ตอนที่50 ยากุยซี
ในเวลานี้ภายในห้องทดลอง
อัลอ่านสถิติการทดลองชุดใหม่ล่าสุดที่ผู้ช่วยนำมารายงานแล้วพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ
“สมแล้วที่เป็นผลิตภัณฑ์ทดลองที่สมบูรณ์แบบที่สุดของฉันในบรรดาผลิตภัณฑ์ทดลองทั้งหมดมีเพียงหมายเลขหนึ่งเท่านั้นที่ใกล้เคียงกับที่ฉันคิดเอาไว้มากที่สุดไม่ว่าจะเป็นสมรรถภาพทางกายหรือสติปัญญาของเขาล้วนเป็นระดับ S ทั้งหมดดังนั้นรีบหาโอกาสพาตัวเขากลับมา ฉันต้องการเพิ่มขนาดยาและอัพเกรดเขาเป็นระดับ 3S”
โครงการวิจัยของเขาคือการดึงเอาศักยภาพสูงสุดของมนุษย์ออกมา
แต่น่าเสียดายที่มนุษย์ทดลองก่อนหน้านี้ต่างไม่มีความอดทนพวกเขาตายไปเกือบหมดระหว่างที่ทำการทดลองสุดท้ายเหลือเพียงแค่ฉินเริ่นคนเดียวเท่านั้นที่มีชีวิตรอดออกมา
แต่ถึงอย่างนั้นก็เพียงพอแล้วสำหรับเขาเพราะสิ่งที่เขาต้องการมาโดยตลอดล้วนไม่ใช่ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพย่ำแย่
ได้ยินแบบนั้นผู้ช่วยที่ยืนอยู่ข้างเขาเกิดความลังเลใจเล็กน้อย แล้วพูดอย่างไม่มั่นใจว่า:“ดร.อัล หมายเลขหนึ่งเป็นคนในตระกูลฉิน ก่อนเดินทางมายังประเทศจีนหัวหน้าตระกูลได้กำชับกับพวกเราเป็นพิเศษว่าอย่าไปมีปัญหากับพวกเขาอีกเพราะถึงอย่างไรเมื่อก่อน……”
นึกถึงเรื่องที่ตระกูลเกือบถูกโค่นล้มผู้ช่วยรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาจนถึงขั้นกลืนน้ำลายลงคอ
เห็นได้ชัดว่าอัลนึกถึงเรื่องนี้เหมือนกันแววตาของเขาพลันเยือกเย็นขึ้นมาเขามองไปยังน้ำยาทดลองชุดใหม่ล่าสุดที่อยู่บนโต๊ะทดลอง จู่ ๆเขาก็กระตุกยิ้มที่มุมปากขึ้นมา
“พวกเขาไม่กล้าแตะต้องฉันหรอก”
เว้นเสียแต่ว่าพวกเขาไม่อยากได้หนูน้อยคนนั้นแล้ว
พิษ‘snow’ มันคือยาพิษที่เขาสกัดจากยาพิษที่มีพิษมากที่สุด มีสีขาวราวกับหิมะ ไม่มีสีไม่มีกลิ่น ไม่มีใครสามารถถอนพิษได้
น่าเสียดายหนูน้อยคนนั้นเหลือเกิน
เขาเอื้อมมือจะไปคว้าน้ำยาทดลองในขณะที่เพิ่งจะเดินไปได้ก้าวเดียวนั้น จู่ ๆ เขาก็รู้สึกเจ็บปวดที่หัวใจวินาทีต่อมา เขาล้มคว่ำหน้าไปบนพื้น ทั้งจมูกทั้งปากมีแต่กลิ่นคาวเลือดลอยขึ้นมา
“ดร.อัล! ” เมื่อเห็นภาพนี้เข้า ผู้ช่วยที่อยู่ด้านข้างก็ร้องตะโกนเสียงหลง
ที่คฤหาสน์ตระกูลฉิน
โจวโจวกำลังนับนิ้วคำนวณหนูน้อยย่นจมูกด้วยความไม่พอใจ หนูน้อยพึมพำสักพัก จากนั้นก็หยิบเอากระดาษตัดรูปคนออกมาจากในกระเป๋าเธอวาดยันต์ลงบนมันด้วยปลายนิ้ว จากนั้นกระดาษตัดรูปคนก็ลอยขึ้นไปในอากาศพร้อมกับมีของเหลวสีแดงไหลออกมาจากหู คอ และจมูก เหมือนคนจริง ๆ
กระดาษตัดรูปคนลอยขึ้นไปกลางอากาศโจวโจวสะบัดมือหนึ่งครั้ง กระดาษตัดรูปคนที่ว่านั้นก็เหมือนจะสะดุดขาชี้ฟ้าขึ้นมา
คราวนี้โจวโจวถึงได้ปรบมือด้วยความพอใจ
ในเวลาเดียวกันนั้นภายในห้องทดลองผู้ช่วยเรียกลูกน้องสองคนเข้ามาเพื่อเตรียมที่จะยกตัวอัลไปส่งโรงพยาบาลแต่ยังไม่ทันที่พวกเขาจะได้สัมผัสตัวเจ้านาย จู่ ๆ ทั้งร่างของเขาก็หมุนไปประมาณ180° รอจนกระทั่งปลายเท้าของเขาชี้ไปทางทิศตะวันตกแล้วถึงได้หยุดหมุน
เนื่องจากพวกเขาขยับเข้าไปใกล้มากอีกทั้งเหตุการณ์นี้ยังเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน ทำให้พวกเขาไม่ทันได้ป้องกัน พวกเขาถูกเท้าของอัลกวาดจนล้มระเนระนาดไปกับพื้น และในตอนนี้เอง เลือดบนตัวอัลก็ไหลออกมาเร็วมากขึ้น
พวกเขารีบตะเกียกตะกายขึ้นมาจากพื้นแล้วพูดอย่างทำอะไรไม่ถูกมาก “หมอ เรียกหมอมาเร็วเข้า ! ”
-
ภายในห้องหนังสือฉินเริ่นเห็นความเคลื่อนไหวของหนูน้อยก็เกิดความไม่เข้าใจจึงถามด้วยความสงสัย
โจวโจวพูดด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นมาก“ในตอนที่เขาล้มลงไป ปลายเท้าของเขาชี้ไปทางทิศตะวันออกหนูจะปล่อยให้มันเป็นแบบนี้ได้ไง ในเมื่อมันชื่อว่ายายากุยซีหนูก็ต้องทำให้ปลายเท้าของเขาชี้ไปทางทิศตะวันตกสิดังนั้นหนูก็เลยแค่จับเขาหมุนนิดหน่อยน่ะ”
เมื่อได้ยินคำพูดของเธอทันใดนั้นในหัวของเขาก็มีภาพของอัลที่มีสภาพเหมือนกับกระดาษตัดรูปคนตัวเมื่อครู่นี้
เมื่อนึกถึงภาพเวลาที่ตัวของเขาหมุนราวกับเข็มทิศฉินเริ่นถึงกับหลุดขำออกมา แม้แต่แววตาของฉินเลี่ยยังดูแฝงไปด้วยรอยยิ้ม
เด็กน้อยคนนี้ร้ายกาจไม่เบา
แต่ก็ทำได้ดีมาก!
นึกถึงเรื่องที่อัลเคยทำกับฉินเริ่นอย่างทารุณแววตาของฉินเลี่ยถึงกับดูเยือกเย็นขึ้นมา
ในเมื่อเจ้าหมอนั่นกล้ากลับมาที่ประเทศจีนงั้นก็ดีเลย แบบนี้ก็ไม่ต้องกลับไปแล้ว
ในแววตาของฉินเลี่ยเต็มไปด้วยจิตสังหาร
“จริงสิยังมีเจ้าสิ่งนี้อีก” เมื่อนึกถึงเรื่องนี้ โจวโจวก็เทยาเม็ดที่ยังคงมีควันกรุ่น ๆออกมาจากขวดลายคราม “นี่คือยาถอนพิษที่หนูเพิ่งกลั่นออกมามันใช้สำหรับถอนพิษยาพิษที่คนเลวคนนั้นให้หนูกินโดยเฉพาะต่อให้เป็นคนที่ไม่ได้มีร่างกายร้อยพิษไม่กล้ำกรายแต่หากกินยาถอนพิษเม็ดนี้ก็จะสามารถแก้พิษได้เหมือนกัน”
เมื่อได้ยินแบบนี้ฉินเริ่นจึงถามด้วยความสงสัย “กลั่นยาถอนพิษออกมาได้เร็วขนาดนี้เลยหรือ ? ”
“ใช่แล้ว”โจวโจวทำสีหน้าเหมือนมันเป็นเรื่องปกติ เธอแกว่งศีรษะแล้วพูดว่า“ถ้าเกิดกลั่นยาถอนพิษได้ช้าขนาดนั้น แบบนั้นก็ไม่ต้องกินยาถอนพิษแล้วรอให้ล้มหน้าคว่ำไปกับพื้นแล้วให้จู่ซือมาพาวิญญาณไปก็พอ”
ฉินเริ่น:“……”
แบบนั้นก็ไม่จำเป็นแล้วล่ะ
เขาก้มลงไปมองยาถอนพิษที่อยู่ในมือหลังจากที่ตกตะลึงกับความสามารถของหนูน้อยอยู่หลายครั้งหลายครั้ง ในที่สุดจิตใจของเขาก็กลับมาสงบดังเดิม ความกลัวที่เขามีต่ออัลถูกขจัดไปบ้างแล้วเช่นกัน
อาเล็กพูดถูกโจวโจวไม่ใช่เด็กธรรมดา เธอเก่งมาก ขนาดยาพิษที่อัลสุดแสนจะภาคภูมิใจยังถูกขจัดพิษได้อย่างง่ายดายขนาดนี้หากได้เผชิญหน้ากันแบบตัวต่อตัวจริง ๆเจ้าหมอนั่นก็อาจจะไม่ใช่คู่ต่อสู้ของหนูน้อยก็ได้
แบบนั้นเขาก็ไม่ต้องกังวลแล้ว
เมื่อคิดได้ดังนี้สีหน้าของเขาจึงดูผ่อนคลายลง
ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับที่ฉินซีวิ่งเข้ามาตะโกนเรียกให้โจวโจวออกไปเล่นด้วยกันพอดีโจวโจวขานรับแล้วหันไปถามพวกเขาว่ายังมีเรื่องอะไรอีกไหมเมื่อรู้ว่าไม่มีเรื่องอะไรแล้ว เธอจึงวิ่งออกไปเล่นกับฉินซี
ฉินเริ่นกำลังจะเดินออกจากห้องหนังสือเช่นกันและเมื่อมือของเขาเพิ่งจะสัมผัสที่ลูกบิดประตูนั้น จู่ ๆ เขาก็นึกบางอย่างได้จึงหันมาถามฉินเลี่ย“อาเล็ก ได้ยินมาว่าอาเล็กบอกกับโจวโจวว่าผมกับเธอเกิดมาเพื่ออยู่คนละฝั่งกันและผมอาจจับเธอหั่นเป็นแผ่นสาวน้อยใช่ไหม ? ”
ฉินเลี่ยไปเล็กน้อยสีหน้าที่เคยเย็นชาของเขาเผยให้เห็นถึงความเก้อเขินอยู่บ้าง
เห็นแบบนั้นฉินเริ่นหัวเราะแล้วพูดต่อ “โชคดีที่ตอนนี้ความเข้าใจผิดกระจ่างขึ้นแล้วความสามารถของโจวโจวแค่ยังไม่มีหลักการทางวิทยาศาสตร์มารองรับเท่านั้นผมและเธอสามารถพูดคุยกันได้ พวกเราตั้งใจว่าหลังจากนี้จะเรียนรู้กันและกันให้มากขึ้น”
พูดจบเขาก็หันไปพยักหน้าให้อาเล็กแล้วเดินออกไป
แต่ทำไมรอยยิ้มนั้นดูท้าทายอย่างบอกไม่ถูกกันล่ะ
ฉินเลี่ยจ้องไปที่เขาสักพักก่อนจะกุมขมับอย่างปวดหัว เขาไม่คาดคิดเลยว่าการล้อหนูน้อยเล่นในครั้งนั้นจะทำให้เขาต้องมาถูกแม่และหลานชายแท้ๆ ของตัวเองหัวเราะใส่แบบนี้
อยู่มาจนโตขนาดนี้ยังไม่เคยรู้สึกอับอายขายหน้าเท่านี้มาก่อนเลย
นึกถึงคำพูดของฉินเริ่นเขาก็อดที่จะมองค้อนไล่หลังหลานชายตัวดีไม่ได้ ยังดีที่เจ้าเด็กคนนี้ยังพูดอะไรแบบมีจิตสำนึกอยู่บ้าง
แถมยังพูดอีกว่าความสามารถของโจวโจวแค่ยังไม่มีหลักการทางวิทยาศาสตร์มารองรับเท่านั้นนี่เขาลืมคำจำกัดความของวิทยาศาสตร์ไปแล้วหรือ ? แน่จริงก็ลองไปพูดต่อหน้าอาจารย์พวกนั้นดูสิหากเขาไม่ถูกไล่ออกมาสิแปลก
คนที่กล้าพูดแบบนี้ออกมาคงมีแค่เขาคนเดียวเท่านั้นจริง ๆ
เขาส่ายหน้าแต่พอนึกถึงท่าทีของเขาที่ปกป้องและเป็นห่วงเป็นใยโจวโจว ฉินเริ่นก็ยิ้มออกมา
ช่างเถอะสองคนนั้นเข้ากันได้ก็ดีแล้ว
-
หลายวันมานี้โจวโจวมักจะมาที่มหาวิทยาลัย A กับฉินเริ่นในตอนกลางวัน พอกลับไปคฤหาสน์ก็จะไปฝังเข็มให้ฉินเฟิงและเมื่อเห็นว่าสีหน้าของฉินเฟิงดีขึ้นเรื่อย ๆ คนในครอบครัวฉินต่างก็เบาใจลงต่างคนต่างยิ้มออกบ้างแล้ว
และเพื่อเป็นการขอบคุณหนูน้อยเหวินเหยาได้ลงครัวทำอาหารมื้อใหญ่ให้หนูน้อยกินเป็นประจำโจวโจวกินจนพุงกางแล้วมาทรุดตัวลงนั่งบนโซฟาด้วยใบหน้าอิ่มเอมใจถือจานผลไม้และกินผลไม้ตามหลังมื้อเย็น
เธอนกำลังดูทีวีอยู่จู่ ๆ ก็เห็นฉินเป่ยเดินเข้ามาจากข้างนอก
โจวโจวเหลือบไปมองเขาแต่แล้วหนูน้อยก็อุทาน “อ๊ะ” ออกมา
แต่เดิมบนท้องของพี่หกมีวิญญาณร้ายเกาะติดแน่นตั้งแต่วันแรกที่เธอพบหน้าเขาแล้วทำไมวันนี้ถึงได้มีปราณชั่วร้ายกลุ่มหนึ่งอยู่บนหัวไหล่ของเขาอีกล่ะแม้มันจะยังไม่ก่อตัว แต่ปราณร้ายที่อยู่เหนือมันไม่ได้เบาบางเลย
เขาไปดึงดูดพวกของสกปรกเหล่านี้มาจากไหน?
ย่าฉินเองก็เห็นหลานชายเข้ามาเช่นกันเมื่อเห็นว่าเขาเดินวนรอบบ้านอย่างรีบร้อนหนึ่งรอบแล้วกำลังจะวิ่งออกไปอีกนั้นเธอก็รีบเรียกหลานชายไว้ “เสี่ยวเป่ยจะไปไหน มากินข้าวก่อนสิ”
“ผมไม่หิว”ฉินเป่ยตะโกนตอบกลับมาโดยไม่หันมามองทางด้านนี้ เขารีบวิ่งออกไปทันที
“เด็กคนนี้ไม่ได้กินข้าวมาสองสามวันแล้วเขาต้องป่วยแน่ ๆ พรุ่งนี้พาเขาไปโรงพยาบาลเถอะ”
โจวโจวไม่พูดอะไรเธอจ้องมองเขาสักพัก จู่ ๆ หนูน้อยก็วางจานผลไม้ กระโดดลงจากโซฟาแล้วพูดว่า“คุณย่า หนูออกไปเล่นข้างนอกก่อนนะ”
เธอต้องไปดูให้รู้เรื่องว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับพี่หกเพราะการสัมผัสกับวิญญาณชั่วร้ายเป็นเวลานานนั้นไม่ดีต่อร่างกาย
“ไปเถอะจ้ะ”ได้ยินหนูน้อยบอกว่าจะออกไปเล่น ย่าฉินจึงไม่ได้ห้ามปรามอะไรเธอแค่บอกให้หนูน้อยอย่าลืมกลับบ้านเร็ว ๆ
โจวโจวพยักหน้าแล้ววิ่งออกไปเธอตามกลิ่นลมหายใจของฉินเป่ยจนกระทั่งมาถึงหน้าคฤหาสน์หลังหนึ่ง
ทันทีที่หนูน้อยตามมาถึงเธอก็เห็นฉินเป่ยย่องไปที่ประตูและมองเข้าไปราวกับว่าเขาต้องการเข้าไปข้างในอย่างไรอย่างนั้น
โจวโจวเงยหน้าขึ้นมาทันใดนั้นคิ้วของหนูน้อยก็ขมวดแน่นเป็นปม
เพราะจากที่ที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่ามีปราณร้ายหลั่งไหลออกมาจากในนั้นอย่างต่อเนื่อง
มีวิญญาณอยู่ที่นี่!