เพียงชายารักพึงใจล้วนดีงาม(อ่านฟรี)

    บทที่ สี่สิบสอง

     

    บทที่ สี่สิบสอง

     

    จันทร์ดับไร้แสงท้องฟ้ายามราตรีในค่ำคืนนี้มืดทึบดั่งหมึกหมักมาหลายปี เงาของต้นเหมยต้นใหญ่ในลานเงียบงันสั่นไหวตามแรงลมเย็นยะเยือกใต้เงาหลังม่านไม้ไผ่ที่ซ่อนตัวอยู่ริมระเบียงด้านตะวันออกของตำหนักฟู่ตงร่างอรชรผู้หนึ่งนั่งนิ่งอยู่เบื้องหน้าโต๊ะเตี้ย ดวงตาเรียวยาวทอดมองจ้องไปยังพื้นโต๊ะไม้สีเข้มปลายนิ้วเรียวแตะที่น้ำชาแล้วบรรจงเขียนที่เนื้อไม้พลางอ่านซ้ำราวบทกลอนที่เคยจดจำขึ้นใจ

    “ยังจำได้ไหมคิดถึงวันหิมะตกหนักข้ามเขาไร้ทิศชุดเขียวเข้มมองหาเสี่ยวซุน” ริมฝีปากบางเม้มแน่นดวงตาฉายแววครุ่นคิด แสงจากโคมแดงที่ห้อยอยู่เหนือศีรษะส่องต้องดวงหน้าให้ขับเด่นละม้ายดอกบัวบานกลางบึงยามราตรี ทั้งงามและเงียบเหงาในคราเดียวกัน

    หลิวชิงเซียงนั่งอยู่ลำพังในเรือนนอนกำลังพิจารณาความนัยของข้อความสารลับนั้นเป็นรอบที่เท่าไรจนไม่อาจจะนับได้

    “หิมะตกหนัก..ข้ามเขาไร้ทิศ..” นางพึมพำเสียงเบา

    วันหนึ่งในอดีตผุดขึ้นกลางใจวันนั้นเป็นค่ำคืนที่มืดสนิทไร้แม้แสงดาว หลี่เสวี่ยเพื่อนรักของนางหลงทางกลางพายุหิมะในทะเลทรายตอนนั้นนางออกตามหาอีกฝ่ายค่อนคืนจนเจอแล้วแบกร่างอ่อนแรงของหลี่เสวี่ยกลับเผ่า

    “นี่มิใช่ไร้ทิศ..เพราะที่แท้คือทิศอุดร” หลิวชิงเซียงเอ่ยกับตนเองเบาๆแววตาสะท้อนความแน่วแน่ขึ้นชัดวันนั้นนางแบกหลี่เสวี่ยที่หลงทางกลับเผ่าด้วยทิศอุดรเพราะคนจะรู้เรื่องราวนี่มีเพียงนางและหลี่เสวี่ยเท่านั้นถ้าข้อความนี้ตกไปถึงมือผู้อื่นอย่างไรก็ไม่รู้ความหมาย

    “ชุดเขียวเข้ม” เริ่มตั้งแต่ประโยคนี้ที่ไม่เกี่ยวกับอดีตนางจ้องถ้อยคำนี้นิ่งสายตาเลื่อนมองไปยังผ้าที่พับอยู่ใต้เตียงเตี้ยซึ่งถูกซุกไว้ตั้งแต่สองวันก่อนเป็นชุดขันทีน้อยที่นางแอบฉกมาจากโรงเก็บของของตำหนัก

    “จุดหมายของสารนี้ถ้าหากเป็นข้าคงต้องการนัดพบฉะนั้นนางก็คงเขียนให้เข้าใจเช่นนี้” หญิงสาวคลี่ยิ้มจางๆ

    หลังมั่นใจในการตีความคงตนเองแล้วหลิวชิงเซียงก็ค่อยๆหยิบผ้าขึ้นมาเช็ดตัวอักษรที่เขียนด้วยน้ำชาจนสิ้น แล้วเลื่อนลิ้นชักใต้โต๊ะออกในนั้นมีถุงยาสมุนไพรต้มแล้วซึ่งนางให้สาวใช้ไปแจ้งแก่นางแพทย์ประจำตำหนักว่าตน “มีไข้และมีระดู” นับเป็นการป้องกันล่วงหน้าให้เหตุผลเพียงพอที่ไม่ต้องปรนนิบัติฮ่องเต้ให้ได้สักสองสามคืนติดต่อกัน

    เมื่อคืนก่อนนางเพียงนั่งฟังเสียงลมพัดผ่านไปทั้งคืนเงี่ยหูรอฟังฝีเท้าใครบางคนที่มักจะปรากฏตัวแต่เมื่อคืนที่เขาให้ความร่วมมือและคืนนี้ก็เช่นกันที่ยังไม่ปรากฏไร้เสียงและวี่แววของเขา และนางหวังว่าจะยังคงเป็นเช่นเดิมทั้งคืนตนจะได้หลบไปได้สะดวกขึ้น

    แต่อยู่ๆเสียงแผ่วเบาของประตูที่ขยับทำให้นางสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนเสียงฝีเท้าเบาๆจะดังขึ้นจากทางด้านหลัง “นายหญิง..ยาสำหรับคืนนี้ต้มเรียบร้อยแล้วเจ้าค่ะ” เสียงของนางกำนัลน้อยผู้รับใช้ใกล้ชิดกล่าวอย่างแผ่วเบาเด็กสาววัยราวสิบหกในชุดผ้าฝ้ายสีส้มอ่อนน้อมกายส่งถ้วยยาตรงหน้า

    “วางไว้เดี๋ยวข้าดื่มทีหลัง” หลิวชิงเซียงยิ้มอ่อนส่งให้พลางกล่าวตอบรับหลังฟ่านหรูวางถ้วยยาไว้แล้วจึงล่าถอยไป จากนั้นไม่นานนางก็เป่าเทียนดับในเรือนนอนมืดสนิท หญิงสาวไม่ได้เข้านอนตามที่แจ้งว่าไม่สบายจะพักผ่อนเร็วนางลุกขึ้นหยิบชุดขันทีสีเขียวเข้มที่ซ่อนไว้ขึ้นมาเปลี่ยน

    ในยามที่ทั่วทั้งวังหลวงหลับใหลเงาของหญิงสาวผู้หนึ่งก็แอบแฝงกายอยู่ใต้ชายชุดเขียวเข้มเรียบง่ายใบหน้างามแต่งแต้มด้วยแป้งผสมผงถ่านเพียงบางๆ จนแทบดูไม่ออกว่าเป็นสตรี ปลายผมถูกม้วนเก็บมิดชิดนางไม่กล้าใช้ประตูตำหนักออกโดยตรงจึงเลือกปีนเลาะแนวกำแพงไม้ซึ่งมีกระเบื้องลื่นเล็กน้อยแต่ด้วยการฝึกฝนอย่างหนักจากอดีต ทำให้นางสามารถไต่ลงมาโดยไร้เสียง

    ลมยามราตรีพัดผ่านแขนเสื้อกว้างที่พลิ้วไหวเหงื่อไหลซึมทั่วแผ่นหลัง เพราะแม้กายจะไม่ได้รู้สึกรุ่มร้อนแต่หัวใจกลับโหมกระหน่ำ

    “ประตูทิศอุดร..” หลิวชิงเซียงพึมพำกับตนเองอีกคราแล้วเริ่มก้าวเท้าตรงไปยังทางเดินด้านหลังของตำหนักที่นางคิดว่าหลี่เสวี่ยหมายถึงประตูเพราะประตูวังหลวงทิศอุดรเป็นสถานที่ที่ข้ารับใช้ในวังหลวงจะใช้เข้าออกเพื่อเลี่ยงไม่ให้พบชนชั้นสูงที่จะเข้าออกทางประตูใหญ่ทิศบูรพาหรือทักษิน

    ที่ปลายทางแสงไฟสลัวจากโคมไฟติดผนังฉายเงาร่างขันทีหลายคนเดินผ่านไปมาแต่ไม่มีใครสังเกตนาง ทุกคนต่างยุ่งอยู่กับหน้าที่ของตนเองหลิวชิงเซียงเร่งฝีเท้าดั่งคนเดินหลบฝน มั่นคงแต่ไม่โดดเด่นยามที่ก้าวมาถึงประตูทิศอุดรที่อยู่ใกล้เขตกำแพงนอกวังที่สุดหัวใจของนางเต้นรัวเป็นจังหวะคาดเดาไม่ได้

    หน้าประตูมีขันทีสองคนยืนเฝ้าคนหนึ่งดูอ่อนวัย ส่วนอีกคนผิวคล้ำร่างใหญ่ระหว่างที่นางกำลังดูลาดเลาว่าจะก้าวออกไปดีไหมก็มีความเคลื่อนไหวที่ด้านหลังก่อนนางรีบหันกลับไป พบกลับขันทีผู้หนึ่งรูปร่างสัดทัดใบหน้าเกลี้ยงเกลา

    “เจ้าชุดเขียวเข้ม มองหาอะไรอยู่หรือ?” เสียงของคนผู้นั้นดังทักก่อนคำพูดนั้นสะท้อนในหัวดังก้อง

    นางลอบสูดหายใจลึกแล้วเอ่ยเบาๆ ด้วยสำเนียงประหลาดคล้ายผู้คนจากแดนไกล “ข้า…มองหาเสี่ยวซุน”

    ขันทีวัยหนุ่มที่ยืนรอคำตอบอยู่ก็พยักหน้าหันไปมองรอบข้างก่อนจะพยักหน้าให้นางตามเขาไป “ข้าก็รอเจ้าอยู่เหมือนกันเดินตามมาเงียบๆ”

    ราวกับโลกหยุดหมุนในชั่วขณะนางไม่รู้ว่าอีกฝั่งข้างกำแพงวังจะมีคนที่นางอยากเจอมากที่สุดรออยู่หรือไม่ไม่รู้ว่านี่คือกับดักหรือทางรอด แต่ในเวลานี้นางเลือกจะก้าวไปแล้วตามที่อีกฝ่ายต้องการ

    ห้องทรงงานชั้นในยังคงสว่างไสวด้วยแสงจากตะเกียงทองทรงสูงที่ตั้งเรียงรายบนโต๊ะและตู้เก็บฎีกาทั้งสองฟากแผงฉากกั้นกลิ่นหมึกจากพู่กันที่เพิ่งจุ่มสะบัดยังไม่จางหาย เสียงกริ่งเบาๆของน้ำหมึกที่หยดจากปลายขนสัตว์ดังเป็นจังหวะทุกครั้งที่พู่กันเคลื่อนไปบนกระดาษกระดาษชั้นดีทอจากเยื่อหม่อน

    บนโต๊ะไม้จันทน์แดงชิ้นใหญ่เบื้องหน้ามีฎีการายวันกองสูงเป็นสองซ้อนยังไม่รวมฎีกาด่วนที่ถูกวางแยกต่างหากทางขวามือโม่เหวินหานในชุดเสื้อคลุมกลางคืนสีอ่อนนั่งทอดตัวหลังตรง สองมือประสานอยู่บนฎีกาฉบับหนึ่งที่เพิ่งอ่านจบ

    ดวงตาดำขลับใต้ขนคิ้วเรียวยาวกวาดมองอักขระบนกระดาษด้วยสายตาเคร่งขรึมใบหน้าคมดั่งสลักด้วยพู่กันพลิ้วอย่างชำนิชำนาญ

    ช่วงนี้เขากำลังเร่งสะสางฎีกาสำคัญเรื่องซุ่ยหยวนโดยไม่ได้หยุดพักเรื่องราวทางนั้นถูกส่งเข้ามาวันต่อวัน ต้องสะสางให้เสร็จอีกไม่นานจะถึงการตัดสินโทษแล้ว เรื่องนี้ทำให้เขาปลีกตัวได้ยากเย็นอย่างก่อนหน้านี้เขาย่องเข้าตำหนักฟู่ตงกลางคืนตลอดเพราะติดการประชุมกับผู้ว่าการศาลคดีความต่อเนื่องกันถึงสามยามและยังต้องกลั่นกรองรายงานขององครักษ์ลับด้วยตนเอง

    แต่เพราะนางให้สาวใช้นำข้อความมาว่า‘มีไข้จากระดู’ ขอพักผ่อนและเขาก็ไม่ยากรบกวนยามที่นางเข้านอนแล้วหากเป็นคืนปกติเขาอาจสละเวลาสักชั่วยามเพื่อไปที่ตำหนักของนาง

    “แต่ถ้าหากงานคืนนี้ไม่เยอะนักเราอาจมีเวลานำยาไปให้นางด้วยตัวเอง” เขาพึมพำเสียงแผ่วทั้งที่ในใจรู้อยู่เต็มอกว่าโอกาสนั้นช่างริบหรี่

    มือหนาหยิบฎีกาฉบับถัดไปมาเปิดสายตาไล่ไปตามบรรทัดโดยไม่ละเลยรายละเอียดทว่ากลับรู้สึกถึงแรงกดทับเล็กน้อยที่ต้นคอจากความเหนื่อยล้า เขาหยุดชั่วครู่ขยับร่างแล้วพิงพนักเก้าอี้ ยกมือขึ้นกดหว่างคิ้วเบาๆ

    “นางจะกินยาหรือยังนะ” ความรู้สึกบางอย่างแฝงอยู่ในถ้อยคำเขาคิดถึงนางว่าเวลานี้จะอาการดีขึ้นหรือยัง..

    ขณะที่โม่เหวินหานหลับตาเกิดเสียงฝีเท้าสม่ำเสมอดังขึ้นจากด้านนอกฉากบังเสียงผ้าทอเสียดสีเบาๆ ดังแว่วก่อนชายคนหนึ่งจะก้าวเข้ามาเขาสวมเสื้อคลุมทบสั้นสีหมึกเข้ม คาดผ้าคาดเอวหนังเรียบ ดวงหน้าเคร่งขรึมพอกันกับผู้เป็นนาย

    เจียงเจียองครักษ์ส่วนพระองค์มาหลายปีน้อมกายคำนับก่อนเอ่ย“ฝ่าบาท..กระหม่อมขอประทานอภัยอย่างยิ่งที่ต้องกราบทูลว่าภารกิจลับที่โปรดให้ส่งคนไปยังซาเฟิง..ล้มเหลวขอรับ ไม่พบตัวคนที่ตามหา”

    โม่เหวินหานลืมตาโพล่งเงยหน้าขึ้นทันทีแววตาหนักแน่นวาบแสงจากแสงไฟสะท้อน “ล้มเหลว? หมายความว่าอย่างไร? คำว่าไม่พบนั้นคือหายตัวไปหรือว่าเจ้าเข้าไม่ถึงตัวนาง?” น้ำเสียงของเขาเยือกเย็นแต่มั่นคงฟังแล้วประหนึ่งหิมะหนาแน่นกดทับใจคน

    เจียงเจียสูดลมหายใจลึกก่อนอธิบายต่ออย่างชัดถ้อยชัดคำ “กระหม่อมให้คนของเราลอบเข้าไปในซาเฟิงใช้เวลาร่วมเดือนจึงสามารถแฝงตัวเข้าไปในเผ่าได้แต่เมื่อเข้าไปแล้วพบว่าบุตรสาวของหลิวเค่อคนสนิทของหัวหน้าเผ่ากลับไม่อยู่ในเผ่า”

    โม่เหวินหานขมวดคิ้วสีหน้าแฝงแววครุ่นคิดเจียงเจียกล่าวต่อ “มีข่าวเล็ดลอดจากหญิงชราผู้หนึ่งในเผ่านางว่า บุตรสาวของหลิวเค่อถูกส่งไปที่หัวเมืองใกล้เคียงนานนับเดือนก่อนที่คนของเราเข้าในเผ่าได้ไม่ชัดว่าด้วยเหตุใด และหลังจากนั้นก็ไม่มีผู้ใดเห็นอีก จึงอาจเป็นไปได้ว่า..หลิวชิงเซียงหายตัวไป”

    โม่เหวินหานวางมือบนขอบโต๊ะกระดาษที่ถูกวางอยู่สั่นไหวตามแรงขยับเพียงเล็กน้อย ใบหน้าเงียบงันดั่งผนังศิลา

    เขาส่งคนไปเพื่อให้นำตัวหลี่เสวี่ยมาอยู่ในที่ที่เขาควบคุมได้ง่ายเพราะหากปล่อยให้นางอยู่กลางทะเลทราย หากมีใครรู้ว่านางมิได้อยู่ในวังคนที่อยู่ในวังเป็นตัวปลอมนี่อาจเป็นภัยทั้งต่อหลิวชิงเซียงตัวจริงยิ่งหลี่เสวี่ยตัวจริงหายไปการมีศัตรูแฝงในเงาย่อมประมาทมิได้ไม่รู้ใครเข้าถึงตัวนางก่อนแล้ว

    เขายกมือแตะคางเร่งคิดต่อให้ต้องส่งคนเพิ่มเข้าไปอีกสองเท่า ก็จำต้องหาให้พบ ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดก็ตามขณะนั้นเองเสียงฝีเท้าทะลึ่งทะลักก็ดังขึ้นอีกครั้งที่หน้าประตูฉากก่อนร่างขององครักษ์ลับอีกคนจะเร่งฝีเท้าก้าวเข้ามาน้อมคำนับก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเร่งรีบ “ขอประทานอภัยพ่ะย่ะค่ะมีรายงานเร่งด่วนจากตำหนักฟู่ตง…”

    ดวงตาคมของโม่เหวินหานเปล่งประกายเฉียบคมในทันทีหัวใจที่เงียบงันพลันพลิกไหวเหมือนระลอกคลื่นกระทบฝั่ง “ว่ามา”

    “มีองครักษ์นอกตำหนักผู้หนึ่งเห็นหลี่ผินแต่งกายคล้ายขันทีลอบออกจากเขตด้านหลังตำหนักไปทางประตูทิศอุดรพ่ะย่ะค่ะ ขณะนี้อยู่ระหว่างการติดตามแต่ประองค์รับสั่งให้เพียงเฝ้าดูความปลอดภัยจึงไม่มีใครสกัดหลี่ผินเอาไว้พ่ะย่ะค่ะ”

    “นาง..” เขาพึมพำในลำคอเบาเสียยิ่งกว่าลมหายใจ หากแต่มีแรงกระแทกในใจคล้ายฟ้าผ่า

    นางไม่มีเส้นสายในวังหลวงตลอดมาเขารู้ว่านางทนอยู่อย่างจำใจเพราะว่าหาทางออกไปไม่ได้ฉะนั้นการที่นางกล้าลงมือเช่นนี้ต้องมีคนช่วยอยู่เบื้องหลังจะออกจากวังต้องมีคำสั่งที่ป้ายส่งตัวคงไม่อาจลอบออกไปโดยไม่ทิ้งร่องรอยได้ถึงเพียงนี้ ใครที่ยื่นมือมาช่วยนาง แล้วที่นางออกไป..นางกำลังหนีเขาไปหรือ?

    เขายืนขึ้นจากบัลลังก์บุนวมร่างสูงในชุดคลุมยาวสะบัดตามแรงลุก กระแสตาวาบเข้มข้นจนคนทั้งห้องไม่กล้าสบ

    “สั่งคนของเจ้า..ตามนางอย่าให้คาดสายตาเพิ่มกำลังเข้าไปอีกแน่ใจว่าห้ามคนหาย และห้ามใช้กำลังสกัดหรือจับกลับมาเพียงตามให้ถึงที่สุด”

    “พ่ะย่ะค่ะ!”

    เจียงเจียและองครักษ์ลับทั้งสองโค้งศีรษะรับคำก่อนถอยออกไปอย่างรวดเร็วเหลือเพียงความเงียบของห้องทรงงานกับแสงโคมที่ยังส่องต้องใบหน้าเคร่งขรึมของจักรพรรดิ

    เขายืนอยู่นิ่งมองออกไปนอกหน้าต่างทางทิศเหนือเจ้าเพียงหลบออกไปเที่ยวเล่น ไปทำธุระแอบส่งสารหาหลี่เสวี่ยอีกหรือเจ้ากำลังหนีจากเรากันแน่.. เป็นคำถามที่เขาไม่กล้าหาคำตอบให้ตัวเอง

    รถม้าคันหนึ่งแล่นฝ่าความมืดยามค่ำคืนไปอย่างเงียบงันล้อไม้บดถนนดินเป็นจังหวะไม่เร่งรีบเพื่อไม่ให้เป็นที่สงสัยคล้ายใจของนางที่อาจดูนิ่งเฉยภายนอก ทว่าในอกกลับเต้นรัวระคนหลากอารมณ์

    ภายในรถม้าเรียบง่ายนั้นบนเบาะนุ่มหุ้มผ้ากำมะหยี่สีแดงเข้มร่างในชุดขันทีที่ขนาดเล็กพอดีตัวนั่งเหยียดยาวพิงพนักเบื้องหน้าคือผ้าม่านบางที่ปิดกั้นโลกภายนอกจากสายตา แสงโคมจากหน้ารถม้าสาดเข้ามารำไรเผยให้เห็นดวงหน้าสลักละไมที่ไร้การประดับแต่งใดๆ

    หลิวชิงเซียงจับป้ายไม้เนื้อเรียบที่แขวนคล้องไว้ที่ข้อมือขึ้นพิจารณาอีกครั้งมันคือป้ายชื่อของขันที เป็นเหมือนเครื่องแสดงตัวผ่านในการเดินทางไปมาในวังนางได้มันจากชายแปลกหน้าที่ช่วยพานางออกมา ขันทีผู้ไม่เอ่ยนาม ไม่แสดงอารมณ์และไม่ถามสิ่งใดสักคำหลังจากออกมาจากวังหลวง

    “นี่ของเจ้า คืนให้จะดีกว่า” นางยื่นป้ายไม้นั้นให้เขาด้วยน้ำเสียงไม่เร่งเร้าทว่าแววตาในครานั้นกลับซ่อนความจริงจังไว้ลึก

    ขันทีผู้ซึ่งนั่งอยู่ตรงข้ามห่มเสื้อขันทีชั้นนอกสีน้ำหมึกเข้มจนเกือบดำเห็นว่าแม้จะแต่งกายเป็นขันทีทั่วไปแต่กลับไม่ใช่ขันทีสามัญ น่าจะมีหน้าที่ในตำแหน่งที่สูง

    เขารับป้ายไว้ชั่วครู่แล้วมองมันผ่านแสงจันทร์ที่รอดม่านมาบางเบาใบหน้าเรียบเฉยไม่แย้มยิ้มแต่ก็ไม่แข็งกระด้าง ก่อนจะเอ่ยเสียงเบาราบเรียบ “เก็บไว้เถอะ”

    หลิวชิงเซียงขมวดคิ้วน้อยๆชายผู้นั้นกล่าวต่อ “ป้ายนี้ไม่ใช่ของใครทั้งนั้นเป็นของใหม่ ทำขึ้นเพื่อภารกิจนี้โดยเฉพาะ ไม่จำเป็นต้องส่งคืน และอาจจะต้องใช้อีก” เขาวางป้ายคืนลงบนมือของนางพยักหน้าเล็กน้อยแล้วเบือนหน้าออกไปทางม่าน ลมหายใจเงียบสนิทจนแทบจับสัมผัสไม่ทัน

    หลิวชิงเซียงลูบปลายนิ้วบนไม้เรียบๆพลางขบคิด “เจ้าจัดเตรียมถึงเพียงนี้แสดงว่ามีคนวางแผนไว้ล่วงหน้าไม่น้อย..” แต่เขาก็ยังนิ่ง นางจึงเปลี่ยนคำถาม “แล้วเรากำลังไปที่ใด?”

    ดวงตาของชายผู้นั้นยังไม่หันกลับมามองเพียงม่านที่สั่นไหวตามแรงลมเย็นนอกตัวรถ “รอให้ถึงเถอะ” คำตอบที่ได้รับกระชับเรียบง่ายทว่ามากพอจะเร่งให้หัวใจนางเต้นอีกครา

    “แล้วเราจะไปพบใคร?” ครั้งนี้เขาหันมาสบตานางชัดๆแววตาของเขานิ่งเหมือนผืนน้ำใต้ผา ใจเย็นแต่ลึกล้ำ

    “ข้ามีหน้าที่พาท่านออกจากวังหลวงส่วนปลายทางเมื่อไปถึง ท่านก็จะรู้เองว่าใครรออยู่ เพราะข้าไม่มีหน้าที่ในส่วนนั้น” หลิวชิงเซียงพยักหน้าเบาๆไม่ได้ซักถามต่อ นางรู้อยู่แก่ใจว่าเมื่อคนเงียบเช่นนี้ยอมตอบสองประโยคติดกันก็ถือว่าเกินความคาดหมายแล้ว

    รถม้าแล่นไปในความเงียบอีกครู่ใหญ่เสียงเกือกม้ากระทบดินดังแผ่วเป็นจังหวะชวนเคลิ้ม ลมเย็นจากด้านนอกพัดเข้าแทรกม่านเป็นระยะกลิ่นสนแห้งจากข้างทางลอยมากระทบปลายจมูกหลิวชิงเซียงกระชับผ้าคลุมที่คลุมทับชุดขันทีไว้อีกชั้นมือหนึ่งกำป้ายไม้แน่นยิ่งขึ้นขณะปล่อยสายตาให้ลอยล่องไปตามเสียงล้อที่วิ่งผ่านยามราตรี

    ใจของนางจดจ่อจนไม่รู้จะพาตัวเองไว้ที่ใดดีระหว่างความกลัวหรือความหวัง สิ่งที่ทำให้ตัวเองเลือกวิธีเสี่ยงชีวิตครั้งนี้ไม่ใช่เพียงแค่คิดถึงหลี่เสวี่ยแต่เพราะลางในใจบางอย่างเอ่ยกระซิบว่านี่อาจเป็นโอกาสเดียวในชีวิตที่จะได้ออกมาทั้งที่ในเสี้ยวของใจรู้สึกเบาโหวงที่จากใครบ้างคนไป

    ไม่นานนักล้อไม้ที่เคยหมุนดังกึกก้องก็หยุดนิ่งลง รถม้าค่อยๆ ลดความเร็วจนสงบนิ่งขันทีหนุ่มดึงม่านออกมองไปด้านหน้า สีหน้าที่ปกติเรียบเฉยคล้ายจะผ่อนคลายลงก่อนเขาจะกระโดดลงไปด้านล่างด้วยท่วงท่าสง่างามเกินคนสามัญ

    “ถึงแล้ว” เขาเอ่ยเพียงเท่านั้นแล้วผายมือไปทางประตูรถม้า หลิวชิงเซียงรีบขยับลุกขึ้นอย่างไม่ลังเลกระชับชายผ้าคลุมแน่นก้าวลงจากรถม้าด้วยความรวดเร็วราวกลัวว่าจะไม่ทันสิ่งที่รออยู่

    สิ่งแรกที่กระทบสายตาคือบ้านหลังหนึ่งลักษณะโครงสร้างก่อจากหินเรียบสีเข้มไม่ฉูดฉาดประตูไม้สนบานหนาเงียบงันไร้การตกแต่ง ทว่าโครงสร้างโดยรวมมั่นคง สะอาดเรียบร้อยไม่ใช่จวนใหญ่ของขุนนางชั้นสูง แต่ก็มีรั้วบ้านสูงพอควร มีคนดูแลชัดเจนบ้านที่เจ้าของคงมีอำนาจพอตัวแต่ไม่ต้องการเผยตัวมากนัก

    หลิวชิงเซียงกวาดตามองไปรอบบริเวณทั้งซ้ายขวาล้วนเป็นตรอกเปลี่ยว มืดสงบ ไม่มีแสงจากตะเกียงใดๆนอกจากแสงจากโคมที่หน้าบ้านหลังนี้ นางเพ่งมองประตูบานหน้าอยู่เพียงครู่หัวใจกลับเต้นแรงขึ้นอย่างไม่อาจบรรยาย แม้ยังไม่มีใครปรากฏตัวไร้เสียงเรียกใด

    ก่อนที่ประตูบ้านค่อยๆขยับ เสียงบานพับไม้ครางดังขึ้นอย่างเชื่องช้า และตอนนั้นเองหลิวชิงเซียงเบิกตากว้างทันที ร่างเหมือนชะงักกลางลม ดวงตาสะท้อนภาพบุคคลที่ก้าวออกมาหัวใจที่เคยเต้นอย่างมั่นคงกลับพลิกคว่ำ ลมหายใจติดขัดความรู้สึกไหลบ่าอย่างไร้คำจะกล่าว..

     

     

    คล้ายกับเรื่องเพียงชายารักพึงใจล้วนดีงาม(อ่านฟรี) ที่คุณอ่าน