มารสยบฟ้า

    บทที่ 40 : ดอกเบญจมาศราตรี

    เปลวเพลิงสีขาวดวงเล็ก ๆ ถูกจุดขึ้นบริเวณกึ่งกลางระหว่างฝ่ามือทั้งสองของโม่เฟิง มันเป็นกลุ่มก้อนเปลวเพลิงที่เล็กมาก เมื่อเทียบกับพลังลมปราณที่เขาใช้เพื่อสร้างมันขึ้นมา

     

    แต่ถึงจะเป็นเช่นนั้น ตอนนี้ก็ไม่ใช่เวลาที่จะมัวมาสนใจเรื่องพวกนี้ สิ่งสำคัญในตอนนี้คือทำอย่างไรให้มีชีวิตรอดจากอสรพิษเกล็ดดำต่างหาก โม่เฟิงจึงรีบปล่อยเปลวเพลิงไร้ลักษณ์ผลาญดาราเข้าใส่เจ้าอสรพิษที่กำลังพุ่งตรงเข้ามาหา

     

    ความเร็วของเปลวไฟสีขาวนั้นแลดูเชื่องช้าและเล็กกระจ้อยร่อย หาได้ทำให้อสรพิษเกล็ดดำรู้สึกเกรงกลัว เร่งความเร็วพุ่งทะลวงผ่านเปลวเพลิงสีขาวเข้ามาทั้งอย่างนั้น

     

    ฟุบ!

    ยามที่อสรพิษได้สัมผัสโดนเปลวเพลิง ร่างกายของมันค่อย ๆ ถูกแผดเผา แม้จะไม่ทำให้รู้สึกว่าร้อน แต่ร่างของมันค่อย ๆ สลายกลับคืนสู่ความว่างเปล่า

     

    อสรพิษเกล็ดดำหยุดชะงักงัน มองดูร่างกายของตนที่โดนแผดเผา พยายามดับไฟที่ลุกไหม้ด้วยการเลื้อยไถลไปกับพื้น แต่ก็ไม่เป็นผล และในที่สุดร่างทั้งร่างของมันก็โดนแผดเผาจนหายลับไปเหมือนกับไม่เคยมีอยู่มาก่อน

     

    ถึงแม้ร่างของอสรพิษเกล็ดดำจะสลายไปแล้ว แต่ทุกอย่างยังคงไม่กลับสู่ภาวะปกติ เนื่องจากเปลวเพลิงสีขาวนั้นยังไม่มีทีท่าว่าจะดับลง และนอกจากจะไม่ดับแล้ว ทุกสิ่งที่สัมผัสเข้ากับลูกไฟสีขาวนี้ ล้วนแต่สลายกลับกลายเป็นว่างเปล่า ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นก้อนหิน ต้นไม้ ใบหญ้า ล้วนแต่สูญสลายจนไม่เหลือแม้แต่เศษธุลีให้เห็นเลย

     

    มันค่อย ๆ เผาไหม้ลามเลียบริเวณโดยรอบออกไปเรื่อย ๆ โม่เฟิงได้แต่มองดูการลุกลามของมันอย่างหวาดหวั่น

                   

    หากยังคงเป็นแบบนี้ต่อไป ป่าจิตอสูรรวมถึงเมืองตะวันดับคงจะถูกเปลวเพลิงไร้ลักษณ์ผลาญดาราแผดเผาจนไม่เหลือซาก  ข้าต้องทำอะไรสักอย่างแล้ว!

     

    ขณะที่โม่เฟิงกำลังตื่นตระหนกกับสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่ตรงหน้า เสียงของโม่กุ่ยก็ดังขึ้น “เจ้าไม่ต้องเป็นกังวลไปหรอก เปลวเพลิงไร้ลักษณ์ผลาญดารานั้น จะแผดเผาตามปริมาณพลังลมปราณไร้ธาตุที่เจ้าใช้เป็นพลังงาน อีกไม่นานก็น่าจะดับลง”

                   

    โม่เฟิงมองดูเปลวเพลิงสีขาวที่กำลังแผดเผาทุกอย่าง “ไม่อาจสัมผัสได้ถึงความร้อนจากเปลวเพลิงสีขาวนี้ได้เลย แต่กลับสามารถเผาได้แม้กระทั้งเกล็ดที่แข็งยิ่งกว่าหินของเจ้าอสรพิษเกล็ดดำ เปลวเพลิงสีขาวนี้ช่างเหมือนกับเปลวเพลิงที่ถูกบันทึกเอาไว้ในบันทึกอสูร เป็นเปลวเพลิงของหนึ่งในสิบสองสัตว์เทพอสูร จิ้งจอกเพลิงไรลักษณ์”

     

    “ไม่รู้ว่าวิชาเพลิงไร้ลักษณ์เก้าวิถีนั้นมีความเกี่ยวข้องอะไรกับสัตว์เทพอสูรตนนี้!” โม่เฟิงพูดขึ้นมาลอย ๆ เพื่อดูปฏิกิริยาของโม่กุ่ย เพราะดูเหมือนอีกฝ่ายจะรู้จักเคล็ดวิชาเพลิงไร้ลักษณ์เก้าวิถีเป็นอย่างดี

     

    โม่กุ่ยมิได้หลงกลไปกับถ้อยคำของโม่เฟิง เขาเพียงเค้นเสียงเอ่ยออกมาก่อนจะเงียบหายไป “ฮึ เจ้าไม่ต้องมาหยั่งเชิงข้า ถ้าอยากรู้ก็ให้รีบบรรลุสู่ขอบเขตเซียนสวรรค์ให้ได้”

     

    เวลาผ่านไปไม่นาน เปลวเพลิงสีขาวก็มอดดับลง สภาพแวดล้อมหลายอย่างเปลี่ยนไป ก้อนหิน ต้นไม้ ใบหญ้า รวมถึงพื้นดินบางส่วนได้เลือนหายไป เหลือไว้เพียงแค่ดวงจิตของอสรพิษเกล็ดดำ กับดวงจิตของหมีกรงเล็บแดงเพียงแค่สองอย่างเท่านั้น

     

    โม่เฟิงได้ทำการใช้บันทึกอสูรบันทึกดวงจิตของหมีกรงเล็บแดง แต่ทว่า...หลังจากที่ดวงวิญญาณของหมีกรงเล็บแดงถูกดึงออกมา ดวงวิญญาณของมันกลับสูญสลายไปในอากาศ

     

    โม่เฟิงมองดูดวงจิตของหมีกรงเล็บแดงที่สลายไป “ดูเหมือนระยะเวลาในการตาย กับการถูกอสรพิษเกล็ดดำกลืนกินเข้าไป จะทำให้ดวงจิตของหมีกรงเล็บแดงนั้นเสียหาย”

     

    เมื่อไม่สามารถบันทึกดวงจิตของหมีกรงเล็บแดงได้ โม่เฟิงจึงหันกลับมาที่ดวงจิตของอสรพิษเกล็ดดำ หลังจากที่ใช้เพลิงไร้ลักษณ์ผลาญดารา ระดับพลังของเขาตอนนี้ลดลงมาเหลือเพียงแค่ขอบเขตกำเนิดลมปราณระดับที่แปด โอกาสที่เขาจะบันทึกดวงจิตของอสรพิษเกล็ดดำที่อยู่ในขอบเขตหลอมกายาระดับที่สี่ได้นั้น อาจมีไม่ถึงหนึ่งในยี่ห้ายี่ส่วน

     

    แต่ในระหว่างที่ฟื้นฟูพลังลมปราณที่เสียไป การลองบันทึกดวงจิตของมันดูก็ไม่ใช่เรื่องที่เสียหายอะไร “บันทึก”

     

    สิ้นเสียงคำว่าบันทึก ดวงวิญญาณของอสรพิษเกล็ดดำก็ถูกพันธนาการเอาไว้ด้วยกลุ่มหมอกควันสีม่วง ดวงวิญาณของมันค่อย ๆ ลอยออกมา

     

    การดึงดวงวิญญาณของอสูรพิษเกล็ดดำออกมาจากดวงจิตนั้นเป็นไปอย่างเชื่องช้า ช้ายิ่งกว่าตอนที่โม่เฟิงทำการดึงดวงจิตของเสือโคร่งลายอัคคีเสียอีก ทั้งการขัดขืนของมันยังรุนแรงมากกว่าด้วย รุนแรงเสียจนโม่เฟิงนั้นคาดไม่ถึง เกิดพลาดพลั้ง ทำให้วิญญาณของอสรพิษเกล็ดดำย้อนกลับเข้าไปที่ลูกแก้วดวงจิตตามเดิม

     

    จากความผิดพลาดในครั้งแรก ร่างกายและจิตใจของโม่เฟิงเริ่มรู้สึกได้ถึงความอ่อน เขาจ้องไปที่ดวงจิตของอสรพิษเกล็ดดำ

     

    “เหลือโอกาสอีกเพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้น ข้าจะต้องมีสมาธิให้มากกว่านี้!” โม่เฟิงจึงเริ่มทำการบันทึกอีก

     

    ครั้งนี้เขาทุ่มเทสมาธิทั้งหมดไปที่ดวงจิตของอสรพิษเกล็ดดำ แต่แม้จะเตรียมตัวไว้เป็นอย่างดีแล้ว แต่เมื่ออสรพิษเกล็ดดำเริ่มขัดขืน จิตใจของโม่เฟิงก็เริ่มสั่นไหวอย่างรุนแรง จวนเจียนจะเสียสมาธิอยู่หลายครา แต่เขายังคงฝืนอดทน ใช้ความตั้งใจที่แน่วแน่ เริ่มประคับประคองสติของตนเอาไว้ได้

     

    แต่ทุกอย่างกลับราบรื่นได้ไม่นานนัก การขัดขืนของมันก็เริ่มต้นอีกระลอก วนสลับกันเช่นนี้กินเวลานานถึงหนึ่งชั่วยาม พลังใจและสมาธิของโม่เฟิงยิ่งเหือดแห้ง ขวนเขียนใกล้จะถึงขีดจำกัดแล้ว

     

    ช่วงเวลาที่โม่เฟิงใกล้จะหมดสติ เสียงเยาะเย้ยของโม่กุ่ยก็ดังแทรกขึ้นมาในหัว “แค่สัตว์อสูรชั้นต่ำเพียงตัวเดียว กลับทำให้เจ้าลำบากได้ถึงขนาดนี้ หากทำไม่สำเร็จ ก็อย่าหวังว่าเจ้าจะไปได้ถึงขอบเขตเซียนสวรรค์”

     

    ได้ยินถ้อยคำเช่นนั้นของโม่กุ่ย โม่เฟิงรู้สึกเหมือนกำลังโดนดูถูก ดวงตาที่กำลังจะปิดลง เบิกกว้างขึ้นด้วยความเจ็บใจ “ขอบเขตเซียนสวรรค์ยังอีกไกล แค่สัตว์อสูรในขอบเขตหลอมกายา ทำไมข้าจะกำราบมันไม่ได้?”

     

    โม่เฟิงกลับมาตั้งสติได้อีกรอบ เผชิญหน้ากับการขัดขืนของอสรพิษเกล็ดดำ ครานี้แม้จะเหน็ดเหนื่อยสุดพรรณนา แต่เขาก็ยังฝืนประคองจนเวลาล่วงผ่านไปถึงสองชั่วยาม การขัดขืนของอสรพิษเกล็ดดำก็เริ่มอ่อนกำลังลง และผ่านไปอีกประมาณหนึ่งก้านธูป การบันทึกดวงจิตของอสูรเกล็ดดำก็เสร็จสิ้นลง

     

    สติของโม่เฟิงเจียนจะดับวูบ แต่ก่อนที่เขาจะสิ้นสติไป เขาเหลือบเห็นซอกหินขนาดพอดีตัวที่จะสามารถเข้าไปหลบซ่อนได้ พยายามใช้เรี่ยวแรงที่เหลืออยู่อันน้อยนิด เดินไปหยิบพุ่มไม้มาปิดซอกหิน เพื่อพรางตาไม่ให้สัตว์อสูรที่เดินผ่านไปมามองเห็นยามที่ตนนั้นหมดสติ

     

    ตุบ!

     

    โม่เฟิงทิ้งตัวลงนอนด้วยความอ่อนล้า หลับเป็นตาย แม้กระทั่งสัตว์อสูรที่เดินผ่านไปผ่านมาในบริเวณใกล้ ๆ ตัวเขาเองยังไม่อาจรู้สึกได้

     

    ดวงอาทิตย์ฉายแสงขึ้นที่ขอบฟ้าก่อนจะลาลับสลับให้ดวงจันทร์ขึ้นไปแทนที่อีกครั้ง บอกให้รู้ว่าโม่เฟิงนั้นนอนหลับไปถึงหนึ่งวันเต็ม ๆ

     

    โม่เฟิงลืมตาตื่น นำพุ่มไม้ที่ปิดซอกหินออก ถ้าเขาไม่นำเอาพุ่มไม้นี้มาปิดซอกหินเอาไว้ก่อนที่จะสลบไป เขาคงได้กลายเป็นมืออาหารของสัตว์อสูรในป่าแห่งนี้เป็นแน่แท้

     

    เมื่อออกมาจากซอกหิน เขาได้ยืนยืดเส้นยืดสายอยู่สักพักหนึ่ง ก่อนจะนำบันทึกอสูรออกมา พร้อมกับเอ่ยอย่างแผ่วเบา

     

    “อสรพิษเกล็ดดำ”

     

    เห็นอสรพิษเกล็ดดำกระโจนออกมาจากบันทึกอสูร ยิ่งทำให้เขารู้สึกภาคภูมิใจในตัวเองอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว

     

    เวลานี้โม่เฟิงอยู่ในป่าจิตอสูรมาเกือบสองวันแล้ว สมควรที่จะต้องกลับออกไป แต่ก่อนที่จะกลับ เขานึกอยากที่จะชื่นชมความงดงามของธรรมชาติยามค่ำคืนดูบ้าง จึงได้แหงนหน้ามองขึ้นไปบนฟากฟ้ายามราตรี

     

    ช่วงเวลานี้ก็ดึกมากแล้ว แผ่นฟ้าถูกปกคลุมเอาไว้ด้วยความมืดมิด ดวงดาราเปล่งประกายงดงาม ลมหนาวยามราตรีเองก็ได้พัดผ่านท่ามกลางความเงียบสงัด เหมาะแก่การนอนพักผ่อนหรือไม่ก็ลำลึกถึงความหลัง แต่โม่เฟิงที่ไม่มีความทรงจำในอดีต จึงรู้สึกถึงความอ้างว้างและเดียวดาย

     

    ขณะกำลังมองแสงระยิบระยับของดวงดาว หางตาของโม่เฟิงสังเกตเห็นแสงสีม่วงส่องประกายอยู่บนหน้าผาหิน เมื่อเดินเข้าไปใกล้ และพิจารณาอย่างถี่ถ้วนดูแล้ว จึงพบว่ามันคือแสงจากดอกไม้ชนิดหนึ่งที่มีชื่อว่า ‘ดอกเบญจมาศราตรี’

     

    ดอกเบญจมาศราตรีเป็นดอกไม้หายากชนิดหนึ่ง ขึ้นอยู่ตามพื้นที่โล่งสูง มันเจริญเติบโตโดยการดูดกลืนแสงจันทร์ที่สาดส่องลงมา หนึ่งปีจะบานเพียงหนึ่งครั้ง จัดเป็นดอกไม้หายากชนิดหนึ่งเลยทีเดียว

     

    นอกจากของมันแล้ว ดอกเบญจมาศราตรียังมีคุณสมบัติที่โดดเด่นในการขจัดพิษที่ร้ายแรงได้หลากหลายประเภท และหนึ่งในนั้นก็คือพิษของพยัคฆ์เพลิงอสรพิษ แต่การจะใช้มันเพื่อขจัดพิษนั้น ต้องนำมันไปสกัดเป็นตัวยาเสียก่อน

     

    ดอกเบญจมาศราตรีที่โม่เฟิงพบนั้นกำลังบานอยู่หน้าผาสูง อยู่สูงจากจุดที่โม่เฟิงยืนอยู่ประมาณครึ่งลี้ การปีนหน้าผาขึ้นไปเก็บมันนับว่ามีความเสี่ยงอยู่ โม่เฟิงจึงต้องรอบคอบ เลือกเส้นทางการปีนที่น่าจะมีความปลอดภัยที่สุด

    โม่เฟิงเริ่มปีนป่ายหน้าผา เขาเลาะไปตามจุดที่มีเถาวัลย์หรือแง่งหินที่ดูแข็งแรงพอที่จะรองรับน้ำหนักของตัวเองไหว ถึงแม้เส้นทางการปีนของเขาจะดูคดเคี้ยว และอาจจะใช้ระยะเวลานานกว่าปกติ แต่ก็มีความปลอดภัยสูง

     

    โม่เฟิงใช้เวลาในการปีนขึ้นไปนานอยู่ประมาณหนึ่งก้านธูป เขาก็สามารขึ้นไปถึงจุดที่ดอกเบญจมาศราตรีกำลังเบ่งบานอยู่ได้

     

    โม่เฟิงเอื้อมมือไปเด็ดดอกเบญจมาศราตรี ก่อนจะเก็บมันไว้ในแหวนมิติหยกธารา

     

    แต่ถึงแม้โม่เฟิงจะสามารถเก็บดอกเบญจมาศราตรีได้แล้ว แต่เขายังไม่คิดที่จะกลับลงไป เขาเลือกที่จะปีนขึ้นไปบนหน้าผา เพราะอยากจะชมภาพทิวทัศน์ของเมืองตะวันดับจากบนนั้น

     

    โม่เฟิงใช้เวลาอีกเล็กน้อย ในการขึ้นไปยืนอยู่บนหน้าผา ก้มมองลงมาเบื้องล่าง โดยสิ่งที่เขาเห็นอยู่ก็คือภาพทิวทัศอันสวยสดงดงามของเมืองตะวันดับที่เขาอาศัยอยู่ ณ เวลานี้

    ถึงแม้จะดึกมากแล้ว แต่เมืองตะวันดับยังคงมีแสงจากโคมไฟมากมายส่องสว่างอยู่ตลอดเวลา มันเป็นภาพเดียวกับช่วงที่เขาได้เดินทางมายังเมืองตะวันดับแห่งนี้เป็นครั้งแรก ยังคงเป็นภาพที่งดงามจับใจไม่เคยเปลี่ยน

                    -----------------------------------------------------------------------------------------------------------------

    ฝากทุกคนช่วยกดติดตามนิยายเรื่องนี้ รวมถึงกดไลค์กดติดตามเพจ Facebook : Nightfall.Novel ด้วยนะครับ

    คล้ายกับเรื่องมารสยบฟ้า ที่คุณอ่าน

    อหังการยอดคนเหนือยุทธ

    อหังการยอดคนเหนือยุทธ

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    423K 2687
    ความโกรธแค้นของชูร่า

    ความโกรธแค้นของชูร่า

    นิยาย เกมออนไลน์
    2.39M 852
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    นิยาย เกมออนไลน์
    603K 912
    ย่ำภพสยบแดน (จบ)

    ย่ำภพสยบแดน (จบ)

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    144K 224
    ถึงเกิดอีกครา...ก็ขอเป็นมหาจอมเวท : Rendel The Great Magic

    ถึงเกิดอีกครา...ก็ขอเป็นมหาจอมเวท : Rendel The Great Magic

    นิยาย แฟนตาซี
    73K 77
    สะเทือนสวรรค์ สะท้านอสูร

    สะเทือนสวรรค์ สะท้านอสูร

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    243K 312
    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    355K 668
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258
    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    3.72M 1271