ทวนของเจ้าทิพเร็วราวฟ้าแลบ แต่ทวนของสิงขรกลับเร็วไม่แพ้กัน..
ขณะที่ม้าสีด่างเทาตีเยื้องขึ้นมาทางด้านซ้ายของตนสิงขรก็รีบยกทวนด้วยมือขวาขึ้นแกว่งไกวรออยู่เหนือศีรษะครั้นทั้งม้าทั้งปลายทวนพุ่งเข้ามา สิงขรพลันยกมือซ้ายอีกข้างเข้ายึดกุมด้ามทวนแล้วตีสะบัดลงมางัดปลายทวนของเจ้าทิพออกไป
“วิชาปราณเปลี่ยนมิติ”
เจ้าทิพคำนึงขึ้นเมื่อเห็นความเร็วปานสายฟ้าฟาดจากทวนของสิงขร
ชายหนุ่มแทบไม่อยากเชื่อว่าสิงขรได้บรรลุความเร็วสู่ระดับเปลี่ยนมิติเเล้ว..ในเมื่อขุนพลสิงหลผู้เป็นทั้งบิดาและอาจารย์ประกาศด้วยตนเองว่าบุตรชายฝึกภาวะจิตได้เพียงระดับ๘ ยังไม่อาจกำหนดเปลี่ยนมิติได้.. แล้วไฉนสามารถใช้ความเร็วระดับนี้มาแก้ไขสถานการณ์ได้
ใจแม้ฉุกคิดแต่ปฏิกิริยาของเจ้าทิพต่อเนื่องด้วยท่าจู่โจมที่สองในกระบวนเพลงทวนอสรพิษของพระมหาเถระเมื่อปลายทวนถูกด้ามทวนตีสะบัดออก จึงตวัดทวนวนไล่ไต่ด้ามทวนของสิงขรขึ้นไปคล้ายอสรพิษร้ายที่เลื้อยวนรอบด้ามทวนเข้าหาข้อมือซ้ายของสิงขรจนบัดนี้คมทวนใกล้จะตวัดบาดข้อมือ
“เร็วมาก..”เจ้าทิพถึงกับอุทานในใจเมื่อเห็นสิงขรปล่อยมือซ้ายออกจากด้ามทวนเหลือเพียงมือขวาที่กุมด้ามไว้แล้วดีดกายออกจากหลังม้าไปหลบอีกฟากของม้าศึก มือซ้ายดึงรั้งบังเหียน มือขวากุมทวนเท้าขวาเหยียบรั้งบังโกลนม้า จนดึงม้าดำที่ห้ออยู่ชะลอลงทันที
...แม้กระทำในยามปกติยังยาก แต่นี่สิงขรกลับโยกย้ายร่างในยามหลบหลีกเพลงทวนที่ไล่ล่าพร้อมหยุดยั้งม้าในขณะควบตะบึง นับเป็นวิชาขี่ม้าศึกที่ยอดเยี่ยม
“ต้องเป็นวิชาปราณเปลี่ยนมิติแน่.. บางทีอาจจะเร็วกว่าเราเสียอีก”
เจ้าทิพคำนึงด้วยความมั่นใจในสิ่งที่ตนกำลังเผชิญ..ขณะม้าสีด่างเทาวิ่งขนานเลยผ่านม้าศึกดำออกไป
เจ้าทิพฉากม้าออกซ้ายเพื่อตั้งจังหวะใหม่เพลงทวนอสรพิษของพระมหาเถระจึงยุติอยู่เพียงท่าจู่โจมที่สองเท่านั้นไม่สามารถแปรเปลี่ยนไปสู่ท่าจู่โจมที่สามได้
เมื่อครู่เจ้าทิพใช้เพลงทวนอสรพิษถึงท่าที่สองหากแม้นพัวพันต่อไป ถึงสิงขรจะแก้ไขได้สำเร็จ ก็ยังต้องเผชิญกับท่าจู่โจมที่สามของเพลงอสรพิษหรืออาจเปลี่ยนข้ามสู่ท่าจู่โจมที่สามของกระบวนเพลงอื่นที่รุนแรงยิ่งกว่า..ครั้งนี้สิงขรใช้ความเร็วสยบกระบวนท่า จนสามารถฉากออกไปจากวังวนการต่อสู้ เหมือนครั้งเจ้าทิพกระทำเพื่อตัดตอนท่าจู่โจมกงจักรนารายณ์อันเป็นท่าจู่โจมที่สองในเพลงนารายณ์อวตาร..
การจู่โจมเมื่ออันตรธานหายไปทุกอย่างต้องเริ่มต้นใหม่...
สิงขรพลิกคร่อมขึ้นนั่งตัวตรงบนหลังม้าอีกครั้งในขณะที่เจ้าทิพรั้งม้ารออยู่เบื้องหน้า จุดที่ทั้งสองยืนม้านั้นบัดนี้ห่างไกลจากหน้าปะรำที่ประทับมากพอสมควร
เจ้าทิพพลันระลึกได้ในทันที..ไม่มีใครรู้เรื่องที่สิงขรสำเร็จวิชาเปลี่ยนมิติ ครั้งนี้คงจงใจควบม้าออกมาให้ไกลเพื่อปกปิดไม่ให้ใครสังเกตออก..
“เจ้าทิพจงฟังไว้วันนี้เจ้าจะถูกเนรเทศออกจากเมืองแล้ว.. องค์เหนือหัวไม่ทรงประสงค์จะเห็นหน้าเจ้าอีกต่อไป”สิงขรตะโกนลั่นออกมาอย่างมั่นใจ แล้วชี้ทวนควบม้าเข้าหาเจ้าทิพ
ชายหนุ่มฟังคำแล้วอดเจ็บแปลบในใจไม่ได้ทั้งคำ “เนรเทศ” ทั้งความรังเกียจที่พระบิดามีต่อตนทุกความคิดทุกความน้อยใจสุมประดังเข้ามา กระทืบโกลนม้าเข้าหาด้วยความคับแค้น
ทั้งสองเข้าปะทะกันด้วยเพลงทวนของพระมหาเถระเจ้าทิพใช้กระบวนเพลงวานรในขณะที่สิงขรเริ่มด้วยกระบวนเพลงพญานกยูงโดยสิงขรควงทวนสะบัดเป็นวงไปมา คล้ายนกยูงรำแพนเป็นท่าเริ่มต้นรุกเพื่อป้องกันการจู่โจมของอีกฝ่ายเจ้าทิพโยกม้าไปมาพร้อมทวนที่แทงส่ายเข้าหา จังหวะแรกของการปะทะนับว่าสำคัญมากฝ่ายใดจู่โจมสำเร็จก็สามารถรุกไล่ต่อเนื่องด้วยจังหวะท่าจู่โจมที่สองในขณะที่อีกฝ่ายต้องกลายเป็นผู้ตั้งรับคอยแก้ไข..
เจ้าทิพทิ้งลมหายใจ แต่คล้ายสะดุดเพราะจิตใจปั่นป่วนไม่สงบนิ่งพอ เมื่อเข้าสู่ภวังค์สิ่งรอบกายแม้จะเคลื่อนช้าลงแต่ไม่มากเท่าก่อนหน้าแล้ว..เห็นสิงขรสูดลมหายใจเข้าเต็มอก ควงทวนสะบัดเข้ามาอย่างเร็วทวนเจ้าทิพสอดส่ายแทงออกไปเมื่อใกล้ถึงจึงวกเข้าแทงมือสิงขรที่เป็นแกนหมุนของทวน
แต่เมื่อใกล้สัมผัสแกนหมุนถึงกับเปลี่ยนย้ายขึ้นไปด้านบนอย่างรวดเร็ว ทวนของเจ้าทิพจึงสอดเข้าไปในวงเวียนถูกสลัดขึ้นไปด้านบนขณะที่ทวนสิงขรพลันหยุดหมุนแล้วเปลี่ยนเป็นวนโค้งเข้าฟาดตนด้วยปลายคมทวน
เจ้าทิพต้องรีบดึงทวนกลับยึดกุมทวนด้วยสองมือ แล้วยันขวางรับคมทวนที่ฟาดมาอย่างแรง เสียงทวนปะทะลั่นก่อนสิงขรงัดด้ามทวนขึ้นตีอีกครั้ง
ชายหนุ่มผู้ไร้ยศศักดิ์ได้แต่ขวางทวนกดรับการจู่โจมต่อเนื่องด้วยทวนราชองครักษ์เร็วมากนักและเพื่อเตรียมป้องกันการกระทุ้งด้ามเข้าใส่..
หากแต่สิงขรกลับเเปรเปลี่ยนท่าจู่โจมจากกระบวนเพลงพญานกยูงเข้าสู่ท่าจู่โจมที่สามของกระบวนเพลงพยัคฆ์ ด้ามทวนที่งัดขึ้นกลับตีสะบัดฉากไปด้านข้างเล็งข้อมือซ้ายของเจ้าทิพ..บุตรของขุนพลใหญ่ใช้วิชาปราณเปลี่ยนมิติที่รวดเร็วกว่า บัดนี้ควบคุมจังหวะจู่โจมมีเปรียบเหนือเจ้าทิพแล้ว..
ชายหนุ่มแม้จะสามารถแก้ไขปัดป้องได้แต่ก็เผชิญการโหมจู่โจมรุกไล่ต่อเนื่องที่หนักหน่วงขึ้นจนสถานการณ์เลวร้ายตลอดเวลา ทั้งคนทั้งม้าถอยร่นทุกจังหวะคมทวนฉวัดเฉวียนใกล้ผิวกายเข้าทุกที
ผู้ชมซึ่งมองมาจากอัฒจันทร์แม้จะอยู่ห่างไกลแต่ยังคงเห็นทวนสองเล่มสะบัดเคลื่อนไหวรวดเร็วปานสายฟ้า ต่างสูดปากร้องชมเชยในฝีมือของสองฝ่ายบัดนี้เห็นฝ่ายบุตรชายท่านขุนพลใหญ่รุกไล่กระหน่ำจนเจ้าทิพใกล้เพลี่ยงพล้ำพ่ายแพ้ต่างโห่ร้องก้องให้กำลังใจ..
มีเพียงพระราชธิดาวิสาณีที่ทรงตระหนกทรงยกพระหัตถ์ขึ้นปิดพระพักตร์เป็นระยะ มิกล้าทอดพระเนตร
ขณะที่เซียงจือกงหยิบกล้องส่องทะเลระยะไกลซึ่งพกติดตัวขึ้นเล็งส่องดู...
เจ้าทิพถูกกระหน่ำรุกไล่มือไม้เรรวน จิตใจบีบคั้นคำนึงถึงความพ่ายแพ้.. และผลที่จะตามมา
การถูกสักประจานจากไหล่ไปถึงคอ.. ระบุว่าเป็นบุคคลถูกขับไล่เนรเทศพ้นจากเมืองปตานี
จิตใจยิ่งสั่นรัว การกำหนดควบคุมปราณเปลี่ยนมิติยิ่งกระทำลำบาก..สิงขรขี่ม้าดำขนาบอยู่ด้านขวาพลิกทวนพุ่งแทงเข้ามาจากด้านล่างตรงสู่คอหอยเป็นการรุกไล่ต่อเนื่องถึงท่าจู่โจมที่เจ็ดแล้ว
เจ้าทิพเบี่ยงกายฟาดทวนเข้าปะทะแต่ช้ากว่าอยู่ครึ่งจังหวะรีบถลันหลบทวนรุกซึ่งพุ่งเฉียดผ่านลำคอไป จังหวะที่สิงขรชักทวนกลับเจ้าทิพยกทวนดักกันไว้ไม่ให้ปลายคมทวนปาดลำคอแต่แล้วทวนรุกที่กำลังชักรั้งกลับพลันเสือกคืนเข้ามาอีกครั้งทันที.. รวดเร็วรุนแรงสู่ร่างที่หันเอียงข้างเสียจังหวะอยู่
ปลายทวนพุ่งแทงเข้าชายโครงเจ้าทิพจนกระเด็นร่วงตกม้าไป...
ชายหนุ่มรู้สึกเจ็บแปลบกระดูกซี่โครงตามด้วยทุกส่วนของร่างกายคล้ายถูกค้อนกระหน่ำทุบตีเมื่อร่างกลิ้งกระแทกไปกับพื้น..จนสุดท้ายฟุบแน่นิ่ง ซบหน้ากับแผ่นดิน สติเลือนลางแว่วยินเสียงคนโห่ร้องไปทั่ว..
ในสำนึกคล้ายได้ยินเสียงสตรีนางหนึ่งล่องลอยมา...
“พี่เจ้าอย่าเป็นอะไรนะ..”
น้ำเสียงโหยหวนเจ็บปวดใจ...
จนได้ยินเสียงกลองย่ำมาแต่ไกลเป็นสัญญาณว่าการประลองรอบนี้ยุติลงจึงระลึกได้ว่าเสียงสตรีที่ได้ยินเป็นเพียงมโนสำนึกของตนเท่านั้น..
ใช่แล้ว..แม้เสียงของขุนพลธรณินที่ประกาศผลพ่ายแพ้ของตน ยังไม่ได้ยินมาถึงจุดนี้เลย
เปลือกตาเจ้าทิพสั่นกระตุก มองเห็นเพียงภาพพื้นราบแผ่กว้างจรดขอบตาตนฝุ่นดินที่กลบเข้าปากช่างสากเฝื่อนลำคอ กลิ่นรสคาวเลือดคล้ายหลั่งออกจากจมูกและริมฝีปากแขนขาชาด้านไปหมด..
บนผืนแผ่นดินตรงนี้ มีเราเพียงลำพัง
เรายังจะลุกขึ้นสู้ได้อีกหรือ...
--------------------------------------------------