ไม่เป็นแล้วโสมพันปี เกิดใหม่ชาตินี้ขอเป็นคุณหนูหกที่ได้แต่งงาน! [จบ]

    เล่มที่ 3 ตอนที่ 89 โชคร้าย

            ก่อนหน้านี้นางช่างไร้เดียงสายิ่ง คิดว่าเจ้าใหญ่ที่พูดเก่งคือคนดีและคิดว่าจางซื่อที่พูดไพเราะคือคนดีเช่นกัน แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้รู้ว่าสองคนนี้คือคนที่ร้ายที่สุด

            “พี่สะใภ้รอง ข้าต้องขออภัยท่าน ข้าจะไม่ร้องไห้แล้ว”หลี่ซื่อยกมือปาดน้ำตาขณะกล่าว

            “ต้องแบบนี้สิ เจ้าควรต้องใช้ชีวิตอย่างมีความสุขยิ่งร้องไห้ชีวิตก็จะยิ่งไม่มีความสุขรู้หรือไม่ เจ้ารีบกินเถิดข้าจะไปต้มยาในห้องครัว เจ้ารีบรักษาตัวให้หายดีจะได้ไม่ต้องสิ้นเปลืองค่ายาไปมากกว่านี้”จ้าวซื่อกล่าวจบลุกขึ้นยืนแล้วเดินไปที่ห้องครัว

            หลี่ซื่อเช็ดน้ำตาจนแห้งเหือด ใบหน้ากลับมามีรอยยิ้มอีกครั้งพี่สะใภ้รองช่างเข้าใจล้อเล่น หากกลัวจะสิ้นเปลืองเงิน แค่ต้มโจ๊กจากธัญพืชให้นางกินก็ได้ไยต้องต้มโจ๊กจากน้ำแกงไก่ให้กินด้วยเล่า

            แท้ที่จริงแล้วหลี่ซื่อกำลังเข้าใจผิด โจ๊กจากน้ำแกงไก่นี้กู่ซื่อเป็นคนต้มกู่ซื่อบอกกล่าวแก่สามีภรรยาหยวนว่า ในเมื่อเจินเจินเป็นคนช่วยชีวิตหลี่ซื่อเอาไว้ก็ต้องรักษานางให้หายดี เจินเจินจะได้ไม่เสียใจ ทั้งยังกล่าวอีกว่าต้องให้กินอาหารดีๆด้วยจะได้หายไวๆ จึงได้ต้มโจ๊กจากน้ำแกงไก่ แล้วให้จ้าวซื่อนำกลับมา ซึ่งโจ๊กที่กู่ซื่อต้มให้มานั้นเพียงพอให้หลี่ซื่อกินได้สองวันเลยทีเดียว

            เพื่อให้หลี่ซื่อหายไวและสะดวกในการดูแล ระหว่างนั้นจ้าวซื่อจึงนอนห้องเดียวกับหลี่ซื่อ

            มื้อวันส่งท้ายปีของบ้านรองสกุลหยวนนั้นอุดมสมบูรณ์อย่างยิ่งมีทั้งเนื้อปลาและเนื้อกวาง ทั้งสามคนกินอย่างอิ่มหนำสำราญสลับมาดูบ้านใหญ่สกุลหยวน ไม่ว่าจะผู้ใหญ่หรือผู้เยาว์ล้วนมีสีหน้าอึมครึมไหนเลยจะมาสนใจเรื่องกินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตากันในวันส่งท้ายปี

            กินข้าวอะไรกันเล่า บุตรชายสองคนกลายเป็นคนพิการเพิ่งจะเริ่มรักษาก็ต้องเสียเงินไปแล้วถึงสามสี่ร้อยตำลึงได้รับบาดเจ็บที่กระดูกอย่างน้อยต้องใช้เวลารักษาประมาณหนึ่งร้อยวัน นั่นก็แปลว่าจะต้องกินยาไปอีกสามสี่เดือนเลยทีเดียวเช่นนี้ไม่เรียกว่ากินยา เรียกว่ากินเงินต่างหาก ประกอบกับเกิดเรื่องหลี่ซื่อขึ้นชื่อเสียงของบ้านใหญ่สกุลหยวนจึงนับว่าย่อยยับไม่มีชิ้นดี

            ผู้เฒ่าหยวนที่อารมณ์ไม่ดีหันไปตวาดด่าทอผู้เป็นภรรยา “อยู่ดีๆเจ้าไปใส่ร้ายหลี่ซื่อด้วยเหตุใด!”

            “ใส่ร้ายแล้วอย่างไร หรือจะให้ทุกคนในหมู่บ้านรู้ว่าพวกเราไปเอากลอนคู่ของสกุลกู้มาจริงๆในเมื่อผู้อื่นหยิบได้แล้วเหตุใดพวกเราจะหยิบไม่ได้อีกอย่างเรื่องใส่ร้ายหลี่ซื่อท่านต้องโทษเจ้าใหญ่ นางต่างหากที่เป็นคนพูดหาใช่ข้าไม่!” หวางซื่อเถียงกลับเสียงแหลมดัง

            เจ้าใหญ่ลอบกลอกตา นางอยากออกจากสกุลหยวนเสียประเดี๋ยวนี้เลยทว่าน่าเสียดายที่ไม่อาจทำได้ จึงก้าวออกไปเอ่ยกับผู้เฒ่าหยวนว่า “ท่านปู่เวลานั้นมีเพียงแต่ต้องโยนความผิดให้ท่านอาสะใภ้สี่เท่านั้น อย่างไรเสียนางก็ไม่อาจพิสูจน์ความบริสุทธิ์ได้หากไม่ทำเช่นนี้ทุกคนในหมู่บ้านจะมองสกุลเราเช่นไรแม้ยามนี้จะมีคนในหมู่บ้านซุบซิบถึงพวกเราอยู่บ้าง แต่ข้าไม่เชื่อหรอกว่าคนเหล่านั้นจะเชื่อว่าท่านอาสะใภ้สี่เป็นผู้บริสุทธิ์เช่นนั้นแล้วพวกเราจึงต้องทำให้ทุกคนคิดว่าท่านอาสะใภ้สี่ขโมยเงินไปจริงๆ ต่อให้นางตายไปก็ต้องตายในฐานะโจรขโมยเงิน!ส่วนเรื่องต้าเป่าเสียวเป่าแค่แก้ตัวว่าเพราะพวกเขาเห็นท่านอาสะใภ้สี่ไปหยิบกลอนคู่ที่บ้านสกุลกู้ก็เลยไปหยิบบ้างเพียงเท่านี้ก็ใช้ได้แล้ว”

            ผู้เฒ่าหยวนคิดตาม ก่อนจะเห็นด้วยในเวลาต่อมาจึงปล่อยเรื่องนี้ไป

            “แล้วเรื่องเจ้าสามเจ้าสี่เล่า จะปล่อยไปเช่นนี้หรือ”หวางซื่อกัดฟันกรอดอย่างเดือดดาล

            ผู้เฒ่าหยวนเคาะแท่งยาสูบกับโต๊ะ “ถ้าไม่อย่างนั้นจะทำเช่นไรบัดนี้พวกเราไม่สามารถไปเอาเรื่องกับเจ้ารองได้ เจ้าพูดเช่นนี้ออกมาจะมีประโยชน์อันใดพวกเราทำได้แค่ต้องเก็บงำความแค้นนี้ไว้เท่านั้น!”

            กล่าวจบผู้เฒ่าหยวนก็เดินกลับห้องไปอย่างหงุดหงิดโดยมีหวางซื่อเดินตามไปด้วยสีหน้าโกรธแค้น

            เมื่อผู้เฒ่าในบ้านไม่กินข้าว แล้วคนอื่นยังจะกินอันใดได้อีกไม่มีผู้ใดมีกะจิตกะใจจะเข้าครัวทำอาหาร ต่างคนต่างกลับห้อง แต่ถึงกระนั้นเจ้าใหญ่ย่อมไม่ยอมทนหิวเพราะนางได้แอบซ่อนขนมเอาไว้ในห้องส่วนหยวนเหล่าซานหากหิวก็มีจางซื่อคอยดูหาของกินในห้องครัวมาให้ผู้ที่น่าสงสารที่สุดเห็นจะเป็นหยวนเหล่าซื่อ ภรรยาถูกบิดามารดาปลด อีกทั้งขายังใช้การไม่ได้แม้อยากจะดื่มน้ำก็ยังไม่มีผู้ใดรินให้ตะโกนเรียกคนในครอบครัวกลับไม่มีผู้ใดตื่นขึ้นมาฤดูนี้คือฤดูหนาวจะมีผู้ใดตื่นขึ้นมาได้เล่า

            หยวนเหล่าซื่อดื่มยาตั้งแต่เที่ยงจนถึงเย็นเวลานี้ปวดปัสสาวะจะแย่อยู่แล้วเขาพยายามอั้นเอาไว้ ตะโกนเรียกคนในบ้าน แต่ทว่าไม่มีผู้ใดตื่นขึ้นมาเลยสักคนเขาจึงจำต้องสะกดกลั้นความเจ็บปวดที่ขาปีนลงจากเตียงด้วยตนเอง แต่กลับตกลงมาจากเตียงปัสสาวะที่อั้นไว้ก็ราดไหลรดกางเกงอีก

            ท่ามกลางอากาศหนาวในคืนฤดูเหมันต์อันหนาวเหน็บหยวนเหล่าซื่อนอนจมกองปัสสาวะของตนเองตลอดทั้งคืน กระทั่งรุ่งเช้าหวางซื่อเข้ามาในห้องเพื่อนำยามาให้แต่เมื่อเปิดประตูเข้าไป สีหน้าก็พลันเปลี่ยนเป็นตกใจ

            “เจ้าสี่ตายแล้ว!” นางมองบุตรชายที่นอนแน่นิ่งอยู่บนพื้นตะโกนออกมาด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนก

            ทุกคนในบ้านเร่งรุดมาดู ผู้เฒ่าหยวนค่อยๆเอามือไปอังที่จมูกของบุตรชายคนที่สี่ พบว่าอีกฝ่ายยังหายใจอยู่ เขาลุกขึ้นยืนตบหน้าภรรยาไปหนึ่งฉาด “วันแรกของปีใหม่แต่เจ้ากลับพูดจาอัปมงคลเยี่ยงนี้ เหล่าต้าพยุงเจ้าสี่ไปที่เตียง ต้าเป่า รีบไปตามหมอมา!”

            หวางซื่อถูกตบ ถ้วยยาในมือจึงตกลงไปบนพื้น ทางด้านผู้เฒ่าหยวน เมื่อสั่งการเสร็จก็เดินเอามือไพล่หลังเดินออกไปขณะที่ปากยังคงด่าว่าภรรยาที่พูดจาไม่เป็นมงคลตั้งแต่วันแรกของปีใหม่ไม่หยุด

            หยวนเหล่าต้าพยุงน้องชายขึ้นไปนอนบนเตียง ไม่แม้แต่จะเปลี่ยนเสื้อผ้าให้เพียงแค่ห่มผ้าอย่างลวกๆ พลางเอามือบีบจมูกตนเองอย่างรังเกียจแล้วรีบเดินออกจากห้องไป

            “แต่ละคนเป็นคนตายกันหมดหรือไร เจ้าสี่ตกเตียงกลับไม่มีผู้ใดรู้สักคน!”ที่ด้านนอก ผู้เฒ่าหยวนยังคงบ่นพึมพำด้วยความหงุดหงิด

            จางซื่อนิ่งเงียบไม่ได้กล่าวคำใดเมื่อคืนน้องสามีส่งเสียงเรียกเสียงดังถึงเพียงนั้น นางกับสามีหรือจะไม่ได้ยิน แต่เป็นเพราะนางเป็นพี่สะใภ้จึงไม่เหมาะหากจะไปดูแลน้องสามีนางไม่เชื่อหรอกว่าพี่ใหญ่กับพี่สะใภ้ใหญ่รวมถึงท่านพ่อท่านแม่จะไม่ได้ยิน พี่ในเมื่อพวกเขาไม่มีผู้ใดลุกขึ้นไปดูเลยสักคนเช่นนั้นแล้วจะมาโทษนางไม่ได้เช่นกัน

            หยวนเหล่าต้ายิ้มพร้อมกับแก้ตัว “ท่านพ่อ เมื่อวานมีเรื่องทั้งวันข้าเหนื่อยมาก พอหัวถึงหมอนก็หลับไปทันที ไม่ได้ยินน้องสี่ตะโกนเรียกเลยแม้แต่น้อยท่านพ่อ ท่านเองก็คงไม่ได้ยินเหมือนกันกระมัง หากท่านได้ยินแล้วเรียกให้พวกเราไปช่วยพวกเราย่อมยินดีอยู่แล้ว”

            ผู้เฒ่าหยวนชะงักนิ่งไป เมื่อคืนเขาเองก็ได้ยินเสียงตะโกนเรียกของบุตรชายเช่นกันทว่ายามนั้นเขากำลังโมโหจึงทำเป็นไม่สนใจ คิดว่าประเดี๋ยวหยวนเหล่าต้าคงลุกขึ้นไปดูเองไม่คิดว่า…

            ครั้นหมอมาถึง ผู้เฒ่าหยวนและหยวนเหล่าต้าพาหมอไปที่ห้องของหยวนเหล่าซื่อหมอทำการตรวจรักษาให้เสร็จเรียบร้อยก็ส่ายศีรษะ“เนื่องจากเมื่อคืนหยวนเหล่าซื่อถูกไอเย็น ทำให้มีไข้สูง เดี๋ยวข้าจะจัดยาให้พวกท่านอย่าลืมต้มยาให้เขาดื่มเล่า เดิมทีขาเขาก็ไม่ดีอยู่แล้วเมื่อคืนยังตกจากเตียงลงมาอีก ข้าทำการรักษาให้ใหม่แล้ว เพียงแต่เป็นไปได้ว่าอนาคตขาของเขาอาจจะพิการยิ่งกว่าเดิม”

            หมายความว่าขาที่บาดเจ็บของหยวนเหล่าซื่อไม่อาจใช้การได้อีกแล้ว?

            ผู้เฒ่าหยวนได้ยินเช่นนี้ก็ถามหน้าเครียด “ท่านหมอ ไม่มีวิธีรักษาแล้วหรือท่านลองคิดดูให้ดีอีกทีได้หรือไม่ชาวบ้านอย่างพวกเรายังต้องพึ่งขาในการทำมาหากินและใช้ชีวิต”

            หากบุตรชายของเขาขาพิการขึ้นมาจริงๆ จะใช้ชีวิตอย่างไรภายในสกุลหยวนในยามนี้ผู้ที่ทำงานคือเจ้าสามกับเจ้าสี่ หากเจ้าสี่ไม่อาจทำงานได้คนที่ทำงานได้ก็จะเหลือแค่เจ้าสามเพียงผู้เดียว คิดแล้วก็รู้สึกเครียดยิ่งนัก

            หมอส่ายศีรษะ “ข้าจนปัญญาจริงๆพวกท่านไม่สู้พาเขาเข้าไปรักษาในอำเภอหรือไม่ก็ในเมืองเถิดกู้ต้าหลางไม่ใช่ว่าไปหาหมอที่ร้านไป๋เฉ่าถังในอำเภอหรอกหรือแต่หากไปรักษาในอำเภอหรือในเมือง ค่ารักษาอาจจะแพงกว่านี้เล็กน้อยอย่างน้อยพวกท่านต้องเตรียมเงินไปประมาณสี่สิบห้าสิบตำลึง”

            “แพงขนาดนี้เชียว ไยพวกเขาถึงไม่ไปปล้นเสียเลยเล่า!”หวางซื่อกล่าวเสียงดังด้วยความคาดไม่ถึง

            หมอขมวดคิ้ว ในใจนึกรังเกียจบ้านใหญ่สกุลหยวนยิ่งนักแต่เนื่องจากตนเองคือหมอ ไม่อาจเลือกหรือปฏิเสธผู้ไข้ได้ จึงจำใจต้องมารักษาให้ครั้นมองไปยังหยวนเหล่าซื่อซึ่งนอนอยู่บนเตียง ทั้งที่ฉี่ราดกางเกงแต่ก็ไม่มีผู้ใดสนใจจะเปลี่ยนให้อีกฝ่ายช่างโง่เขลานัก ไม่รู้จักปกป้องภรรยา ยามนี้ขามาพิการจึงไม่มีภรรยาคอยดูแล

    คล้ายกับเรื่องไม่เป็นแล้วโสมพันปี เกิดใหม่ชาตินี้ขอเป็นคุณหนูหกที่ได้แต่งงาน! [จบ] ที่คุณอ่าน