บทที่ 56
“ท่านภาม ท่านพ่อขอรับ ท่านแม่ให้มาแจ้งว่าอาหารกลางวันพร้อมแล้ว” เสียงอามินดังขึ้นจากด้านหลัง ภามและอลันที่กำลังก้มๆ เงยๆ เกี่ยวข้าวอยู่ในแปลงนาจึงยืดตัวขึ้น ยกมือที่ข้างหนึ่งกำฟ้อนข้าว อีกข้างกำเคียว บิดขี้เกียจช้าๆ ก่อนจะวางของในมือลง และหันกลับไปคุยกับอามิน “ได้ เจ้าเข้าไปก่อนเลย เดี๋ยวพวกเราตามไป” ภามกล่าวกับอามิน“ขอรับ” อามินตอบรับ พร้อมเตรียมตัวหันหลังเดินเข้าบ้าน“อ้อ เดี่ยวก่อนๆ พวกเข้าตัวเปื้อนดินเปื้อนโคลนไปหมด บอกน้าเมมี่ยกอาหารขึ้นไปทานบนดาดฟ้าดีกว่า ในบ้านจะได้ไม่เปื้อน” ภามกล่าวเพิ่มเติม“ขอรับ” อามินตอบรับอีกครั้ง และรีบเดินเข้าบ้านไปทันที หลังจากอามินเดินเข้าบ้านไป ภามและอลันก็เก็บอุปกรณ์และข้าวที่กระจายอยู่รอบบริเวณไปวางกองรวมกันเป็นที่ ก่อนจะเดินตามไป และแวะล้างมือล้างเท้าที่ก๊อกหน้าบ้าน ทั้งสองขึ้นมานั่งรอที่บนดาดฟ้าของบ้าน แดดยามเที่ยงค่อนข้างร้อน แต่ยังดีที่มีสายลมพัดเย็นตลอดเวลา และมีร่มคันใหญ่ที่ตั้งไว้ให้ร่มเงา ทำให้บริเวณโต๊ะม้านั่งไม่ร้อนอย่างที่คิด นั่งรอกันอยู่ไม่นาน อาหารก็ถูกนำขึ้นมาครบสำหรับทุกคน ระหว่างตักอาหารเข้าปาก สายตาของภามก็กวาดมองไปยังสอนของตัวเองเบื้องล่าง วันนี้เป็นวันที่เขามาอยู่โลกนี้ได้สองเดือนพอดี ที่เดินผืนนี้ที่พระเจ้ายกให้เขา ถูกขุดพลิกหน้าดินนำมาใช้ทำแปลงผักไปแล้วจำนวนไม่น้อย และเขาก็กำลังมีแผนจะทำแปลงเพิ่มอีกด้วย “ท่านภามๆ ช่วงบ่ายข้าขอไปขี่ม้าเล่นได้หรือไม่” แอนเน่ภามขึ้น ไม่นานมานี้ภามกลับอลันใช้เวลาว่างที่มีอยู่ไม่มากนักสอนอามินและแอนเน่ขี่ม้า ไม่รู้ว่าเพราะการขี่ม้าเป็นเรื่องปกติของคนในโลกแห่งนี้ หรือเป็นเพราะเด็กๆ มีพรสวรรค์ ใช้เวลาสอนอยู่ไม่กี่วันเด็กๆ ก็สามารถขี่ม้าได้เอง โดยไม่ต้องมีคนช่วยจูง เวลาอามินกับแอนเน่พากันไปขี่ม้า อามินมักจะขี่เจ้าดำไป และให้แอนเน่ขี่เจ้าขาว เนื่องจากเจ้าขาวเชื่องและอ่อนโยนกว่าเจ้าดำ มันจะค่อยๆ เดินอย่างระมัดระวัง เพื่อไม่ให้เจ้านายตัวน้อยบนหลังของมันตกลงมาส่วนอามินกับเจ้าดำก็ตามประสาเด็กผู้ชายที่เล่นค่อนข้างโลดโผน มีไม่ระวังตกจากหลังม้าบ้างเป็นบางครั้ง แต่ยังดีที่ไม่บาดเจ็บอะไรมาก แต่เมื่อตกจากหลังม้าบ่อยเข้าก็เหมือนได้ประสบการณ์ สามารถทรงตัวบนหลังม้าได้อย่างชำนวญมากขึ้น จนตอนนี้อามินสามารถขี่เจ้าดำออกวิ่งได้แล้ว “ได้สิ แต่ต้องหลังจากที่ช่วยกันเกี่ยวข้าวเสร็จก่อนนะ เหลืออีกไม่มากแล้ว” ภามเอ่ยอนุญาต“เช่นนั้นข้าขอไปด้วย” อามินขอบ้าง“ได้ ได้ทั้งคู่นั่นแหละ แต่หลังจากที่ช่วยกันเกี่ยวข้าวเสร็จ” ภามกล่าวย้ำคำเดิม“ขอรับ/เจ้าค่ะ” อามินและแอนเน่ตอบรับอย่างดีใจ หลังจากทุกคนจัดการอาหารตรงหน้าของตนจนหมดแล้ว เมมี่กับเด็กๆ ก็ช่วยกันยกลงไปล้าง ส่วนภามกับอลันก็ลงไปเกี่ยวข้าวต่อ ไม่นานเด็กๆ ก็ออกมาช่วยเกี่ยวข้าว ส่วนเมมี่ไปยืนสีข้าวหน้าเครื่องสีข้าวมือหมุนที่ตั้งอยู่ใต้ร่มไม้ไม่ไกลจากแปลงนามากนัก สี่แรงร่วมใจ ไม่นานข้าวในแปลงนาก็ถูกเกี่ยวจนหมด อามินและแอนเน่ตะโกนอย่างยินดี พากันกระโดดดึ๋งๆ จากไปทางคอกม้า โดยมีภามและอลันมองตามไปอย่างยิ้มๆ ภามให้อลันเปลี่ยนไปสีข้าวแทนเมมี่ และให้เมมี่ไปพักเตรียมตัวทำอาหารเย็นได้ ส่วนเขาตั้งใจจะเดินไปตรวจหลุมปุ๋ยเสียหน่อย จากการคำนวณเวลาแล้ว ตอนนี้ปุ๋ยน่าจะหมักจนได้ที่ สามารถนำมาใช้ได้แล้ว เขาจะได้ไม่ต้องเสียเงินซื้อปุ๋ยมาเพิ่มอีก เมื่อปิดฝาปิดหลุมปุ๋ยออก กลิ่นที่โชยออกมาแม้จะไม่น่าพึงใจนัก แต่ผลลัพธ์ของมันในหลุมกลับทำให้ภามต้องพยักหน้าอย่างพออกพอใจ รีบคิดหาเวลามาตักปุ๋ยในหลุมพวกนี้ไปใช้ในการปลูกผักรอบหน้า หลังจากตรวจดูหลุมปุ๋ยทั้งสี่หลุมเรียบร้อยแล้ว ภามก็เดินกลับไปหาอลันอย่างอารมณ์ดี ในระว่างเดินกลับ เขาก็แวะเดินตรวจแปลงปลูกผักที่เขาปลูกไว้หมุนเวียนนำไปขายในช่วงนี้ไปด้วย ตอนนี้ในสอนของเขาปลูกผักไว้กว่า 32,000 ต้น ซึ่งประกอบไปด้วย ผักกาดขาว กะหล่ำปลี มันฝรั่ง แครอท หัวไชเท้า และข้าวโพด โดยเขาแบ่งปลูกออกเป็นสองรอบ รอบแรกปลูกผักกาดขาว และกะหล่ำปลี อย่างละ 8,000 ต้น เว้นไปอีกสองสามวัน เมื่อเอาต้นกล้ารอบแรกลงแปลงแล้วก็ปลูก มันฝรั่ง แครอท หัวไชเท้า และข้าวโพด อย่างละ 4,000 ต้น อีกทั้งตอนนี้เขาก็กำลังวางแผนจะขยายแปลงปลูกเพิ่มด้วย เนื่องจากว่า หากเกี่ยวข้าวรอบที่สองนี้เสร็จ เขาก็จะสามารถปลดล็อคโซนไฟฟ้าได้แล้ว คงสามารถซื้อของอำนวยความสะดวกในการทำสวนได้อีกหลายอย่าง เมื่อวานซืนเขาเพิ่งเก็บผลผลิตจากต้นอ้อยมาได้ 3,000 นำไปเก็บสะสมไว้สำหรับปลดล็อคโซนไฟฟ้า 2,500 ลำ ส่วนอีก 500 ลำที่เหลือก็นำไปขายในเมือง ดังนั้นตอนนี้สิ่งที่เขาขาดอยู่จึงมีแค่ข้าวที่กำลังสีอยู่ในวันนี้เท่านั้น “เป็นอย่างไรบ้าง สลับให้ข้าสีบ้างดีหรือไม่” ภามเอ่ยถามอลัน เมื่อเดินกลับมาถึงใต้ต้นไม้ที่อลันกำลังยืนสีข้าวอยู่“ไม่เป็นไรขอรับ อีกนิดเดียวก็เสร็จแล้ว ท่านภามพักก่อนเลยดีกว่าขอรับ” อลันตอบกลับมาอย่างกระตือรือร้น เมื่อเห็นดังนั้น ภามจึงปล่อยให้อลันยืนหมุนเครื่องสีข้าวต่อไป ส่วนเขาก็แบกกระสอบข้าวที่สีเสร็จแล้วเข้าไปวางที่หน้าห้องฝั่งซ้ายมือ ก่อนถึงประตูหลังบ้าน หรือก็คือห้องที่เขาเข้าไปซื้อของอยู่เป็นประจำ ภามแบกกระสอบข้าวอยู่หลายรอบ จนกระทั้งอลันสีข้าวเสร็จแล้วเขาก็ยังแบกกระสอบข้าวเข้าไปไม่หมด อลันจะเข้ามาช่วยแบกด้วย และเมื่อช่วยกัน ใช้เวลาอีกไม่นานก็แบกข้าวเข้ามาจนหมด อลันมีสีหน้าแปลกใจเล็กน้อยที่ภามไม่แบกกระสอบข้าวไปเก็บไว้ในโกดัง แต่กลับนำเข้ามาไว้ในบ้าน “เรียบร้อยแล้ว เจ้าออกไปเก็บของหน้าบ้านได้เลย เดี๋ยวตรงนี้ข้าจัดการต่อเอง” ภามบอก พร้อมกับมองกองกระสอบข้าวที่วางอยู่หน้า“ท่านภามจะนำไปทำอะไรต่อหรือข้ารับ ให้ข้าช่วยแบกก่อนก็ได้” อลันเสนอตัว“ไม่เป็นไร เจ้าไปเก็บของเถอะ อาหารเย็นน่าจะใกล้เสร็จแล้ว”“ขอรับ” อลันตอบรับ พร้อมกับยอมเดินออกไปเก็บของหน้าบ้านตามที่ได้รับมอบหมาย ภามค่อยๆ แบกกระสอบข้าวเข้าไปในห้อง ซึ่งต้องใช้เวลาอยู่พักใหญ่กว่าจะแบกกระสอบข้าวทั้งหมด 500 กิโลกรัม เข้าไปในห้องได้หมด