เมื่อกลับมาถึงที่พักมิเนอร์วาทำการย้ายเงินสดและของมีค่าทั้งหมดไปไว้ในหนังสือปกเขียวทันที มันไม่อยากทำพลาดจนต้องเสียเงินไปเป็นจำนวนมากอีกเป็นครั้งที่สอง ดังนั้นในตอนนี้แหวนเก็บของวงใหม่จึงเหลือเพียงแค่เงินสดไม่กี่ร้อยเหรียญทองและสิ่งของจำพวกวัตถุของใช้สำหรับชีวิตประจำวัน หรือไม่ก็พวกยาสมุนไพรต่างๆ
เหน็ดเหนื่อยมาทั้งวันหลังจากทิ้งตัวนอนได้สักพักด้วยฤทธิ์ยาที่ยังเหลืออยู่ ก็ได้ช่วยขับกล่อมให้เด็กหนุ่มหลับตานอนไปอย่างผ่อนคลาย ใช้ความมืดเป็นดังเครื่องห่ม ใช้ความล่องลอยเป็นดนตรีกล่อมตัวเองนอน
เช้าวันถัดมา เด็กหนุ่มบิดขี้เกียจหาวเสียงยาวและได้รับรู้ประโยชน์อีกอย่างของวีด นั่นคือมันมีฤทธิ์ยาที่ช่วยในเรื่องปัญหาการหลับนอน การนอนหลับสนิท ย่อมหมายถึงร่างกายได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ ย่อมแสดงประสิทธิภาพออกมาได้เต็มร้อย การค้นคว้าวิจัยยังคงดำเนินต่อไป เหลืออีกไม่กี่วันก็จะถึงการคัดเลือกตัวแทนแล้ว แต่นั่นก็ไม่ใช่ปัญหาที่เด็กหนุ่มสนใจในตอนนี้ เงินจำนวนมากถูกโถมซื้อวัตถุสิ่งของสำหรับทดลองหลายร้อยอย่าง เหรียญทองที่พึ่งได้มาถูกนำไปซื้อวัตถุดิบทั้งหมดตั้งแต่เมื่อคืนขณะอยู่ในงานเลี้ยงแล้ว
"อา… ชื่อเซดร้ากับเฟดร้าสินะ หวังว่าจะเอาตัวรอดและอดทนผ่านมันไปให้ได้นะ"
เมื่อคิดถึงเรื่องในงานเลี้ยงเด็กหนุ่มก็ยืนนิ่งหน้าแดงทันที ถึงจะไม่ได้ลวนลามผู้อื่น แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าในระยะใกล้ชิดเนื้อสนิทเนื้อขนาดนั้นจะไม่เกิดอุบัติเหตุขึ้น การเผลอไปโดนบางส่วนบางที่ของทั้งสามคนจะด้วยตั้งใจก็ดี ไม่ตั้งใจก็ช่าง ยิ่งตอนโดนอีกฝ่ายหอมแก้มเพราะต้องเล่นละครตบตากลุ่มใบไม้หอม นั่นยิ่งทำให้ความรู้สึกขวยเขินประเดประดังขึ้นมาจากจิตใต้สำนึก
"โลกใบนี้โหดร้ายมากเกินไปแล้ว"
เด็กหนุ่มส่ายหัวเอ่ยประชดประชันให้กับโลกใบนี้ ในที่สุดการพัฒนาปืนรุ่นต้นแบบก็เติบโตขึ้นมาอีกขั้น จากผลการทดลองที่ผ่านมาในหลายๆ ครั้ง การทำปืนเป็นท่อยาวนั้นทำให้ความแม่นยำลดลงไปมาก เทียบกับการลดขนาดท่อลงแล้วมีด้ามจับจะดีกว่า แต่เนื่องจากขนาดท่อที่ถูกลดขนาดทำให้ในหลายๆ ครั้งทำให้อาวุธปืนนี้ได้เกิดการระเบิดขึ้น แต่ก็โชคดีที่ก่อนทำการทดลองทุกครั้งเด็กหนุ่มจะสวมอุปกรณ์ป้องกันและหาวิธีรับมือล่วงหน้าทิ้งไว้แล้ว
ถ้าเกิดอันตรายที่ไม่คาดคิด ความปลอดภัยต้องมาเป็นอันดับแรก หลักการนี้ยังคงใช้ได้เสมอกับทุกสถานการณ์ เนื้อทองเหลืองที่ใช้เป็นวัสดุในครั้งแรกถูกเปลี่ยนเป็นเหล็กชนิดใหม่ที่ถูกนำไปหลอมและผสมสสารหลายอย่างเข้าไป จากนั้นจึงนำไปขึ้นรูปกับแม่พิมพ์ มิเนอร์วาเรียกมันว่าเหล็กกล้า นี่คือเหล็กกล้าก้อนแรกของอาณาจักรแทนลายัสนี้อย่างแท้จริง วัสดุมากมายถูกสับเปลี่ยนพัฒนาอยู่ตลอดเวลา จนได้ออกมาเป็นปืนสั้นขนาดเหมาะมือ ตัวปืนประกอบไปด้วยด้ามจับไม้สีดำที่ถูกขัดจนเงาวับ
มีลำกล้องมันวาววางติดอยู่ด้านบน ด้านหลังลำกล้องมีกลไกจุดปะทุเชื้อไฟติดตั้งอยู่ ด้วยระบบการกระทบกันของแท่งแมกนีเซียมขนาดเล็กกับไกปืนเหล็ก การลั่นไกหนึ่งครั้งจะทำให้อุปกรณ์รูปหัวนกถูกสับลงมา และขูดกระทบจนเกิดเป็นประกายไฟ ก่อนจะถูกส่งไปที่หลุมขนาดเล็กซึ่งมีสายชนวนเส้นสั้นติดตั้งไว้ ก่อนที่ดินปืนด้านในจะระเบิดตัวพร้อมกันอย่างฉับพลัน จนสามารถส่งลูกเหล็กปลายแหลมให้พุ่งออกไปหาเหยื่อ
ปืนสั้นชนิดนี้ได้ถูกสร้างขึ้นมา 2 กระบอก ด้วยความทุ่มเทและการเรียนรู้ที่ไม่เคยหยุดยั้ง ปืนสั้นสองกระบอกก็ได้ผลิตสำเร็จสามารถอวดโฉมต่อโลกหล้า ตกเย็นมิเนอร์วาก็พาร่างกายอ่อนล้าไปเดินเล่น บริเวณทะเลสาบที่อยู่ไม่ไกล เพื่อผ่อนคลายร่างกายและสมอง แสงอาทิตย์สีส้มแสดส่องกระทบผิวน้ำ ส่องประกายระยิบระยับ ทุกฝีก้าวที่กำลังเดินเลียบทะเลสาบไป ก็ยังคงคิดถึงเรื่องราวมากมายที่ผ่านมา แต่เมื่อเห็นภาพทิวทัศน์เบื้องหน้าก็พาใจลอยเคลิ้มไปไกล มองลงไปที่ผิวน้ำ มิเนอร์วาก็มองเห็นตัวเองที่กำลังเป็นทารกคลานซุกซน
ภาพสั่นไหวเป็นวงตามแรงกระเพื่อมของสายน้ำ ที่เกิดจากปลากระโดดกินแมลง เมื่อทุกสิ่งสงบภาพก็ได้เปลี่ยนไป เป็นเด็กหนุ่มที่วิ่งซุกซนอยู่รอบมารดาเพื่อคอยปลอบประโลม เมื่อวันแรกที่พาซัคผู้เป็นบิดาได้จากไป ก้าวไปข้างหน้าอีกก้าว ต้นไม้สูงใหญ่ก็ช่วยบดบังแสงแดดที่ส่องแยงตา ขณะที่หันหน้ากลับไปมองที่ผิวน้ำอีกครา ภาพที่เห็นก็สับเปลี่ยนไปเป็นเหตุการณ์ในห้องทำงานของพาซัค เป็นวันที่ตนเองในวัยเด็กเริ่มรับรู้ความจริง
ยิ่งก้าวเดินภาพมากมายก็ยิ่งถูกฉายสับเปลี่ยนไปมา เริ่มจากอดีตที่ไหลผ่านมาบนผิวน้ำ จนกระทั่งก้าวสุดท้ายที่เหยียบย่ำลงไป ภาพตรงหน้าก็คือสุดขอบของผืนแผ่นดิน ด้านหลังห่างออกไปไม่กี่เมตรเป็นต้นไม้สูง ด้านหน้ากลับเป็นภาพทะเลสาบกว้าง ที่มองเห็นภูเขามากมายอยู่ไกลลิบ
ตรงเส้นขอบฟ้าพระอาทิตย์สีส้มแสดกำลังเคลื่อนตัวคล้อยลอยต่ำลง ใกล้จะลาลับขอบฟ้าไปทุกที ราวกับรู้สึกได้ถึงบางสิ่งบางอย่าง มิเนอร์วาจ้องมองดวงตะวันและส่ายหน้าหัวเราะเสียงเบา
"อดีต… ข้าเริ่มเรียนรู้จากการหัดคลาน ข้าเติบโตขึ้นเพราะเรียนรู้… หลังจากผ่านเหตุการณ์มากมาย ปัจจุบันตัวข้าก็ยังคงเรียนรู้ ไม่ยอมที่จะหยุดเติบโต… ในอนาคตก็จะเป็นเช่นนั้น ข้าจะเติบโตขึ้นไปเรื่อยๆ ด้วยการเรียนรู้ รู้ที่จะใช้ชีวิต รู้ที่จะดูแลชีวิต รู้ที่จะทำลายชีวิต… และทุกการเรียนรู้ก็คือสิ่งที่ทำให้ข้านั้นเติบโต"
ขณะนี้พระอาทิตย์ได้ตกดินไปแล้ว ท้องฟ้ากำลังจะถูกราตรีคืบคลานเข้าปกคลุม หมอกแสงขมุกขมัวกระจายออกมาจากตัวเด็กหนุ่มอย่างเป็นธรรมชาติ ผืนหญ้าต้นไม้รอบด้านล้วนสั่นไหว ราวกับได้เจอต้นตอของเมล็ดพันธุ์ สายน้ำและสรรพชีวิตโดยรอบกำลังกระโดดโลดเต้นด้วยความคึกคัก กอบัวภายในร่างวิวัฒนาการสภาพจากดอกที่เคยตูม บัดนี้ได้บานออกจนกลายเป็นดอกบัว 3 สีซึ่งประกอบไปด้วยกลีบใบที่สร้างขึ้นมาจากพิษแห่งการรักษา พิษแห่งการทำลาย และพิษแห่งการต่อต้านปกป้อง พวกมันรวมตัวกันเป็นดอกบัวแห่งชีวิต ชีวิตได้เติบโตขึ้นแล้ว!
หมอกสวรรค์อนธการเองก็ไม่น้อยหน้า มังกรน้อยกำลังกระจายหมอกที่ดำเข้มขึ้นเรื่อยๆ มังกรน้อยร่างกายก็ขยายใหญ่ขึ้นอีกมาก ปีกคู่น้อยเริ่มกางออกสะบัดจนเกิดสายลมหมุน เขาทั้งคู่บนหัวเริ่มงอกยาว มันแหงนหน้าขึ้นคำรามดังก้องฟ้า ทุกสรรพสิ่งโดยรอบเงียบสงบลงโดยฉับพลัน ผืนหญ้า ต้นไม้ สายลม น้ำในทะเลสาบ สรรพชีวิตมากมายต่างนิ่งสงบลงด้วยความเคารพยำเกรง หาใช่ความหวาดกลัวที่เกิดจากการกลัวตาย มรณาได้พัฒนาจนปรากฏ!
เมื่อทุกสิ่งเงียบสงัดลง ก็เป็นเวลาเดียวกันกับการที่แม่น้ำแห่งความมืด ที่อยู่ภายในร่างได้ไหลท่วมกอบัวจนมิด เหลือทิ้งไว้เพียงดอกบัวสามสีที่ยังคงเบ่งบานอย่างสงบนิ่ง มังกรสวรรค์อนธการก็สะบัดปีกบินขึ้นมาอาศัยอยู่ภายในดอกบัว ราวกับที่นี่คือบ้านใหม่ของมัน ยามนี้หมอกสวรรค์อนธการที่กระจายออกไป ได้ถูกดึงรวบกลับเข้าสู่ร่างกายอย่างรวดเร็ว พร้อมกับมิเนอร์วาที่หลับตาลง
เสียงกราดเกรี้ยวขู่โฮกดังก้องฟ้า มังกรสวรรค์อนธการคำรามขึ้นมาอย่างรุนแรงย้ำอีกครั้ง น้ำเสียงเต็มไปด้วยความไม่ยินยอม ไม่อาจโดนสยบให้แก่ม่านชีวิตที่ต้านทาน พร้อมกับการลืมตาขึ้นมาของเด็กหนุ่มอย่างฉับพลัน ราวกับเสียงคำรามสั่งการอย่างเด็ดขาด คำพูดข้าคือประกาศิตฟ้าห้ามขัดขืน มิเนอร์วาเอ่ยสั่งซ้ำอีกครั้งเต็มเปี่ยมไปด้วยอารมณ์คาดหวัง ไม่หวาดเกรงต่อการต้านกลับของพันธนาการแห่งชีวิต
"เจ้าต้องทำลายพันธนาการแห่งชีวิตครั้งนี้ลงให้แก่ข้า!... ต่อให้ทวยเทพลงมาขวางเจ้าก็ต้องทำ!"
"โฮก!..."
และในการคำรามครั้งที่สามนี้เอง เสียงแตกลั่นราวกับกระจกที่กำลังแตกร้าวลุกลามไปทั่ว จนกระทั่งเสียงแตกกระจายสุดท้ายได้ดังขึ้นข้างหูมิเนอร์วา
พันธนาการแห่งชีวิตครั้งที่ 2 ได้ถูกทำลาย!
ผู้วิเศษแห่งปัญญา ได้ถือกำเนิด!
การดับสูญของพันธนาการแห่งชีวิต คือเหตุแห่งการกำเนิดเติบโตของมิเนอร์วา ผู้วิเศษชั้นสูงหน้าใหม่กำลังยืนคาดหวังรอคอย จะมีสิ่งใดบ้างที่เป็นพลังของตน ซึ่งรอคอยอยู่ที่ช่วงเวลาข้างหน้าต่อจากนี้
"ยินดีด้วยเจ้าหนู ข้าสัมผัสได้ถึงแก่นแห่งพืชพันธุ์ที่เติบโตขึ้นมาก มันจะเติบโตมาเป็นอะไรกันแน่ ข้าอยากให้วันนั้นมาถึงยิ่งเร็วยิ่งดี"
"ศิษย์ข้า ทำได้ดีมากแก่นสวรรค์อนธการของเจ้าก็เติบโตขึ้นมากแล้ว ถ้าวันไหนพื้นฐานไม้และพื้นฐานมืดของเจ้าเติบโตมากกว่านี้แก่นของเจ้าก็จะสมบูรณ์ก้าวข้ามกลายเป็นเหนือมนุษย์ ตั้งใจทำให้ดีที่สุดเถอะ พวกข้าจะคอยช่วยเหลือเจ้าเอง"
"ขอบคุณท่านอาจารย์ทั้งสองที่ยอมเสียสละตนเอง เพื่อสั่งสอนศิษย์ตลอดเวลาที่ผ่านมา ข้าจะทำให้ดีที่สุดไม่ให้พวกท่านทั้งสองต้องผิดหวัง"
มิเนอร์วาโค้งตัวทำความเคารพให้กับอากาศเบื้องหน้า ประหนึ่งอาจารย์เทวะทั้งสองยืนอยู่ตรงนั้น
"ฮ่าๆ ๆ เด็กดีๆ"
แอสคลีเพียสหัวเราะชอบใจ ในระหว่างเดินผ่อนคลายริมทะเลสาบ ภาพการเติบโตต่างๆ ที่ปรากฏขึ้นได้ทำให้เด็กหนุ่มตระหนักถึงตัวเองที่อ่อนแอ ขี้อาย และมีนิสัยชอบเก็บตัว บัดนี้ได้เติบโตขึ้นมาเป็นผู้ที่กล้าเผชิญหน้ากับอันตราย กล้าที่จะเผชิญหน้ากับปัญหา ไม่ว่าปัญหานั้นจะเกิดขึ้นเพราะบุรุษหรือสตรี การเข้าสังคมพบปะผู้คนที่มากขึ้นก็ช่วยทำให้ทักษะทางด้านนี้พัฒนา และภัยร้ายที่มักเกิดขึ้นรอบตัวอยู่เป็นประจำ ก็จะทำให้ความสามารถในการเอาชีวิตรอดสูงขึ้นตามไปด้วย
เทียบกับคนปกติทั่วไปที่ไม่เคยพบเจอโลกในมุมนี้ไม่ได้เลย และทุกสิ่งก็ได้หล่อหลอมรวมกันเป็นตัวเองในเวลานี้ ตัวตนที่จะไม่หยุดพัฒนาจนกว่าจะบรรลุวัตถุประสงค์แห่งชีวิต เป้าหมายที่เคยตั้งไว้ย่อมไม่ได้หยุด สุดแค่ที่ครึ่งเทพซึ่งเป็นตัวตนสูงสุดในระดับชั้นมนุษย์ แต่ตั้งไว้สูงถึงราชันย์เทวะเป็นอย่างน้อย เพื่อทำให้อาจารย์ทั้ง 2 ได้สมหวัง ก็มีเพียงต้องเป็นตัวตนระดับราชันย์เทวะเท่านั้น
มิเนอร์วาเหยียดตัวขึ้นก็พึ่งสังเกตเห็น ตอนนี้ท้องฟ้ามืดลงแล้วดวงดาวมากมายปรากฏขึ้น จึงหันหน้าเดินกลับไปหาซื้อของและอาหารที่ร้านเหล้าใบไม้หอม อีกทั้งยังคิดว่าถ้าการประมูลยังไม่สิ้นสุดลงก็จะไปชมดูสักหน่อยเพื่อหาแรงบันดาลใจใหม่ๆ หลังจากใช้ชีวิตวนเวียนอยู่กับการเรียนและพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้งอยู่หลายวัน วันพรุ่งนี้ก็เป็นการคัดเลือกศิษย์ที่จะได้เป็นตัวแทนเข้าร่วมงานเทศกาลแลกเปลี่ยนประจำปีแล้ว
เช้าตรู่วันถัดมามิเนอร์วาก็เดินทางมาหาที่ฐานหลักของกลุ่มใบไม้หอม ตามที่เคยได้นัดแนะกันไว้แต่ก็ต้องตกใจไปกับความเอิกเกริกที่ได้พบเจอ
"ไปกันพี่น้องข้า วันนี้กลุ่มใบไม้หอมของเราจะไปเที่ยวเล่นในเขตหลักของวังมรณะสาบสูญ เจอมิตรผูกมิตร เจอศัตรูกำราบศัตรู"
"ฮู่ว์!"
เสียงตะโกนปลุกใจราวกับกองทัพนักรบที่พร้อมจะเข้าร่วมสงครามถูกเจสันพ่นออกมา อีกทั้งเสียงตอบรับของกองทัพนักรบหลายสิบชีวิตก็ตอบรับอย่างห้าวหาญสะท้านแดนดิน มิเนอร์วาสัมผัสได้ถึงลางร้าย ตัวมันลืมคิดไปว่าที่นี่พวกมันอยู่รวมกันเป็นกลุ่มก้อน และภาพการทุบตีราวกับเด็กน้อย ที่แย่งของเล่นกันในโรงเรียนย่อมต้องปรากฏขึ้น ยิ่งเป็นโรงเรียนที่ไม่มีครูบาอาจารย์คอยควบคุมดูแล นั่นยิ่งอาจทำให้เหตุการณ์บานปลายมากกว่าเดิม
'บัดซบ! ที่นั่นอยู่นอกเขตดูแลของกลุ่มใบไม้หอมเหรียญทองสำหรับแขกย่อมไม่มีผล หวังว่าเจ้าพวกนี้จะเห็นข้าเป็นพวกเดียวกันไม่หักหลังหรอกนะ ไม่งั้นข้าเละแน่ๆ'
มิเนอร์วาจินตนาการเลยเถิดไปไกลแล้ว ภาพของเด็กตัวคนเดียวที่ถูกรายล้อมด้วยฝูงสัตว์ร้ายมากมายหลายสิบหลายร้อยกลุ่ม ย่อมไม่สามารถใช้แค่คำว่าหวาดกลัวมาอธิบายได้ ภาพแบบนั้นต้องจัดอยู่ในหมวดหมู่ความสิ้นหวังไร้ทางสู้แล้ว
เจสันสังเกตเห็นอาการตัวสั่นของมิเนอร์วาในชุดแปลกตาก็เข้าใจความคิดอีกฝ่ายทันที
"ขอโทษที่ทำให้เจ้าตกใจ ที่นั่นไร้กฎเกณฑ์บางกลุ่มบางแก๊งก็มักมีข้อพิพาทกันอยู่บ่อยๆ เลยต้องตะโกนปลุกใจ อ้อข้าลืมบอกที่นั่นเหรียญทองสำหรับแขกไม่มีผลคุ้มครองเนื่องจากอยู่นอกพื้นที่ เจ้าก็ระวังตัวให้ดีด้วยละกัน บางทีหูตาข้าอาจจะช้าเกินไปจนช่วยเจ้าไม่ทัน"
เจสันเอ่ยหยอกล้อเด็กหนุ่มตรงหน้า ในความเป็นจริงมันคิดเอาไว้แล้ว ถ้าไม่อันตรายจริงๆ มันจะไม่ยอมออกหน้าให้เด็ดขาด ยังไงก็ต้องเลี่ยงที่จะสร้างปัญหามากมายเพื่อไม่ให้กระทบกับอำนาจที่มองไม่เห็นจำนวนมากที่คานกันไว้ ต่อให้ต้องเสียคำพูดที่ให้ไว้ในคืนนั้นก็ตาม
"ผิดแล้ว… ท่านไม่รู้หรอกแล้วก็คงไม่อยากรู้ด้วย ว่าเจ้าสิ่งนี้สามารถทำอะไรได้บ้าง ข้าแค่ตื่นเต้นที่ได้รู้ว่าจะมีเป้าซ้อมตัวเป็นมาวิ่งเล่นให้ข้าได้ไล่ยิงต่างหาก"
มิเนอร์วามาในชุดสูทและกางเกงขายาวสีดำด้านในมีเสื้อกั๊กสีดำสวมทับบนเสื้อแขนยาวสีขาวอีกชั้น เด็กหนุ่มใช้มือล้วงเข้าไปในเสื้อสูทที่ออกแบบมาอย่างประณีต ยื่นปลายกระบอกสีเงินแวววาวสะท้อนแสงเล็กน้อยโผล่ออกมาข่มขู่ เห็นท่าทางไม่หวาดกลัวอีกทั้งยังขู่กลับแบบนี้ เจสันก็รู้สึกแปลกใจให้กับแท่งอะไรสักอย่างที่ซ่อนอยู่ในเสื้ออีกฝ่ายเลยแกล้งหลอกถามหยั่งเชิง
"อาจารย์เจ้าให้ไว้ป้องกันตัวสินะ น้องข้าบอกตามตรง ข้าอิจฉาเจ้าจริงๆ"
"ใช่แล้ว… ท่านอาจารย์บอกว่าผู้ใดคุกคามข้าให้เป่ากระบาลมันได้เลย รับรองโป้งเดียวจอดสนิท ข้าฝึกยิงจนชำนาญแล้ว"
มิเนอร์วาหรี่ตาพูดหัวเราะคิกคักชอบใจตั้งใจกวนประสาทเจสัน
"ฟังดูแล้วน่าจะเป็นอาวุธวิเศษระยะไกล พลังทำลายล้างสูงสินะ ข้าก็เคยเห็นคนผู้หนึ่งใช้ท่อที่พ่นสายฟ้าออกมาได้เรียกว่าน่ากลัวเชียวล่ะ ไม่พูดแล้วน้องข้า ถ้าอาจารย์เจ้าปลูกไม่ทัน มีเมล็ดก็นำมาแบ่งขายได้นะ ช่วยกันปลูกจะได้มีของเยอะๆ ข้าแบ่งกำไรจากการขายให้อีกครึ่งหนึ่งเลย วีดของเจ้าขายดีเป็นอย่างมาก เจ้าพวกนั้นแย่งซื้อกันจนข้าขายไม่ทัน รู้ตัวอีกทีของก็หมดลงแล้ว"
เจสันพอจะเดาออกได้รางๆ เกี่ยวกับอาวุธวิเศษของอีกฝ่าย จึงรีบเปลี่ยนมาเป็นหัวข้อค้าขาย พลางถามหลอกล่อขอรับซื้อเมล็ดพันธุ์จากอีกฝ่าย
"ฮ่าๆ ๆ ๆ พี่ชายเรื่องนี้ต้องขอโทษด้วย เมล็ดที่เพาะได้แต่ละช่วงนั้นมีจำนวนจำกัด อีกทั้งวิธีบำรุงดูแลตลอดไปจนถึงขั้นตอนการเก็บเกี่ยวและเทคนิคพิเศษในการบ่ม ทั้งหลายเหล่านั้นล้วนลึกลับและยากเกินไป ต้องใช้เวลาในการเรียนรู้นาน หากไม่ใช่ศิษย์รักเช่นข้า อาจารย์ท่านย่อมไม่เสียเวลาหลายปีเพื่อสั่งสอน ดังคำที่ว่า 'เวลามีค่ายิ่งกว่าทองคำ' พวกเราออกเดินทางดีกว่าเดี๋ยวจะสายได้"
มิเนอร์วาไม่ได้ตอบตกลง และไม่ได้บอกปฏิเสธอย่างไร้ไมตรี แต่เลือกพูดไปตามความเป็นจริงบางส่วน หากไม่มีพื้นฐานไม้ที่เกี่ยวกับพิษและลึกซึ้งมากพอ แค่ขั้นตอนเริ่มผสมพิษข้ามสายพันธุ์ก็เป็นเรื่องยากแล้ว วีดสายพันธุ์นี้ใช้พิษพิเศษเป็นปุ๋ยดูแล ช่วงทำรากก็ใช้พิษชนิดหนึ่ง ทำใบก็เปลี่ยนมาใช้อีกแบบหนึ่ง เมื่อเริ่มออกดอกก็ใช้พิษอีกระดับหนึ่ง ถึงอีกฝ่ายมีผู้คนที่มีคุณสมบัติตามที่กล่าวมาจริง แอสคลีเพียสก็คงไม่ยอมเสียพลังวิญญาณโดยใช่เหตุ ปรากฏตัวออกมาสอนพวกมันอย่างแน่นอน แพทย์เทวะย่อมมองมนุษย์เหล่านี้ต่างกันออกไป
อันที่จริงหากต้องการประหยัดเวลา สามารถเดินทางย้อนกลับไปยังแนวชายป่าแล้วฝ่าย้อนกลับไปก็จะเจอเขตหลักของวังมรณะสาบสูญเช่นกัน แต่พื้นที่ส่วนนั้นเป็นเขตสีแดงอันตรายยิ่งยวด ถ้าไม่จำเป็นยอมเสียเวลาวิ่งไปตามถนนเส้นหลัก แล้วอ้อมเข้าสู่เขตหลักดูจะปลอดภัยกว่า รถม้าหลายสิบคันได้แล่นออกไปตามถนนเส้นหลัก มุ่งหน้าไปสู่สถานที่ใจกลางของวังมรณะสาบสูญ