอย่างในบ้านหลังนี้ไว้เหมือนเดิมไม่ได้เคลื่อนย้ายข้าวของแต่เนื่องจาก สถานที่แห่งนี้ห่างไกล และอยู่ในหุบเขาอสูรที่อันตรายดังนั้นจึงไม่มีผู้ดูแลประจำ มีเพียงการส่งขันทีคนสนิทมาทำความสะอาดปีละสองสามครั้ง
ฮ่องเต้ไม่ได้เป็ผู้คลั่งไคล้การฝึกยุทธจึงไม่ได้สมใจของล้ำค่าที่ถูกรวบรวมไว้ที่บ้านหลังนี้
“ชีวิตข้าเริ่มจะมีโชคดีเข้ามาแล้วสินะ”หนิงหรงพึมพำ คล้ายประชดประชันเมื่อหวนนึกถึงชะตาชีวิตที่ผ่านมาของอดีตเ้าของร่างนี้...
“หนังสือเหล่านี้จะเป็ประโยชน์สำหรับคุณหนูเป็อย่างยิ่งพลังยุทธของท่าน หากมีหนังสือเหล่านี้แนะนำจะต้องก้าวหน้าได้อย่างรวดเร็วแน่นอน”ท่านหมอกล่าวขณะที่มือสั่น ยังตื่นเต้นไม่หายเกิดมายังไม่เคยเห็นตระกูลไหนมีหนังสือสำคัญมากมายขนาดนี้...
“คุณหนู หนังสือพวกนี้เป็ของสำคัญอีกอย่างหนังสือเหล่านี้เป็ของอดีตฮ่องเต้ท่านควรได้รับการอนุญาตจากฮ่องเต้ก่อนถึงจะหยิบจับมาอ่านได้” เสี่ยวเมิ่งเตือน
หมอหลวงยิ้มแล้วกล่าวถึงรับสั่งของฮ่องเต้ที่อนุญาตให้คุณหนูใช้งานหนังสือเหล่านี้ และตรัสกับเขาว่าอยากเห็นคุณหนูได้เรียนรู้เกี่ยวกับพลังยุทธ์แม้คุณหนูจะฝึกไม่ได้แต่ควรเรียนรู้ไว้ เพื่อนที่จะได้มีความรู้และต้องเรียนรู้วิชาป้องกันตัวแม้เล็กน้อย อาจจะป้องกันผู้ฝึกยุทธระดับกลางขึ้นไปไม่ได้แต่กับผู้ฝึกยุทธ์ระดับต้น ยังพอเอาตัวรอดได้หากเรียนรู้เอาไว้รวมทั้งยังมีพวกวิชาปรุงยา และยาพิษ รวมทั้งวิชาแพทย์ ที่ควรมี
หนิงหรงได้ยินความปรารถนาดีของฮ่องเต้ก็อดที่จะตื้นตันแทนเ้าของร่างไม่ได้น่าเศร้าที่ิญญาเ้าของร่างเดิมได้ตายจากไปแล้วหากนางได้ทราบความหวังดีนี้คงจะดีใจมากที่มีคนรักนางอยู่
“ท่านหมอในเมื่อหนังสือเหล่านี้ฮ่องเต้อนุญาตให้ใช้งานได้ ถ้าเช่นนั้นท่านก็แจ้งต่อพระองค์ข้าอยากให้ทุกคนที่ดูแลข้ารวมทั้งท่านได้ใช้ประโยชน์ศึกษาหนังสือล้ำค่าพวกนี้ด้วยกันเพื่อนำมาถ่ายทอดให้ข้าฟังอีกทีและเพื่อเป็สิ่งตอบแทนที่พวกท่านได้ดูแลข้ามาตลอด”
หมอหลวงได้ยินดังนั้นก็ยิ้มด้วยความปลื้มปีติก้มโค้งคารวะขอบคุณในน้ำใจของคุณหนูแทนทุกคนเสี่ยวเมิ่งเองก็คารวะด้วยสีหน้าเบิกบานยินดีกับสิ่งที่คุณหนูหวังดี
และเมื่อหนิงหรงมีความหวังว่าตนสามารถฝึกยุทธได้นางก็เริ่มมีความคิดว่าจะมุ่งมั่นตั้งใจฝึกพลังยุทธทุกลมหายใจเพื่อเอาคืนคนชั่วพวกนั้นที่เคยรังแกเ้าของร่างนี้!
“ท่านหมอเนื่องจากข้าร่างกายอ่อนแอจึงไม่ได้รับการศึกษาที่เหมาะสม ไม่ค่อยได้ออกจากจวน” หนิงหรงกล่าว “รบกวนท่านช่วยเล่าเื่อาณาจักรฮุ่ยและใกล้เคียงให้ข้าฟังประดับความรู้ในสมองสักนิด”
จ้าวอี้หานลูบคางเล็กน้อยขณะนึกหาถ้อยคำเรียบเรียงข้อมูลที่ตนรู้ในหัวเพื่อเล่าให้เด็กหญิงวัยสิบสองปีฟัง
“อาณาจักรฮุ่ยเป็อาณาจักรเดียวที่ไม่เคยเปลี่ยนอำนาจไปสู่สกุลอื่นั้แ่ก่อตั้งมาตลอดสองพันปี กล่าวกันว่าเพราะอาณาจักรฮุ่ยมีราชวงศ์ที่มีความเมตตาการุณย์สมกับชื่ออาณาจักรฟ้าดินจึงช่วยปกปักให้สงบร่มเย็นสืบมา”
หนิงหรงฟังแล้วเหยียดยิ้มเยาะ ‘ฮึมีเมตตาหรือ น่ากลัวว่าเป็ผู้ปกครองที่โเี้หลังใบหน้าเปื้อนยิ้มเสียมากกว่าปกครองอาณาจักรมาได้เนิ่นนานถึงเพียงนี้ไม่รู้เื้ัมือเปื้อนเืกันมากเท่าไหร่อย่างเื่ที่มารดาของเ้าของร่างนี้ต้องเสียสละตัวเองแต่งงานเพื่อรักษาอำนาจนั่นก็แสดงให้เห็นแล้วว่าเมตตาการุณย์จริงหรือไม่!’
จ้าวอี้หานเห็นคุณหนูยิ้มเยาะเื่เล่าก็นึกชื่นชมในใจคุณหนูผู้นี้ไม่ใช่คนไร้เดียงสาเหมือนรูปกายภายนอกนางคงพอจะเข้าใจว่าไม่มีผู้ปกครองแผ่นดินคนใดมือสะอาดแล้วรักษาอำนาจบัลลังก์เอาไว้ได้
“และยังมีอีกเหตุผลหนึ่งที่ไม่มีใครกล้าบุกอาณาจักรฮุ่ย”จ้าวอี้หานลดเสียงลง เหมือนกระซิบกระซาบ ให้เื่น่าตื่นเต้น
“กล่าวกันว่าเพราะว่าดินแดนนี้ล้อมไปด้วยทะเลและหุบเขายากต่อการโจมตี มีเพียงทิศตะวันออกที่ติดกับดินแดนเฟย ซึ่งเป็พันธมิตรที่ดีต่อกันอาณาจักรฮุ่ยติดทะเลสะดวกต่อการค้าขายอาณาจักรเฟยจึงขอใช้เส้นทางน้ำของเราระบายสินค้าต่างๆ ออกสู่อาณาจักรอื่น ๆที่ห่างไกลออกไป การจะโจมตีอาณาจักรฮุ่ยได้ ทางบกต้องยกทัพผ่านอาณาจักรเฟยที่มีเต็มไปด้วยผู้ฝึกยุทธระดับสูงจำนวนมากและมีกองทัพที่แข็งแกร่งที่สุดหรือไม่ก็ต้องบุกผ่านทางทะเลที่เต็มไปด้วยอสูรเพื่อมาโจมตีอาณาจักรฮุ่ย
การเดินเรือแค่ไม่กี่ลำในท้องทะเลจะไม่เป็เป้าโจมตีของอสูรทะเลแต่การเดินเรือพร้อมกันหลายร้อยลำ เป็กองทัพ จะดึงดูดอสูรทะเลทั้งหมดสุดท้ายถูกพวกมันไล่ล่าเป็อาหาร
ส่วนหุบเขาเป็สถานที่ที่อันตรายที่สุดแม้กระทั่งคนของอาณาจักรฮุ่ยเองยังไม่กล้าเหยียบย่าง หุบเขาที่ว่าก็คือหุบเขาอสูรที่พวกเราอยู่หุบเขาแห่งนี้กว้างใหญ่ไพศาลมาก ไม่เคยมีใครสำรวจได้หมดเชื่อกันว่าหุบเขานี้เป็อาณาจักรของสัตว์อสูร มีราชันอสูรปกครอง” ขณะที่เขาเล่าเสียงร้องโหยหวนดังก้องไปทั่วป่าทำเอาจ้าวอี้หานสะดุ้ง
ทำให้หนิงหรงคิดถึงบรรยากาศเวลาเล่าเื่ผีแล้วมีอะไรแปลกๆโผล่มาให้ใเล่น
“ข้างนอกเกิดอะไรขึ้น” หนิงหรงถามด้วยความสงสัย
“เสียงนั้นน่าจะเป็สัตว์อสูรตัวใดตัวหนึ่งถูกฆ่าโดยสัตว์อสูรที่เข้มแข็งกว่า ไม่ก็ถูกกิน” จ้าวอี้หานเล่าแล้วหน้าซีด
“ตอนกลางคืนข้าเคยพบเห็นว่าอสูรตัวเล็กเขมือบสัตว์อสูรตัวใหญ่กว่าลงไปในท้องภายในพริบตาเดียว หนำซ้ำตอนเขมือบเ้าตัวใหญ่ยังไม่ตาย
ตอนแรกมันมาถึงก็กัดขาอีกฝ่ายขาดเคี้ยวไม่กี่ทีกลืนลงท้อง อาศัยจังหวะเ้าตัวโตร้องโหยหวนก็กัดขาอีกข้างกินลงไปพริบตาเดียวมันก็กินหมดเกลี้ยงทั้งตัว เ้าตัวโตยังไม่ทันสู้ด้วยซ้ำ” จ้าวอี้หานทำหน้าพะอืดพะอมเมื่อนึกถึงกระต่ายที่กินสัตว์อสูรตัวโตทั้งเป็!
เสี่ยวเมิ่งได้ยินดังนั้นจึงเล่าบ้าง
“บางวันข้าก็เห็นสัตว์อสูรชุมนุมกันรอบบ้าน มีทั้งตัวเล็กเท่าลูกหมา จนใหญ่โตเท่าบ้านพวกมันมายืนล้อมรอบบ้านจนแน่นขนัด รอให้พวกเราคนใดคนหนึ่งก้าวออกจากบ้านแล้วจับไปกินบางวันรอบบ้านก็เงียบสงัดไม่มีเสียงอะไรเลย ไม่ปรากฏตัวอะไรให้เห็นด้วยป่านี้จะว่าสงบก็สงบ จะว่าน่ากลัวก็น่ากลัวเหตุการณ์แต่ละวันล้วนแปลกประหลาดทั้งสิ้น”
“พวกท่านจิตแข็งน่าดูข้าคิดว่าถ้าเปลี่ยนเป็คนอื่น มาเห็นอะไรแบบนี้ทุกวันคงเป็บ้าตายไปแล้ว”
“ถึงสัตว์อสูรพวกนี้จะน่ากลัวแต่มนุษย์เป็สิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่า พวกมันฆ่าฟันกันตรงๆไม่ได้เต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมยากหยั่งถึง เหมือนมนุษย์” นี่คือสิ่งที่หมอหลวงตระหนักได้ตลอดหลายปีที่ใช้ชีวิตอยู่บนโลกนี้
“ใช่...ไม่มีอะไรน่ากลัวเท่ามนุษย์อีกแล้ว” หนิงหรงพึมพำ
หลายปีที่ข้าทำงานเป็ทนายความข้าพบเห็นผู้คนมากมายต่างเต็มไปด้วยชั้นเชิงการวางแผน โดยเฉพาะในคดีฆาตกรรมใหญ่ๆ ที่วางแผนมาอย่างดียากจะหาหลักฐาน คนบางพวกเป็คนร้ายเองแต่แสร้งว่าตัวเองตกเป็เหยื่อด้วยเช่นกัน
“ข้าขอความรู้เื่ผู้ฝึกยุทธหน่อยแบบไหนถึงเรียกว่าเป็ผู้ฝึกยุทธระดับสูง เหตุใดอาณาจักรเฟยจึงกลายเป็ที่เกรงกลัว” หนิงหรงเปลี่ยนเื่คุยเนื่องจากเสียงข้างนอกสงบลงแล้ว
“ผู้ฝึกยุทธ นั้นแบ่งได้สามระดับคือผู้ฝึกยุทธ ระดับต้น ระดับกลาง และระดับสูง
แบ่งเป็9 ระดับ
1-3เรียกว่าเป็ผู้ฝึกยุทธ ระดับต้นหรือพื้นฐาน พลังยุทธต่ำสุด
4-6 เรียกว่าผู้ฝึกยุทธ ระดับกลางพลังยุทธ ไม่สูงไม่ต่ำ เป็ระดับที่คนส่วนใหญ่มักไปถึง สูงสุดแค่ระดับ6
7-9คือผู้ฝึกยุทธระดับสูงซึ่งส่วนใหญ่เป็บุคคลสำคัญ และมีตำแหน่งราชการในกองทัพ หรือเป็เหล่าผู้มีอิทธิพล
นอกจากนี้ยังทีระดับยอดยุทธซึ่งเป็ระดับสูงสุดที่น้อยคนจะไปถึง
และยังมีราชันยอดยุทธถูกยกย่องให้เป็อันดับผู้าุโโดยลำดับตำนานแห่งราชันย์คือจุดสูงสุดอย่างแท้จริงแน่นอนว่าจุดมุ่งหมายของผู้ฝึกยุทธคือการได้เป็ตำนานแห่งราชัย์ ทว่ากลับยังไม่เคยมีใครไปถึง
อาณาจักรเฟยมียอดยุทธ มากกว่าห้าร้อยคนมากพอจะทำลายเมือง ๆ หนึ่งได้อย่างง่ายดาย ดังนั้น อาณาจักรเฟยจึงเป็ที่หวาดกลัวของอาณาจักรข้างเคียงทั้งหลาย
ทว่าโชคดีที่อาณาจักรเฟยหยุดการขยายดินแดนมาหลายร้อยปี เน้นไปด้านการค้าขายแทน
นอกจากนี้เหตุผลที่อาณาจักรเฟยทรงอิทธิพลเพราะสำนักฝึกยุทธของอาณาจักร มีชื่อเสียงโด่งดังจนทุกคนใฝ่ฝันอยากเข้าเรียน
สำนักแห่งนี้มีนามว่าสำนักพยัคฆ์ทมิฬ เป็หัวใจหลักของอาณาจักรที่สร้างชื่อเสียงให้แก่อาณาจักรเฟยและเป็เกราะคุ้มกันที่แข็งแกร่งที่สุดเนื่องจากไม่ว่าใครก็อยากให้คนในดินแดนตนเข้าไปร่ำเรียนที่สำนักนี้หากใครกล้าเป็ศัตรูกับอาณาจักรเฟย เกรงว่าจะถูกกีดกันไม่ให้เข้าร่วมสำนัก...
อาณาจักรทั้งหลายมักมียอดยุทธของตัวเองไม่เกินร้อยคน ขณะที่อาณาจักรเฟยกลับมีเกือบห้าร้อยคนดังนั้นอิทธิพลด้านกำลังทหารของอาณาจักรเฟยจึงเป็ที่น่าหวาดผวาอย่างยิ่งหากพวกเขาคิดรุกรานอาณาจักรอื่น”
“แต่ความน่ากลัวของพวกเขายังไม่หมดกล่าวกันว่าอาณาจักรเฟย มีตำนานเล่ากันว่า ัฟ้าผู้ทำหน้าที่พิทักษ์โลกซึ่งจะจุติลงมาเป็มนุษย์ ก็ต่อเมื่อโลกเกิดภัยพิบัติร้ายแรงขึ้นและทุกครั้งที่จุติ จะมาถือกำเนิดในราชวงศ์เฟย และล่าสุดองค์รัชทายาทของอาณาจักรเฟยดันมีพลังของัฟ้า
ตอนที่ถือกำเนิดมีัที่ปรากฏตัวพร้อมสายฟ้าเกิดขึ้นเหนือตำหนักอดีตฮองเฮาขณะที่ทรงให้กำเนิดพระโอรส...พลังัฟ้าคือคนที่สามารถฝึกวิชาเซียนได้ขณะเดียวกันพลังยุทธก็จะแข็งแกร่งยิ่งกว่าคนทั่วไปเพียงแต่ระดับพลังจะเลื่อนได้ช้าแต่เมื่อเลื่อนขั้นย่อมแข็งแกร่งกว่าคนที่เหนือขึ้นไปถึงหนึ่งระดับ”
หงหนิงหรงขมวดคิ้ว“เหตุใดความโชคดีถึงได้ไปรวมที่อาณาจักรเฟยจนหมดสิ้นดูเหมือนฟ้าจะลำเอียงเข้าข้างแต่อาณาจักรเฟย” หนิงหรงบ่นพึมพำ
ทว่าท่านหมอหลวงกลับส่ายหน้า“อาณาจักรเฟย ไม่เคยสงบสุขเลยสักครั้ง อย่างน้อยหากไม่เกิดาก็มักเกิดเื่ชาวยุทธเข่นฆ่ากันเป็ผลักเป็ปลา แบบไม่หวั่นเกรงสิ่งใดมีคนตายตลอดเวลา เรียกว่างานเก็บศพเป็งานประจำของเหล่าทหาร” หมอหลวงกระซิบเบาๆ“นอกจากนี้หากผู้ที่ได้รับพลังัฟ้าปรากฏตัวขึ้น...คนผู้นั้นมักจะเป็คนอารมณ์แปรปรวนรุนแรงพลังปั่นป่วนในร่างทำให้ควบคุมพลังได้ยากถูกพลังของตนเองบั่นทอนร่างกายและพลังชีวิตหากไม่ควบคุมให้ดีพลังนี้จะทำลายชีวิตของผู้”
“พลังที่ยิ่งใหญ่แต่กับต้องถูกกัดกินชีวิต นี่มันคำสาปมากกว่าพรเสียอีก”หนิงหรงพึมพำอย่างนึกเห็นใจโดยไม่รู้เลยว่าในอนาคตตนและคนผู้นี้จะมีโอกาสได้รู้จักกัน
“ว่าแต่อาณาจักรเราทำไมถึงมียอดยุทธน้อยกว่าเรียกได้ว่าหายากเลยทีเดียว แม้กระทั่งผู้ฝึกยุทธที่ไปถึงระดับสูงได้ก็มีไม่มากนัก”
ในความทรงจำของเ้าของร่างอาณาจักรฮุ่ยนับว่าอ่อนแอที่สุด มียอดยุทธ ไม่ถึงห้าสิบคนด้วยซ้ำหนำซ้ำตอนนี้ยอดยุทธเ่าั้ดันเป็ผู้สูงวัย ที่เริ่มหลีกเร้นเก็บตัวไม่ยุ่งวุ่นวายกับโลกภายนอกอีก
“เป็เพราะอาณาจักรฮุ่ยสงบสุขผู้คนส่วนใหญ่ใช้ชีวิตเรียบง่าย อุปนิสัยรักสงบ ไม่ค่อยชอบการต่อสู้มากนักการฝึกยุทธจึงไม่ได้เคร่งครัด เพื่อไปถึงจุดสูงสุดแบบเอาเป็เอาตาย
ขณะที่อาณาจักรเฟยมีนิสัยชื่นชอบการต่อสู้ มีนิสัยทะเยอะทะยาน ถูกปลูกฝังจากตระกูลและสภาพแวดล้อมให้ต่อสู้แข่งขันเพื่อความเป็ใหญ่รวมทั้งมีสำนักฝึกยุทธที่แข็งแกร่งเต็มไปด้วยผู้รอบรู้จึงสร้างผู้ฝึกยุทธระดับแนวหน้าออกมาได้จำนวนมาก” จ้าวอี้หานตอบ
“แล้วสกุลหงมีอำนาจมากหรือทำไมต้องพระราชทานสมรสให้บิดามารดาข้า” อ่า...มีเื่ผิดปกติจริงๆ ด้วยจ้าวอี้หานท่าทางมีพิรุธ สายตาล่อกแล่ก ไม่กล้าสบตา ร้ายสุดคือก้มหน้า
“สะ...สกุลหง”จ้าวอี้หานเผลอพูดจาตะกุกตะกักเมื่อรับรู้สายตาที่จ้องเขม็งของคุณหนูที่ให้ความรู้สึกเหมือนเหยื่อถูกจ้องทำให้จ้าวอี้หานรีบตั้งสติ
เขาไม่ควรเผลอแสดงท่าทีมีพิรุธเห็นอยู่ว่าคุณหนูหงผู้นี้ฉลาดเฉลียวเกินวัย ราวกับมีิญญาผู้ใหญ่มาสิงร่าง!
“เอ่อ...สกุลหงเป็ตระกูลแม่ทัพที่สืบทอดมาเนิ่นนานพอ ๆ กับที่สกุลฮุ่ยปกครองแผ่นดิน เป็ตระกูลมีอำนาจเป็รองแค่ฮ่องเต้เท่านั้น
“อ่า...นี่นับได้ว่าสกุลหง อาจเป็อันตรายต่อราชบัลลังก์ได้ในวันใดวันหนึ่ง”
ก็สมควรที่ฮ่องเต้จะนึกระแวงจนพระราชทานสมรสให้แต่ว่าฮ่องเต้คงคาดไม่ถึงว่าเื่นี้จะทำให้เกิดความบาดหมางของสองสกุล“ถ้าเป็ไปได้ฮ่องเต้ควรกำจัดสกุลหงเสีย”
“....” จ้าวอี้หานถึงกับไม่กล้าพูดมากอีกนี่เป็เื่ใหญ่เขาขอทำเป็ไม่ได้ยินแล้วกัน
“ก๊อกๆ” เสียงเคาะประตูดังขึ้น
“เข้ามา” หงหนิงหรงอนุญาต
เป็เสี่ยวเมิ่งที่ก้าวเข้ามา...นางตัวสั่นหวาดกลัวราวกับไปพบเห็นอะไรน่ากลัวมา
หงหนิงหรงเลิกคิ้วอย่างประหลาดใจอะไรที่ทำให้นางกลัวจนเสียขวัญแบบนี้
“คะ...คุณหนู ดึกแล้ว...ระ..รีบกลับห้องเถอะเ้าค่ะ”เสี่ยวเมิ่งเสียงสั่นอย่างน่าสงสาร
“เ้ากลัวอะไร ทำไมตัวสั่นแบบนั้น”หงหนิงหรงถามขณะ ได้กลิ่นเืลอยคลุ้งผ่านประตูเข้ามา
“เกิดอะไรขึ้นรึเหตุใดเสี่ยวเมิ่งทำท่าเช่นนั้น” หันไปถามจ้าวอี้หานแทนเนื่องจากเสี่ยวเมิ่งตัวสั่น จนไม่น่าจะกล้าพูด
“เยี่ยนเฟยกลับมาแล้วขอรับ”จ้าวอี้หานกล่าว ขณะขมวดคิ้ว เขาเองก็ได้กลิ่นเืที่รุนแรงเช่นกัน
“กลับมาแล้ว?” คราวนี้ข้างุนงงแล้ว“ไม่ใช่ว่าตอนเที่ยงข้ายังพบพวกเ้าหกคนอยู่เลยหรือ...เขาออกไปตอนไหน ออกไปทำอะไร”
“ออกไปหลังคุณหนูเรียกพบขอรับเขาไปแจ้งข่าวให้อ๋องฮุ่ยทรงทราบว่าคุณหนูฟื้นแล้ว”
“ออกไป..คนเดียว? แล้วยังกลับมาตอนค่ำมืดฝ่าดงอสูรมา!” คราวนี้ข้ากะพริบตาปริบๆ เนื่องจากขนกิเลนทองไม่สามารถใช้ได้ในเวลากลางคืนเป็ข้อจำกัดที่ทำให้ไม่มีใครสามารถเดินทางเข้าออกหุบเขาแห่งนี้เมื่อฟ้ามืดลง“ทั้ง ๆ ที่มีสัตว์ออกล่าทั่วหุบเขาเนี่ยนะ!แถมยังฝ่าวงล้อมสัตว์อสูรกลับเข้ามาแล้วด้วย?”
“ขอรับ”
คราวนี้หนิงหรงอ้าปากค้างถึงจะได้ยินมาว่าเยี่ยนเฟยเป็ผู้ฝึกยุทธระดับยอดยุทธ แต่การสู้กับสัตว์อสูรมากมายระหว่างทางกลับมาออกจะน่ากลัวไปหน่อยนะคนผู้นี้แข็งแกร่งเกินไปหรือไม่ ระดับยอดยุทธถึงขั้นล้มสัตว์อสูรมากมายได้เลยหรือ
“ข้าอยากดูสภาพเขาให้ชัดๆว่ายังเหลือแขนขา ครบหรือไม่ หลังจากฝ่าดงสัตว์อสูรกลับมาได้!”
แต่ดูเหมือนคนฟังจะทำหน้าไม่เห็นด้วยเสี่ยวเมิ่งทำท่าตัวสั่นหวาดกลัวจนหน้าซีด ดูใยิ่งกว่าเดิมขณะที่จ้าวอี้หานมีสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก
หนิงหรงได้กลิ่นคาวเืโชยมาจากด้านนอกอย่างชัดเจน“คงไม่ใช่ว่ากลิ่นเืนั่นมาจากตัวเยี่ยนเฟยหรอกนะ เขาาเ็สาหัสหรือ!” คราวนี้ข้าใแล้ว
อ่า...แต่กลิ่นเืนั้นเหมือนจะอยู่ใกล้มากน่าจะแค่หน้าประตูนี่เอง!
“เยี่ยนเฟย!” หนิงหรงลองะโเรียกดู
“ขอรับ” เสียงทุ้มนุ่มตอบกลับมา
“เ้าเข้ามา!” หนิงหรงะโนึกหงุดหงิดท่าทีของสองคนในห้องที่ทำหน้าตาเหมือนจะบอกว่าอย่าอัญเชิญคนผู้นี้เข้ามาเด็ดขาด
“เพล้ง!”ถ้วยชาในมือหนิงหรงหลุดจากมือทันทีเมื่อประตูเปิดออกร่างสูงโปร่งถูกย้อมด้วยเืสีแดงฉานไปทั้งตัวโดยเฉพาะใบหน้าที่ราวกับอาบเืมากลิ่นเืลอยตลบอบอวลจนข้าเกือบอาเจียน
“ตุ้บ”เสี่ยงเมิ่งสลบไปเรียบร้อยแล้ว...
เสียงสูดหายใจลึกๆดังมาจากจ้าวอี้หานเหมือนเขาก็ใกับสภาพของเยี่ยนเฟยเช่นกันก่อนจ้าวอี้หานก้าวไปพยุงเสี่ยวเมิ่งที่นอนสลบบนพื้นให้นั่งพิงกำแพง
หนิงหรงตกตะลึงอยู่ครูหนึ่งก็ได้สติในฐานะที่ทำงานในแวดวงกฎหมายโดยเฉพาะพวกคดีอาญา ข้าเห็นศพที่สุดสยองมาแล้วมากมายแต่สภาพคนอาบเืทั้งตัวนี่ก็ยังน่ากลัวไม่น้อยไหนจะกลิ่นเืนั่นอีกทำให้อดตกตะลึงไม่ได้
ดูเหมือนว่าเืพวกนั้นไม่ใช่เืของเยี่ยนเฟยคราวนี้หนิงหรงขนหัวลุกแล้วจริงๆ หมอนี่เป็คนหรือปีศาจเนี่ยเขาฆ่าสัตว์อสูรมามากขนาดไหนระหว่างทางขึ้นเขา...
“เอ่อ...” หนิงหรงพูดไม่ออกไม่รู้จะพูดอะไรดี
แต่เมื่อสบตาของคนตรงหน้าแล้วข้าก็ชะงักดวงตาคู่นั้นว่างเปล่าไร้อารมณ์ เมื่อข้ามองลึกลงไป...พบว่ามันโดดเดี่ยว เ็ปเพียงแค่ข้ากะพริบตาก็ไม่เห็นความรู้สึกใด ที่ซ่อนลึกลงไปในดวงตาคู่นั้นอีก...คงไม่ใช่ว่าเขารู้สึกเ็ปหรอกนะที่มีคนหวาดกลัวเขา
“เฮ้อ...” หนิงหรงถอนหายใจเล่นมาในสภาพสุดสยองแบบนี้ไม่ว่าใครก็ต้องหวาดกลัวทั้งนั้นละหรือว่าข้าเผลอทำสีหน้ารังเกียจหรือหวาดกลัวออกไปนะ?
เยี่ยนเฟยที่หยุดอยู่ตรงหน้าประตูเืหยดลงพื้นเป็ทาง ข้ามองหยดเืเ่าั้แล้วอดขมวดคิ้วไม่ได้ยังดีที่เยี่ยนเฟยไม่ก้าวเข้ามาให้ห้องไม่อย่างนั้นเสี่ยวเมิ่งที่มีหน้าที่ทำความสะอาด ต้องหวาดผวาไปอีกนานแน่
“หมอหลวงจ้าวรบกวนท่านพาเสี่ยวเมิ่งกลับห้องที” หันไปสั่งจ้าวอี้หาญหลังจากเขาช่วยกดจุดเหนือริมฝีปากจนเสี่ยวเมิ่งฟื้น
“ส่วนเ้าาเ็หรือไม่...”หนิงหรงถามด้วยความห่วงใย
เยี่ยนเฟยยิ้มเศร้าแววตามีความเศร้าโศกแปลกๆ “ไม่ขอรับ หากมีก็เป็เพียงแผลเล็กน้อยไม่อันตรายเืส่วนใหญ่พวกนี้ เป็เืของสัตว์อสูรขอรับ ข้าน้อยถือโอกาสล่าเนื้อสัตว์อสูรกลับมาไว้เป็เสบียงอาหารด้วย”
หนิงหรงมองสำรวจคนตรงหน้าคร่าวๆพบว่าเขาแทบไม่มีร่องรอยาแจริงๆ
“เ้ารีบไปทำแผลอาบน้ำล้างเืออกหากไม่เป็อะไรมาก รบกวนเ้า พาข้าออกไปเดินเล่นรับลมหน่อยข้าอยากฝึกเดินอีกสักหน่อย” หนิงหรงสั่ง
ระหว่างนั่งรอหนิงหรงพลิกหนังสือในมืออ่านเล่น พักใหญ่ๆ จนเกือบเผลอหลับ
เยี่ยนเฟยกลับมาด้วยสภาพสะอาดเนื้อตัวหอมกรุ่นสดชื่น ไร้กลิ่นคาวเืที่รุนแรงแบบเมื่อครู่คาดว่าคงไปแช่สมุนไพรดับกลิ่นเืมา
เยี่ยนเฟยมีดวงตาเย้ายวนสีฟ้า แพขนตายาว หางตาทรงเสน่ห์เป็ดวงตาของชนเผ่าทางตอนเหนือของอาณาจักร จมูกโด่ง รูปหน้าทรงไข่ คางแหลมมนได้รูปริมฝีปากไม่หนาไม่บาง มุมปากยกขึ้นเหมือนคนยิ้ม น่ามอง เขามีผิวสีเข้ม รูปร่างสูงเต็มไปด้วยกล้ามมัดที่เห็นได้ชัดแม้จะสวมเสื้อผ้า ยามขยับเดินเหิน ลุก นั่งล้วนมีอากัปกิริยาน่ามอง เหมือนเหล่าคุณชาย ที่ถูกฝึกมาแล้วอย่างดี
‘นี่มันนายแบบตามนิตยสารชัดๆ’ ทั้งความสูงทั้งใบหน้า ทั้งหุ่น ล้วนแต่ดูน่าชมน่ามอง เย้ายวนชวนให้ใจสั่น
เสียงกระแอมของคนตรงหน้าทำให้หนิงหรงตื่นจากภวังค์
“อ่า...ขออภัยข้ามองเพลินไปหน่อยนานแล้วที่ไม่เห็นคนที่มีทั้งใบหน้า และรูปร่างที่ดีขนาดนี้ข้ารู้สึกว่าด้วยรูปร่าง ใบหน้าฟ้าประทานนี้จะต้องมีสตรีมากมายไล่ล่าท่านอย่างแน่นอน”
คำพูดของหนิงหรงทำให้เยี่ยนเฟยขมวดคิ้ว“คุณหนู...สายตาของท่านออกจะเกินวัยไปกระมัง” เยี่ยนเฟยกล่าวเตือน
หนิงหรงที่เผลอมองอีกฝ่ายด้วยแววตากรุ้มกริ่ม รีบเก็บสายตากลับมา
“แม้ข้าจะเด็กก็แยกแยะสิ่งสวยงามเป็”หนิงหรงกล่าว ทีเล่นทีจริง
เยี่ยนเฟยไม่ได้กล่าวสิ่งใดเขาก้มหน้าด้วยความเขินอาย ที่ถูกเด็กคนหนึ่งแทะโลม จากทั้งคำพูดและแววตา
เยี่ยนเฟยช่วยประคองคุณหนูที่ยังเดินเหินเองไม่สะดวกเพื่อเดินเล่น
เมื่อเดินเล่นรอบบ้านหนิงหรงกลับพบว่า รอบด้านเงียบสงัดวังเวงจนชวนให้ขนลุก ขณะที่บ้านถูกล้อมด้วยป่าทึบในความมืด มีแสงของดวงตาสัตว์เรืองรองในความมืดกำลังจ้องมองมาด้วยความหิวกระหายหากหนิงหรงเป็คนขวัญอ่อน คงได้เข่าทรุดด้วยความหวาดกลัวไปแล้ว
พวกมันได้แต่แอบซุ่มมองในพุ่มไม้ไม่มีสัตว์อสูรตนใดออกมาเดินวนรอบเขตแดนบ้านเพื่อข่มขวัญมนุษย์ เหมือนที่ได้ยินมา
“ทำไมไม่มีสัตว์อสูรตนใดออกเดินวนเวียนใกล้บ้านเหมือนที่ได้ยินมา”หนิงหรงบ่นพึมพำ ขณะกวาดตามองหาสัตว์อสูรอยากเห็นหน้าตาพวกมันว่าเป็เช่นไร
เยี่ยนเฟยไม่ตอบแต่เขาจ้องมอง ข่มเหล่าสัตว์อสูรที่กำลังมองมาด้วยความหิวกระหาย...
เหล่าสัตว์อสูรที่ซุ่มดูต่างพากันหัวหดหวาดกลัว
‘เ้านั่นใช่ตัวอันตรายที่ลือกันว่าฆ่าสัตว์อสูรมาตลอดทางใช่หรือไม่’
‘เ้าตัวนี้แหละ ข้าเห็นมากับตาดีว่าข้าหนีทันไม่เช่นนั้นคงถูกเชือดไปด้วย’ สัตว์อสูรอีกตนตอบ
‘มันเป็ตัวอะไรกันแน่เหตุใดจึงได้มีพลังน่ากลัวถึงเพียงนั้น’
‘จะตัวอะไรก็ช่าง ระวังมันไว้ดีที่สุดดวงตาของมันช่างน่ากลัวเหลือเกิน!’
เหล่าสัตว์อสูรต่างรีบแยกย้ายหนีหายเมื่อเห็นดวงตาสีแดงเพลิงของมนุษย์ผู้นั้นจ้องมองมา
หนิงหรงขมวดคิ้วเมื่อเห็นดวงตาของสัตว์อสูร ที่สะท้อนแสงจันทร์ในความมืด ต่างทยอยหายไปหมดเสียงเดินของพวกมันดังลึกเข้าไปในป่า เหมือนล่าถอยไป
สัญชาตญาณกำลังบอกว่าพวกมันกำลังหวาดกลัวบางสิ่ง
หนิงหรงไม่ได้ยินอีกฝ่ายตอบหนิงหรงจึงหันกลับไปมองคนข้างๆ
นางผงะใเมื่อพบว่าดวงตาของเขาเป็สีแดงเพลิงเหมือนสัตว์อสูรเ่าั้ในแววตาคู่นั้นชวนให้ขนหัวลุก หนิงหรงกำลังจะสะบัดมืออีกฝ่ายออก แต่เขากุมแขนตนไว้แน่นจึงไม่อาจหลุด
เมื่อข้ากะพริบตาดวงตาคู่นั้นกลับเป็ดวงตาสีดำปกติของมนุษย์ทั่วไป...
“ตาของเ้า...”หนิงหรงเอ่ยขึ้นด้วยความงุนงง สับสนกับสิ่งที่เห็น
เยี่ยนเฟยเลิกคิ้วขึ้นทำเป็ไม่รู้เื่“คุณหนู ท่านจะเดินเล่นต่อหรือไม่ขอรับ”
เยี่ยนเฟยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบเหมือนไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น
‘เหอะ... ทำตาแดงเถือกขนาดนั้นใครยังจะมีอารมณ์มาเดินเล่นอีก!’ หนิงหรงบ่นในใจ
เริ่มรู้สึกหวาดระแวงเยี่ยนเฟยผู้นี้ขึ้นมาลางสังหรณ์ร้องเตือนว่าคนผู้นี้มีบางอย่างผิดปกติจากคนทั่วไป!
แต่เมื่ออีกฝ่ายแสร้งทำไม่รู้ไม่ชี้ดังนั้นตนควรเงียบไว้ก่อนดีกว่า หากแค้นเอาความจริงตนเองที่อยู่กับเขาเพียงลำพังอาจเป็อันตรายก็ได้!
“ข้าอยากมาเดินเล่น ดูสัตว์อสูรแต่ตอนนี้พวกมันหนีหายไปหมดแล้ว” หนิงหรงบ่นพึมพำ “เดินเล่นไปก็คงไม่เห็นอะไรกลับไปนอนยังดีกว่า” หนิงหรงกล่าว ขณะพยายามทำใจให้สงบยอมให้เยี่ยนเฟยช่วยประคองกลับห้อง แม่ในใจจะเริ่มหวาดระแวงคนผู้นี้
‘เหอะ...ไอ้ตัวประหลาดคิดว่าท่านเสี่ยวไป๋กลัวเ้ารึ!คอยดูข้าจะปรากฏตัวอย่างสง่างามให้เ้าพูดไม่ออกเลย!’ เ้ากระต่ายน้อยเ้าของแววตาคู่หนึ่งที่หลบซ่อนในพุ่มไม้ คิดในใจขณะ ตวัดกรงเล็บแหลมคมดังขวับๆด้วยความหงุดหงิดใจ ที่ถูก ตัวประหลาดที่ว่าจ้องมองกลับมาตลอดเวลาที่ตนมาสอดส่องบ้านหลังนี