จักรพรรดิมารนอกรีต

    ตอนที่ 47 : บุกรุกคฤหาสน์กองโจรมายา

    หยางเหวินโจวรีบนำหยกสีม่วงไปให้แก่หยางลั่ว ปฏิกิริยาของมันก็เป็นอย่างที่คาดไว้ "ใช่จริงๆ! พวกมันคือกองโจรมายา!"

    แต่หยางเหวินโจวที่สังเกตเห็นความผิดปกติก็กล่าวแทรกขึ้นด้วยสีหน้าไม่แน่ใจ "พี่ใหญ่ พวกกองโจรมายาเป็นกลุ่มที่มีความระมัดระวังตัวเป็นอย่างสูง มันจะทำตราสัญลักษณ์กองโจรและหยกที่ขโมยมาหล่นเรี่ยราดตามท้องถนนจริงๆหรือ?"

    กองโจรมายาขึ้นชื่อว่าเฉลียวฉลาดและตั้งตระหง่านอยู่ในเมืองเทียนหยุนมานานนับหลายปี จะพลาดพลั้งง่ายดายถึงเพียงนี้เชียวหรือ?

    แม้แต่เทพเจ้าสงครามไป๋หนานเทียนยังมิอาจกวาดล้างพวกมันได้ทั้งหมด หากจะกล่าวว่ากองโจรมายาเป็นกองกำลังที่แข็งแกร่งเสียยิ่งกว่าตระกูลอันดับสามอย่างตระกูลลู่ ซ้ำยังมีเครือข่ายกว้างขวางอย่างยิ่งภายในเมืองเทียนหยุน

    เพียงแค่นี้พอจะคาดเดาได้ว่าแล้วว่ากองโจรเงามายานั้นมีกองกำลังที่แข็งแกร่งเพียงใด

    คิ้วของหยางลั่วมุ่นลงอย่างสับสน แม้นว่ามันจะคิดเช่นนั้น แต่พอหวนนึกไปถึงการตายที่น่าสังเวชของบุตรชายมัน มันกลับกลบความเป็นเหตุเป็นผลไปจนสิ้น "ข้าไม่สนใจ! ไม่ว่าอย่างไรค่ำคืนนี้กองโจรมายาจะไม่มีอยู่ภายในเมืองเทียนหยุนอีกต่อไป!"

    หยางเหวินโจวถอนหายใจยาวอย่างช่วยไม่ได้ เขาโบกมือนำทัพม้าต่อไป ก่อนที่จะกล่าวถามชายชราข้างกาย "เฒ่าสาม ข้าต้องการข้อมูลกองกำลังของกองโจรมายา เจ้าพอจะจดจำได้หรือไม่?"

    ชายชราที่ถูกเรียกว่าเฒ่าสามผงกศีรษะก่อนจะกล่าวขึ้น "ผู้นำของกองโจรเงามายารุ่นที่สองคือสตรีนามหลิงซู ไม่ทราบแซ่และที่มา นางเป็นผู้บำเพ็ญระดับปราณลึกลับ ขั้น 2 มีข่าวคราวว่านางไม่มีที่มาให้สืบค้นไปถึงเบื้องหลังได้ แต่มีข่าวลือมาว่านางเป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญจากเมืองเทียนเฟิง"

    "ปราณลึกลับงั้น? เมืองเทียนเฟิง?" หยางเหวินโจวเริ่มจะใจคอไม่ดี หากผู้นำกองโจรมายามีระดับการบำเพ็ญทัดเทียมกับหยางลั่วคงยากจะคาดเดาได้ว่าตระกูลหยางของพวกเขาจะสามารถเอาชนะกองโจรมายาได้หรือไม่

    "และที่เหลือคือผู้บำเพ็ญปราณสวรรค์อีกหกคนและผู้บำเพ็ญปราณหลากหลายอีกกว่าหลายร้อยคน..." เฒ่าสามยังคงกล่าวต่อในลักษณะไม่แน่ใจ แค่เพียงผู้นำกองโจรมีระดับการบำเพ็ญปราณลึกลับแล้วก็นับว่ามิใช่งานง่ายสำหรับตระกูลหยางเป็นแน่

    "ฮ่าย~ ช่างมันเถอะ ไว้ให้เป็นหน้าที่ของพี่ใหญ่ในการตัดสินใจ บางทีเขาเพียงแค่ต้องการระบายอารมณ์เท่านั้น" หยางเหวินโจวถอนหายใจในขณะนำทัพไปยังฐานที่มั่นที่อยู่ในระยะสายตาเป็นระยะทาง 500 เมตร

    . . .

    บนอาคารสูงตระหง่านแห่งหนึ่งมีใกล้คฤหาสน์กองโจรมายามีร่างสีดำสองร่างนอนราบอยู่บนหลังคา หนึ่งในนั้นสวมหน้ากากไหมสีดำ แน่นอนว่าเขาคือไป๋เฉิน ข้างกายของเขาคือหลิวอี้หลิวที่เตรียมพร้อมสำหรับจดรายละเอียดข้อมูลทั้งหมด

    "อี้หลิว เจ้าสามารถสัมผัสได้ถึงปราณของกลุ่มนั้นหรือไม่?" ไป๋เฉินเหลือบมองหลิวอี้หลิวพลางเอ่ยถาม

    ไป๋เฉินมีระดับการบำเพ็ญต่ำเกินไป เขาจึงไม่สามารถระบุได้ว่าแต่ละบุคคลนั้นมีระดับขั้นเท่าใด

    หลิวอี้หลิวพยักหน้าก่อนจะกล่าวพลางทอดสายตามอง "กองกำลังที่นำมาในครานี้มีผู้บำเพ็ญปราณสวรรค์ห้าคน ปราณปฐพีห้าสิบคนและส่วนที่เหลือคือขั้นก่อกำเนิดปราณ"

    ไป๋เฉินอุทาน "โอ้? ปราณสวรรค์ห้าคน? นั่นหมายความว่ามันยังทิ้งผู้อาวุโสบางคนไว้ที่ตระกูลหยางใช่หรือไม่?

    "ถือได้ว่ามันมีสติปัญญาพอสมควรที่เหลือใครบางคนไว้ที่ตระกูลหยาง แต่ทว่า... ฮี่ฮี่ฮี่!" ไป๋เฉินลูบคางเปล่งเสึยงหัวเราะด้วยสีหน้าที่ชั่วร้าย หลิวอี้หลิวที่มองอยู่ก็อดไม่ได้ที่จะสั่นสะท้านไปจนถึงก้นบึ้ง

    'ฉิบหายแน่! ครานี้ตระกูลหยางได้ฉิบหายจริงๆ!'

    "เอาล่ะ ในระหว่างการต่อสู้อย่าลืมจดระดับขั้นของพวกมันโดยละเอียด ข้าจะมาชำระบัญชีในภายหลัง" เมื่อกล่าวจบ ร่างของไป๋เฉินร่อนลงสู่ข้างอาคาร ก่อนที่ร่างสีดำทมึนทึบแสงหายลับไปในทิศทางคฤหาสน์กองโจรมายาอย่างเงียบงัน

    .
    .
    .

    ณ อาคารหลักตระกูลฉิน

    ฉินเหยียนได้รับข้อความจากสายลับในเมืองเทียนหยุนว่าตระกูลหยางได้นำทัพและรวบรวมกองกำลังเข้าบุกจู่โจมกองโจรมายาอย่างไม่ทราบสาเหตุ เขาจึงรีบติดต่อกับชายชราในอาภรณ์สีฟ้าและยืนอยู่เบื้องนอกระเบียงตระกูลฉินเหม่อมองไปยังทิศทางของฐานที่มั่นกองโจรมายาด้วยสีหน้าที่แปลกประหลาด

    "พี่ใหญ่ ในฐานะที่พวกเราเป็นเจ้าเมือง พวกเราควรจะเข้าไปไกล่เกลี่ยสถานการณ์หรือไม่?" ฉินเหยียนเอ่ยถามชายชราในอาภรณ์สีฟ้าอย่างลังเลใจ

    แต่ชายชราส่ายศีรษะไม่เห็นด้วย "พวกมันเป็นหนึ่งในกลุ่มคนที่ทำให้ตระกูลไป๋ล่มสลายไป เจ้ายังคิดจะไกล่เกลี่ยสถานการณ์ให้คนเช่นนั้นอีกหรือ!?"

    ปรากฏว่าฉินเหยียนและชายชรารับรู้มานานแล้วว่าตระกูลหยางมีส่วนเกี่ยวข้องกับยุทธการมังกรเขมือบในครานั้น แต่เขาไม่มีความกล้าหาญพอที่จะแก้แค้นให้พี่ชายร่วมสาบานของตนเอง

    "แต่หากเรายอมให้ตระกูลหยางและกองโจรมายาสูญเสียกำลังพลไป ความแข็งแกร่งโดยรวมของเมืองเทียนหยุนจะลดลงจนกลับกลายเป็นอ่อนแอที่สุดภายในทั้งสี่เมือง และหากเป็นเช่นนั้น..." ฉินเหยียนก้มหน้าลงกล่าวอย่างไม่กล้าสบตา

    ชายชราถอนหายใจอย่างช่วยไม่ได้ และตัดสินใจให้คำแนะนำเล็กๆน้อยๆ "เจ้ายังใจอ่อนเกินไป เหตุใดเจ้าไม่ดูหนานเทียนเป็นตัวอย่าง? สิ่งใดที่อยุติธรรมหรือมีความชั่วร้ายใดๆ เขาก็ล้างผลาญพวกมันโดยไม่สนใจว่าจะเหลือกองกำลังของเมืองเทียนหยุนเท่าใด หากสูญเสียกองกำลังไปก็แค่สร้างมันขึ้นมาใหม่ หรือไม่ก็ต้องแข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิมเพื่อทดแทนส่วนที่ขาดหายไปเท่านั้น เจ้าควรจะเอาแบบอย่างหนานเทียนบ้างในบางส่วน...มิเช่นนั้นเจ้าจะไม่มีวันที่จะปกป้องใครได้อีกต่อไป"

    "หากเจ้าตัดสินใจเด็ดขาดและไม่เชื่อในคำของฉินฟงในครานั้น หนานเทียนก็คงจะไม่ตกตายไปและไป๋เฉินคงจะไม่เป็นอยู่อย่างทุกวันนี้...เมื่อมองดูไป๋เฉินเจ้าไม่รู้สึกผิดเลยหรือไรกับการตัดสินใจของเจ้าในวันนั้น?"

    ชายชรากล่าวด้วยน้ำเสียงหนักหน่วงราวกับค้อนปอนทุบเข้าที่หัวใจของฉินเหยียนอย่างรุนแรง

    "หากพวกเราเข้าไปช่วยเหลือไป๋หนานเทียนได้ทันเวลา ข้าเชื่อว่าตระกูลฉินของพวกเราและตระกูลไป๋อาจจะรุ่งโรจน์มากกว่านี้...ความแข็งแกร่งของหนานเทียนนั้นเหนือกว่าผู้นำเมืองเทียนเฟิง เทียนเตี้ยนและเทียนเหล่ยเป็นไหนๆ มิเช่นนั้นด้วยเขาเพียงผู้เดียวคงจะเป็นไปไม่ได้ที่จะเข่นฆ่าศัตรูไปนับหมื่น"

    "น่าเสียดายที่เขาไม่เคยต้องการอยากจะครอบงำอำนาจหรือทะเยอทะยานใดๆ แต่เพื่อน้องชายเช่นเจ้าแล้ว เขายอมทำลายล้างศัตรูทั้งหมดเพื่อที่จะให้ตระกูลฉินมีทุกวันนี้เพื่ออะไร?"

    "เหตุใดหนานเทียนจึงไม่เคยเอ่ยขอสิ่งใดจากเจ้าเป็นการตอบแทน? แน่นอนว่าเขาให้ความสำคัญกับคนรอบข้าง ต่อให้ตัวและจิตวิญญาณสลายไป เขาก็ยังทิ้งความรุ่งโรจน์ไว้ให้แก่เจ้าได้ครอบครองมัน ไม่ว่าจะเป็นชื่อเสียง อำนาจลาภยศ หรือแม้แต่ความมั่งคั่ง เจ้าได้รับมันมาทุกอย่างในขณะที่เขาสูญเสียทุกอย่าง"

    "ในสายตาของคนนอกอาจจะมองว่าไป๋หนานเทียนนั้นโง่เขลายิ่ง แต่ในสายตาของข้าไป๋หนานเทียนคือวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่ข้าเคยเจอมา หากเขามีความทะเยอทะยานตระกูลฉินคงจะล่มสลายเฉกเช่นตระกูลหลินไปเสียแล้ว"

    "...เฮ้อ~ ต่อจากนี้ขึ้นอยู่กับเจ้าแล้วว่าจะตัดสินใจเช่นไร" เมื่อกล่าวจบชายชราในอาภรณ์สีฟ้าเดินกลับเข้าไปในอาคารโดยไม่มีแม้แต่จะหันกลับมามอง

    ฉินเหยียนเงียบงันในบรรยากาศที่เงียบสงัด เขากลับก้มหน้าลงโดยที่มิได้กล่าวแม้แต่ครึ่งคำ รอบกายมีความรู้สึกอ้างว้างและโดดเดี่ยว สายลมเบาๆทำให้นัยน์ตาของเขาเปียกชื้นโดยไม่ทราบสาเหตุ

    ไม่นานเขาเหม่อมองไปยังหมู่เมฆก่อนจะกล่าวพึมพำในขณะเดียวกันน้ำตาสองสายไหลพรากลงจากหางตาด้วยความรู้สึกคะนึงหา "พี่ไป๋ ข้าทำผิดพลาดจริงๆงั้นหรือ?..."

    .
    .
    .

    "ไป! ไป! ไป! ทำลายล้างพวกมัน!" หยางลั่วยกหอกสั่งการด้วยแววตาเย็นชา ฝูงชนกว่า 500 ชีวิตทะลวงผ่านกำแพงชั้นนอกฐานที่มั่นกองโจรมายาไปโดยไม่มีแม้แต่การสนทนาหรือเจรจาใดๆ

    "โฮ้!"

    "โฮ้!"

    "โฮ้!"

    เสียงโห่ร้องมาพร้อมกับหลายฝีเท้าเหยียบย่ำผืนหญ้าเขียวขจีหลั่งไหลเข้าสู่อาณาเขตคฤหาสน์กองโจรมายาอย่างบ้าดีเดือด

    "ศัตรูบุกรุก!"

    "ตระกูลหยาง! นั่นคือธงศึกของตระกูลหยาง!"

    "เร็วเข้า! รีบแจ้งท่านหัวหน้า!"

    "พวกมันฆ่าพวกพ้องของเรา! ฆ่ามัน!" 

    "จู่โจ- อ๊าก!!!"

    เสียงฝั่งกองโจรเปี่ยมไปด้วยความชุลมุนชุลเก พวกมันไม่คาดคิดว่าจะมีคนบ้าหาญกล้าจะจู่โจมกองโจรมายาจริงๆ 

    "ปัง!"

    "ปัง!"

    "ปัง!"

    ผ่านไปครึ่งก้านธูปการต่อสู้ภายนอกฐานที่มั่นคฤหาสน์หรูหราของกองโจรมายาเริ่มทวีความรุนแรงขึ้น

    ฐานที่มั่นของกองโจรมีเพียงแค่ทหารยามที่อ่อนแอกว่าไม่กี่ร้อยนายเท่านั้น ซ้ำแล้วพวกมันยังไม่มีการป้องกันที่หนาแน่นอย่างที่ควรจะเป็น

    กองโจรมายาขึ้นชื่อเรื่องความเก่งกาจและความชั่วร้าย ผู้นำของพวกเขาคงจะไม่คาดคิดว่าตระกูลหยางจะหาญกล้าบุกรุกกองโจรมายาของพวกเขาจริงๆ

    โดยที่ไม่มีแม้แต่การเสวนาหยางลั่วออกคำสั่งบุกรุกและสังหารสมาชิกของกองโจรมายาตั้งแต่หน้ากำแพงทางเข้ายันไปยังใจกลางคฤหาสน์

    กองโจรมายาถูกจู่โจมอย่างกะทันหันถึงสองด้าน พวกมันเข่นฆ่าทุกคนที่ขวางทางบังเกิดเป็นสายธารโลหิตย้อมผืนหญ้าเขียวขจี

    ก่อนที่กองโจรมายาจะได้ตอบโต้ พวกมันก็สูญเสียกองกำลังไปกว่าสามในสิบส่วน

    โลหิตผู้คนนับร้อยไหลเป็นสายธาร!
     

    คล้ายกับเรื่องจักรพรรดิมารนอกรีต ที่คุณอ่าน