BEWARE เด็กอันตราย (จบแล้ว)

    63 : วจีแห่งธรรมชาติ

            


    63 : วจีแห่งธรรมชาติ

            

              กลัวเหรอ?

            กับการถูกทิ้งไว้คนเดียว

             

            อืม...กลัว

            เพราะฉันมักถูกทิ้งไว้เสมอ

             

            ถึงอย่างนั้น...ตอนนี้ไม่ใช่แล้วใช่มั้ยล่ะ

             

            ใช่  ฉะนั้น...ฉันจะไม่ยอมให้ใครมาทำลายไปเด็ดขาด

            .......................................

            เพล้ง!!

             

            เสียงเรียก....เสียงปืน...เกิดอะไรขึ้นกัน?

            เนียร์รู้สึกเหมือนอยู่ในสภาวะครึ่งหลับครึ่งตื่น  เสียงรอบกายเกิดขึ้นรอบตัว  แต่กลับเหมือนได้ยินจากที่แสนไกล

            ที่นี้..หรือที่นั้น  เป็นความจริงกัน  พวกเอลตายด้วยน้ำมือของเธอจริงๆ หรือนั่นเป็นเพียงภาพฝัน...ไม่จริงใช่มั้ย  นั่นต้องไม่ใช่ความจริงใช่มั้ย

            เสียงกระจกที่แตกออกเป็นเสี่ยง  และแม้จะรู้ว่าถูกใครบางคนโอบตัวอยู่ไม่ให้โดนอะไรก็ตาม  แต่เศษกระจกชิ้นเล็กชิ้นน้อยก็ยังบาดตามตัวอยู่ดี  ทั้งยังเฉี่ยวข้างแก้มเธอด้วย

            ความเจ็บที่ได้รับ  ทำให้สติสัมปชัญญะของเนียร์ตื่นขึ้น  ภาพตรงหน้าที่เหมือนมีฝ้าบังอยู่กระจ่างชัดขึ้น  ความรู้สึกทั้งหลายเริ่มแจ่มชัด  ความอบอุ่นของคนที่กอด  เสียงแหวกอากาศยามร่วงหล่น  และเหนือสิ่งอื่นใด  คือภาพของผู้หญิงตรงหน้าที่สังเกตเห็นเธอเช่นกัน

            “เนียร์?  เนียร์  เธอไม่เป็นไรแล้วใช่มั้ย”  เอลยิ้มกว้าง

            ทั้งเสียง  ทั้งใบหน้าบ่งบอกว่าเจ้าตัวยังมีชีวิตอยู่  ทำให้เนียร์แทบจะร้องไห้ออกมาด้วยความดีใจ  พยายามจะเอื้อมมือไปจับ  อยากสัมผัสไออุ่นว่ายังมีชีวิตอยู่จริงๆ

            “เอล  เธอยังไม่ตา...”

            คำพูดของเนียร์ถูกคั่นด้วยเสียงกรี๊ดลั่นของเอลที่กำลังยื่นมือมาจับเช่นกัน  ทว่าก่อนที่จะถึงกลับมีกระสุนปืนยิงมาจากทางด้านหลังเสียก่อน  ทำให้มือทั้งสองที่ใกล้สัมผัสกันต้องถูกแยกห่างไปอีก  ในขณะเดียวกันก็รู้สึกว่าตกลงสู่พื้นโลกเร็วขึ้น

            “เอล”  เนียร์ดิ้น  อยากจะเข้าไปช่วย  แต่คนที่กอดตัวเธออยู่ไม่ยอมปล่อย  แล้วยังพลิกตัวหันมาพูดกับเอล

            “ตั้งสติไว้  เธอเป็นเพียงคนเดียวที่ทำได้  ควบคุมพลังตัวเองให้ดี  ไม่อย่างนั้นพวกเราจะตายกันหมด”

            คำเตือนของกิลทำให้เอลกัดฟันแน่  รวบรวมสติของตนกลับมา  แม้ว่าจะเจ็บปวดมากแค่ไหน  เธอก็จะพลาดไม่ได้  เหลืออีกไม่กี่เมตรข้างหน้าก็จะถึงพื้นแล้ว  เอลพยายามสร้างลมขึ้นมาอีกครั้งเพื่อลดแรงโน้มถ่วงจากการตก  แต่ก็ทำได้กระท่อนกระแท่นเต็มที  เดี๋ยวตกช้าลงเดี๋ยวตกด้วยความเร็วปกติ

            จนในวินาทีสุดท้ายที่เอลทนต่อความเจ็บปวดไม่ไหวอีกต่อไป  เธอหมดสติแล้วพวกเธอสามคนก็ตกสู่พื้น  ถึงแม้จะไม่สูงมากแต่ก็ยังกระแทกแรงอยู่ดี  กิลเอาตัวเองหงายหลังลงก่อนเพื่อไม่ให้เนียร์โดนจังๆ

            ทันทีที่อยู่บนพื้น  เนียร์ก็รีบลุกไปดูเอลทันที  ด้วยคอนแทรคเลนส์ที่ใส่อยู่ทำให้เห็นเลือดเป็นสีส้มขุ่น  ไม่ได้ทำให้น่ากลัวน้อยลงเลย  เมื่อมันแผ่ซึมกระจายไปทั่วรอบแผลตรงท้องที่ถูกยิง

            “เอล...ไม่นะ”  เห็นเลือดมากมายตรงหน้า  ถึงกับทำให้เนียร์ลนลานจนทำอะไรไม่ถูก  ถึงที่ผ่านมาเธอจะเห็นเลือดมามากขนาดไหน  แต่นี่ก็เป็นครั้งแรกที่มันมาจากคนใกล้ตัวที่สำคัญ

            “ต้องรีบพาเธอไปโรงพยาบาล”  กิลบอกเสียงนิ่ง  แต่สีหน้าเขาบอกถึงความเจ็บปวด  แขนข้างหนึ่งห้อยตกอยู่ข้างตัวดูแปลกไปจากเดิมทำให้เนียร์มองเขาแล้วนึกกลัวไปอีกคน  “แค่ไหล่เคลื่อน  ไม่ต้องห่วง  แต่เพื่อนเธอ...”  กิลไม่พูดต่อ

            “ทะ..แท๊กซี่  จะรีบพาไปโรงพยาบาล”  เนียร์พูดตะกุกตะกัก

            “เลือดไหลออกมามากเกินไป  เพื่อนเธอจะตายก่อนที่จะไปถึงแน่  ห้ามเลือดเธอ”

            เนียร์เข้าใจว่ากิลหมายถึงอะไร  เธอเป็นผู้ใช้น้ำ  การห้ามเลือดไม่ให้ไหลต้องทำได้อยู่แล้ว  เนียร์พยายามควบคุมเลือดในกายเอลแต่ก็ไร้ผล  ถ้าจะช่วยเธอต้องไหลเวียนเลือดให้เป็นตามปกติ  แต่นั่นหมายความว่าเธอต้องควบคุมเลือดในเส้นเลือดมนุษย์ได้

            ...ไม่ใช่ว่าไม่เคยทำมาก่อน  แต่นั่นมันก่อนที่เธอจะผลักไสพลังส่วนนั้นออกไป  พลังของเธอคนเดียวตอนนี้...ไม่อาจช่วยเอลได้  เพียงคนเดียวที่ช่วยเอลได้ในตอนนี้คือ...

            เนียร์นิ่งไป  ขณะที่กิลทรุดตัวลงข้างเอล  ใช้แขนข้างที่ยังดีอยู่ประคองเอลขึ้นมา  แล้วหันมองเนียร์

            “ถ้าจะทำก็รีบทำ  ก่อนที่เพื่อนเธอจะเสียเลือดจนตาย”

            “...ทำไม่ได้”  เนียร์ตอบด้วยท่าทีที่นิ่งกว่าปกติจนกิลสงสัย  “ทางเดียวที่ทำได้คือ...”  เนียร์เหลือบมองดาบที่ตกอยู่ใกล้ๆ  แล้วเดินไปหยิบมัน  ก้มมองคมดาบของมันอย่างตัดสินใจบางอย่าง

            ถ้าอยากให้เอลรอด...ตอนนี้ก็มีทางเดียวเท่านั้น

            “กิล  ฉันอยากขอร้องนายหน่อย”

            สายตาแน่วแน่ของเนียร์ยิ่งทำให้กิลไม่เข้าใจว่าเธอจะทำอะไร  ยิ่งตอนที่เนียร์ยัดดาบใส่มือเขายิ่งไม่เข้าใจ

            “ฉันในตอนนี้ยังใช้พลังออกมาได้ไม่เต็มที่  แต่จะใช้ได้เต็มที่ถ้าได้เห็นสีดำ-แดง”

            “อะไรนะ”

            “มันเป็นทางเดียว”  เนียร์พูดกลบก่อนให้อีกฝ่ายได้คัดค้าน  “เพราะฉะนั้น  ขอร้องล่ะ”  เธอจับมือกิล  สีหน้าบ่งบอกว่าถ้าเป็นไปได้ก็ไม่อยากทำแบบนี้  “ถ้าหากฉันเห็นสีดำ-แดง แล้ว  ควบคุมตัวเองไม่ได้ขึ้นมาล่ะก็....ช่วยฆ่าฉันทีนะ”

            “....ได้”  กิลตอบ  “ถ้าเธอควบคุมตัวเองไม่ได้  ฉันจะฆ่าเธอให้..อย่างแน่นอน”

            เมื่อได้รับคำมั่น  เนียร์ก็โล่งใจว่าอย่างน้อยเอลจะไม่ตายเพราะเธอแน่นอน...เนียร์สูดลมหายใจเข้าลึก  เหลือเวลาอีกไม่มากที่จะช่วย  เธอจำเป็นต้องรีบเตรียมใจ  แม้ว่าเธอจะไม่มีวันพร้อมสำหรับเรื่องนี้ก็ตาม

            เนียร์ถอดคอนแทร็คเลนส์ออกแล้วหลับตาหันมาตรงที่เอลและกิลอยู่  กิลกระชับดาบแน่นเตรียมพร้อม...แล้วเนียร์ก็ลืมตา

            ทันทีที่ได้เห็นเลือดเปรอะเปื้อนไปทั่วกายและยังอยู่ข้างสีดำ  ร่างกายของเนียร์ก็มีปฏิกิริยาตอบทันที  ความรู้สึกกระหายที่ไม่ใช่ของเธอพลุ่งพล่านขึ้นมา  เนียร์ตัวงอขณะกอดตัวเองเหมือนรู้สึกเจ็บทรมานจนกิลตกใจ  แต่ทันทีที่เนียร์เงยหน้าขึ้นมาอีกครั้ง  ท่าทางทรมานนั้นก็หายไป  แววตานั้นก็เปลี่ยนไปด้วย  กลายเป็นดวงตาที่เย็นชาราวสัตว์เลื้อยคลาน

            ยังไม่ทันที่กิลจะได้ถามว่าเธอเป็นอะไร  เนียร์ก็เสยผมตัวเองขึ้นมองร่างเอลตรงหน้าชัดๆ

            “อะไร  ตอนต่อของฝันร้ายเมื่อกี้รึไงกัน”  เธอหัวเราะ

            “เนียร์  ห้ามเลือด”  กิลย้ำ  ในขณะที่อีกฝ่ายจ้องมาอย่างกระหาย  ก่อนเลื่อนไปที่เอลอีกครั้งด้วยท่าทีที่เหมือนจะเข้าใจอะไรบางอย่างแล้ว  จนถึงกับระเบิดหัวเราะลั่น

            “อย่างนี้นี่เอง! ไม่ไหว  ไม่ไหว  นี่กะจะมาทดสอบความอดทนของฉันรึไง  แล้วยังเอาคนอื่นมายั่วตายั่วใจอีก”

            เสียงหัวเราะบ้าคลั่งผิดกับเมื่อครู่ลิบลับ  กิลถึงกับจับต้นชนปลายไม่ถูก  แต่เมื่อมองแววตาของอีกฝ่ายที่เหมือนไม่ใช่มนุษย์แล้วนั้น  จากสัญชาตญาณทำให้เขาถามเธอกลับไป

            “เธอเป็นใคร?”

            ความประหลาดใจฉายชัดสู่ดวงตาใสจัดราวแก้ว  “แปลกนะที่นายถามแบบนี้  ฉันดูไม่เหมือนเนียร์มากเลยรึไง ฮึๆ แต่ก็ช่างเถอะนะ  ยังมีอย่างอื่นที่สำคัญกว่าต้องทำนี่”  เธอว่า  แล้วกิลก็เห็นว่าเลือดที่ไหลเป็นสายนั้นหยุดลงแล้ว   และเลือดที่อยู่ข้างนอกก็เหมือนกับถูกดูดเข้าไปในแผลตามเดิม

            “ก็เอากลับเข้าไปได้นิดหน่อยแหละนะ  อา...เลือดในตัวช่างน้อยเหลือเกิน  แบบนี้ถ้าคิดจะเค้นเลือดออกมาให้หมดก็ไม่สนุกสิ”

            คำพูดที่ผิดกับการกระทำ  แม้จะดูไม่น่าไว้วางใจเนียร์คนนี้  แต่กิลยังโล่งใจบ้างที่ไม่ต้องทำตามคำสัญญาที่จะฆ่าเธอให้  กิลลุกพยุงตัวเอลไปด้วยเพื่อหารถไปโรงพยาบาล  ทว่าอีกคนหนึ่งกลับไม่ขยับตาม

            “ขอทีเหอะ  ตอนนี้แค่นายคนเดียวฉันก็แทบอดทนไม่ไหวแล้ว  ให้เข้าเมืองไปเจอเหยื่อพวกนั้นเนี่ยนะ?  อยากลองดูมั้ยล่ะ”

            “แต่เธอต้องตามไปเพื่อควบคุมเลือดไม่ใช่รึไง”

            เด็กสาวยิ้มหยัน  หัวเราะคิกคัก  “แล้วคิดว่าที่เนียร์อุตส่าห์ปล่อยฉันออกมาแบบนี้เพื่ออะไรกันล่ะ  ไม่ไหวเลยน้า  ตัวเองเป็นคนขับไล่พลังนี้ออกมาด้วยความเกลียดแท้ๆ  แต่พอคิดจะใช้ประโยชน์ก็ยังไม่ยอมรับมันดีๆ อีก  ช่างเป็นคนที่เห็นแก่ตัวซะจริง”

            จากหางตายังเห็นอีกคนไม่ขยับไปไหน  เธอก็ว่าต่อ  “แล้วนายจะมายืนรอให้ความอดทนของฉันหมดก่อนรึไง  รีบไปซะที  ฉันหาพวกนายเจออยู่แล้ว”

            คำไล่ที่กิลไม่มั่นใจว่าเพราะเป็นห่วงเพื่อนตัวเอง  หรือว่าตั้งใจจะรีบไปหาคนช่วยดับกระหายตัวเองกันแน่  และแม้จะยังสงสัยในตัวตนของอีกฝ่าย  ทว่าตอนนี้เขายังมีหน้าที่ที่สำคัญกว่านั้นต้องไปทำก่อนอยู่ดี

             



     

            เป็นเวลาหลายชั่วโมงหลังจากที่ทั้งคู่แยกกัน  กิลก็ได้เจอกับเนียร์อีกครั้งตรงล็อบบี้ด้านล่างของโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง  เธอเป็นที่สังเกตได้ไม่ยาก  เมื่อใครต่อใครพากันมองเด็กสาวที่ทั้งตัวเต็มไปด้วยเลือดและบาดแผลตามตัว  ราวกับเธอเพิ่งหลุดออกมาจากหนังฆาตรกรรมโหดสักเรื่อง

            “...เอลล่ะ” 

            ท่าทีของเธอสงบลงต่างจากครั้งสุดท้ายที่เห็น  และเลือดตามตัวที่มากขึ้นกว่าเดิม  สีหน้าของเนียร์บอกชัดว่าไม่ต้องการพูดถึงเรื่องนี้ด้วยการไม่สบตา

            “ยังอยู่ในห้องผ่าตัด  เพราะเธอช่วยห้ามเลือดไว้  ทำให้อาการไม่ร้ายแรงเท่าที่ควรจะเป็น”  กิลเว้นระยะไปครู่หนึ่ง  “ฉันเพิ่งจะเคยเห็นผู้ใช้พลังควบคุมพลังได้แม้จะอยู่ตั้งไกลนี่แหละ  พลังของเธอ...”

            “นั่นไม่ใช่พลังของฉัน”  เนียร์ปฏิเสธเสียงเบา  ทว่าชัดเจน  พยายามเดินเร็วนำออกมาไม่ให้อีกฝ่ายถามต่อ  ถามคนที่ประชาสัมพันธ์ว่าเอลอยู่ที่ห้องผ่าตัดไหน  แต่พอถามเสร็จ  กิลก็ยังไม่คิดปล่อย

            “คนที่ออกมาหลังจากเห็นสีดำ-แดงนั่น  ไม่ใช่เธอใช่มั้ย  ทำไมถึงเป็นแบบนั้นล่ะ  ฉันไม่เคยเห็นผู้ใช้พลังคนอื่นเป็นแบบเธอมาก่อนเลย”

            เนียร์แค่นเสียง หึ ออกมา  “ทำไม  รู้แล้วจะได้คาบไปบอกท่านเดสิตรึไง  จะได้รู้ว่าฉันมันตัวอันตรายยิ่งกว่าเดิม  หาเหตุผลกำจัดฉันได้ง่ายขึ้นสินะ”

            “ที่ฉันถามตอนนี้เพราะฉันอยากรู้จริงๆ ไม่ได้เกี่ยวกับท่านเดสิต  แต่ถ้าเธอจะคิดแบบนั้นก็ไม่ผิด  เพราะถ้ามีโอกาสเมื่อไหร่  ฉันก็คงบอกท่าน”  กิลตอบตามตรง

            “เหอะ  อย่างกับสุนัขรับใช้เลยนะ”

            คำด่าที่ตั้งใจให้เจ็บของเนียร์  กลับส่งผลเกินคาด  เมื่อเธอเห็นดวงตาสีน้ำเงินที่นิ่งมาโดยตลอดกำลังฉายแววเจ็บปวดอย่างคาดไม่ถึง  ราวกับไม่คิดว่าเธอจะพูดคำนี้ออกมา  นั่นทำให้เนียร์รู้สึกเสียใจขึ้นมาแวบหนึ่ง  ก่อนจะถูกคั่นด้วยเสียงของนางพยาบาลที่เข้ามาใกล้ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้

            “พวกคุณเป็นญาติกับคุณอนิลรึเปล่าคะ”

            กิลหันหลังหลบไม่ตอบ  ให้เนียร์ที่ยังมองตามหลังเขาเป็นฝ่ายตอบแทนว่าเป็นเพื่อน  และรับรู้ว่าการผ่าตัดผ่านไปด้วยดี  ซึ่งตอนนี้กำลังจะพาตัวเอลไปที่ห้องพักคนป่วยซึ่งเป็นห้องเดี่ยวตามที่กิลได้จัดการไว้ล่วงหน้านี้  ทำให้ลืมเรื่องของกิลไปชั่วขณะ

            ตั้งแต่เกิดมา  เนียร์เพิ่งจะเคยมีคนใกล้ชิดที่เจ็บหนักจนถึงขั้นต้องเข้าโรงพยาบาล  เธอเข้าใจความรู้สึกของญาติๆ ที่มานั่งเฝ้าแล้วว่ามันน่าโล่งใจมากแค่ไหนที่อีกฝ่ายนั้นพ้นขีดอันตราย  กระนั้นเนียร์ก็ยังปวดใจอยู่ดี  ขณะมองร่างนอนสงบนิ่งของเอลที่มีสายต่อมิสายอะไรมาเจาะที่แขน  ใบหน้าหวานที่ปกติจะเป็นสีขาวอมชมพูด  ตอนนี้กลับซีดอย่างน่าใจหาย

            ไม่เคยมีครั้งไหนเลยที่การสูญเสียจะเข้ามาใกล้ถึงเพียงนี้

            จะเป็นยังไงนะ  หากเธอไม่ได้มีพลังจากธรรมชาติขึ้นมา  เธอคงได้แต่มองดูเอลตายไปต่อหน้าต่อตาโดยที่ช่วยอะไรไม่ได้เลยสินะ...

            นี่เป็นครั้งแรกที่เธอมองในแง่นี้  แต่ด้วยความดื้อดัน  เธอก็คิดอีกว่าหากไม่มีพลังนี้เข้ามายุ่งด้วยแต่แรก  พวกเธอก็คงไม่ต้องมาเผชิญกับเรื่องแบบนี้หรอก

            ‘ช่างเป็นคนที่เห็นแก่ตัวซะจริง’

            ใช่แล้วล่ะ...เนียร์คิด  กุมมือเอลที่ยังไม่ได้สติไว้แน่น... มนุษย์เราก็เห็นแก่ตัวแบบนี้แหละ

            ชั่วครู่หนึ่งถัดมา  กิลก็เข้ามาในห้องพร้อมกับถุงใส่เสื้อผ้าที่ไปซื้อใหม่  เขาเปลี่ยนชุดที่เต็มไปด้วยเลือดออกแล้ว

            “ไปเปลี่ยนเสื้อเถอะ”

            เขาซื้อมาเผื่อเธอเช่นกัน  เพราะไม่ได้เห็นเลือดเป็นสีแดง  จนเนียร์ลืมไปแล้วว่าตอนนี้ทั้งตัวเต็มไปด้วยเลือดที่แห้งกรัง  จึงถือโอกาสนี้เข้าไปล้างเนื้อตัวในห้องน้ำด้วยเลย  แต่การที่กิลยังคงทำดีด้วยเหมือนเหตุการณ์เมื่อกี้นี้ไม่ได้เกิด  ทำให้เนียร์รู้สึกผิด  กะว่าพอออกจากห้องน้ำแล้วจะขอโทษ  ก็พอดีที่กิลกำลังรินน้ำอยู่แล้วถามเธอ

            “เอาหน่อยมั้ย”

            เนียร์ไม่อยากปฏิเสธเลยบอกว่าเอา  แล้วไปนั่งตรงเก้าอี้ข้างเตียงต่อ

            “...เธอควรจะพักผ่อนบ้างนะ”  กิลพูด  แต่เรื่องนี้เนียร์ไม่อาจทำตามได้

            “ให้หลับตอนนี้  ฉันหลับไม่ลงหรอก  เรื่องเอล  และไหนจะยังพวกที่เหลือที่ไม่รู้ว่าป่านนี้เป็นยังไงกันบ้างอีก”  เนียร์ไม่อยากนึกเลย  ถ้ามีใครโดนแบบเอลหรือแย่กว่านั้น  ความคิดพวกนี้ทำให้เธอมือสั่น  แม้กระทั่งยามรับแก้วน้ำจากกิล 

            “แล้วนายไม่เป็นห่วงเกลบ้างรึไง”  เนียร์ถามขณะดื่มน้ำรวดเดียวหมดแก้ว  เหมือนเพิ่งรู้ตัวว่าคอแห้งมากแค่ไหน

            “ห่วงสิ”  น้ำเสียงบอกชัด  เกลอาจเป็นเพียงคนเดียวที่ทำให้กิลแสดงความรู้สึกออกมาได้ชัดขนาดนี้  “แต่ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น  ทั้งฉันและเกลก็เตรียมใจยอมรับกันแล้ว  เพราะมันเป็นหน้าที่ของพวกเรา”

            บางอย่างในคำพูดของกิลที่ทำให้เนียร์หวนนึกถึงคำที่เธอเคยว่าไว้  “กิล...เรื่องก่อนหน้านี้น่ะ  เอ๊ะ?”

            จู่ๆ เนียร์ก็รู้สึกตาเบลอขึ้นมาเฉยๆ  เริ่มคงสติไว้ไม่อยู่จนตัวโงนเงน  พอเห็นกิลไม่มีท่าทีแปลกใจอะไร  เธอเลยรู้ว่าน้ำเมื่อกี้นี้ต้องใส่อะไรไว้แน่  ยังไม่ทันได้พูดอะไรอีก  เปลือกตาเธอก็ปิดสนิทพร้อมกับสติที่ดับวุบลง

             


     

            ………………………………………………….

            ……………………………………….

            ‘ช่างเป็นคนที่เห็นแก่ตัวซะจริง’

            ‘ถ้าไม่มีพลังนี้ซะตั้งแต่แรก  มันคงไม่เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นหรอก’

            ...พลังแข็งแกร่ง...

            แข็งแกร่งเกินไปจนทำให้ใครต่อใครหวาดกลัว...ทำไมเธอต้องมีพลังแบบนี้ด้วยกัน?

             
     

            “อยากรู้เหตุผลงั้นหรือ  เด็กน้อย”

             

     

            เนียร์ลืมตาแล้วต้องหยีตาทันทีเมื่อโดนแสงอาทิตย์ส่องจ้า  รู้สึกได้ว่าตัวเองกำลังนอนเหยียดกายอยู่บนผืนทราย  จึงใช้ศอกยันกายขึ้นมา  เห็นทิวป่ายาวเหยียดอยู่ทางด้านขวา  ลมพัดโขยจากเบื้องหน้าที่เป็นทะเลกว้างสุดลูกหูลูกตา

            เด็กสาวค่อยๆ ลุกขึ้นมา  แปลกใจว่าตัวเองอยู่ที่ไหน  สถานที่แห่งนี้เหมือนไม่มีอะไรเลยสักอย่างนอกจากสิ่งที่เห็นอยู่

            เงียบสงบ...และดูว่างเปล่าอย่างน่าประหลาด

            เมื่อหันมองไปทางทะเลกว้าง  เธอกลับรู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างผิดแปลกไป  เมื่อทะเลที่ควรมีคลื่นซัดกลับนิ่งสงบ  เป็นน้ำนิ่งผิดธรรมชาติ  และเธอก็พบว่ามันไม่ใช่น้ำเค็มอย่างที่คิด  แต่เป็นน้ำจืด....น้ำจืดที่ไหนกันจะมารวมกันได้เยอะราวกับมหาสมุทรแบบนี้

            “นั่นคือแหล่งกำเนิดพลังที่ให้เจ้าได้ยืมใช้ยังไงล่ะ”

            เนียร์หันขวับไปที่ต้นเสียงทันที  บนหาดทราบสีขาวละเอียด  มีชายชราคนหนึ่งยืนอยู่ดูเด่นเหนือสิ่งอื่นใด

            ผมยาวสีขาวอมเทาล้อมใบหน้าเหี่ยวชรา  ขอบตาเต็มไปด้วยรอยย่นจากการยิ้มให้ความรู้สึกอบอุ่น  รอยยิ้มที่มีหนวดเคราล้อมรอบชวนให้นึกถึงคุณปู่ใจดีที่คอยเล่านิทานให้เด็กๆ ฟัง  เสื้อผ้าเป็นชุดคลุมสีเทาเข้ม  มือทั้งสองกุมไม้เท้าให้ความมั่นคง...เขายืนอยู่  ราวกับอยู่ ณ ตรงนี้มาเนิ่นนานแล้ว

            “คุณ...เป็นใคร”

            “เจ้าหมายถึงตอนนี้หรือเมื่อสมัยก่อนโน้นกันล่ะ”  แล้วเขาก็หัวเราะโฮะๆ แบบคนแก่ผู้มากด้วยอารมณ์ขัน

            “อ่า...เอ่อ...”  เนียร์ถึงกับตอบไม่ถูกเลยทีเดียว

            “อย่าถือสากับคนเฒ่าคนแก่เลยนะเด็กน้อย  ตั้งแต่ข้ากลายเป็นแบบนี้มา  ก็มีเจ้าเป็นคนแรกนี่ล่ะที่ข้าได้คุยด้วย”

            คำพูดดูพิกล  แต่เนียร์กลับไม่รู้สึกหวาดระแวงชายชราผู้นี้  หากก็ยังสงสัยอยู่ดีว่าเขาเป็นใคร

            “ข้าคือตัวแทนวจีแห่งธรรมชาติ  แต่นั่นคงเป็นการเรียกที่แปลกประหลาด”  อีกฝ่ายสรุปเองเออเองทั้งหมด  “งั้นเจ้าจะเรียกข้าด้วยนามที่ข้าเคยใช้ตอนมีชีวิตอยู่ก็ได้นะ  ข้าชื่อ  ซารานียา”

            วจีแห่งธรรมชาติ...ปกติกว่านะ 

            “อา  ถึงข้ามีเรื่องต้องคุยกับเจ้า  แต่นอกจากสดับฟังเสียงของธรรมชาติทั้งปวงแล้วนั้น  ข้าก็ไม่ได้คุยกับคนอื่นมานานนมแล้ว  เจ้าคงพอจะมีเวลาอยู่ฟังคนแก่สักนิดเถิดนะ”  ว่าแล้ว  ซารานียา  หรือคนที่อ้างว่าเป็นตัวแทนวจีแห่งธรรมชาติก็ทรุดนั่งลงกับผืนทราย  วางไม้เท้าลงข้างตัว

            “ขนาดตอนมา  หนูยังไม่รู้เลยว่าโผล่มาที่นี่ได้ยังไง  ถ้าท่านมั่นใจว่าจะเล่าเรื่องได้โดยที่หนูไม่โผล่ไปที่อื่นซะก่อน  ก็เชิญเถอะค่ะ”  เนียร์ตอบตามตรง  ไม่ได้มีเจตนาจะกวนเลยสักนิด

            “อืม  นั่นสินะ  ข้ามีเวลามากเกินไปจนลืมนึกถึงเรื่องนั้นไปเลย”  ผู้เฒ่าหัวเราะขบขันกับความสะเพร่าของตนเอง  ก่อนดวงตาเล็กสีเทาขุ่นจะมองมาที่เด็กสาว  “เจ้าอยากรู้หรือ  เหตุผลที่ว่า  ทำไมพลังจากธรรมชาติที่เจ้าได้รับถึงได้มหาศาลขนาดนั้น”

            เนียร์ไม่ได้ตอบ  ราวกับจะยอมรับ

            “เจ้าสงสัยไหม  ว่าทำไมเจ้ากับเด็กที่เหลืออีก 19 คนถึงได้ถูกเลือกมาให้เป็นผู้รับพรจากธรรมชาตินี้”  เมื่อเห็นเด็กสาวส่ายหน้า  ซารานียาก็หลับตาลง  “...คนที่ถูกเลือกมักจะเป็นเด็กรุ่นเสมอ  ดูเหมือนว่าธรรมชาติจะชอบช่วงวัยนี้ของมนุษย์มากเป็นพิเศษ  ชีวิตที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังการกระเสือกกระสน  ความปรารถนาและความฝันอันมุ่งมั่น  พวกเจ้าถูกคัดเลือกเพราะตรงจุดนี้  เลือกเฟ้าหาบุคคลที่มีความปรารถนาแรงกล้า”

            “แล้วทำไมพวกเด็กโรงเรียนเทพาพิทักษ์ถึงถูกเลือกด้วยล่ะ”  เนียร์นึกถึงพวกอั๊คที่ฆ่าคนได้อย่างเลือดเย็น  “ถ้าธรรมชาติเลือกได้จริง  ทำไมต้องเลือกพวกคนที่เลวร้ายแบบนั้นด้วย”

            “นั่นคือความยุติธรรมของท่านล่ะ”  ซารานียายิ้ม  “ท่านไม่เลือกให้พรกับใคร  เหมือนกับเวลาที่เกิดภัยพิบัติขึ้น  ท่านก็ไม่เลือกเช่นกันว่าคนที่ท่านจะนำพาชีวิตไปด้วยนั้นเป็นคนดีหรือเลว...ทุกคนล้วนมีโอกาสหากมีใจมุ่งมั่นปรารถนามากพอ และยิ่งแรงปรารถนามากเท่าไหร่  ก็จะยิ่งยืมใช้พลังจากธรรมชาติได้มากเท่านั้น”

            ถึงตรงนี้ซารานียาก็เงยหน้ามองเนียร์  “เจ้าปรารถนาโลกที่อยู่ในช่วงเวลาเดิม  ช่วงเวลาที่เจ้ามีความสุขที่สุด”

            โลกที่ยังไม่มีเรื่องพลังเข้ามาวุ่นวาย  โลกที่เธอยังใช้ชีวิตแบบปกติธรรมดากับครอบครัว  และเพื่อนพ้อง

            “เจ้าปรารถนาเพียงเท่านั้นจริงหรือ?”

            คำถามย้อนกลับ  ทำให้เนียร์หลุดจากภวังค์  ไม่เข้าใจความหมาย

            “มองเผินเหมือนเป็นความปรารถนาปกติไร้ซึ่งอันตรายใดๆ  แต่เด็กเอย  เจ้าต้องการมันมากกว่านั้น  เจ้าไม่ได้ต้องการแค่โลกกลับไปเป็นอย่างเดิม  แต่เจ้ายังปรารถนาให้โลก ‘หยุด’ อยู่ในห้วงเวลานั้นตลอดไป  ได้เล่นได้อยู่กับเพื่อน  ได้ใช้ชีวิตมีพ่อแม่และพี่ชายดังเดิม  ไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลง  ไม่มีเพิ่มเติมหรือสูญหาย  คงไว้แบบนั้นตลอดกาล...โลกที่หยุดการเคลื่อนไหว  ความปรารถนาของเจ้าก็เป็นอันตรายพอๆ กับเด็กหนุ่มคนนั้น

            เนียร์รู้ทันทีว่าเขาหมายถึง อั๊ค

            “เมื่อเจ้าปรารถนาโลกที่หยุดนิ่ง  เด็กหนุ่มคนนั้นก็ต้องการการเปลี่ยนแปลง  ต้องการโลกใหม่ที่จะให้ตัวเขาและเพื่อนๆ ได้อยู่อย่างมีความสุข  แรงปรารถนานั้นไม่ได้ด้อยไปกว่าเจ้าเลย”

            “แต่...”  เนียร์เหมือนสับสน  “แต่พวกนั้นใช้วิธีที่ผิด  พวกเขายอมฆ่าคน”

            “เพื่อทำให้ความปรารถนาเป็นจริง”  ผู้เฒ่ายังกล่าวต่อ  ไม่ได้รู้สึกว่ามันเป็นเรื่องผิดปกติอะไร  “ความปรารถนาก็เปรียบดั่งดาบสองคม  เพื่อรักษาสิ่งที่สำคัญแล้ว  เจ้ายอมทำทุกอย่างเพื่อปกป้องมัน  แม้ว่านั่นจะเป็นสิ่งที่เลวร้ายก็ตาม”

            คำตอบโต้ค้างอยู่ที่คอ  เธออยากเถียง  อยากจะปฏิเสธไปว่าไม่ใช่  เธอไม่ใช่คนแบบนั้น...แต่ในใจกลับรู้ดี  และชายชราตรงหน้าก็รู้ดีกว่านั้น  ว่ามันเป็นความจริง

            “เพราะงั้นท่านเลยมาพบหนูแทนที่จะเป็นคนอื่น  เพื่อมาบอกว่าหนูก็ไม่ได้ดีไปกว่าพวกนั้นสินะคะ”

            “เปล่าเลยเด็กน้อย  อย่าคิดว่าข้ามาพบเจ้าเพื่อสั่งสอนแบบนั้นสิ”  เขาหัวเราะ  ทั้งที่เนียร์เครียดจะตายอยู่แล้ว  “สมัยก่อน  ในยุคที่ข้ายังมีชีวิตอยู่  มีเด็กหลายคนทีเดียวที่ได้เข้าพบวจีแห่งธรรมชาติ  เพื่อขอคำปรึกษาหรืออะไรก็แล้วแต่  แต่พอมาถึงรุ่นที่ข้าได้เป็นแล้วนั้น  พลังกลับถูกปิดผนึกลงเป็นเวลานานทีเดียว  จนมาถึงยุคของเจ้า  ทว่ากลับไม่มีเด็กคนไหนจิตใจสงบพอจะมาถึงข้าได้เลยสักคน”  แล้วซารานียาก็ถอนหายใจยืดยาว  “โลกภายนอกตอนนี้คงจะเปลี่ยนไปมากแล้วสินะ  แม้แต่การมีอยู่ของธรรมชาติก็ลดน้อยลง...อ้อ  เผลอนอกเรื่องเสียแล้วสิ  อภัยให้คนแก่ด้วยเถิดนะ”  เขายิ้มให้เนียร์อย่างอ่อนโยน  ดวงตาสีเทาขุ่นจ้องเข้าไปในตาเนียร์  เหมือนจะมองให้ทะลุปรุโปร่ง

            “เด็กน้อยเอย”

            “คะ?”

            “เจ้าคิดว่าธรรมชาตินั้นโหดร้ายหรือไม่  หรืออ่อนโยน  โหดเหี้ยมหรือมีเมตตา?  ในความรู้สึกของเจ้านั้นเป็นเช่นไร”

            เนียร์ดูงุนงงกับคำถาม  แต่ก็นึกถึงสิ่งที่ธรรมชาติมอบให้แก่โลก  ซึ่งหากไม่มีแล้ว  สิ่งมีชีวิตก็คงจะอยู่ไม่ได้  แต่ในขณะเดียวกัน  ภัยพิบัติทั้งหลายก็เป็นเพราะธรรมชาติเช่นเดียวกัน  ยิ่งพอได้ฟังสิ่งที่ซารานียาเล่ามา  ทำให้เนียร์นึกถึงไปอีกแบบ

            “ไม่รู้สิคะ”  เนียร์ตอบแบบไม่มั่นใจ  “คงไม่ทั้งโหดร้าย  แล้วก็ไม่เมตตาล่ะมั้งคะ”

            ตอนแรกเนียร์คิดว่าอาจจะถูกโกรธที่เหมือนไปต่อว่าธรรมชาติแบบนั้น  เมื่อในความคิดของอีกฝ่ายน่าจะมองธรรมชาติประดุจเป็นพระเจ้า... ให้ประโยชน์แก่มนุษย์ถือเป็นเมตตา  นำภัยพิบัติมาก็ถือเป็นเมตตาในอีกแง่เหมือนกัน  แต่ซารานียากลับยิ้มเหมือนเธอตอบถูกแล้ว

            “ถูกต้องแล้วล่ะ  ธรรมชาติไม่ทั้งเมตตา  และไม่ทั้งโหดร้าย  เพียงแต่ปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตาม ‘ธรรมชาติ’”

            ซารานียาลุกขึ้น  เข้ามาทาบมือลงบนอกเด็กสาว  “จะดีหรือเลวนั้น  ขึ้นอยู่ที่ตัวคนว่าคิดอย่างไร  พลังที่ธรรมชาติได้มอบให้เจ้านั้น  จะนำไปใช้ในทางไหน  นั่นก็ขึ้นอยู่กับตัวเจ้าเช่นกัน”

            “ท่าน...”  เนียร์อยากจะพูดอะไรสักอย่างแต่ก็พูดไม่ออก  ได้แต่มองดวงตาของอีกฝ่ายที่ทั้งอ่อนโยนและเอ็นดูเด็กน้อยเช่นเธอ  แล้วเขาก็ผละออกไป  เงยหน้ามองฟ้า

            “คงถึงเวลาที่เจ้าต้องไปแล้วสินะ”

            เนียร์รู้สึกว่าแสงจากบนฟ้าสว่างขึ้นเรื่อยๆ  เจิดจ้าเสียจนต้องยกมือขึ้นบัง  ภาพตรงหน้าเริ่มลานเลือน

            “หวังว่าข้ากับเจ้าจะมีโอกาสได้คุยกันอีกนะ  เด็กน้อย”

             



     

            แสงหลอดไฟบนเพดานนั้นช่างแยงตาจนน่ารำคาญ  เหลือบมองดูเวลาบนหน้าปัดนาฬิกาข้อมือ  เข็มสั้นชี้ไปที่ระหว่างเลข 9 กับ 10  บอกว่าเธอหลับไปเกือบสิบชั่วโมง  เป็นการหลับที่ยาวนานและหลับลึกที่สุดตั้งแต่เกิดเรื่องเลยทีเดียว  แต่พอคิดได้ว่าเป็นเพราะฝีมือใคร  เนียร์ก็ลุกพรวดขึ้นมา

            “หมอนั่น!”  แล้วเธอก็ต้องหน้ามือเพราะลุกเร็วเกินไป

            ดูเหมือนว่าเธอจะถูกพามานอนตรงโซฟาตรงข้ามกับเตียงผู้ป่วย  เนียร์เห็นว่าจนบัดนี้เอลก็ยังไม่ตื่น  แต่เพราะในห้องนี้ไม่มีอีกคนที่ควรจะอยู่ด้วย  ทำให้เนียร์ต้องเก็บคำด่าคนที่บังอาจเอายานอนหลับมาให้เธอกินเอาไว้ก่อน  แต่หลังจากได้พักผ่อนเต็มที่แล้ว  สมองเธอก็ปลอดโปร่งขึ้นมาทีเดียว  จนเนียร์เจ็บใจนิดๆ  ที่สิ่งที่กิลทำมันเป็นผลดีต่อตัวเธอเอง

            เนียร์เดินไปที่ระเบียง  คิดว่าอาจจะเจอใครยืนอยู่  แต่ก็ไม่มี...ข้างล่างเป็นสวนหย่อมให้คนเยี่ยมไข้หรือผู้ป่วยได้ลงไปเดินเล่น  เสาไฟฟ้าวางเป็นระยะเปิดไฟเมื่อกลางคืนมาถึง  แล้วเนียร์ก็ได้เห็นคนที่ตามหาอยู่กำลังนั่งอยู่บนม้านั่งยาว  เงยหน้ามองฟ้าอยู่คนเดียว

            ถ้าเป็นไปได้เธอก็ไม่อยากทิ้งเอลไว้ตามลำพัง  แต่เพราะมีเรื่องต้องคุยกับกิล  เธอจึงจำใจต้องออกมา  รีบไปที่สวนหย่อมนั้นด้วยกลัวว่าอีกฝ่ายจะหายไปอีก  แต่พอไปถึง  เด็กหนุ่มก็ยังคงอยู่ที่เดิมในท่าเดิมทุกประการ  เมื่อเธอเข้าไปใกล้มากพอ  กิลก็เลื่อนสายตาลงมาจับจ้องที่เธอแทน

            ดวงตาสีน้ำเงินเข้มที่สะท้อนแสงไฟตอนกลางคืนนั้นทั้งแปลกและสวยจนเนียร์เผลอกลั้นหายใจไปแป๊ปหนึ่ง  ก่อนต้องเบ้หน้า  คิดว่าจะตาสีไหนๆ มันก็ตาธรรมดาที่ใช้มองคนทั่วไปนั่นแหละ

            “ฉันติดต่อกับพวกเกลได้แล้ว”  กิลบอก  ชูโทรศัพท์มือถือของเอลให้ดู  “ทุกคนปลอดภัยดี  ไม่ต้องห่วง”  เขารีบเสริมก่อนที่อีกฝ่ายจะอ้าปากถามซะอีก

            “แล้วตอนนี้อยู่ที่ไหน”

            “ไม่ได้บอกไว้  ดูเหมือนทางนั้นก็มีเรื่องยุ่งเหมือนกัน  แต่เกลบอกว่าถ้าเรื่องสงบเมื่อไหร่  จะโทรกลับมาอีก”

            ปลอดภัย  แต่ก็มีเรื่อง?  เนียร์เลยยังวางใจไม่ได้

            “แล้ว...นายได้บอกเรื่องเอลไปรึเปล่า”

            “...บอก”

            ถึงตรงนี้  เนียร์ทรุดนั่งกับม้ายาว  เอามือปิดตาตัวเองพร้อมกับแค่นหัวเราะไปด้วย  “ถ้าอย่างนั้น  พวกโมกับโชลคงจะโกรธฉันน่าดูเลย”

            “ทำไมต้องโกรธ”  กิลสงสัย  “คนที่พวกเธอโกรธควรเป็นคนของท่านตนัยต่างหาก  หรือว่าเธอไม่โกรธ”

            “โกรธสิ”  เนียร์แย้งทันควัน  “ทั้งโกรธและเกลียดเลยด้วย  แต่ว่า...”  เนียร์ก้มหน้า  “คนที่ฉันโกรธมากที่สุดก็คือตัวเอง  ที่ปกป้องเอลไว้ไม่ได้”

            ราวกับภาพของตนัยจะซ้อนทับกับเนียร์อีกครั้ง  เป็นหนที่เท่าไหร่แล้วไม่รู้  ที่เขามักเห็นเนียร์เป็นเหมือนกับท่านตนัย

            ในระหว่างที่เนียร์เงียบไปเพราะกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่างอยู่นั้นเอง  ที่กิลเอ่ยออกมาว่า

            “เธอเหมือนเขานะ”

            “หือ?”  เนียร์หลุดออกจากความคิดของตัวเองหันมามองหน้า  “เหมือนใคร”

            “ท่านตนัย”

            ในหัวเนียร์เหมือนมีภาพกำลังเสยคางอีกฝ่ายกระเด็นไปไกลนอกโลกอยู่

            “ถอนคำพูดซะ”

            “...”

            “ฉันมีอะไรตรงไหนไปเหมือนกับตนัยกันหา!”

            ยังคงมีแต่ความเงียบจากคนช่างนิ่ง

            “ถ้าไม่คิดบอกเหตุผล  ก็ถอนคำพูดนั้นซะ”

            กิลชำเลืองมองมาอยู่ครู่หนึ่ง  แล้วก็หันกลับไปพึมพำกับตัวเองโดยที่เนียร์เองก็ได้ยินว่า  “เหมือนท่านตนัยจริงๆ ด้วย”

            “เหมือนตรงไหนกันวะ”  เนียร์สวนกลับแทบจะทันที  หัวฟัดหัวเฟียดอยู่พักหนึ่ง

             “วางใจเถอะ  ไม่ใช่ด้านเลวร้ายหรอก  ที่เธอเหมือนกับท่านตนัย”  เขาพูดโดยไม่ได้หันมองอีกฝ่าย  แต่เนียร์สังเกตใบหน้าด้านข้างของกิลแล้ว  เธอคงไม่ได้คิดไปเองใช่มั้ยว่า  เหมือนกิลกำลังยิ้มอยู่  แม้นั่นจะเป็นรอยยิ้มบางจนแทบไม่สังเกตเห็นก็ตาม

            ทั้งคำพูดแลความรู้สึกที่ออกมา  ทำให้เนียร์คิดว่ากิลต้องมีความสัมพันธ์กับตนัยไม่น้อยเลยทีเดียว

            “นาย...รู้ใช่มั้ย  ว่าทำไมตนัยถึงทำเรื่องแบบนี้ขึ้น” 

            เหตุผลของผู้ชายคนนั้น  ที่เธอไม่เคยรู้เลยว่าเขาต้องการทำเรื่องแบบนี้ขึ้นไปทำไม

            “เธออยากรู้งั้นเหรอ  ว่าทำไมท่านตนัยถึงได้ชิงชังโลกใบนี้จนอยากทำลายขนาดนี้”  กิลมองเนียร์ด้วยสายตาเรียบนิ่ง  “เพราะโลกใบนี้ช่วงชิงสิ่งที่ท่านตนัยรักที่สุดไปยังไงล่ะ  เมื่อเสียสิ่งนั้นไปแล้ว  โลกใบนี้ก็ไม่มีความหมายกับเขาอีกต่อไป  ไม่มีสิ่งใด...สามารถทดแทนสิ่งที่สูญเสียไปแล้ว  แม้ว่า  จะยังมีคนที่คิดว่าเขาสำคัญอยู่มากขนาดไหน  ท่านตนัยก็ไม่เคยคิดสนใจ  และยินดีทำลายทุกอย่างนั้นไปพร้อมกับโลกใบนี้”

             



     

            “วันนี้พวกเธอไปพักผ่อนก่อนเถอะ”

            ชายหนุ่มที่ชิงชังโลกใบนี้ยิ่งกว่าใครพูดด้วยน้ำเสียงสบายๆ  ขณะที่ยังอยู่ในตืกที่ใกล้จะถล่มลงมาเต็มที  เพราะถึงแม้ตึกจะเป็นรูเหมือนผลไม้ที่ถูกหนอนชอนไชจนพรุนแล้วนั้น  ก็ยังอุตส่าห์ได้เถาไม้คอยยึดประคองทั้งตึกเอาไว้ให้มั่นคงดังเดิม

            เพราะฉะนั้นทั้งเจ้าของตึก  เด็กโรงเรียนเทพาพิทักษ์และคนของตนัยบางส่วน  จึงยังคงอยู่ในตึกนี้อย่างไม่กลัวว่าตึกจะถล่มทับลงมา

            “ไปพักซะ  โดยเฉพาะเธอ  อรัญญา”  ดวงตาน้ำตาลแก่เลื่อนไปที่เด็กสาวที่บาดเจ็บที่มือ

            ราวกับทุกอย่งจะกลับไปเริ่มใหม่หมดตั้งแต่ศูนย์  กระนั้นตนัยกลับมีท่าทีใจเย็นกว่าปกติจนน่าสงสัย  เขาไม่เห็นหรือไรว่าแผนการนั้นมันผิดพลาดไปหมดแล้ว  แล้วทำไมตนัยถึงได้ยังยิ้มได้อย่างสงบขนาดนั้น

            อาจเป็นเพราะรู้ได้ถึงสายตาแห่งความสงสัยของทุกคนที่จ้องมองมา  ตนัยเลยหันไปโปรยยิ้มให้  ราวกับจะเป็นฝ่ายปรามให้พวกที่เหลือใจเย็นแทน

            “ไม่ต้องห่วงไปหรอก  เมล็ดพันธุ์ที่ฉันหว่านไปนั้น  เริ่มแตกรากแล้ว”  เป็นคำพูดที่ไม่มีใครเข้าใจ  แต่อีกประโยคถัดมานั้น  เป็นประโยคที่ทุกคนเฝ้ารอกันมานานโดยเฉพาะยิ่งพวกอั๊ค

            “วันพรุ่งนี้พวกเธอได้อาละวาดกันเต็มที่แน่”