ตอนที่ 4
“หรานเอ๋อร์! ใคร... ใครทำร้ายเ้า!”
หนิงเสวี่ยเวยโดนชนจนกระเด็น แอบลูบหัวไหล่ที่กระแทกพื้นเบา ๆ นางก้มหน้าแอบเหยียดยิ้มที่มุมปากอย่างพึงใจ
‘เป็รอยแผลเป็ไปตลอดชีวิตงั้นหรือ? ช่างเหมาะกับท่านเหลือเกินพี่ใหญ่’
“ท่านแม่... ลูกเห็นว่าเราควรพาพี่ใหญ่ออกไปก่อนเถอะเ้าค่ะ” หนิงเสวี่ยเวยเอ่ยเสียงสั่นเครือ
“ฮองเฮาทรงกริ้วมากแล้ว และสภาพของพี่ใหญ่ตอนนี้... ไม่เหมาะจะอยู่ต่อหน้าองค์ชายสามจริงๆ เ้าค่ะ”
“เ้า! เ้าหุบปากไปเลย!” หนิงเสวี่ยหรานตะคอกใส่น้องสาวด้วยความเสียสติ
นางจำได้ว่าก่อนออกจากจวน หนิงเสวี่ยเวยเป็คนช่วยนางจัดชุดและตรวจดูถุงหอม
“เป็เ้าใช่ไหม! เสวี่ยเวย! เป็เ้าที่อิจฉาข้า!”
นางพุ่งเข้าหาหนิงเสวี่ยเวยหมายจะตบหน้า แต่องค์ชายสามกลับก้าวเข้ามาขวางไว้ ไม่ใช่เพื่อปกป้องหนิงเสวี่ยเวย แต่เพื่อหยุดการกระทำที่ ‘ไร้การอบรม’ นี้
“พอที!” องค์ชายสามตวาด แววตาเข้มจัด
“หนิงเสวี่ยหราน เ้าเสียสติไปแล้วหรือ? นอกจากจะทำตัวขายหน้าแล้ว ยังกล้าใส่ความน้องสาวตัวเองกลางวังหลวงอีก! จวนหนิงหย่วนโหวช่างอบรมเ้าออกมาดีนัก ทั้งไร้กิริยา ไร้คุณธรรม!”
เขามองหนิงเสวี่ยเวยที่แสร้งทำเป็หวาดกลัวจนตัวสั่นอยู่ข้างหลังเขา
ความรู้สึกคุ้นเคยในตรอกเปลี่ยววันนั้นแวบเข้ามาในหัว
‘เด็กคนนี้... คือคนที่ช่วยข้าเอาไว้ ไม่ผิดแน่!’
ความประทับใจที่มีต่อหนิงเสวี่ยเวยเริ่มก่อตัวขึ้น ท่ามกลางความเกลียดชังที่เขามีต่อพี่สาวของนาง
“พาตัวนางออกไป! และนับจากนี้ ห้ามหนิงเสวี่ยหรานเข้าวังหลวงจนกว่าจะหายดี!” ฮองเฮาทรงประกาศิตสั้นๆ
ร่างของหนิงเสวี่ยหรานถูกสาวใช้ลากออกไปอย่างหมดสภาพ ทิ้งไว้เพียงชื่อเสียงที่ฉาวโฉ่และรอยผื่นแดงที่ไม่มีวันจางหายไปจากใจของผู้คนที่พบเห็น
หนิงหย่วนโหวฮูหยินเดินตามบุตรสาวคนโตไปด้วยความอับอายและเคียดแค้น ถ้อยคำประณามขององค์ชายสาม เชื่อว่าเพียงไม่นานก็คงเเพร่กระจายออกไป
เช่นนั้นเเล้ว หรานเอ๋อร์ของนางจะทำอย่างไรดี? ต่อไปจะออกเรือนอย่างมีหน้ามีตาได้อย่างไร?
หนิงเสวี่ยเวยทำความเคารพฮองเฮา ก่อนกำลังจะเดินตามไป แต่ทว่า... เพียงเดินถึงประตู ก็มีมือหนาของใครคนหนึ่งคว้าข้อมือนางไว้
นางหันไปมอง... เป็หลินฉยงนั่นเอง แววตาของเขาจ้องเขม็งมาที่นาง ราวกับพยายามจะค้นหาความจริงที่ซ่อนอยู่ภายใต้ใบหน้าใสซื่อนี้
“เสวี่ยเวย... เ้า… เป็คนทำจริงๆ ใช่ไหม?” หลินฉยงกระซิบถามเสียงเบา มีเพียงเขากับนางที่ได้ยิน
เสวี่ยเวยไม่ได้หลบสายตา นางคลี่ยิ้มบางๆ ที่ดูเย็นเยียบจนหลินฉยงต้องรู้สึกหนาวสั่นไปถึงขั้วหัวใจ
“ซื่อจื่อพูดเื่อะไรเ้าคะ? เสวี่ยเวยเป็เพียงเด็กโง่เขลาที่รักพี่สาวที่สุด... ท่านก็น่าจะรู้ดีไม่ใช่หรือเ้าคะ?”
นางสะบัดข้อมือออกจากการเกาะกุมแล้วเดินจากไปอย่างสง่างาม ทิ้งให้หลินฉยงยืนนิ่งค้างอยู่ตรงนั้นด้วยความรู้สึกที่เปลี่ยนไป...
ความหลงใหลในตัวหนิงเสวี่ยหรานเริ่มถูกความ ‘หวาดกลัว’ และ ‘เสน่หาอันตราย’ ในตัวหนิงเสวี่ยเวยเข้ามาแทนที่อย่างไม่รู้ตัว
บรรยากาศภายในจวนหนิงหย่วนโหว บัดนี้อึมครึมดุจฟ้าฝนที่กำลังตั้งเค้า
หนิงเสวี่ยหรานเก็บตัวเงียบอยู่ในเรือนพัก เสียงกรีดร้องด้วยความคลั่งแค้นและเสียงขว้างปาข้าวของดังออกมาเป็ระยะ
ผิวพรรณที่เคยหมดจดงดงาม เรียบลื่นดุจแพรไหม บัดนี้เต็มไปด้วยรอยแผลที่ตกสะเก็ดและรอยแดงจางๆ ที่ยังไม่หายดี
แต่สิ่งที่เ็ปกว่าแผลบนใบหน้า คือชื่อเสียงที่ป่นปี้จนกลายเป็ที่หัวเราะเยาะไปทั่วเมืองหลวง
องค์ชายสามช่างโเี้นัก ถึงกับติดป้ายสตรีไร้กิริยา ไร้คุณธรรมให้กับนาง ต่อไปในเมืองหลวงนี้นางยังจะมีที่ยืนได้อีกหรือ?
วันหน้าการแต่งงานของนางจะมีอุปสรรคมากมายเพียงใด ตระกูลใหญ่มีหน้ามีตาย่อมไม่เลือกสตรีที่ชื่อเสียงด่างพร้อยเช่นนาง
หากจะให้นางแต่งออกไปยังหัวเมือง นางก็ไม่เต็มใจ นางควรเป็คนเหนือคน เป็สตรีที่หญิงสาวทั้งแผ่นดินริษยาถึงจะถูกต้อง
“อ๊าาาาาา~~”
ในขณะที่เรือนเสวี่ยลั่วกำลังวุ่นวาย หนิงเสวี่ยเวยกลับนั่งจิบชาถ้วยเก่าอยู่ในเรือนท้ายจวนที่เงียบเหงา ชุดที่นางสวมใส่นั้นบางเบาจนแทบจะกันลมหนาวไม่ได้ ถ่านที่ใช้ผิงไฟก็เป็ถ่านคุณภาพต่ำที่ส่งกลิ่นเหม็นไหม้และขี้เถ้าฟุ้งกระจาย
“คุณหนูเ้าคะ เบี้ยเลี้ยงรายเดือนของเดือนนี้มาถึงแล้วเ้าค่ะ...” ชุ่ยจูเดินเข้ามาด้วยท่าทีอึกอัก ในมือถือถุงผ้าเล็กๆ ที่ดูเบาหวิว
“แต่... ฮูหยินให้คนมาแจ้งว่า คุณหนูใหญ่ต้องใช้ยารักษาตัวที่มีราคาแพง จึงขอ ‘ยืม’ เบี้ยเลี้ยงและเครื่องประดับส่วนของท่านไปก่อนเ้าค่ะ”
เสวี่ยเวยวางจอกชาลง แววตานิ่งสงบ พึมพำกับตนเอง
“ยืมงั้นหรือ? ชาติก่อนนางก็ใช้คำว่ายืมจนข้าไม่เคยเห็นเงินแม้แต่ตำลึงเดียว”
นางรู้ดีว่ามารดาของนางมักจะนำเบี้ยเลี้ยงและสมบัติส่วนตัวของนางไปประเคนให้หนิงเสวี่ยหราน เพื่อซื้อเสื้อผ้าไหมชั้นดีและเครื่องประดับล้ำค่ามาประดับบารมีบุตรสาวคนโปรด
ส่วนตัวนางเองกลับต้องใช้ชีวิตเยี่ยงบ่าวไพร่ชั้นดีเพียงเท่านั้น ไม่มีเสื้อผ้า ไม่มีเครื่องประดับที่เกินจำเป็
“ชุ่ยจู ไปเชิญท่านพ่อมาที่เรือนของข้า บอกว่าข้าคัดตำราพิชัยาที่ท่านพ่อชื่นชอบเสร็จแล้ว อยากให้ท่านพ่อช่วยตรวจทาน” หนิงเสวี่ยเวยเอ่ยเสียงเรียบ
“และอย่าลืม... แสร้งทำเป็เดินสะดุดจนถุงเบี้ยเลี้ยงนั่นร่วงต่อหน้าท่านพ่อด้วยล่ะ”
ไม่นานนัก หนิงหย่วนโหวก็เดินมายังเรือนท้ายจวนตามคำเชิญ เขายังคงรู้สึกผิดต่อบุตรสาวคนรองจากเหตุการณ์ในวังหลวง นางไม่ควรถูกลูกหลงจากการกระทำของผู้เป็พี่สาว นางควรได้ออกงานอย่างราบรื่น ได้ผูกมิตรกับสหายใหม่ ๆ สักหลายคน แต่บัดนี้ทุกอย่างกลับพังสิ้น
ตัวเขาเองก็ถูกฮ่องเต้เรียกตัวไปตำหนิอยู่เป็นานสองนาน เนื่องจากจัดการเรือนหลังไม่ดี ทำเอาขายหน้าสหายขุนนางทั้งบุ๋นบู๊
แต่ในเื่นี้ หนิงเสวี่ยเวย นางเป็ผู้บริสุทธิ์จริง ๆ
เมื่อเดินเข้ามาถึงเขตเรือน แววตาของเขาก็เริ่มขรึมลงเมื่อเห็นสภาพความเป็อยู่ที่เงียบเหงา ไร้บ่าวไพร่คอยดูแลแม้สักคน เรือนอื่นมีต้นไม้ใบหญ้างดงาม แต่เรือนเสวี่ยชิงของหนิงเสวี่ยเวยกลับไม่มีอะไรเลย
เห็นทีที่ฮ่องเต้ตำหนิเขาก็ถูกต้องแล้ว
เขา… ช่างเป็บิดาที่ล้มเหลวเสียนี่กระไร
หนิงหย่วนโหวก้มหน้า แววตาทุกข์ระทม สูดหายใจลึก ก่อนจะก้าวเข้าไปในห้องหนังสือของบุตรสาวคนรอง
“เวยเอ๋อร์ พ่อมา...”
เคร้ง!
เสียงโลหะกระทบพื้นดังขึ้นที่หน้าประตู ชุ่ยจูแสร้งทำถุงผ้าหลุดมือ เศษเงินไม่กี่ตำลึงและเหรียญทองแดงกระจัดกระจายอยู่บนพื้นหิมะที่เย็นเยียบ
“บ่าวขออภัยเ้าค่ะคุณหนู! บ่าวซุ่มซ่ามเองเ้าค่ะ!” ชุ่ยจูรีบก้มลงเก็บด้วยท่าทางลนลาน
หนิงหย่วนโหวขมวดคิ้ว เขาก้มลงหยิบเหรียญเ่าั้ขึ้นมาดู
“นี่คืออะไร? เบี้ยเลี้ยงรายเดือนของบุตรสาวจวนโหวหรือ? เหตุใดจึงมีเพียงเท่านี้?”
“ท่านพ่อ...” เสวี่ยเวยเดินออกมาจากห้องด้วยท่าทางอ่อนแอ นางสวมเพียงชุดฝ้ายธรรมดาที่ดูเก่าสีซีดจาง
“ท่านพ่ออย่าโทษชุ่ยจูเลยเ้าค่ะ เบี้ยเลี้ยงของลูกเดือนนี้มีเพียงเท่านี้จริงๆ เ้าค่ะ ส่วนที่เหลือ... ท่านแม่บอกว่าต้องนำไปสมทบค่าหยูกค่ายาและผ้าไหมใหม่ให้พี่ใหญ่เ้าค่ะ”
“ยา? ผ้าไหมใหม่? พี่สาวเ้าถูกกักบริเวณ นางจะเอาผ้าไหมไปทำไมกัน!” หนิงหย่วนโหวเอ็ดเสียงดัง สายตาเหลือบไปเห็นกระถางถ่าน ใจกระตุกวูบ นี่คงไม่ใช่…
“แล้วนี่อะไร ถ่านที่เ้าใช้... เหตุใดจึงเป็ถ่านดำที่ใช้ในครัวเล่า? เ้าเป็ถึงคุณหนูรองของจวนนี้นะ!”
เสวี่ยเวยแสร้งทำเป็ก้มหน้า น้ำตาคลอเบ้า
“ลูกไม่เป็ไรเ้าค่ะ ลูกชินแล้ว... เพียงแต่่นี้อากาศหนาวนัก ลูกกลัวว่าจะไม่มีเรี่ยวแรงพอจะคัดตำราให้ท่านพ่อ...”
ความอดทนของหนิงหย่วนโหวสิ้นสุดลงทันที เขาเดินดุ่มๆ ไปยังเรือนใหญ่ด้วยความเดือดดาล โดยมีเสวี่ยเวยเดินตามไปเงียบๆ ด้วยแววตาที่เย็นเยียบ
ณ เรือนเสวี่ยลั่ว
หนิงหย่วนโหวฮูหยินกำลังนั่งเลือกปิ่นระย้าอันใหม่ให้หนิงเสวี่ยหรานอย่างเพลิดเพลิน เมื่อเห็นสามีเดินปังๆ เข้ามา นางก็ยิ้มแย้มต้อนรับ
“ท่านพี่ ท่านกลับมาแล้วหรือเ้าคะ ดูสิเ้าคะ ปิ่นอันนี้...”
ปัง!
หนิงหย่วนโหวตบโต๊ะเสียงดังสนั่นจนปิ่นในมือฮูหยินร่วงหล่น
“ข้าให้เ้าดูแลจวน เพื่อให้เ้าดูแลลูกๆ ของข้าให้เท่าเทียมกัน ไม่ใช่เพื่อให้เ้ามาขโมยเบี้ยเลี้ยงของลูกคนหนึ่งไปปรนเปรอลูกอีกคนหนึ่ง!”
ฮูหยินหน้าซีดเผือด
“ท่านพี่... ท่านพูดเื่อะไรเ้าคะ? ข้าเพียงแค่บริหารจัดการ...”
“บริหารจัดการงั้นหรือ? เสวี่ยเวยต้องใช้ถ่านดำเหม็นไหม้ ต้องสวมชุดฝ้ายเก่าๆ ในขณะที่เ้าซื้อปิ่นทองให้เสวี่ยหรานที่ยังถูกทำโทษอยู่นี่นะ!” หนิงหย่วนโหวหยิบสมุดบัญชีที่เสวี่ยเวยแอบให้คนไปคัดลอกมาโยนลงบนโต๊ะ
“เงินที่ข้ามอบให้เป็ค่าเล่าเรียนและค่าอาหารของเสวี่ยเวยตลอดหลายปีที่ผ่านมา เ้าเอาไปไหนหมด!”
ฮูหยินอึกอัก พูดไม่ออก แววตาของนางเหลือบไปเห็นเสวี่ยเวยที่ยืนอยู่ข้างหลังสามี แววตาของเด็กน้อยที่นางเคยคิดว่าหัวอ่อน บัดนี้กลับดูเยือกเย็นและเยาะหยัน
“ท่านพี่... หรานเอ๋อร์นางเป็บุตรสาวภรรยาเอกคนโตของจวน นางต้องออกงาน...”
“แล้วเสวี่ยเวยไม่ใช่บุตรสาวภรรยาเอกของข้าหรืออย่างไร!?” หนิงหย่วนโหวคำราม
“ในเมื่อเ้าจัดการจวนได้ ‘ลำเอียง’ และ ‘สกปรก’ เช่นนี้ นับแต่วันนี้ไป ข้าจะยึดกุญแจคลังสมบัติและอำนาจดูแลจวนทั้งหมดของเ้าคืน!”
“ท่านพี่! ท่านจะทำเช่นนี้กับข้าไม่ได้นะเ้าคะ!” ฮูหยินร้องลั่น
“ข้าทำได้! และข้าจะแต่งตั้งให้หลิวอี๋เหนียงเป็ผู้ดูแลจวนนับั้แ่บัดนี้เป็ต้นไป!”
หลิวอี๋เหนียงเป็อนุภรรยาผู้เงียบขรึม และเป็มารดาของบุตรชายคนเดียวของจวนโหว ที่หนิงหย่วนโหวฮูหยินคอยกดขี่เรื่อยมา แม้นางจะไม่กล้าลงมือกับบุตรชายของหนิงหย่วนโหว และสตรีนางนั้น…
หลังจากท่านโหวส่งคนไปเรียกตัวมา นางก็เดินเข้ามาในห้องพร้อมกับรอยยิ้มบางๆ นางเป็คนเก่งเื่ตัวเลขและมีความยุติธรรม ซึ่งหนิงเสวี่ยเวยเป็คนแอบส่งข่าวให้หลิวอี๋เหนียงเตรียมตัวรับตำแหน่งนี้มาหลายวันแล้ว
หลังจากส่งมอบสมุดบัญชีกันเรียบร้อยแล้ว หนิงหย่วนโหวก็ออกคำสั่ง
“แล้วเ้า... ซ่งหรูผิง จงไปสำนึกตนในห้องพระเป็เวลาหนึ่งเดือน ห้ามออกไปไหนทั้งสิ้น!”
หนิงหย่วนโหวสะบัดแขนเสื้อเดินจากไป ทิ้งให้ฮูหยินทรุดลงกับพื้นด้วยความอัปยศ
หนิงเสวี่ยเวยเดินเข้าไปใกล้พร้อกับย่อกายคำนับมารดาอย่างงดงาม
“ท่านแม่พักผ่อนให้สบายนะเ้าคะ เื่ในจวน... ลูกและอี๋เหนียงจะช่วยกันดูแลเองเ้าค่ะ”
น้ำเสียงของหนิงเสวี่ยเวยช่างนุ่มนวล ทว่าสำหรับหนิงหย่วนโหวฮูหยินมันกลับเหมือนเสียงเพชฌฆาตที่กำลังประกาศชัยชนะ
เป็ครั้งแรกในรอบหลายปีที่อำนาจในจวนเปลี่ยนมือ และนี่คือจุดเริ่มต้นของการล่มสลายของผู้ที่เคยรังแกนาง
ความเงียบสงบกลับคืนสู่จวนหนิงหย่วนโหวอย่างที่ไม่มีใครคาดคิด
ทว่าภายใต้ผิวน้ำที่นิ่งเรียบกลับเป็กระแสน้ำวนที่เชี่ยวกราก
ภายในเรือนเสวี่ยชิงของหนิงเสวี่ยเวย บัดนี้เปลี่ยนไปราวกับคนละโลก
หลิวอี๋เหนียงผู้รับอาสาดูแลจวนรีบสั่งการให้บ่าวรับใช้นำถ่านไร้ควัน ซึ่งเป็ถ่านเงินชั้นดีและผ้าไหมบุขนจิ้งจอกอย่างดีมาให้นาง พร้อมทั้งจัดสำรับอาหารที่มีทั้งเนื้อปลาสดใหม่และน้ำแกงสมุนไพรบำรุงร่างกายนาง
“คุณหนูเ้าคะ ดูสิเ้าคะ ข้าวของพวกนี้เป็ของที่ท่านควรได้รับมาตั้งนานแล้ว” ชุ่ยจูเอ่ยด้วยความดีใจขณะจัดวางแจกันดอกเหมยสด
หนิงเสวี่ยเวยเพียงยิ้มบางๆ นางไม่ได้รู้สึกยินดีกับสิ่งของเหล่านี้เท่ากับความสะใจที่เห็นอำนาจของมารดาหลุดลอยไป แต่นางรู้ดีว่าคนอย่างหนิงเสวี่ยหรานไม่มีทางยอมแพ้ง่ายๆ
บ่ายวันนั้น หิมะเริ่มละลายกลายเป็หยดน้ำเกาะตามกิ่งไม้
หนิงเสวี่ยเวยเดินเล่นไปตามทางเดินริมสระบัวที่ปกคลุมด้วยแผ่นน้ำแข็งบางๆ นางจงใจเดินออกมาเพียงลำพัง โดยทิ้งชุ่ยจูเอาไว้ที่เรือน
“หนิงเสวี่ยเวย! นังตัวแสบ!”
เสียงแหลมสูงที่เต็มไปด้วยความแค้นดังขึ้นจากด้านหลัง
หนิงเสวี่ยหรานวิ่งถลาออกมาจากมุมมืด ใบหน้าของนางบัดนี้ไม่ได้สวมผ้าคลุม รอยผื่นแดงเริ่มตกสะเก็ดกลายเป็จุดด่างดำกระจายอยู่ตามโหนกแก้มและลำคอ ดูอัปลักษณ์จนน่าใ ดวงตาของนางแดงก่ำด้วยแรงอาฆาต
“เป็เพราะเ้า! เ้าทำลายชีวิตข้า! เ้าทำให้ท่านแม่ต้องถูกขัง! ทั้งหมดล้วนเป็เพราะเ้าคนเดียว ข้าจะฆ่าเ้า!”
หนิงเสวี่ยหรานไม่รอช้า นางพุ่งเข้าหาหนิงเสวี่ยเวยด้วยแรงโทสะทั้งหมดที่มี หมายจะผลักน้องสาวลงไปในสระน้ำที่เย็นจัดเบื้องหน้า หากตกลงไปในยามที่ร่างกายอ่อนแอเช่นนี้ หนิงเสวี่ยเวยคงยากจะรอดชีวิต
ทว่าหนิงเสวี่ยเวยกลับยืนนิ่ง ตัวแข็งทื่อราวกับใจนโง่งม นางไม่แม้แต่จะหลบเลี่ยง แต่กลับแย้มรอยยิ้มเย็นเยียบที่ทำให้คนมองต้องขนลุกให้ผู้เป็พี่สาว
.
.
ไม่อยากรอ จิ้มเลยค่าาา~~~ ↓⇩↓https://www.mebmarket.com/web/index.php?action=BookDetails&data=YToyOntzOjc6InVzZXJfaWQiO3M6NzoiMTg5MTU2MyI7czo3OiJib29rX2lkIjtzOjY6IjQyMDkzNCI7fQ