ดันเจี้ยน x ดันเจี้ยน

    ตอนที่ 61 อย่าทิ้งฉัน

              สิ่งที่ทำให้ฮิราตะหวาดหวั่นสุดคือสถานการณ์ทั้งหมดอยู่เหนือการควบคุมของตนเองเขาไม่คิดว่าการต่อสู้ที่เฝ้าตระเตรียมมาเนิ่นนานจะถูกทำลายลงด้วยการโจมตีเพียงครั้งเดียว


              ร่างกายสั่นสะท้านจนปิดไม่มิด


              ไม่มีแม้เศษเสี้ยวความหวัง รังแต่ถูกไล่ต้อนให้ต้องล่าถอย


              “ใครคิดถอยหลังผมจะเปลี่ยนให้เป็นส่วนหนึ่งของพวกผีดิบซะเดี๋ยวนี้!”


              เมื่อคนบางส่วนเริ่มหันหลังวิ่งหนีฮิราตะจึงเอ่ยเสียงเหี้ยม เพราะเผยใบหน้าแท้จริงออกไปครั้งหนึ่งแล้วก็เลยละความพยายามที่จะระงับความสุภาพไว้


              “คุณฮิราตะถอยก่อนเถอะครับ! เราก็เห็นกับตาแล้วนี่นาว่าไม่มีอะไรต่อกรกับเจ้าตัวพรรค์นี้ได้”


              ลูกน้องที่แก้มกระตุกคนหนึ่งพูดใบหน้าแฝงไว้ซึ่งความสิ้นหวัง


              เมื่อภาพกองทัพผีดิบจำนวนมหาศาลถูกคลื่นดาบขยี้สังหารอย่างง่ายดายความตายครั้งที่สองอันน่าสังเวชในสนามรบที่ไม่มีอะไรให้ยกย่องเชิดชู


              ปัง!


              และความเลวทรามต่ำช้าของมนุษย์ยามเมื่อถูกไล่ต้อนจนมุม


              “ผมไม่ได้ถามความเห็นจากคุณ”


              ถึงจะเห็นคนคัดค้านถูกยิงตายไปต่อหน้าแต่ส่วนใหญ่ก็ยังเลือกที่จะวิ่งหนีอยู่ดี


              “ไอ้พวกขี้ขลาด!”


              “นี่ไม่ใช่เวลามัวแต่มาฆ่ากันเองแบบนี้จะต่ำช้าขนาดไหนก็ควรมีขอบเขตซะบ้างนะคะ!”


              โยซึรุเริ่มทนไม่ไหวกับพฤติกรรมของอีกฝ่ายแค่สถานการณ์ตอนนี้ก็แย่มากพออยู่แล้ว


              “คิดว่าเป็นการกระทำที่ต่ำช้าเหรอใช่... มันอาจจะเป็นแบบนั้น แล้วตัวเธอล่ะ ยอมใช้วิธีไหนก็ได้ขอแค่ให้ตัวเองมีชีวิตรอด พร้อมหักหลังทุกคนได้หน้าตาเฉยแม้ตัวเองจะต้องแปดเบื้อนเธอมันก็ไม่ต่างจากฉันนักหรอก”


              โยซึรุยืนอึ้งกับน้ำเสียงตะคอกที่แฝงไปด้วยอารมณ์เกรี้ยวกราดของอีกฝ่ายนับเป็นครั้งแรกที่เธอเห็นฮิราตะสูญเสียความเยือกเย็นเช่นนี้


              นี่เป็นสิ่งที่คาดไม่ถึงเลยเพราะสำหรับฮิราตะแล้วเรื่องมันดำเนินมาไกลเกินกว่าที่เขาจะยอมให้เกิดเรื่องประหลาดใจการตั้งตัวไม่ติดทำให้เขาโมโห มันทำให้รู้สึกว่าตัวเองไม่ใช่ผู้คุมเกมอีกต่อไป


              “—เธอคิดจะไปไหนคิดจะทิ้งฉันไปเหมือนกับเจ้าพวกนั้นงั้นเรอะ”


              โยซึรุหันขวับเมื่อถูกคว้าแขนขณะกำลังก้าวถอยหนี


              “ฉันเป็นคนคุมเกมฉันรับมือกับทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในนี้ได้หมด นี่เกมของฉัน ฉันเป็นคนตั้งกติกาและฉันจะทำภารกิจให้สำเร็จ จะไม่ยอมให้ใครมาขัดขวางได้!”


              “เวลาแบบนี้คุณยังจะ—!?”


              โยซึรุกัดฟันกรอดเธอเลือกที่จะกลืนคำพูดในตอนท้ายแล้วคิดว่าช่างมัน


              “…ถ้าคุณอยากตายขนาดนั้นก็เชิญตายไปคนเดียวเถอะ ฉันไม่เอาด้วยแล้ว!”


              เธอสะบัดแขนจากการกอบกุมใครจะยอมตายไปพร้อมกับผู้ชายกระจ้อยร่อยที่จมจ่อมกับความฟันเฟืองอันเว้าแหว่งพรรค์นี้กัน


              เพียะ!!


              หญิงสาวโดนตบจนหน้าหัน


              เธอเอามือกุมแก้มซึ่งเป็นรอยแดง เข่นเขี้ยวจ้องมองอีกฝ่ายก่อนตะคอกสวนกลับไป


              “เชิญคุณถูกบดขยี้ให้หนำใจเถอะความฝันแสนหวานที่วาดหวัง ขอให้มันพินาศลงต่อหน้าความเป็นจริง”


              เธอไม่ใช่หุ่นเชิดน่าเวทนาที่ถูกบังคับให้ทำตาม


              ก่อนที่ฮิราตะจะทันได้ลงมือทำอะไรกับโยซึรุคลื่นดาบสว่างวาบตัดผ่านไปไม่ไกลจากจุดที่ทั้งคู่ยืนนัก กวาดล้างพวกที่กำลังหันหลังวิ่งหนีไปที่ประตูจนเหี้ยน


              คลื่นกระแทกจากร่องดินงัดเอาเศษหินระเบิดออกกระจัดกระจายส่งผลทำให้ทั้งสองถูกแรงอัดผลักปลิวกระเด็นกันไปคนละทิศคนละทาง


              หลังเศษฝุ่นฟุ้งในอากาศเริ่มเบาบางฮิราตะพยายามพยุงตัวขึ้นและทำท่าจะลากขาที่บาดเจ็บนั่นคลานหนี ความรู้สึกเจ็บใจหดหู่ หวาดกลัวและโกรธแค้นผสมปนเปกันขึ้นมา


              “มันต้องไม่จบแบบนี้…ไม่ใช่ตอนนี้ ฉันจะ—”


              สุดท้ายทุกอย่างพลันหายไปเมื่อความตายมาเยือนเร็วกว่าที่คาด


              ดาบเล่มยาวฟันลงมาจากด้านหลัง


              ร่างของชายผู้ทะนงตนถูกผ่าออกเป็นสองซีกเครื่องในไหลออกมารวมกันอย่างสยดสยอง


              ‘ตอนนี้แหละต้องรีบหนี!’


              ทางฝั่งของโยซึรุก็สภาพลำบากไม่แพ้กัน


              ‘อึก...ความบอบช้ำเมื่อกี้ทำให้ขา—’


              จิตใจร้อนรนเพราะความกลัวตายทว่าร่างกายกลับแข็งทื่อไม่ยอมขยับขาของโยซึรุยังคงหยุดนิ่งแม้ลองฝืนพยายามเคลื่อนไหวแต่ส้นเท้าลากไปสะดุดรอยต่อเล็ก ๆ บนพื้นจนล้มหงายหลังอย่างแรง


              โยซึรุเจ็บไปหมดทั้งตัวอยากอาเจียนเพราะทั่วร่างปวดร้าวไปหมด เธอเจ็บคอและท้อง ข้อมือขวาซ้นหัวเข่าทั้งสองข้างเหมือนจะบวม แต่ร่างซีกขวาเจ็บเสียดที่สุดกระดูกซี่โครงอาจจะร้าวหรือหัก


              เธอยันตัวขึ้น ต้องรีบหนีไปจากที่นี่ทว่ามันเจ็บเหลือเกิน ความรู้สึกเจ็บแปลบในท้องเหมือนกับมีมีดกรีดแทงเครื่องในเมื่อเธอก้มมองลงไปจึงได้เห็นว่ามีเศษไม้ขนาดเท่าฝ่ามือเสียบคาอยู่ที่ท้องอย่างน่ากลัว


              เธอเดิน...หรืออย่างน้อยเธอก็คิดว่าตนเองเดิน สักพักหนึ่งก็ล้มลง เธอหายใจไม่ออก ขาไม่ขยับกระทั่งศีรษะก็เต็มไปด้วยความสับสนมึนงงที่มีอยู่ชัดเจนคือความเจ็บอย่างรุนแรงที่ท้อง โยซึรุคิดว่าตนเองกำลังจะตายแผลมันเจ็บมาก มากขนาดตายไปยังดีเสียกว่า


              “…แค่ก”


              เด็กสาวนอนคว่ำลงกับพื้นเธอไอออกมาเป็นเลือด ดวงตาของเธอมองเห็นแต่สีแดงราวกับว่าทุกสิ่งกำลังมอดไหม้


              หนามแหลม ๆ บนไม้นั่นทิ่มแทงเนื้อเจ็บเหลือเกิน ต้องหาใครสักคน—


              “ไม่นะ...ฉันยัง... ไม่อยากตาย”


              โยซึรุเหยียดแขนออกไปในเมื่อขาไม่ยอมขยับก็ต้องใช้แขนดึงตัวไปข้างหน้าแทน


              เด็กสาวเคลื่อนที่ไปได้ทีละนิ้ว...ทีละนิ้ว แต่ถ้าเธอไม่ทำเช่นนี้เธอก็ต้องตายความเจ็บปวดที่มากเกินกว่าจะทนเล่นงานอยู่ทุกวินาที


              เจ็บ... เจ็บ... มันเจ็บจังเลย


              มีเพียงคำนี้ที่ดังอยู่ในหัว


              เจ็บเหลือเกิน...


              เธอไม่อยากตาย เธอไม่อยากตายเธอไม่อยากตาย โยซึรุไม่อยากหายไป เพราะในชีวิตนั้นไม่เคยได้รับอะไรไม่เคยได้ทำอะไร ไม่เคยที่จะเหลืออะไรทิ้งไว้


              มันว่างเปล่าเสียจนน่าเศร้า


              ความเจ็บปวดยังคงรุมเร้าขนาดที่เธอคิดว่าตายเสียยังดีกว่าทว่าแขนของเด็กสาวก็ยังคงดึงตัวไปข้างหน้าเพื่อหนีจากมัน ปากของเธอไอไม่หยุดไอเป็นเลือด


              ‘อยากมีชีวิตอยากจะทำตามความฝันให้มากกว่านี้ อยากจะอยู่ต่อไปบนโลกใบนี้’


              ไม่มีอะไรที่ขยับอีกแล้วเหลือเพียงแค่ความเจ็บปวดที่ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆนี่คือสิ่งที่เธอเฝ้ายินดีเมื่อได้ทำให้คนอื่นเป็น ความเป็นจริงที่ตอกย้ำ ‘นาคาจิม่า โยซึรุ’ ในครั้งนี้รุนแรงยิ่งกว่าครั้งไหนๆ


              เธอทรายแล้วว่าความเจ็บปวดของคนที่เธอหักหลังเป็นเช่นไรเธอทราบแล้วว่าบาปที่เธอได้ทำไปมันสาหัสเพียงไหนเธอทราบแล้วว่าสิ่งนี้ไม่อาจที่จะลบเลือนไปได้ด้วยคำขอโทษหรือสิ่งใด


              ในใจของเด็กสาวนึกย้อนไปถึงรอยยิ้มอันอ่อนโยนของคนๆ นั้น


              เขาจะยกโทษให้ฉันได้ไหม?จะกอดฉันได้อีกหรือเปล่า?


              “คุณสามารถหลอกทุกคนได้เพียงชั่วคราวคุณสามารถหลอกแม้กระทั่งคนส่วนใหญ่ได้ตลอดเวลาแต่คุณไม่สามารถหลอกทุกคนได้ตลอดเวลา”


              เสียงของใครคนหนึ่งดังขึ้น


              โยซึรุพยายามเอื้อมมือขึ้นไปหาคนตรงหน้าเขาเคยช่วยชีวิตเธอไว้หลายครั้ง ส่วนเธอนั้นเอาแต่โกหกหลอกลวงทั้งที่เขาเสียสละตัวเองขนาดนั้น


              ภาพจำตอนที่เขาเคยกระโดดเอาตัวบังเธอไว้มันได้เกิดอะไรขึ้นบางอย่างในใจและเธอก็ไม่รู้จะเปลี่ยนมันกลับเป็นเหมือนเดิมได้อย่างไรที่แย่กว่านั้นคือเธอไม่ต้องการจะเปลี่ยนเหมือนกับมีอารมณ์ความรู้สึกแปลกใหม่เกิดขึ้นในตัว


              ตลอดชีวิตของเธอมีแต่ความเห็นแก่ตัวอัตตา ความโลภ เหยียบย่ำคนอื่นเพื่อให้มีชีวิตรอด ไม่ช่วยเหลือ ไม่เหลียวแลไม่เอื้อมมือไปหา ไม่แยแสคนที่กำลังจะตาย รวมถึงคนที่ยังมีชีวิตอยู่


              เพิกเฉยต่อความตายของคนอื่นแล้วมีชีวิตรอดโดยเหยียบย่ำบนกองเลือดและซากศพของคนเหล่านั้นเป็นสิ่งที่คนโกหกหลอกลวงคนอื่นมาทั้งชีวิตอย่างเธอให้คำจำกัดความไม่ได้มาเติมเต็มบางอย่าง


              ปากอยากบอกว่า ฉันผิดไปแล้วฉันเห็นแก่ตัว พลาดพลั้งไป ทว่าตอนนี้ทุกอย่างมันสาย ไม่ว่าเธอจะพูดอะไรมันคงไม่มีความอะไรสำหรับเขาอีกแล้ว ดังนั้นเธอจึงไม่อาจเอื้อนเอ่ยสิ่งใดออกไปได้


              แต่กระนั้น เธอกลับหยุดตัวเองไม่ได้ สายตาพร่ามัวหวาดกลัวคำที่ตัวเองกำลังจะเอ่ย


              เลือดพลุ่งพล่านขึ้นในลำคอพร้อมกับความเจ็บปวดอันรุนแรงที่สุดบ่งบอกถึงวาระสุดท้ายที่กำลังจะมา ดวงตาของโยซึรุมืดบอด เธอไม่เห็นอะไรอีกแล้วกระทั่งภาพในความทรงจำก็เริ่มเลือนหายไปความโดดเดี่ยวที่กำลังจะหายไปจากโลกนี้ทำให้เด็กสาวหวาดกลัว กระทั่งเผลอปลดปล่อยสิ่งที่เก็บกดออกมา


              “—อย่าทิ้งฉันไป”


              นี่คือสิ่งที่เธออยากบอกแก่ผู้อื่นถ้าเธอสามารถทำสิ่งนี้ได้ตั้งแต่เมื่อก่อน บางทีเธออาจจะไม่ต้องเป็นเช่นนี้บางทีอาจจะสามารถมีความสุขได้เหมือนคนอื่น ๆ


              ความเจ็บปวดไม่ใช่สิ่งที่เราต้องทนแบกรับแต่เป็นสิ่งที่สมควรจะบอกกล่าวออกมาดัง ๆ ต่างหาก


              ความจริงมันเป็นเพียงความคิดในช่วงเวลาก่อนตายซึ่งหลงเหลืออยู่เธออยากจดจำภาพชายคนแรกที่เธอมอบความรู้สึกบางอย่างให้ไว้เป็นครั้งสุดท้าย—