บ้านพักตากอากาศชิงอวิ๋นห้องนอนรอง
ภายในห้องตอนนี้เย่เฉียวเฉี่ยวกำลังเต้นรำอย่างมีความสุขในแววตาเต็มไปด้วยร่องรอยของความยินดีดวงตาคู่นั้นยิ้มหยีโค้งเป็นพระจันทร์เสี้ยวดวงเล็กๆ สองดวง
การเต้นของเธอโยกย้ายไปตามจังหวะฝีเท้าในการเต้นทั้งเบาและเร็ว พร้อมแกว่งแขนอย่างอิสระ เอวบิดเร้าอ่อนช้อยความมีชีวิตชีวาแผ่กระจายออกมา
ซูฮ่าวพยักหน้าและปรบมือเป็นบางครั้งเพื่อให้กำลังใจเธอ
ห้านาทีต่อมาเย่เฉียวเฉี่ยวก็หยุดเต้น
เธอมองหน้าซูฮ่าวอย่างคาดหวังและไม่สนใจเหงื่อที่ไหลออกมาจากหน้าผากราวกับเด็กดีที่กำลังรอคำชมเชย “พี่ซูฮ่าว ฉันเต้นสวยไหม!”
“สวยมากเฉียวเฉี่ยวเต้นได้น่ารักและมีชีวิตชีวาที่สุดเท่าที่ฉันเคยเห็นมาเลย” ซูฮ่าวยกนิ้วโป้งขึ้นมา เขาพูดโดยไม่ตระหนี่คำชมเลย
“เฉียวเฉี่ยวต้องเป็นครูสอนเต้นได้แน่นอนพยายามเข้าล่ะ!”
“คิกๆ … ” เมื่อได้ยินดังนั้นรอยยิ้มบนใบหน้าของเย่เฉียวเฉี่ยวก็ประดับด้วยความยินดี จากนั้นเธอก็กระโดดไปรอบๆห้อง
เย่จื่ออี๋ที่ยืนอยู่ด้านข้างก็เผยรอยยิ้มออกมาเมื่อเห็นว่าเย่เฉียวเฉี่ยวสามารถยิ้มออกมาด้วยรอยยิ้มไร้เดียงสาได้เธอก็รู้สึกขอบคุณซูฮ่าวเป็นอย่างมาก
ถ้าซูฮ่าวมอบครอบครัวใหม่ให้กับเธอและเฉียวเฉี่ยวเรื่องทั้งหมดนี้ก็คงไม่เกิดขึ้น
“เธอดูเฉียวเฉี่ยวไปก่อนนะเดี๋ยวฉันจะไปผสมยามาให้เธอ” เหมือนนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ซูฮ่าวจึงหันไปกระซิบที่ข้างหูของเย่จื่ออี๋
เมื่อพูดจบเขาก็ลุกขึ้นยืนแล้วเดินไปที่ห้องนอนหลัก
เธอมองตามแผ่นหลังของซูฮ่าว ก่อนจะหยิบกระจกขึ้นมาส่องหน้าตนเอง
หลังจากใช้ยาชะลอวัยทาบริเวณใบหน้าข้างซ้ายแล้วผิวหน้าก็เกลี้ยงเกลา บางราวปีกจักจั่น
แต่ใบหน้าข้างขวาที่ไม่ได้ใช้ยาชะลอวัยกลับดูหย่อนยานและอัปลักษณ์อย่างมาก
หากพูดตามความจริงแล้วถ้าเธอไม่ได้หยิกใบหน้าตัวเองแล้วรู้สึกเจ็บเธอก็ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเรื่องทั้งหมดนี้เป็นความจริง
ท้ายที่สุดแล้วใบหน้าที่ถูกทำร้ายของเธอก็รุนแรงจนแทบจะไม่มีหนทางรักษา
แต่ซูฮ่าวมอบความหวังให้กับเธอและสามารถทำความหวังนี้ให้เป็นจริงได้
จากนั้นไม่นานซูฮ่าวก็กลับมาที่ห้องนอนรองอีกครั้งก่อนยื่นยาชะลอวัยที่ผสมเสร็จเรียบร้อยแล้วให้เย่จื่ออี๋ห้าเม็ด
“ทำเหมือนกับเมื่อวานเลยกินหนึ่งเม็ด อีกสี่เม็ดผสมกับน้ำให้เหนียว”
“ได้ค่ะขอบคุณคุณซู!” เย่จื่ออี๋รับยาทั้งห้าเม็ดนั้นมาด้วยมือที่สั่นเทาก่อนจะลุกขึ้นแล้วเดินเข้าไปในห้องน้ำ
เธอรู้ว่าหลังจากใช้ยาชะลอวัยทั้งห้าเม็ดนี้ใบหน้าข้างขวาของเธอก็จะกลับคืนสู่สภาพเดิม
“พี่ซูฮ่าวพี่มาเต้นกับฉันได้ไหม?” เย่เฉียวเฉี่ยวเดินเข้ามาหาและจับมือของเขาเอาไว้
ซูฮ่าวยิ้มเล็กน้อย “ได้สิ”
ทั้งสองคนเริ่มเต้นรำอย่างเก้อกระดาก
เวลาเคลื่อนผ่านอย่างเชื่องช้าจากนั้นสิบห้านาทีก็ผ่านไป
เย่จื่ออี๋เปิดประตูห้องน้ำแล้วเดินเข้ามาหา
เย่เฉียวเฉี่ยวและซูฮ่าวหยุดเต้นพร้อมกันแล้วหันหน้าไปมอง ใบหน้าข้างขวาค่อยๆ ปรากฏแก่สายตาของเขา
ผิวของเธอนั้นเรียบเนียนขาวใส ราวกับหิมะ
ผิวหน้าทั้งสองข้างของเย่จื่ออี๋ในตอนนี้กลับคืนสู่สภาพเดิมอย่างสมบูรณ์แล้วเหลือเพียงชั้นผิวที่ตายแล้วบริเวณหน้าผากเท่านั้นหากพรุ่งนี้ใช้ยาชะลอวัยอีกครั้ง ใบหน้าของเธอก็จะกลับมางดงามดังเดิมแล้ว
แต่ถึงอย่างนั้นความงามของเย่จื่ออี๋ในตอนนี้ก็สามารถแซงดาราแนวหน้าของวงการได้แล้ว
เย่จื่ออี๋ยืนโค้งคำนับให้กับซูฮ่าว “คุณซูขอบคุณนะคะ!”
หัวใจของเธอพองโตราวคลื่นขนาดเล็กจำนวนมากที่เกิดขึ้นเหนือทะเลสาบเธอรู้สึกตื่นเต้นและยินดีเป็นอย่างมาก
บางทีหากใช้คำว่าตื่นเต้นมาบรรยายก็คงไม่เพียงพอคำว่าตื่นเต้นนั้นเป็นเพียงแค่ผิวเผินเท่านั้น แต่นอกจากคำว่าขอบคุณแล้วเธอก็ไม่มีวิธีการแสดงความรู้สึกขอบคุณภายในใจออกมา
“ไม่ต้องเกรงใจ” ซูฮ่าวโบกมือแล้วพูดพร้อมรอยยิ้ม “พรุ่งนี้ทำอีกครั้งใบหน้าของเธอก็จะหายดีแล้ว ไม่มีใครเรียกเธอว่าคนอัปลักษณ์ได้อีกแล้วพวกเขาจะคิดว่าเธอหน้าตาดีมาตั้งแต่เกิด เมื่อถึงตอนนั้นฉันก็ไม่สามารถยืนเคียงข้างเธอได้อีกแล้วไม่อย่างนั้นฉันคงถูกเพื่อนร่วมชาติใช้สายตาฆ่าแกงกันแน่นอน”
“อิๆ !” เมื่อได้ยินดังนั้น เย่จื่ออี๋ก็หลุดหัวเราะออกมา
เย่เฉียวเฉี่ยวปรบมือดีใจเธอใช้คำพูดเด็กๆ มาแสดงความยินดีกับพี่สาวของตัวเองที่สามารถรักษาใบหน้าจนหายดีได้แล้ว
มุมปากของซูฮ่าวก็ยกยิ้มขึ้น “คุณเย่เกรงว่าร้านขายยาของฉันจะต้องเลื่อนเวลาเปิดออกไปอีกสักสองสามวันดังนั้นช่วงนี้เธอก็พักผ่อนให้เพียงพอ พาเฉียวเฉี่ยวออกไปเที่ยวเล่นให้มากหน่อยแต่อย่าวิ่งไปไกลเกินไปนะ ไม่อย่างนั้นจะเกิดอันตรายเอาได้”
“ได้ค่ะ” เย่จื่ออี๋พยักหน้าแล้วถามขึ้นว่า “คุณซูที่คุณให้ฉันเป็นผู้จัดการร้านแทนคุณ ฉันต้องทำอะไรบ้างคะ?”
ซูฮ่าวชะงักไปเล็กน้อยแล้วครุ่นคิด “ยังไม่แน่ใจแต่ก็น่าจะเป็นหยิบยาให้ลูกค้าแล้วเก็บเงิน”
“เข้าใจแล้วค่ะ” เย่จื่ออี๋ผ่อนคลายลง เธอกลัวว่าตัวเองจะโง่เกินไปแล้วทำให้ไม่สามารถทำตามคำสั่งของซูฮ่าวได้ แต่ถ้าคิดเงินแล้วก็ไม่ใช่ปัญหา
“คือว่า… คุณซูฉันขอเบิกเงินล่วงหน้าได้ไหมคะ? ฉันอยากให้เฉียวเฉี่ยวได้เข้าเรียนอีกครั้ง!”
เธอพูดขึ้นอย่างไม่ค่อยมั่นใจเพราะว่าเธอยังไม่ทันได้ทำงานเลย แล้วยังมาอาศัยอยู่กับซูฮ่าวที่นี่ตอนนี้ยังจะขอเงินซูฮ่าว หากพูดออกไปแล้วก็รู้สึกเก้อกระดากเล็กน้อย
“ได้ฉันจะโอนเงินให้ห้าหมื่นเข้าในวีแชตของเธอ” ซูฮ่าวหยิบโทรศัพท์ออกมาแล้วโอนเงินทันที
“คุณซู ไม่… ไม่ต้องมากขนาดนั้นหรอกค่ะ” เย่จื่ออี๋ตกใจมาก แล้วรีบโบกมือปฏิเสธ
เธออยากได้แค่สองสามพันหยวนก็พอแล้วและไม่คิดว่าจะต้องใช้เงินสำรองมากมายขนาดนั้น
“เอาไปเถอะไม่ว่าอย่างไรฉันก็ต้องจ่ายเงินเดือนให้อยู่ดี” ซูฮ่าวยิ้มออกมาแล้วถามต่อว่า “หาโรงเรียนได้หรือยัง?”
เย่จื่ออี๋พูดอย่างลำบากใจ “ยังเลยค่ะ… ”
เนื่องจากใบหน้าของเธอสองวันนี้เธอจึงยังไม่ได้ออกไปด้านนอก
ซูฮ่าวครุ่นคิดแล้วพูดว่า “เรื่องโรงเรียนฉันจะเป็นคนจัดการให้เองพรุ่งนี้ฉันจะให้คนพาเฉียวเฉี่ยวไปหาโรงเรียนที่ดีหน่อย”
“แบบนั้นจะได้อย่างไรคะ…”
“ไม่เป็นไรเธอไม่คุ้นเคยกับพื้นที่แถวนี้ จะให้ไปหาโรงเรียนก็ยุ่งยากถ้าอย่างนั้นให้ฉันจัดการเถอะ ไม่ว่าอย่างไรแถวนี้ฉันก็มีคนรู้จักเยอะ” ซูฮ่าวโบกมือแล้วพูดพร้อมรอยยิ้ม
ด้วยอำนาจของหวางเฉิงเทียนการหาโรงเรียนก็ง่ายเหมือนกับการหาน้ำดื่มนั่นแหละ
เย่เฉียวเฉี่ยวที่ยืนอยู่ด้านข้างก็มองหน้าเย่จื่ออี๋ด้วยความดีใจ “พี่คะฉันจะได้ไปเรียนแล้วหรือ?”
“ใช่แล้ว ดีใจไหม?” เย่จื่ออี๋ลูบศีรษะของเธอเบาๆ
“ดีใจค่ะ!” เย่เฉียวเฉี่ยวกระโดดโลดเต้นด้วยความยินดี “เย้หนูจะได้ไปเรียนแล้ว!”
เมื่อเห็นว่าน้องสาวของตัวเองมีความสุขมากเย่จื่ออี๋ก็รู้สึกมีความสุขไปด้วย
เธอหันไปยิ้มให้กับซูฮ่าวที่อยู่ด้านข้างในตอนนั้นเธอก็หวังว่าเขาจะสามารถอยู่ข้างกายเธอและเฉียวเฉี่ยวตลอดไป
“ตอนนี้ก็ดึกมากแล้วฉันจะต้องกลับแล้ว” ซูฮ่าวมองนาฬิกาและหันไปพูดกับเย่จื่ออี๋
“ฉันไปส่งนะคะ” เย่จื่ออี๋ลุกขึ้นยืน ก่อนจะเปิดโทรทัศน์ให้เย่เฉียวเฉี่ยวดู และลงไปด้านล่างพร้อมกับซูฮ่าว
ระหว่างทางเธออ้าปากเหมือนจะพูดอะไรบางอย่างแต่กลับไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นอย่างไร
เมื่อออกมาจากบ้านพักตากอากาศแล้วซูฮ่าวก็ชะงักฝีเท้าแล้วพูดด้วยรอยยิ้มว่า “ส่งแค่นี้ก็พอแล้ว ฉันจอดรถอยู่ข้างๆเดี๋ยวไปเอารถก็จะกลับแล้ว”
เมื่อพูดจบเขาก็เดินจากไป
“คุณซู!” ในที่สุดเย่จื่ออี๋ก็พูดขึ้นมา
ซูฮ่าวหันกลับไปมอง “มีอะไรหรือ?”
“หลังจากที่ฉันกับเฉียวเฉี่ยวขึ้นไปด้านบนแล้วคุณไม่ได้ทะเลาะกับเฉินไห่คั่วใช่ไหมคะ?” เย่จื่ออี๋ถามขึ้นมาด้วยความลังเล
“เขาเป็นคนที่ใจร้อนคำพูดอาจจะไม่น่าฟัง อย่าเก็บมาใส่ใจเลยนะคะ ฉันจะไม่ยกโทษให้เขาในเรื่องนี้และฉันได้ตัดขาดความสัมพันธ์กับเขาไปแล้ว ดังนั้นหวังว่าคุณซูจะไม่เข้าใจผิด… ”
น้ำเสียงของเธอเบาลงเรื่อยๆเมื่อพูดถึงประโยคสุดท้ายซูฮ่าวก็แทบจะไม่ได้ยินเสียงของเธอ
“พวกเราไม่ได้ทะเลาะกันแค่คุยกันปกติเท่านั้น” ซูฮ่าวส่ายหน้าแล้วพูดต่อว่า “ส่วนเรื่องเข้าใจผิด ฉันไม่ค่อยเข้าใจว่ามันหมายความว่าอย่างไรคุณหนูเย่ช่วยอธิบายให้ละเอียดหน่อยได้หรือเปล่า?”
“คือว่า… ไม่ใช่ค่ะเมื่อครู่นี้ฉันอาจจะเบลอๆ ก็เลยพูดผิดไป” เย่จื่ออี๋หน้าแดงก่ำแล้วรีบพูดขึ้นมาว่า “คุณซูเดินทางปลอดภัยนะคะอย่าขับรถเร็วเกินไป”
“โอเคครับขอบคุณที่เป็นห่วง” ซูฮ่าวยกมือทำท่า ‘OK’ จากนั้นก็เดินไปยังรถลัมโบร์กินี เรเบนตันที่จอดอยู่
เย่จื่ออี๋มองตามแผ่นหลังของซูฮ่าวไปภายในใจของเธอรู้สึกซับซ้อนยากจะบรรยาย
ความจริงแล้วเธอเองก็มีความรู้สึกดีๆต่อซูฮ่าว ด้านหนึ่งเป็นเพราะซูฮ่าวได้ช่วยเหลือเธอโดยไม่มีเงื่อนไขอีกทั้งยังมอบความอบอุ่นให้แก่เธอและเฉียวเฉี่ยวอย่างที่ไม่มีใครเคยทำได้มาก่อนส่วนอีกด้านหนึ่งก็เป็นเพราะการที่มีซูฮ่าวอยู่เธอรู้สึกปลอดภัยมาก
หากได้อยู่กับซูฮ่าวเธอไม่จำเป็นต้องกังวลถึงเรื่องอันตรายใดๆเขาเป็นเหมือนเทพที่คอยคุ้มครองเธอและขัดขวางภยันอันตรายทั้งหมด
ในขณะเดียวกันซูฮ่าวก็เป็นคนที่สมบูรณ์แบบมาก เมื่อได้รู้จักกับเขาเธอไม่ต้องรู้สึกกดดันอะไรเลย
แต่ว่าการปรากฏตัวของเฉินไห่คั่วทำให้ความคิดของเธอสับสน
แม้ว่าซูฮ่าวจะสมบูรณ์แบบไร้ที่ติแต่เขาก็มีคู่หมั้นแล้วนอกจากนี้คู่หมั้นของเขาคือไป๋เหวินหลิงประธานบริษัทเตี๋ยเลี่ยนฮัว
เธอเป็นผู้หญิงที่สวยมากเป็นเทพธิดาในหมู่คนทั่วไป เมื่อเปรียบเทียบกับอีกฝ่ายแล้วก็เหมือนแสงอาทิตย์กับเงาจันทร์
ฐานะของเธอในตอนนี้จะสามารถสู้กับไป๋เหวินหลิงได้อย่างไร?
ส่วนเฉินไห่คั่วที่ล้มเหลวจากการเทรดหุ้นเมื่อสองปีที่แล้วก็สร้างบาดแผลให้เธอเป็นจำนวนมาก
ในตอนนี้อีกฝ่ายกลับมาแล้วเขาไม่เพียงแต่จะแก้แค้นให้เธอ อีกทั้งยังเอาของเก่าของเธอกลับมาและขอโอกาสเธออีกครั้งด้วย
เธอยอมรับว่าตอนที่เธอเห็นแหวนแต่งงานและชุดแต่งงานที่เฉินไห่คั่วเอากลับมาในตอนนั้นเธออยากจะตอบตกลงในทันที
แต่เพื่อนในอินเทอร์เน็ตเคยพูดเอาไว้ว่า ‘ความรักที่แท้จริงแม้ว่าคุณจะดื่มไวน์ฉลองให้กับอดีต ต่อให้รักอย่างไม่โงหัวดื่มเหล้าคนเดียวจนฟ้าสาง แต่เมื่อเขาหันกลับมาแล้วกวักมือให้คุณก็ยังติดตามเขาเหมือนหมาตัวหนึ่ง’
พูดน่ะมันง่าย แต่ทำยาก
เย่จื่ออี๋รู้สึกสับสน
เงาของซูฮ่าวและเฉินไห่คั่วครองพื้นที่ในใจของเธออยู่
คนหนึ่งเป็นเหมือนเทพที่ลงมาจากสวรรค์ที่ช่วยเธอและน้องสาวให้รอดพ้นจากความมืดมิด
ส่วนอีกคนคือสามีที่ทำให้เธอมีความสุขตลอดเจ็ดปีที่ผ่านมา
ภาพทั้งสองคนสลับกันไปมาไม่มีใครสามารถแทนที่ใครได้
เย่จื่ออี๋ยืนอยู่ที่เดิมเป็นเวลานานแต่ก็ยังเลือกไม่ได้ ก่อนจะเดินเข้าบ้านพักตากอากาศด้วยใบหน้าที่สับสน
ทันใดนั้นเธอก็รู้สึกว่าความจริงชีวิตคนเราก็เหมือนกับถนนราบเรียบที่ทอดยาวไปสู่ป่าใหญ่
บนพื้นราบมีเพื่อนร่วมทางที่สามารถช่วยเหลือเกื้อกูลกันได้
หากเข้าไปในป่าแล้วหนทางมีทั้งต้นหญ้าและขวากหนามแต่ละคนมุ่งความสนใจแต่เส้นทางของตนเองช่วงเวลาแห่งความเยาว์วัยเท่านั้นที่จะสามารถสัมผัสความรู้สึกไร้ทุกข์ ไร้โศกไร้กังวล
หากคนที่ไม่ได้อยู่ในช่วงแห่งความเยาว์วัยที่สะอาดและบริสุทธ์แล้วทำให้เส้นทางยิ่งเดินก็ยิ่งท้อ
คนที่โดนครอบครัวผูกมัดความรับผิดชอบผูกรัด ติดกับความทะเยอทะยานของตนเองคนผู้นั้นจะถูกความซับซ้อนและเดียวดายกดทับ ยิ่งเดินเข้าไปในป่าลึกมากเท่าไรแสงสว่างก็ยิ่งริบหรี่ลงเท่านั้น
เสียงถอนหายใจของเธอนั้นดังก้องออกไป…