***นักรบสมองกล้าม [เอรีส]
“เป็นยังไงบ้าง? ”
“ไม่มีสัญญาณตอบกลับมาสักรายเลยครับคุณทอม”
ฉันกำลังแอบฟังบทสนทนาของแม่ทัพทอมอยู่
พวกมนุษย์มดมันทิ้งปราสาทที่ว่างเปล่าเอาไว้ให้พวกเรา แล้วพากันมุดดินหนีหายไปอย่างไร้ร่องรอย
พวกเราพยายามสำรวจปราสาทของศัตรูอย่างหนัก แต่กระนั้นก็ไม่พบสิ่งใดที่น่าสงสัยเลย
สุดท้ายจึงมาจบลงที่หลุมอันน่าสงสัยบนพื้นขนาดห้าเมตรตรงหน้าที่ปรากฏอยู่ในชั้นแรก ณ ส่วนลึกสุดของปราสาทศัตรู
“ผ่านมาสี่ชั่วโมงแล้ว… กองทัพจอมยุทธจากกลุ่มชาวจีน กับกองทัพเอเชียคงไม่น่ารอดแล้วละ”
คุณทอมพูดพร้อมกับถอนหายใจออกมาจากภายในเต็นท์บัญชาการ
และดูเหมือนว่าเผ่าอื่นที่ส่งกองทัพลงไปนั้น ก็คงมีชะตากรรมที่ไม่ต่างกัน
“ในใต้ดินที่คับแคบ จะให้ส่งกองทัพปืนคงไม่ค่อยเหมาะเท่าไหรนัก”
ทอมพูดพร้อมกับมองไปที่หน่วยปืนไฟแห่งนโปเลียน
กองกำลังนี้ใช้ปืนคาบศิลาที่ติดมีดปลายปืนเป็นอาวุธหลัก และนำทัพโดยหนึ่งในแม่ทัพจากยุคของนโปเลียน
ชุดรบ เครื่องแบบ รวมไปถึงวินัยทหารล้วนแต่คัดลอกมาจากกองทัพของนโปเลียนทุกกระเบียดนิ้ว
พลังอำนาจในการยิงคงไม่ต้องพูดถึง แต่ในพื้นที่คับแคบอย่างเส้นทางวงกตใต้ดินที่มืดมิด ปืนคาบศิลาคงเป็นได้แค่ท่อนไม้ธรรมดา
แต่นี่คือโอกาสของฉันละ
“คุณทอมค่ะ รบกวนส่งหน่วยของแอร์บาส์รออกไปเถอะค่ะ! ”
“เฮ้ย!? ”
ฉันเสนอความเห็นออกไปโดยไม่สนใบหน้าที่ดูตกใจของแอร์บาส์ร
หากรอนานไปมากกว่านี้คงจะไม่ดีเท่าไหรนัก
เพราะมันน่าจะใกล้ครบรอบเวลาของเหล่าคนตายที่จะคืนชีพกลับมากันแล้ว
“... ได้ หน่วยแอร์บาส์รจงบุกลงไปเดียวนี้ หากพบว่าสถานการณ์ไม่ดี อนุญาตให้ถอนทัพกลับมาได้”
“ดีละ งั้นลุยโลด”
“เอาจริงดิ!? ”
แอร์บาส์รที่ตามสถานการณ์ไม่ทันได้แสดงสีหน้ามึนงงออกมาให้เห็น
แต่ฉันไม่สนแล้วเริ่มเดินหน้าเตรียมพร้อมลงไปในรังของศัตรู
หน่วยของแอร์บาส์รที่ฉันประจำการนั้น คือหน่วยทหารม้าจำนวนสองหมื่นห้าพันคน
และเนื่องจากต้องเดินลงไปในถ้ำ พวกเราจึงเคลื่อนพลด้วยการเดินเท้ากันแทน
“จริงสิ พวกเราต้องการแสงสว่างสว่างด้วยนี่”
ข้างในถ้ำนั้นมืดสนิท
ตะเกียงและคบเพลิงคือแสงสว่างเพียงแห่งเดียวที่มี แต่ถ้าต้องมาระวังไฟดับ เดียวจะพลาดท่าเอาได้
เพราะฉะนั้นฉันต้องหาแสงสว่างที่มั่นคงกว่านี้---
ซึ่งก็มีเพียงแค่เจ้านี่เท่านั้นที่ทำได้
“คุณภูติแสงมาด้วยกันซะดี ๆ ”
“ดอง~!? ”
นั่นคือคุณภูติแสงตัวน้อยที่น่ารักนั่นเอง
ฉันจัดการคว้าร่างภูติแสนคนหนึ่งที่บังเอิญบินผ่านมาตรงหน้าอย่างไม่สนใจความยินยอมของเจ้าตัว
“ทำอะไรของเธอนะเจ้ามนุษย์ดอง~ ปล่อยฉันนะดอง~”
“เอาน่า มาช่วยเป็นแสงนำทางให้พวกเราเสียดี ๆ ”
ปีกของพวกภูติแสงจะเปล่งประกายแสงสว่างออกมาตลอดเวลาราวกับหิงห้อย
และยังเป็นโชคดีอีกอย่างของพวกเราที่เผ่าภูติแสงสามารถพูดได้ทุกภาษา เลยไม่มีปัญหาด้านการสื่อสาร
ถ้ามีพวกเธอนำทาง พวกเราก็จะไม่ต้องกังวลปัญหาเรื่องแสงอีกต่อไป
“เอาละ บุกเข้าไปกันเลย! ”
ฉันพูดเช่นนั้นพร้อมกับกอดร่างอันน่ารักของชาวภูติแสงเอาไว้ในอ้อมอกของตัวเอง
นี่คือสงคราม ดังนั้นจงให้ความร่วมมือกับพวกเราเสียดี ๆ นะคะคุณภูติแสง~
***ปราชญ์แห่งพงไพร [เอสเทอ]
ฉันกำลังถูกมนุษย์คนหนึ่งลักพาตัวอยู่
ให้ตายสิ กำลังบินเล่นอย่างสบายอารมณ์ ดันโดนคนประหลาดลากตัวมาเสียได้
“เอรีส นั่นเธอทำอะไรอยู่เนี่ย? ”
“ก็จะให้คุณภูติที่ร้อง [ดอง] [ดอง] คนนี้ช่วยเป็นแสงนำทางให้พวกเราไง”
“แบบนั้นเรียกว่าลักพาตัวแล้ว! ”
มนุษย์ผิวดำหน้าตาดีคนหนึ่งพูดประท้วงการกระทำของยัยสมองกล้ามที่หิ้วฉันมา
ชื่อเอรีสสินะดอง…
“ชื่อเอรีสสินะดอง~ รีบปล่อยตัวเราเหมือนที่เจ้าหนุ่มนั้นพูดซะ ฉันต้องรีบกลับไปดูแลกอง---”
“นั่นหัวหน้าเอสเทอนี่ออง~”
“เอสเทอจะลงไปช่วยพรรคพวกหรือครับ! สมกับเป็นท่านเอสเทอ ผู้บัญชาการของพวกเราจริง ๆ ดิก~”
ในตอนนั้นเองที่โรสกับดีลอนิกบินผ่านมาเห็นพอดี
นี่เป็นสี่ชั่วโมงแล้วที่ฉันส่งเจ้าเอพีเซียร์กับกองทัพของเขาจำนวนแปดหมื่นลงไปในเส้นทางใต้ดิน
แต่ยังไม่มีการสื่อสารกลับมาเลยแม้แต่ครั้งเดียว
ดูเหมือนว่าพวกเขาจะลงไปลึกมากจนสัญญาณวิทยุไม่สามารถส่งออกมาถึงข้างนอกได้
“เออ ฉันไม่ได้----”
“หน่วยภูติอัคคี พวกเราจะเป็นกำลังให้กับท่านเอสเทอเองดิก~! ”
“หน่วยภูติอัศนี จะเป็นกำลังให้เช่นกันค่ะ ออง~”
“ก็บอกว่า…”
“ดีละ พวกเราบุกลงไปพร้อมกับมนุษย์เพื่อช่วยหน่วยรบปฐพีกันเถอะดิก~”
“โอ้วววว! ”
ไม่มีใครคิดจะฟังฉันเลยดอง...
และแล้วกองทัพชุดที่สองของภูติก็เคลื่อนไหวด้วยเหตุผลบ้าบอเช่นนี้
“... จะทำอะไรก็ทำดอง~”
ดังนั้นฉันจึงพูดด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ในสภาพที่ถูกยัยมนุษย์กอดเอาไว้อย่างที่เห็น
“ก้อนเนื้อ… มันดัน… ดอง~”
พร้อมกับความรู้สึกอิจฉาริษยากับหน้าอกอันอวบอิ่มของมนุษย์ไปพร้อมกัน
***ยักษาแห่งปฐพี [บานา]
“ขุนนางบานา ขุนนางแครอท จงนำทัพของพวกเจ้าตามลงไปได้”
“รับทราบครับขุนนางแอปเปิ้ล”
“รับทราบค่ะ”
กองทัพแรกจำนวนหนึ่งสองแสนของขุนนางอเมริคานากับแมงโกยังไม่มีการตอบกลับมา
แต่พวกเรามั่นใจว่าระดับขุนนางแมงโกนั้น คงไม่มีทางพ่ายแพ้อยู่ที่ข้างล่างนั้นได้
ดังนั้นขุนนางแอปเปิ้ลจึงตัดสินใจส่งกองกำลังเสริมลงไป
กองทัพที่นำลงไปก่อน จะสร้างเครื่องหมายทิ้งเอาไว้ให้กับกองทัพที่ตามลงไปทีหลัง
ความจริงพวกเราไม่จำเป็นต้องเล่นตามเกมส์ แต่จะรมควันไฟจากปากถ้ำก็ได้
แต่แผนการเช่นนั้นจะได้ผลก็ต่อเมื่อมั่นใจว่าเส้นทางใต้ดินนี้ ไม่มีช่องระบายอากาศออกในจุดอื่นแล้วจริง ๆ
และพวกเราไม่มีวิธีตรวจสอบช่องระบายที่ว่านั้น
จะให้ใช้แผนน้ำท่วมก็ทำไม่ได้อีก
เลยเหลือแค่ตัวเลือกเดียวคือการบุกลงไปตรง ๆ เช่นนี้
“ข้าจะนำทัพลงไปตามรับสั่งครับ”
กองทัพทหารราบ กับกองทัพอสูรของแครอท ปัจจุบันมีกำลังพลรวมกันเหลือเพียงแค่หนึ่งแสนห้าหมื่นนาย
ส่วนกองทัพสัตว์อสูรนั้น ตอนนี้กลายเป็นปุ๋ยไปพร้อมกับน้ำท่วมเมื่อวานไปแล้ว
จะเหลือก็มีแค่อสูรปีกจำนวนห้าพันตัว
แต่อสูรปีกไม่เหมาะกับถ้ำ แล้วพวกมันยังเกลียดพื้นที่คับแคบอีกด้วย
งานนี้เลยมีแค่พลทหารราบ กับหน่วยรบผู้คุมอสูรของแครอท ที่จะบุกลงไปเท่านั้น
“พวกเผ่ายักษาน้อย กับพวกตัวปีกแสงเองก็คิดจะเคลื่อนทัพเหมือนกันสินะ? ”
จากตรงนี้ ข้าเห็นได้อย่างชัดเจนถึงกองทัพของเผ่าอื่นที่กำลังเคลื่อนพลลงไปในรูกว้าง
“นั่น… เอรีส นางฟ้าของข้านี่! ”
ท่ามกลางกองทัพสวมเกราะเหล็กของเผ่ายักษาน้อย มีสตรีที่สวมชุดเกราะโซ่ถักคนหนึ่งที่ดูโดดเด่นขึ้นมาในสายตาของข้า
หน้าท้องที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อพอสวยงาม และรูปร่างของหน้าอกหน้าใจที่เรียวได้รูปน่าจับต้อง อีกทั้งยังมีใบหน้าที่ดูเยาว์วัยเมื่อเทียบกับสตรีในเผ่าของพวกเราชาวยักษา
นางคือหนึ่งในนางฟ้าผู้งดงามของข้า
เป็นนางฟ้าของข้าเหมือนกับสาวจากเผ่ามีปีกที่ชื่อว่าเปอร์ไซด์คนนั้น
“ทหารทุกหน่วย รีบตามกองทัพของยักษาน้อยลงไปเดียวนี้เลย พวกเราจะไปสนับสนุนพวกเขากัน”
รอข้าก่อนเอรีส บานาผู้นี้จะรีบไปต่อสู้เคียงข้างเจ้าเดียวนี้เลย! …
ในตอนนั้นเองที่ข้ารู้สึกได้ถึงสายตาอันเย็นเฉียบที่ส่งมาจากยัยแครอท
พอข้าหันไปมอง ก็พบว่านัยตาของนางนั้นไร้ซึ่งแสงสว่างไปแล้ว
เออ… ข้าคงคิดไปเองละมั้ง?
***เทพสงคราม [เฉินซิง]
“ระวังข้างหลัง! ”
“อ๊าก! ”
“ชิ”
ทหารของเรากำลังโดนเล่นงานจากความมืด
กองทัพจอมยุทธจำนวนห้าหมื่นนายของเราที่ลงมาตามเส้นทางใต้ดินกำลังถูกลอบโจมตีจากความมืดมิด
กองทัพชาวจีนที่เกรียงไกร ได้ถูกความมืดมิดของเส้นทาง และการดักซุ่มโจมตีเล่นงานจนเสียกำลังพลไปเป็นจำนวนมาก
เส้นทางที่คับแคบไม่อาจทำให้พวกเราใช้กำลังพลได้เต็มประสิทธิภาพ อีกทั้งยังถูกจับแยกออกจนกระจายตัวไปทั่วเส้นทางเขาวงกตแห่งนี้
ไม่สามารถติดต่อสื่สารกันได้ ไม่สามารถรับรู้สถานการณ์ของลูกน้องตัวเองได้
มืดบอดแปดด้าน จนทำให้จิตใจของกองทัพเหนื่อยล้า
แสงจากคบเพลิงที่ให้ความสว่างเพียงห้าเมตรโดยรอบ ก็ยิ่งทำให้ทุกคนต่างรู้สึกประสาทเสียเพราะไม่อาจมองเห็นเส้นทางข้างหน้าได้
แม้แต่กองทัพเอเซียที่นำโดยนายแดง ก็ยังพลัดหลงหายไปในเส้นทางที่มืดมิดไม่ต่างกัน
นอกจากปัญหาเรื่องกำลังใจแล้ว ยังมีปัญหาด้านนิสัยอีกด้วย…
“พวกเรา ใช้เพลงยุทธกระบี่เหินนภา! ”
“โอ้ว! ”
… นั่นคือกองทัพของเราเป็นพวกบ้านิยายกำลังภายในเต็มขั้นอย่างที่เห็นนี่แหละ
“กระบี่เหินนภา! ”
แค่วิ่งไปตามพื้นไม่ใช่เรอะนั้น?
“หมัดทลายภูผา! ”
ก็แค่ชกไปตรง ๆ ใส่ร่างกายของศัตรูไม่ใช่เรอะ?
“อั๊ก! พลังยุทธของเจ้าช่างแกร่งยิ่งนัก! ”
ก็แค่โดนมนุษย์มดสวนกลับด้วยหอกเฉย ๆ เอง
ให้ตายสิไอพวกนี้
เรายกง้าวขึ้นสูง แล้ววาดเป็นวงกว้างไปที่ผิวดินด้านข้าง
คว้านเอากำแพงดินและร่างของมนุษย์มดที่สูงสามเมตรจนขาดครึ่งออกมาพร้อมกัน
“อ่อนหัด”
เขี้ยวของศัตรูที่ยาวกว่าหนึ่งเมตรได้พุ่งตรงมาหมายจะตัดคอของเรา
เราก้มตัวหลบ แล้ววาดง้าวจากล่างขึ้นบนด้วนพละกำลังของแขนขวา
ผ่าครึ่งร่างของมนุษย์มดไปพร้อมกับชุดเกราะของมันด้วยง้าวที่คมกริบเล่มนี้
“ขอบคุณท่านหัวหน้าพรรค… ขอฝากลูกเมียข้าด้วย… ”
ลูกน้องที่โดนโจมตีสวนเมื่อกี้ได้พูดกับเราเช่นนั้น ก่อนจะสิ้นลมหายใจไป
เลือดจำนวนมากกำลังไหลทะลักออกมาจากริมฝีปากของเขา ทั้งที่ถูกแทงไปที่ขั้วหัวใจแท้ ๆ
บ้าจนหยดสุดท้ายเลยแฮะ…
“ท่านหัวหน้าพรรค เส้นทางที่พวกเราเดินมานั้น ได้ถูกสับเปลี่ยนอีกแล้วครับ! ”
“ให้ตายสิ… โดนจับแยกอีกแล้วหรือหรือ? ”
เส้นทางวงกตใต้ดินแห่งนี้อาจเปรียบได้ดั่งทุ่งสังหารของเผ่ามนุษย์มด
นอกจากที่พวกมันสามารถมองเห็นได้ดีในที่มืดนี้แล้ว มันยังสามารถปรับเปลี่ยนเส้นทางได้ตามใจนึกอีกด้วย
พวกมันเดินทางในดิน ปรับเส้นทางในดิน ทำทุกอย่างใต้ดินแห่งนี้ราวกับเป็นสระว่ายน้ำหลังบ้าน
บางทีเส้นทางไปสู่คริสตัลอาจไม่มีอยู่ตั้งแต่แรก
หรือบางทีตัวคริสตัลอาจจะถูกพาไปไว้ที่อื่นแล้วก็เป็นไปได้เช่นกัน
“แต่กรณีอย่างหลังคงไม่น่าเป็นห่วงเท่าไหรมั้ง? ”
เพราะว่ามีเผ่ามนุษย์นกรับทำหน้าที่บินสังเกตุการณ์ให้แล้ว
เนื่องจากการบุกรอบนี้ต้องมุดลงใต้ดิน พวกเราเลยให้กองทัพของเผ่ามนุษย์นกบินสังเกตุการณ์อยู่ที่ท้องฟ้าแทน
ถ้าหากว่าพวกศัตรูมุดดินหนีไปปรากฏตัวที่อื่น พวกเราก็จะรู้ตัวได้ในทันที
“เอาละเคลื่อนพลกันต่อเถอะ”
“รับทราบครับท่านหัวหน้าพรรค! ”
ลูกน้องที่เหลือเพียงสิบคนตอบรับด้วยน้ำเสียงที่ขึงขัง
ส่วนคนอื่นนั้น คงกำลังมีชีวิตและต่อสู้อยู่ที่ไหนสักแห่งในเส้นทางเขาวงกต
ที่เรามั่นใจขนาดนี้ เป็นเพราะยังได้เสียงการต่อสู้ที่ดังสะท้อนไปทั่วเส้นทางอยู่นั่นเอง
“ข้างหน้า… มีการต่อสู้อยู่ ทหารทุกนายระวังตัวด้วยนะ”
พวกเรารีบวิ่งไปตามต้นเสียงนั้น
หลังจากวิ่งมาได้ราวห้านาที พวกเราก็พบกับทางแยก
ทางซ้ายนั้นมืดมิดไร้ผู้คน แต่ทางขวากลับมีแสงสว่างส่องอยู่ที่ปลายทาง
และเสียงต่อสู้ก็ดังมาจากเส้นทางนี้
“ท่านแม่ทัพแดงระวังข้างหลังด้วยครับ! ”
“หน่อยแน่ ไอมดพวกนี้! ”
ชื่อที่ดังสะท้อนมากระทบหูนั้น ทำให้เรารู้ว่าใครอยู่ที่ปลายเส้นทางแห่งนี้
“รีบไปช่วยพวกเขาเร็ว! ”
เราสั่งลูกน้องแล้ววิ่งนำออกไปเป็นคนแรก
พื้นดินตรงหน้าเกิดการยุบตัวอย่างรวดเร็วพร้อมกับการปรากฏตัวของมดทหารคนหนึ่ง
แต่ก่อนที่มันจะได้ทันยิงธนู ก็โดนคมง้าวของเราฟันหัวหลุดไปแล้ว
“ตาย! ”
ง้าวได้ถูกวาดเป็นจันทร์เสี้ยวลงไปที่ร่างกายของมันอีกรอบหนึ่ง
พวกมนุษย์มดมีพลังชีวิตสูงมาก ดังนั้นจะวางใจเพียงเพราะแค่ตัดหัวออกมาไม่ได้
“แม่ทัพแดง เราแม่ทัพเฉินซิง มาช่วยเจ้าแล้ว! ”
เสียงคำรามก้องของเราได้ดังไปทั่วห้อง
หลังจากผ่านเส้นทางตรงมา ก็จะพบกับพื้นที่เปิดโล่งขนาดใหญ่ปรากฏอยู่
มันเป็นห้องที่มีพื้นที่กว้างกว่าสี่ร้อยเมตร มีเพดานทรงโดมสูงกว่าสี่เมตร
ตามผนังมีรอยเปื้อนเลือดติดอยู่เป็นจำนวนมาก
พื้นที่ข้างในนั้นเต็มไปด้วยกองทัพเอเชียกับกองทัพจอมยุทธของเราอยู่ประมาณหนึ่งร้อยคน
และยังมีกองทัพของเผ่าภูติแสงจำนวนยี่สิบคน กับเผ่ายักษ์อีกห้าคน
หนึ่งในเผ่ายักษ์นั้นเป็นชายผิวสีเขียวเข้ม ดวงตาสีทอง และมีผมสีส้มที่ตัดเกรียน
ชายเผ่ายักษ์กำลังใช้ดาบควายคู่เข้าปะทะกับมนุษย์มดสูงสามเมตรที่กำลังรุมเขาอยู่
ส่วนแผ่นหลังของเขากำลังได้รับการปกป้องด้วยกองทัพมนุษย์ที่นำโดยแม่ทัพแดง
ส่วนเผ่าภูติกำลังยิงกระสุนหินที่มีหนามแหลมเข้าใส่พวกศัตรูจากศูนย์กลางของห้อง โดยมีภูติแสงที่สูงหนึ่งเมตร สวมชุดวันพีชสีน้ำตาล และมีผมสีน้ำตาลไร้ทรงเป็นผู้นำการโจมตีเหล่านั้น
กองทัพพันธมิตรกำลังถูกศัตรูล้อมเอาไว้จากทุกทิศทางด้วยจำนวนที่มากกว่าถึงเท่าตัว
“ทุกหน่วย รีบไปช่วยพวกเขาเร็ว! ”
เราวิ่งตรงไปพร้อมกับง้าวในมือ
แหวกกองทัพตรงหน้าด้วยกำลังพลเพียงแค่สิบนายอย่างสุดความสามารถ
“@! #! %? ”
ด้วยกองกำลังที่ปรากฏตัวอย่างคาดไม่ถึงของเรา ทำให้ขบวนทัพของพวกศัตรูเริ่มรวนเร
“นั่นแม่ทัพเฉินซิงนี่? พวกเราส่งเสียงโห่ร้องหน่อย! ”
แม่ทัพแดงสั่งให้ทุกคนส่งเสียงคำรามศึก
กำลังใจและเสียงคำรามนั้น ทำให้พวกศัตรูตื่นตกใจขึ้นมาชั่วขณะ แล้วเริ่มสับสนว่าเหตุอันใดถึงได้มีกำลังใจเพิ่มขึ้นมาได้?
แล้วพวกมันก็พบกับคำตอบที่ว่านั้น
“ย๊าก! ”
ง้าวที่ฟันลงมาด้วยพละกำลังทั้งหมด ทำให้มดทหารขนาดกลางปลิวกระเด็นราวกับเศษกระดาษ
“ตามท่านหัวหน้าพรรคไป! ”
“โอ้ว! ”
ลูกน้องฝีมือดีทั้งสิบต่างใช้กระบี่สังหารศัตรูที่หลุดรอดมาจากคมง้าวของเราอยู่ที่ด้านหลัง
“@#%^”
ในตอนนั้นเองที่เสียงบางอย่างดังขึ้นมา
ที่มุมของห้องโถงนั้น มีมนุษย์มดสวมเกราะสีดำตัวหนึ่งที่สูงเมตรห้าสิบพูดบางอย่างออกมา
“!! ”
กำลังใจที่ถูกลดทอนได้กลับมาเพินพูนในทันที
เจ้านั่นต้องเป็นระดับแม่ทัพของศัตรูอย่างแน่นอน
“เตรียมปืนสั้น ยิงไปที่เจ้านั่น! ”
“รับทราบครับ! ”
“@%#^”
แต่ทันทีที่ลูกน้องของเรายกปืนคาบศิลาขนาดเล็กสำหรับพกพาขึ้นมาเล็ง เจ้านั่นก็มุดลงดินหนีไปในทันที
ราวกับรับรู้ถึงอันตรายและอำนาจของอาวุธชิ้นนี้ได้
ไม่เพียงแค่เจ้าแม่ทัพตัวนั้น แม้แต่บรรดาลูกน้องทั้งหมดยังมุดดินหนีไปพร้อมกันอีกด้วย
“ปลอดภัยแล้วหรือ? ”
แม่ทัพแดงพูดด้วยสีหน้าตึงเครียด
“ยังหรอก…”
ใต้พื้นที่พวกเรายืนอยู่ยังคงสั่นสะเทือนไม่หยุด
พวกมันกำลังวิ่งอยู่ที่ใต้เท้าพวกเราตรงนี้
“@#% พรม~”
ภูติแสงพูดบางอย่างออกมาพร้อมกับคำลงท้ายที่แปลกประหลาด
แสงสว่างได้เจิดจ้าขึ้นจากปีกของพวกเธออีกครั้ง
“ถึงขนาดที่สามารถยกแผ่นดินขึ้นมาได้เลยเรอะ? ”
ด้วยอำนาจเวทมนต์ของเผ่าภูติแสง ทำให้ผืนดินใต้เท้าพวกเรานูนสูงขึ้นมาอย่างผิดปกติ
กองทัพมนุษย์มดที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่ใต้นั้น ถูกมวลดินมหาศาลเหล่านั้นพาขึ้นมาข้างบนนี้ด้วย
พวกเราต่างลงคมดาบไปที่ร่างของศัตรูโดยไม่จำเป็นต้องให้ใครมาออกคำสั่ง
ดาบควายคู่ที่ทรงพลังได้ถูกฟันลงในแนวราบด้วยพละกำลังของเผ่ายักษ์
ร่างของศัตรูจำนวนห้านายได้ถูกฟันขาดลงภายในดาบเดียว
ง้าวของเรากับแม่ทัพแดงถูกวาดลงมาในแนวตั้งเพื่อเก็บกวาดพวกที่เหลือรอดจากการโจมตีเมื่อกี้
หลังจากเก็บกวาดศัตรูตรงหน้าไปจนหมด พื้นที่เคยสั่นสะเทือนเมื่อก็ได้หยุดลง
“ไม่มีเจ้านั่นอยู่…”
ในบรรดาซากศพศัตรูที่ปราบลงไป ไม่มีศพของเจ้าตัวสีดำเมื่อกี้รวมอยู่ด้วย
“แม่ทัพเฉินซิง ขอบคุณสำหรับความช่วยเหลือ สถานการณ์ทางนั้นเป็นยังไงบ้าง? ”
หลังจากที่เห็นว่าทุกอย่างจบลงแล้ว แม่ทัพแดงก็เข้ามาถามสถานการณ์กับเรา
“พลัดหลงกับลูกน้อง เหลือแค่สิบคนตรงนี้ แล้วเจ้าละ”
“พลัดหลงกับลูกน้องเหมือนกัน แต่คิดว่ายังมีชีวิตอยู่ เพราะก่อนจะมาถึงห้องโถงตรงนี้ มีไปเจอกับกองทัพจอมยุทธประมาณหนึ่งหมื่นคนโดยบังเอิญด้วย”
“แล้วตอนนี้? ”
“พอรวมพลเดินมาได้อีกสักพัก พวกเราก็ถูกโจมตี แล้วถูกจับแยกอีกครั้ง หลังจากเดินวนในความมืดมาเกือบสามชั่วโมง ก็มาโผล่ที่ห้องโถงนะ”
“แล้วพวกยักษ์กับภูติตรงนั้น? ”
“ดูเหมือนว่าจะมาถึงห้องโถงนี้ก่อนพวกเรา คิดว่าคงโดนจับแยกด้วยเส้นทางเขาวงกตเหมือนที่พวกเราโดนเนี่ยแหละ”
“ให้ตายสิ เป็นการรบที่แย่ที่สุด”
ไม่บุกเข้ามาในเส้นทางนี้ ก็ไม่อาจมีวันเข้าถึงคริสตัลศัตรูได้ แต่ถ้าหากตั้งทัพรออยู่ข้างนอก ศัตรูก็อาจใช้ช่วงเวลานั้นหนีไปไกลแล้ว
สรุปคือไม่ว่ายังไงก็ต้องทำใจบุกลงมาอยู่ดี
“หลงทางโดยสมบูรณแบบเลยแฮะ”
“บางทีพวกเราอาจถูกปล่อยให้หิวตายในนี้ก็ได้นะ ฮะ ฮะ ฮะ”
แม่ทัพแดงเล่นมุขตลกออกมา แต่เราไม่รู้สึกขำด้วยเลยแม้แต่น้อย
ในตอนนั้นเองที่เราจับจิตสังหารอันรุนแรงขึ้นมาได้
“ศัตรู!? ”
สิ่งนั้นเดินตรงมาจากเส้นทางตรงข้ามกับที่พวกเราเข้ามาในห้องโถงนี้
เผ่ายักษ์กับเผ่าภูติแสงเองก็ดูเหมือนจะรู้ตัวแล้วเช่นกัน
พลธนูต่างพร้อมใจกันง้างลูกธนูขึ้นมาเพื่อเตรียมรับศึกที่กำลังจะเกิดขึ้น
เสียงฝีเท้าที่เดินตรงมานั้น ไม่ใช่เสียงของกองทัพ
หากแต่เป็นเสียงของบุคคลคนเดียวเท่านั้น
เรารู้สึกได้ถึงแรงกดดันที่อันตราย
ใครกำลังมาที่นี่กันนะ?
***ขุนพลไร้พ่าย [ฮอร์เนส]
[ห้องโถงสังหาร] นั่นคือชื่อชั่วคราวที่ราชินีแฟตได้ตั้งขึ้นมา
เส้นทางใต้ดินแห่งนี้เปรียบได้ดั่งสวนหลังบ้านของพวกเรา
พวกเราสามารถขุดเส้นทางใหม่ หรือปรากฏตัว ณ จุดใด ๆ ของเส้นทางก็ทำได้
เรียกได้ว่าเป็นเวทีที่ได้เปรียบสำหรับพวกเรา
และ [ห้องโถงสังหาร] คือพื้นที่ขนาดใหญ่ที่จะล่อศัตรูเข้ามาเพื่อทำการสังหารทิ้งเสีย
จับแยกเป็นกลุ่มย่อย แล้วล่อให้เข้ามาติดกับอย่างไร้ซึ่งทางหนี
แน่นอนว่าแผนนี้มีจุดอ่อนที่ต้องรอให้ศัตรูบุกเข้ามาหาเองเท่านั้น ถึงจะทำได้
แต่ถ้าหากศัตรูไม่ลงมาโจมตี พวกเราก็จะไม่บุกออกไปเช่นกัน แล้วพวกเราก็จะใช้ช่วงเวลานั้นสร้างเส้นทางใหม่ในการนำคริสตัลแห่งชีวิตหนีออกไปที่อื่น
สรุปคือหากศัตรูต้องการทำลายคริสตัลของพวกเรา พวกมันจะต้องยอมบุกลงมาที่เวทีของพวกเรา
แต่กระนั้นจำนวนพลก็ยังเสียเปรียบอยู่
กองทัพที่ถูกส่งเข้ามาชุดแรกมีราวสี่แสน หลังจากจับแยกและสังหารไป เลยทำให้พวกศัตรูเหลือราวสองแสนได้
แต่ในขณะเดียวกัน หน่วยสอดแนมก็ได้แจ้งมาว่ามีชุดที่สองอีกสองแสนพึ่งส่งบุกเข้ามาเมื่อกี้
ในขณะที่กองทัพของเราเหลือเพียงแค่สามแสนนายแล้ว
พวกมันไม่คิดที่จะรอเวลาให้ครบยี่สิบสี่ชั่วโมงในการถือกำเนิดใหม่เลย
“แต่เพราะแบบนี้ ข้าจึงมีเวทีอันสนุกสนานให้ลงเล่นได้”
ศัตรูที่ถูกล่อให้เข้ามาในห้องโถงสังหารรอบนี้ เป็นพวกที่มีฝีมือร้ายกาจพอตัว
เป็นศัตรูที่สเลบไม่สามารถจัดการได้จนถึงขนาดต้องเรียกให้ข้าคนนี้ลงมาจัดการด้วยตนเอง
เอาละ ขอดูหน่อยสิว่ามีศัตรูแบบใดรอข้าอยู่กันแน่นะ?