เสี่ยวฟางถูกคำพูดของอีกฝ่ายอุดปากจนเงียบสนิทด้วยความโกรธจัดอยู่ครู่ใหญ่ผ่านไปพักหนึ่งเธอจึงกลอกตาไปมาพลางเอ่ยยิ้มๆ “พี่คะได้ยินว่าพี่เขยหาจักรเย็บผ้ามาให้พี่เครื่องหนึ่งหรือ?”
เรื่องนี้แพร่สะพัดไปทั่วทั้งหมู่บ้านแล้วตอนที่ได้ยินครั้งแรกเธออิจฉาจนแทบจะหักเล็บตัวเองทิ้งแต่พอคิดได้ว่าตอนนี้เธอกับจางเจิ้นเหว่ยตกลงปลงใจคบหากันอย่างชัดเจนแล้วหัวใจที่เหี่ยวเฉาก็กลับมาพองโตอีกครั้ง
จางเจิ้นเหว่ยเป็นหัวหน้าแผนกตัวเล็กๆในโรงงานทอผ้า แม้ตำแหน่งจะไม่สูงนักแต่ก็รับผิดชอบด้านการจัดซื้อจึงมีช่องทางหาผลประโยชน์ได้มากและเงินเดือนก็สูงแถมฐานะทางบ้านยังดีเยี่ยมอีกด้วย
เจียงอิ๋งอิ๋งเลิกคิ้วขึ้นดวงตาหงส์โค้งหยักเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยวเธอแสร้งทำเป็นเอียงอายพลางยกมือขึ้นป้องปาก “ตายจริงฉันบอกแล้วว่าอย่าให้ใครเอาไปพูดกันให้วุ่นวาย พี่เหยาของฉันเขารักสงบเป็นคนถ่อมตัวจะตายไป...”
ถ่อมตัวกับผีน่ะสิ!รู้กันไปถึงหมู่บ้านข้างๆ แล้วยังจะมาบอกว่าถ่อมตัวอีก?
เสี่ยวฟางแค่นยิ้มในใจแต่ใบหน้ายังคงปั้นยิ้มตาม “ประจวบเหมาะจริงๆ เลยเจิ้นเหว่ยของฉันก็บอกไว้ว่าตอนแต่งงานเขาจะเอาจักรเย็บผ้ามาเป็นสินสอดให้ฉันเครื่องหนึ่งเหมือนกัน”
ความจริงตอนแรกคุยกันไว้ว่าจะซื้อจักรยานให้สักคันแต่เพราะเธอเป็นคนไม่ยอมคนและชอบเปรียบเทียบกับเจียงอิ๋งอิ๋งมาตั้งแต่เด็กย่อมไม่เต็มใจที่จะตกเป็นรองเธอจึงเปลี่ยนจากจักรยานให้กลายเป็นจักรเย็บผ้าเสียเอง
แน่นอนว่าเธอคงคิดไม่ถึงว่าเจียงอิ๋งอิ๋งอยากได้จักรเย็บผ้าไปเพื่อทำธุรกิจส่วนเธอจะเอาจักรเย็บผ้าไปทำอะไรกัน?
“โอ้! ผู้ชายของเธอนี่เก่งจริงๆ เลย!”
เจียงอิ๋งอิ๋งเอ่ยชมอย่างไม่จริงใจนักก่อนจะแสร้งทำเป็นพูดผิด “อ้อ ไม่ใช่สิน้องเสี่ยวฟางยังไม่ได้แต่งงานนี่นา ดูปากฉันสิ พูดจาเลอะเทอะเสียจริง!”
สีหน้าของเสี่ยวฟางเริ่มดูไม่ได้อีกครั้งเธอโต้ตอบกับเจียงอิ๋งอิ๋งมาตั้งแต่เล็กแต่น้อยไม่เคยแพ้ไม่นึกเลยว่าพอผู้หญิงคนนี้แต่งงานไปแล้ว ฝีปากจะคมกริบเชือดเฉือนได้ถึงเพียงนี้
หลี่เหม่ยเจวียนที่ยืนอยู่ข้างๆเป็นคนซื่อจึงได้แต่ยืนฟังตาปริบๆ แทรกบทสนทนาไม่ได้เธอรู้สึกเพียงว่าทั้งสองคนพูดจายิ้มแย้มใส่กันแท้ๆแต่กลับเหมือนมีคมมีดบินว่อนไปมากลางอากาศ
“เอ่อ...เสี่ยวฟาง เข้าไปนั่งในบ้านก่อนไหม?” เธอเช็ดมือกับผ้ากันเปื้อนห่อลูกกวาดในมือนั้นจะรับไว้ก็กระอักกระอ่วน จะวางลงก็ลำบากใจ
เสี่ยวฟางเชิดหน้าขึ้นอย่างทระนง“ไม่ดีกว่าค่ะพี่สะใภ้หลี่ ฉันต้องเข้าเมืองอีก! เจิ้นเหว่ยบอกว่าลูกสาวผู้อำนวยการโรงงานเขาเพิ่งซื้อชุดกระโปรงตัวใหม่มาเห็นว่าจะพาฉันไปดูเสียหน่อย แล้วก็จะซื้อให้ฉันสักตัวด้วย!”
หลี่เหม่ยเจวียนทอดถอนใจจากส่วนลึก“แต่งงานเข้าเมืองนี่มันต่างกันจริงๆ นะเนี่ยในหมู่บ้านเรายังไม่เคยมีลูกสาวบ้านไหนได้จักรเย็บผ้าเป็นสินสอดที่เป็นของชิ้นใหญ่ขนาดนี้เลย!”
พอเสี่ยวฟางได้ยินดังนั้นก็ปรายตามองเจียงอิ๋งอิ๋งอย่างผู้ชนะ พร้อมกับเชิดหน้าให้สูงขึ้นไปอีก...
ทว่าเจียงอิ๋งอิ๋งกลับบิดเอวเดินเข้าบ้านไปเสียแล้วแถมยังเงยหน้ามองฟ้าพลางเปรยขึ้น “ว้า แดดเปรี้ยงเชียวฉันต้องรีบกลับไปพักผ่อนในห้องแล้วสิ ขืนตากแดดนานๆ หน้าจะดำเอาได้...”
ในบรรดาสาวชาวบ้านด้วยกันต่อให้พลิกแผ่นดินทั้งตำบลก็หาใครที่ผิวพรรณดีไปกว่าเจียงอิ๋งอิ๋งไม่ได้ทั้งขาวละออและเนียนนุ่มจนดูราวกับจะมีหยดน้ำซึมออกมาได้เพียงแค่สะกิด
เมื่อเปรียบเทียบกันแล้วผิวของเด็กสาวส่วนใหญ่จะเหมือนกับเสี่ยวฟาง คือเป็นสีดำแดงดูสุขภาพดี...
ใบหน้าของเสี่ยวฟางบิดเบี้ยวไปอีกคราเธอผ่อนลมหายใจหนักๆ ก่อนจะปั้นยิ้มส่งให้หลี่เหม่ยเจวียน“พี่สะใภ้ ฉันไปก่อนนะ ต้องรีบเข้าเมืองไม่รู้เหมือนกันว่าเจิ้นเหว่ยจะซื้อเสื้อผ้าแบบไหนให้เห็นว่าแบบนั้นข้างนอกไม่เคยเห็นมาก่อนเลยแถมเนื้อผ้ายังนำเข้าจากต่างประเทศด้วยนะ...”
ประโยคสุดท้ายเธอจงใจเพิ่มระดับเสียงให้ดังขึ้นเพื่อเจตนาให้เจียงอิ๋งอิ๋งที่อยู่ข้างในได้ยิน
เจียงอิ๋งอิ๋งที่อยู่ในห้องชะงักไปครู่หนึ่งแบบที่ข้างนอกไม่มี เนื้อผ้านำเข้าจากต่างประเทศงั้นหรือ?ทำไมมันฟังดูคุ้นหูพิกล?
หลังจากเจียงเสี่ยวฟางจากไปได้ไม่นานข้างนอกก็มีเสียงคนพูดขึ้นมาอีก
“พี่สะใภ้ ได้ยินว่าวันนี้อิ๋งอิ๋งกลับมาหรือครับ?” ที่แท้ก็คือเฉิงเหวินเจี้ยนนั่นเอง!
หลี่เหม่ยเจวียนย่อมรู้ดีว่าน้องสะใภ้ของตนกับผู้ชายคนนี้เคยมีเรื่องพัวพันกันมาก่อนแต่ตอนนี้เจียงอิ๋งอิ๋งแต่งงานไปแล้ว ไม่ใช่ว่าทั้งสองคนควรจะหลบหน้ากันหรอกหรือ?
เธอได้แต่มองเข้าไปในห้องอย่างลำบากใจไม่รู้จะตอบออกไปอย่างไรดี
เฉิงเหวินเจี้ยนเห็นท่าทางนั้นก็เข้าใจทันทีเขาจึงเพิ่มเสียงให้ดังขึ้น “อิ๋งอิ๋งผมเหวินเจี้ยนเอง!”
พอหลี่เหม่ยเจวียนได้ยินก็เริ่มลนลานเธอรีบยันพุงก้าวออกไปขวางเขาไว้ “ปัญญาชนเฉิงคุณทำอะไรน่ะ? น้องสะใภ้ฉันแต่งงานไปแล้วคุณมาตะโกนเรียกแบบนี้ ไม่กลัวคนเขาเอาไปนินทาหรือ?”
เฉิงเหวินเจี้ยนปั้นหน้าจริงจังพลางยิ้มตอบ“พี่สะใภ้ ผมกับอิ๋งอิ๋งเป็นแค่เพื่อนกัน ทำอะไรเปิดเผยตรงไปตรงมาจะไปกลัวคำนินทาทำไมล่ะครับ?”
เจียงอิ๋งอิ๋งเดินทอดน่องออกมาจากห้องอย่างช้าๆเธอหยุดยืนอยู่ที่ธรณีประตูโดยไม่ก้าวเข้าไปใกล้น้ำเสียงที่เอ่ยออกมาก็เย็นชาเป็นอย่างยิ่ง “ปัญญาชนเฉิงมีธุระอะไรกับฉัน?”
ใบหน้าของเฉิงเหวินเจี้ยนรีบฉาบด้วยรอยยิ้มแสนรัก“อิ๋งอิ๋ง...”
เจียงอิ๋งอิ๋งยิ้มละไม“กรุณาเรียกว่าสหายเจียง!”
เฉิงเหวินเจี้ยนหน้าตึงไปทันทีเขาฝืนยิ้มขื่น “เธอยังโกรธผมอยู่สินะ!”
หลี่เหม่ยเจวียนมองคนนั้นทีคนนี้ทีด้วยสีหน้ากังวลใจอยู่ในบ้านกันแค่สองคนแบบนี้คงไม่ได้จะมาฉุดกระชากลากถูอะไรกันอีกหรอกนะ?
หากมีใครมาเห็นเข้าชื่อเสียงของตระกูลเจียงคงได้ป่นปี้หมดแน่! แต่ด้วยนิสัยของน้องสะใภ้คนนี้เธอก็ไม่กล้าจะเอ่ยเตือนอะไรออกไป
เจียงอิ๋งอิ๋งปรายตามองเธอ“พี่สะใภ้ใหญ่ ในบ้านมีแค่เราสองคนผู้หญิงอ่อนแอพี่ช่วยปิดประตูให้แน่นหนาหน่อยเถอะค่ะ เผื่อมีใครที่เจตนาไม่ดีบุกเข้ามาเราจะพูดแก้ตัวยังไงก็คงไม่มีใครฟัง”
เฉิงเหวินเจี้ยนได้ยินดังนั้นก็ร้อนรนเขาใช้มือข้างหนึ่งยันประตูไว้พลางละล่ำละลักพูด “อิ๋งอิ๋งผมมีเรื่องจะพูดกับเธอจริงๆ นะ!”
เจียงอิ๋งอิ๋งปรายตามองด้วยหางตา“เรื่องอะไร?”
“คือ...”
เฉิงเหวินเจี้ยนเหลือบมองหลี่เหม่ยเจวียนครู่หนึ่งก่อนจะกัดฟันพูด“ผมกำลังจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยและย้ายไปแล้ว ก่อนจะไป...เธอไม่มีอะไรจะพูดกับผมหน่อยหรือ?”
เขาพูดพลางส่งนัยว่า“ผมเลือกสอบเข้ามหาวิทยาลัยปักกิ่ง ที่นั่นเป็นเมืองที่เจริญที่สุดต่อไปจะมีการจัดสรรงานให้โดยตรงเลยนะ!”
เจียงอิ๋งอิ๋งเอียงคอเล็กน้อยก่อนจะส่งยิ้มหวานหยด “ฉันรู้อยู่แล้วล่ะค่ะว่าปัญญาชนเฉิงเก่งมาก!”
เธอยิ้มได้งดงามและเย้ายวนใจยิ่งนักดวงตาที่หยาดเยิ้มนั้นมีเสน่ห์เหลือร้ายจนเฉิงเหวินเจี้ยนรู้สึกร้อนวูบในใจจนเผลอก้าวเท้าเข้าหา “อิ๋งอิ๋ง...”
“สหายเจียง”
เจียงอิ๋งอิ๋งแก้ไขคำเรียกขานอย่างนุ่มนวลก่อนจะเม้มปากยิ้ม “ปัญญาชนเฉิงคงจะมาคืนเงินใช่ไหมคะ?”
คืนเงิน?
ความลุ่มหลงบนใบหน้าของเฉิงเหวินเจี้ยนค่อยๆจางหายไป เขาอึกอักพลางเอ่ย “การไปสอบครั้งนี้ระหว่างทางคงต้องใช้เงินไม่น้อยอิ๋งอิ๋ง... ไม่สิ สหายเจียง พอจะ...”
เจียงอิ๋งอิ๋งทำเป็นหูทวนลมเธอเริ่มหักนิ้วมือนุ่มนิ่มของตัวเองเพื่อนับคำนวณ “ตอนปีใหม่ฉันให้คุณยืมไปห้าหยวนเดือนมกราคมยืมไปสองหยวน เดือนกุมภาพันธ์อีกสองหยวนเดือนมีนาคมอีกหนึ่งหยวนห้าเหมา...”
“เมื่อเดือนก่อนยังให้ข้าวสารไปหนึ่งกระสอบ เนื้อหมูอีกหนึ่งชิ้นแล้วก็เงินอีกหนึ่งหยวน...”
“เบ็ดเสร็จรวมๆ แล้วก็น่าจะเกือบยี่สิบหยวนได้มั้ง!”
เจียงอิ๋งอิ๋งยื่นมือน้อยๆออกไป“ในเมื่อปัญญาชนเฉิงกำลังจะไปแล้ว ก็เอาเงินมาคืนให้ครบเถอะค่ะ!”
ใบหน้าของเฉิงเหวินเจี้ยนแข็งค้างไปทันที...
เขาตั้งใจจะมาขอเงินเพิ่มแล้วไหงกลายเป็นต้องมาคืนเงินไปได้ล่ะเนี่ย?
ฝ่ายหลี่เหม่ยเจวียนที่ยืนอยู่ข้างๆถึงกับตาโตเท่าไข่ห่านนึกไม่ถึงเลยว่าภายในครึ่งปีน้องสะใภ้จะให้เงินปัญญาชนเฉิงไปมากมายขนาดนี้!ต้องรู้ก่อนนะว่าครอบครัวพวกเธอทั้งบ้านใช้เงินต่อเดือนแค่ไม่กี่หยวนเอง!
คนซื่อที่เงียบมาตลอดจู่ๆก็เกิดโทสะขึ้นมา เธอแอ่นท้องก้าวไปข้างหน้าทันที “ปัญญาชนเฉิงคุณทำแบบนี้ไม่ได้นะ ต่อไปถ้าคุณสอบติดมหาวิทยาลัยแล้วหนีไปเงินตั้งมากมายขนาดนี้พวกเราจะไปตามทวงที่ไหน?”
“ดอกเบี้ยไม่ต้องพูดถึง แต่เงินต้นคุณต้องคืนนะ!”
เฉิงเหวินเจี้ยนรีบถอยหลังไปสองก้าวปฏิเสธเรื่องยืมเงินเป็นพัลวัน “ผมไม่ได้ติดเงินบ้านคุณสักหน่อย!”
เจียงอิ๋งอิ๋งกะพริบตาปริบๆก่อนจะเอ่ยขึ้นอย่างเนิบนาบ “ตอนเข้ามหาวิทยาลัยเขาต้องมีการตรวจสอบประวัติฉันจะให้พ่อเขียนระบุลงไปให้ชัดเจนเองว่าคุณเอาเงินฉันไปหรือไม่คนทั้งหมู่บ้านเขาก็รู้กันทั่ว!”
ใบหน้าของเฉิงเหวินเจี้ยนเขียวคล้ำไปในทันทีเขากัดฟันกรอดมองเจียงอิ๋งอิ๋ง “นี่เธอ...เพราะรักไม่ได้เลยกลายเป็นแค้นสินะ!นี่มันคือการแก้แค้นชัดๆ!”