ชะตาฟ้า ข้าลิขิต

    ตอนที่ 23 : เก้าวายุหวนรอย

    เช้าวันรุ่งขึ้นในตระกูลจาง ในวันนี้มีเรื่องราวหลากหลายที่เป็นหัวข้อให้พูดถึง หนึ่งในนั้นคือเรื่องของนายน้อยจางหลิน


    เมื่อวานนี้ในการต่อสู้เพื่อคัดเลือกตัวแทนเข้าสู่สำนัก จางหลินที่ไม่มีแม้แต่พลังยุทธ์กลับสามารถเอาชนะจางเจียหยูที่มีพลังยุทธ์ขอบเขตขัดเกลาได้อย่างสมบูรณ์แบบ โดยไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วน!


    ซ้ำแล้วเขายังช่วยเหลือให้นางพัฒนาพลังยุทธ์ไปสู่ขอบเขตขัดเกลา 5 ดาวได้อีกต่างหาก 


    จากนายน้อยไร้พลังที่หลายๆคนมองข้าม ขณะนี้เขาเริ่มกลับมาเป็นจุดสนใจอีกครั้งกับสิ่งที่เขาได้กระทำไปเมื่อวานนี้


    และวันนี้ก็ยังมีอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่ถือได้ว่าเป็นเหตุการณ์สำคัญ นั่นคือตัวแทนจากตระกูลจางและตระกูลชิงได้เดินทางไปยังคฤหาสน์เจ้าเมือง เพื่อตระเตรียมพื้นที่ในการจัดพิธีงานแต่งงานระหว่างจางหลินและชิงเยว่ และต้องการเชิญตระกูลทั้งหมดในเมืองหยางโจวมาเป็นสักขีพยานในพิธีแต่งงานครั้งยิ่งใหญ่ในวันพรุ่งนี้


    ต้องเข้าใจว่าตระกูลจางและตระกูลชิงเป็นสองตระกูลฝึกฝนศิลปะการต่อสู้อันดับต้นๆของเมืองหยางโจว และด้วยการมีอยู่ของสองตระกูลทำให้เมืองข้างเคียงที่เป็นปฏิปักษ์ไม่มีความกล้าที่จะรุกรานเข้ามา หรือแม้กระทั่งไม่มีความกล้าที่จะทำให้เมืองหยางโจวเกิดความวุ่นวาย


    ด้วยเหตุนี้แม้แต่เจ้าเมืองหยางโจวเองก็ต้องให้ความเคารพแก่ทั้งสองตระกูล…


    ในวันนี้จางหลินยังคงมีกิจวัตรเฉกเช่นเดิม นั่นคือนอนบนเก้าอี้โยกใต้ต้นไม้ใหญ่รับสายลมอ่อนๆขณะศึกษาตำราที่เขาสนใจ 


    “น้องหลิน”


    แต่จู่ๆก็มีเสียงเรียกของหญิงสาวดังขึ้นไม่ไกล จางหลินละสายตาออกจากตำราเงยหน้าขึ้นมา และพบเข้ากับร่างในชุดเกราะอ่อนของจางเจียหยูที่มีใบหน้าเคอะเขินกำลังเดินมาอย่างเงียบๆ


    จางหลินปิดตำราและยิ้มออกมาจางๆ หากแต่เขายังเอนหลังพิงเก้าอี้อย่างเกียจคร้านตามเดิม “พี่สาวเจียหยู มีอะไรให้ข้าช่วยหรือไม่?”


    จางเจียหยูค่อยๆเดินเข้ามาใกล้ๆ นางนั่งลงข้างๆเขาก่อนจะกล่าวว่า “เมื่อวานนี้ขอบใจเจ้ามากที่ช่วยเหลือข้า”


    จางหลินกล่าวอย่างติดตลก “เมื่อวานนี้ข้าได้ทำให้ท่านต้องอับอายต่อหน้าสายตาของใครหลายๆคน ท่านไม่โกรธข้าเลยหรือ?”


    จางเจียหยูอดไม่ได้ที่จะรู้สึกขบขัน “ข้าจะโกรธเจ้าเพื่ออะไร? ข้าติดอยู่ที่คอขวด 4 ดาวมาตลอดหลายเดือน หากไม่ได้เจ้าช่วย เกรงว่าข้าคงจะติดอยู่ที่ขอบเขตขัดเกลา 4 ดาวไปอีกนาน”


    จางหลินยิ้มเล็กยิ้มน้อย เขาทอดสายตามองจางเจียหยูจากศีรษะลงสู่ที่ต่ำ


    เมื่อเห็นสายตาของเขา จางเจียหยูอดไม่ได้ที่จะแสดงสีหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธ “เจ้ามองอะไรของเจ้า!?”


    จางหลินเพิ่งจะรู้สึกตัว เขากระแอมออกมาเสียงดัง “อะแฮ่มๆ! ข้าแค่อยากจะช่วยเหลือท่านให้สามารถต่อสู้กับผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตขัดเกลา 7 ดาวให้ได้ และข้ากำลังมองอยู่ว่าพอจะมีวิธีช่วยเหลือท่านได้หรือไม่”


    “โอ้?” ดวงตาของจางเจียหยูเป็นประกายด้วยความคาดหวัง


    ตอนนี้นางไม่ได้มองว่าจางหลินเป็นคนไร้ประโยชน์อีกต่อไป แต่นางมองว่าเขาเป็นคนที่เชื่อถือได้ และสมควรได้รับความเคารพ


    จางหลินขบคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดขึ้น “ด้วยทักษะและพลังยุทธ์ของท่านในตอนนี้ ไม่มีทางเป็นไปได้เลยที่จะเอาชนะคู่ต่อสู้ที่มีพลังยุทธ์เหนือกว่าจากตระกูลฉี ตระกูลไป๋และตระกูลหยูได้…”


    จู่ๆ เขาก็ฉุกคิดบางอย่างขึ้นได้ ก่อนจะเดินกลับเข้าไปในตำหนักและออกมาพร้อมกับตำราเก่าแก่เล่มหนึ่ง


    จางหลินตรงมาที่จางเจียหยู ก่อนจะยื่นตำราเก่าๆให้แก่นาง “พี่สาวเจียหยู ข้าคิดว่าทักษะยุทธ์นี้อาจจะเหมาะสำหรับท่าน”


    จางเจียหยูสงสัยว่าจางหลินนำตำราประเภทใดออกมา นางหยิบตำราขึ้นมาก่อนจะเห็นว่าหน้าปกมีการเขียนด้วยพู่กันไว้ว่า《เก้าวายุหวนรอย》


    “เก้าวายุหวนรอย?” จางเจียหยูไม่เคยได้ยินชื่อของทักษะนี้มาก่อน แต่เมื่อนางได้เปิดอ่านเนื้อหาของตำรา สีหน้าของนางก็ค่อยๆเปลี่ยนไป “นี่คือทักษะยุทธ์ระดับ 4 ดาว!”


    นั่นหมายความว่าเดิมทีตำราทักษะยุทธ์เล่มนี้เหมาะสำหรับผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตตื่นรู้


    มันคือตำราทักษะยุทธล้ำค่าที่หาได้ยากในรอบนอกของแคว้นฉู่!


    ดีไม่ดีอาจจะมีเพียงแค่คฤหาสน์เจ้าเมืองเท่านั้นที่จะมีคุณสมบัติครอบครองทักษะยุทธ์ระดับนี้ได้!


    และหากการมีอยู่ของตำราเล่มนี้ถูกเปิดเผย รอบนอกของแผ่นดินใหญ่คงจะเกิดความโกลาหลไม่น้อย


    จางหลินพยักหน้าก่อนจะพูดว่า “ข้าได้รับตำราทักษะยุทธ์มาจากผู้เฒ่าลู่เป็นของขวัญในวันแต่งงาน และข้ามองว่าทักษะยุทธ์นี้เหมาะสมกับจิตวิญญาณยุทธ์ของท่าน หากท่านสามารถฝึกฝนจนเชี่ยวชาญ ท่านก็จะสามารถเอาชนะผู้ที่มีระดับพลังยุทธ์เหนือกว่าได้อย่างไม่ยากเย็น” 


    จางเจียหยูรู้สึกตื้นตันจนพูดตะกุกตะกัก “จะ-เจ้าจะมอบตำราเล่มนี้ให้ข้าจริงๆหรือ?” 


    จางหลินส่ายหน้า “ข้าต้องการเก็บตำราต้นฉบับเล่มนี้ไว้กับตัว ท่านสามารถคัดลอกสำเนาเนื้อหาตำราไปศึกษาเองในภายหลังได้”


    จากนั้นเขาก็เตือนอย่างจริงจัง “แต่ท่านต้องจำไว้ว่า หากท่านจดจำทักษะยุทธ์นี้ได้แล้วให้รีบทำลายสำเนาทิ้งในทันที! และจะให้ใครรู้ไม่ได้เป็นอันขาดว่าทักษะยุทธ์ที่ท่านฝึกฝนเป็นทักษะยุทธ์ระดับ 4 ดาว มิเช่นนั้นมันอาจจะนำหายนะมาสู่ท่านได้ทุกเมื่อ”


    จางเจียหยูเข้าใจดีถึงความล้ำค่าของทักษะยุทธ์ระดับ 4 ดาว นางตบปากรับคำโดยไม่ลังเล “เข้าใจแล้ว ข้าจะรีบคัดลอกตำรานี้ทันที”


    ระหว่างนี้จางเจียหยูก็ได้เข้ามาคัดลอกสำเนาของตำราในตำหนัก โดยที่จางหลินเองก็ยังคงศึกษาตำราสมุนไพรอยู่ที่มุมๆหนึ่งอย่างเงียบๆ


    จู่ๆ สาวใช้นางหนึ่งก็เดินมาที่ตำหนัก นางก้มหน้าลงและกล่าวรายงานว่า “นายน้อยจาง มีแขกมาขอพบท่าน”


    การมาถึงของสาวใช้ทำให้จางหลินละสายตาจากตำราอย่างรวดเร็ว เขาเดินไปเปิดประตูก่อนจะถามว่า “แขกคนนั้นเป็นใคร?”


    สาวใช้ก้มหน้าลงและตอบอย่างสุภาพ “ข้าไม่คุ้นหน้านางมาก่อน แต่นางสวมชุดสีน้ำเงิน และเรียกแทนตนเองว่าหลี่เชียนเหม่ย”


    “หลี่เชียนเหม่ย?” เมื่อชื่อนี้ถูกเปล่งออกมา ดวงตาของจางหลินเผยให้เห็นถึงระลอกคลื่น


    ความงดงามของหลี่เชียนเหม่ยยังคงตราตรึง ราวกับนางคือเทพธิดาที่ไร้การปนเปื้อนมลทินของโลกมนุษย์


    แต่ใครจะคิดว่าความงามระดับนั้นจะมาเยี่ยมเยียนคนไร้ประโยชน์อย่างเขาถึงตระกูลจาง


    จางเจียหยูที่ได้ยินคำพูดของสาวใช้ก็รู้สึกสงสัย “น้องหลิน หลี่เชียนเหม่ยคนนั้น—”


    ไม่ทันที่นางจะกล่าวจบ นางก็พบว่าจางหลินที่เคยอยู่ในชุดลำลองซอมซ่อก็แปรเปลี่ยนเป็นเสื้อคลุมตัวโปรดที่แลดูสง่าและมีภูมิฐานไปตั้งแต่เมื่อใดไม่ทราบได้ 


    เขาหยิบกระจกขึ้นมาและจัดทรงผมให้ดูสุภาพราวกับนักวิชาการ โดยมีพัดมังกรสีครามอยู่ในมือประหนึ่งว่าเขาเป็นนักปราชญ์ผู้รอบรู้อย่างไรอย่างนั้น


    จางเจียหยูอดไม่ได้ที่จะอ้าปากค้าง


    [ระ-เร็วมาก!]


    [เขาจะเปลี่ยนชุดเร็วขนาดนี้ได้อย่างไร?]


    [แขกที่มาเยี่ยมเยียนเป็นใครกันแน่ที่ทำให้เขาต้องแต่งองค์ทรงเครื่องได้ถึงขนาดนี้?]


    หลังจากตรวจสอบและพยักหน้าอย่างพึงพอใจ จางหลินรีบโบกมือกล่าวลากับจางเจียหยูในทันที “พี่สาว ข้าขอตัวก่อน หากท่านคัดลอกเสร็จแล้วให้เก็บตำราไว้ใต้เตียงให้ข้าด้วย”


    ร่างของเขาหายลับไปจากตำหนักด้วยความเร็วสูงสุด ทิ้งให้จากจางเจียหยูยืนเกาศีรษะอย่างมึนงง “เจ้าต้องรีบร้อนถึงขนาดนั้นเลยหรือ?”