[นิยายแปล] Logging 10000 Years into the Future - เทพไร้พ่าย ลุยเดี่ยวอนาคตหมื่นปี【จบ】

เล่มที่ 7 บทที่ 183 กลับมาแล้ว! ใช่แล้ว ฉันอยากเข้าไปเฝ้าหอคอย! (4)

        ลู่เซิ่งนั่งรถแท็กซี่จากสถานีรถไฟความเร็วสูงเพื่อกลับมหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้มหาศักดิ์สิทธิ์แห่งที่เจ็ด

        ภารกิจเก็บหน่วยกิตครั้งนี้สำเร็จตั้งแต่วันแรกที่เขาไปถึง ส่วนวันที่เสียเวลาไปนั้น ส่วนใหญ่เป็นเพราะต้องให้ความร่วมมือกับตำรวจท้องที่ในการจัดการเรื่องที่ตามมา

        คดีของหม่ากั้วอวิ๋นพัวพันถึงอาชญากรระดับ A ที่ทางการต้องการตัวทั่วประเทศถึงสี่ห้าคน ซึ่งหลายคนมีคดีติดตัวร้ายแรงไม่แพ้หม่ากั้วอวิ๋น

        โดยเฉพาะแร้งหน้าผีที่ถูกลู่เซิ่งฆ่าตายไป อยู่ในรายชื่อบัญชีดำอาชญากรที่ทางการต้องการตัวทั่วประเทศนั้นสูงกว่าหม่ากั้วอวิ๋นเสียอีก

        ยิ่งไปกว่านั้น การที่คดีนี้พัวพันถึงรถขนส่งอาวุธ ซึ่งเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ภารกิจระดับ AA ครั้งนี้ อาจจะถูกยกระดับขึ้นไปเป็นระดับ AAA หรือ S ได้เลย

        ตำรวจเมืองเหยียนเหอรับปากกับลู่เซิ่งอย่างหนักแน่นว่าจะรายงานเรื่องนี้ต่อเบื้องบน และติดต่อศูนย์ภารกิจหน่วยกิตของมหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้มหาศักดิ์สิทธิ์แห่งที่เจ็ด เพื่อเพิ่มรางวัลสุดท้ายของภารกิจครั้งนี้ให้ลู่เซิ่ง

        ตอนที่ลู่เซิ่งกลับมา เจ้าหน้าที่ระดับสูงของตำรวจเมืองเหยียนเหอเป็นคนมาส่งเขาที่สถานีรถไฟความเร็วสูงด้วยตัวเอง

        ส่วนนักศึกษาของมหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้มหาศักดิ์สิทธิ์แห่งที่สามทั้งสองคน สวีเมิ่งเหยาและเมิ่งเจี้ยนเฟย หลังจากที่เห็นวีรกรรมสุดระห่ำของลู่เซิ่งที่แทบจะฆ่าพวกโจรเหี้ยมทั้งหมดด้วยตัวคนเดียว

        ก็ตกอยู่ในความเงียบงันเป็นเวลานาน

        พวกเขาไม่ได้พักค้างคืนที่เมืองเหยียนเหอด้วยซ้ำ หลังจากที่ให้การกับตำรวจเมืองเหยียนเหอเสร็จในคืนนั้น ก็รีบจากเมืองเหยียนเหอไป

        ลู่เซิ่งไม่ได้สนใจพวกเขา

        สำหรับเขาแล้ว ทั้งสองคนนี้ไม่มีความสำคัญต่อภารกิจครั้งนี้เลย ไม่นับว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยเสียด้วยซ้ำ

        “หนุ่มน้อย ไปเที่ยวมาเหรอ?”

        ในรถแท็กซี่ คนขับชวนลู่เซิ่งคุยเรื่อยเปื่อย

        ลู่เซิ่งตอบไปสองสามคำ แล้วหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาส่งข้อความให้หลินเจ๋อ

        “ภารกิจสำเร็จแล้ว ฉันกำลังกลับมหาวิทยาลัย”

        แล้วก็ขี้เกียจอ่านข้อความตอบกลับของหลินเจ๋อ เอนหลังพิงเบาะรถแท็กซี่หลับตาพักผ่อน

        กระเป๋าใส่อาวุธห่อหุ้มหอกลายมังกรผลึกสีชาดวางอยู่ข้างเท้าของเขา

        ลู่เซิ่งรับรู้ถึงการมีอยู่ของหอกลายมังกรผลึกสีชาดได้อย่างชัดเจนผ่านรองเท้าและผ้าห่อหุ้มอาวุธ

        ความรู้สึกนั้นช่างมหัศจรรย์

        ราวกับว่าเขาสามารถได้ยิน “ลมหายใจ” ของหอกลายมังกรผลึกสีชาด

        ราวกับว่าเมื่อเขาโบกมือ หอกลายมังกรผลึกสีชาดจะประกอบร่างโดยอัตโนมัติ แล้วลอยมาอยู่ในมือของเขา

        โดยไม่ต้องพึ่งพลังจิต!

        “นี่คือ ‘จิตวิญญาณ’ งั้นเหรอ?”

        ลู่เซิ่งรำพึงในใจเบาๆ

        เขารู้ว่า “การบำรุงวิญญาณ” ของหอกลายมังกรผลึกสีชาดได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว

        พวกอันธพาลที่เขาฆ่าแต่ละคนมีค่าพลังชีวิตสูง ทั้งยังมีจิตใจที่แข็งแกร่ง เป็นพวกอันธพาลที่ดุร้ายและชั่วร้าย

        ไม่มีอะไรเหมาะสมไปกว่าการใช้พวกเขาในการเปิดคมให้หอกลายมังกรผลึกสีชาดอีกแล้ว

        ลู่เซิ่งรู้สึกว่าการทำภารกิจครั้งนี้เขาได้รับผลประโยชน์มากมายจริงๆ

        “ถึงแล้ว มหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้มหาศักดิ์สิทธิ์แห่งที่เจ็ด”

        โดยไม่รู้ตัว รถแท็กซี่ก็จอดลงแล้ว

        เมื่อรู้ว่าลู่เซิ่งเป็นนักศึกษาของมหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้มหาศักดิ์สิทธิ์แห่งที่เจ็ดจริงๆ คนขับแท็กซี่ก็แสดงท่าทีต้อนรับอย่างอบอุ่นผิดปกติ ถึงขนาดเสนอที่จะปัดเศษให้ลู่เซิ่งด้วย

        ลู่เซิ่งกล่าวขอบคุณ

        ขณะที่ลงจากรถ ก็เห็นหลินเจ๋อรูปร่างสูงใหญ่ยืนยืดคอรออยู่ที่หน้าประตูมหาวิทยาลัยแต่ไกล

        “พี่เซิ่ง!”

        หลินเจ๋อเห็นลู่เซิ่งแต่ไกล ก็รีบวิ่งกระวีกระวาดเข้ามาหาเขา

        เจ้าหมอนี่คงจะเลียนแบบลู่เซิ่ง ตอนนี้ไม่ว่าจะไปไหนมาไหนก็สะพายหอกยาวไว้ข้างหลัง

        เขายังจงใจไม่ถอดหอกออก สะพายเอาไว้ทั้งอย่างนั้น ราวกับเป็นเสาธงเดินอยู่ในฝูงชนก็ดูโดดเด่นเป็นพิเศษ มักจะได้รับความสนใจอย่างมาก

        หลินเจ๋อกลับภูมิใจในเรื่องนี้ โดยให้เหตุผลว่า “ก็ต้องการให้เป็นแบบนี้แหละ!”

        “พี่เซิ่ง ในที่สุดนายก็กลับมาแล้ว”

        หลินเจ๋อวิ่งมาถึงตรงหน้าลู่เซิ่ง ก็รีบรับกระเป๋าเดินทางในมือเขาไปอย่างคล่องแคล่ว พร้อมกับถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น “เป็นไงบ้าง เป็นไงบ้าง ภารกิจครั้งนี้ยากไหม? เร้าใจไหม?”

        ลู่เซิ่งตอบไปสองสามคำ

        เมื่อได้ยินว่าลู่เซิ่งฆ่าผู้ต้องหาที่ทางการต้องการตัวไปหลายคน แววตาที่หลินเจ๋อมองลู่เซิ่งก็เปลี่ยนไปทันที

        “ฆ่าคน?! พี่เซิ่ง นายฆ่าคนแล้วเหรอ?!”

        หลินเจ๋อเบิกตากว้างด้วยความไม่เชื่อ

        ลู่เซิ่งเห็นท่าทีของหลินเจ๋อ ก็คิดว่าเขาคงจะตกใจ

        ถึงแม้ความสามารถด้านศิลปะการต่อสู้ของหลินเจ๋อจะไม่ด้อย เป็นอัจฉริยะตัวจริง แต่เขาก็ยังเป็นแค่เด็กหนุ่มอายุสิบแปดสิบเก้าปีเท่านั้น

        เรื่องฆ่าคนแบบนี้ สำหรับเขาแล้ว อาจจะโหดร้ายเกินไป

        ลู่เซิ่งกำลังคิดว่าจะเน้นย้ำถึงความโหดเหี้ยมและไร้มนุษยธรรมของหม่ากั้วอวิ๋นและคนอื่นๆ ให้หลินเจ๋อฟังหรือไม่

        ก็ได้ยินหลินเจ๋อร้องออกมา

        “ว้าว พี่เซิ่งฆ่าคนแล้ว! ฆ่าคนมันสนุกไหมอ่ะ? ให้ตายสิ คราวหน้าฉันจะรับภารกิจตามจับผู้ต้องหาบ้าง จะได้ฆ่าคนระบายอารมณ์บ้าง!...”

        “...”

        ลู่เซิ่งสงสัยอย่างมากว่าในตัวของหลินเจ๋อมีเชื้อสายของคนคลั่งความรุนแรงอยู่

        ทั้งสองคนเดินคุยกันไปเรื่อยๆ ระหว่างทางกลับหอพัก

        ส่วนใหญ่เป็นหลินเจ๋อที่ถาม แล้วลู่เซิ่งก็ตอบไปส่งๆ

        ระหว่างทาง พลังจิตของลู่เซิ่งแผ่ออกไป พบว่ามีคนจำนวนมากกำลังรีบร้อนไปยังทิศทางหนึ่ง

        ในจำนวนนั้นมีทั้งนักศึกษาของมหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้มหาศักดิ์สิทธิ์แห่งที่เจ็ด และนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้อื่นและนักสู้ทั่วไป

        ลู่เซิ่งมองไปยังทิศทางที่ผู้คนกำลังมุ่งหน้าไป

        หอคอยศิลปะการต่อสู้มหาศักดิ์สิทธิ์ที่สง่างามตระหง่านตั้งอยู่ตรงหน้า

        “ทำไมคนถึงแห่กันไปที่หอคอยศิลปะการต่อสู้มหาศักดิ์สิทธิ์เยอะขนาดนี้?”

        ลู่เซิ่งถามออกมา

        พอได้ยินคำพูดนี้ หลินเจ๋อก็มีชีวิตชีวาขึ้นมาทันที

        “ใช่แล้วพี่เซิ่ง สองวันที่นายไม่อยู่ มหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้มหาศักดิ์สิทธิ์แห่งที่เจ็ดของเราเกิดเรื่องใหญ่เลย

        มีนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้มหาศักดิ์สิทธิ์แห่งที่สี่มาท้าทาย หนึ่งในนั้นที่ชื่อเหมียวเหรินสยงซึ่งเก่งมาก

        ติดอันดับหกในทำเนียบเจ็ดมหาศักดิ์สิทธิ์ แม้แต่เฉินอี้เสวียนและเซียวหลานก็สู้เขาไม่ได้

        นักศึกษาที่มีความสามารถหลายคนในมหาวิทยาลัยของเราก็รีบไปเฝ้าหอคอย...”

        หลินเจ๋อถอนหายใจแล้วพูดว่า “แต่ฉันว่าหอคอยนี้คงจะรักษาไว้ไม่ได้แล้ว ตอนที่ฉันได้รับข้อความจากนายแล้วรีบมา ฉันเห็นเซียวหลานอันดับสองในทำเนียบนักศึกษาอาวุโสออกมาพอดี

        ส่วนเฉินอี้เสวียนอันดับหนึ่งก็กำลังเสียท่า...”

        ลู่เซิ่งฟังหลินเจ๋อพูด ก็ไม่ได้รู้สึกอะไรเป็นพิเศษ

        เหมือนกับฟังข่าว ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเขามากนัก

        แต่พอหลินเจ๋อพูดประโยคต่อไปออกมา ฝีเท้าของลู่เซิ่งก็หยุดชะงักลง

        “...เฮ้อ ถ้านักศึกษาพวกนี้รักษาไว้ไม่ได้ มหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้มหาศักดิ์สิทธิ์แห่งที่เจ็ดของเราก็ซวยแล้ว หลังจากนี้ไปอีกหนึ่งปี จะไม่มีสิทธิพิเศษ

        อยากเข้าไปในหอคอยศิลปะการต่อสู้มหาศักดิ์สิทธิ์ ก็ต้องเหมือนกับนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยอื่นและนักสู้ทั่วไป ที่ต้องยื่นคำร้องก่อนแล้วค่อยต่อคิวรอไปอีกครึ่งปี

        เอ่อ พี่เซิ่งเป็นอะไรไป?”

        หลินเจ๋อพูดไปเรื่อยๆ ก็สังเกตเห็นว่าลู่เซิ่งยืนนิ่งไม่ขยับ แถมยังมองเขาด้วยสายตาแปลกๆ

        “ทำไมนายไม่บอกฉันเร็วกว่านี้”

        บอกอะไรเร็วกว่านี้?

        หลินเจ๋อเกาหัวด้วยความงงงวย

        ในวินาทีต่อมา ร่างของลู่เซิ่งก็หายวับไปจากต่อหน้าเขา เหลือทิ้งไว้เพียงคำพูดเบาๆ

        “ฉันจะไปเฝ้าหอคอย นายช่วยดูแลกระเป๋าเดินทางให้ที”

        “อ้อๆ...”

        หลินเจ๋อพยักหน้าโดยไม่รู้ตัว

        ในวินาทีต่อมาก็เพิ่งจะรู้สึกตัว

        “พี่เซิ่งพูดว่าอะไรนะ? จะไปเฝ้าหอคอย?!”

        หลินเจ๋อแทบจะกระโดดตัวลอย

        “ให้ตายสิ! นี่มันเรื่องใหญ่เลยนะ!”

        พูดจบก็สะพายหอกยาวแบกกระเป๋าเดินทางของลู่เซิ่ง วิ่งตามไปทางหอคอยศิลปะการต่อสู้มหาศักดิ์สิทธิ์อย่างรวดเร็ว

        ...

        ลู่เซิ่งวิ่งไปด้วยความเร็วสูง ใบหน้าเคร่งขรึม

        เขาไม่ได้สนใจเกมไร้สาระที่นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้ต่างๆ แข่งขันกัน

        ไม่อยากเข้าไปยุ่งเกี่ยว และไม่อยากสนใจ

        แต่ตอนนี้เกมนี้เกี่ยวพันกับผลประโยชน์ส่วนตัวของเขาแล้ว ลู่เซิ่งจึงไม่อยากลงสนามก็ไม่ได้

        “ต่อคิวหนึ่งอาทิตย์ฉันยังพอรอได้ แต่ครึ่งปี...”

        ลู่เซิ่งสูดหายใจเข้าลึกๆ “ฆ่าฉันเลยดีกว่า”

        ลู่เซิ่งไม่อยากเห็นจริงๆ

        โชคชะตาของเขากับหอคอยศิลปะการต่อสู้มหาศักดิ์สิทธิ์ยังไม่ทันเริ่มต้น ก็จบสิ้นลงแล้ว

        การตัดสินใจที่ยากลำบากครั้งก่อน ได้ทิ้งร่องรอยไว้ในใจของเขามากแล้ว

        ลู่เซิ่งระเบิดความเร็วทั้งหมดออกมา ราวกับพายุที่พัดผ่าน

        ใบไม้ของต้นอู่ทองและดอกชบาที่อยู่สองข้างทางต่างก็ร่วงหล่นลงมา

        เมื่อเขามาถึงหอคอยศิลปะการต่อสู้มหาศักดิ์สิทธิ์ รอบๆ หอคอยก็ถูกล้อมรอบไปด้วยนักศึกษาจากในและนอกมหาวิทยาลัยจำนวนมาก

        พลังจิตแผ่ออกไป เสียงซุบซิบนินทาต่างๆ ก็ดังเข้ามาในหูของเขา

        “คราวนี้มหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้มหาศักดิ์สิทธิ์แห่งที่เจ็ดแพ้แน่นอน แม้แต่เฉินอี้เสวียนอันดับหนึ่งในทำเนียบนักศึกษาอาวุโสยังแพ้ มหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้มหาศักดิ์สิทธิ์แห่งที่เจ็ดจะมีใครที่สู้เหมียวเหรินสยงได้อีก?”

        “ตอนนี้ก็ดูว่าเหมียวเหรินสยงจะบุกไปได้ถึงชั้นไหน พอเหมียวเหรินสยงออกมา นักศึกษาที่เหลืออยู่ของมหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้มหาศักดิ์สิทธิ์แห่งที่เจ็ดในหอคอยศิลปะการต่อสู้มหาศักดิ์สิทธิ์ก็จะออกมา

        การแย่งชิงหอคอยครั้งนี้ก็ถือว่าจบลงอย่างเป็นทางการ”

        “เฮ้อ ดูท่าว่าหลังจากนี้ไปเราคงต้องแย่งที่กับนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยอื่นแล้วสินะ...”

        “เห็นคนของมหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้มหาศักดิ์สิทธิ์แห่งที่เจ็ดทำตัวหยิ่งๆ แต่พอเจอคนที่เก่งกว่าก็เป็นแบบนี้แหละ ฮ่าๆ...”

        ลู่เซิ่งมองไปที่หน้าจอขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ด้านนอกหอคอยศิลปะการต่อสู้มหาศักดิ์สิทธิ์ เห็นว่าบนหน้าจอยังมีชื่อเหลืออยู่อีกสิบกว่าชื่อที่ยังสว่างอยู่

        พิสูจน์ว่าคนพวกนี้ยังอยู่ในหอคอย ส่วนคนที่ชื่อเป็นสีเทาแสดงว่าจบแล้ว

        ในจำนวนนั้นมีเฉินอี้เสวียนและเซียวหลานที่เขารู้จักอยู่ด้วย

        “ยังดีที่มาไม่สายเกินไป”

        ลู่เซิ่งคิดในใจ ไม่ได้เสียเวลา รีบเดินไปทางเข้าหอคอย

        เขาปลดปล่อยพลังออกไป ใช้พลังจิตอันมหาศาลแหวกทาง

        ทันใดนั้น ผู้คนที่ขวางทางอยู่ด้านหน้าเขาก็แยกออกเป็นสองฝั่งราวกับคลื่น

        คนที่ไม่โชคดีที่ขวางทางอยู่ด้านหน้าลู่เซิ่ง กำลังพูดคุยกันอย่างดุเดือด

        จู่ๆ ก็มีพลังที่ไม่อาจต้านทานได้กดทับลงบนร่างของพวกเขา แยกพวกเขาออกเป็นสองฝั่ง

        ราวกับว่ามีคนจับไหล่ของพวกเขากดลงแล้วดึงออกไปทั้งสองข้าง

        “ให้ตายสิ เกิดอะไรขึ้น? ใครผลักฉัน?”

        “เฮ้ย อย่าเบียดสิ! เบียดอะไรนักหนา อยากเข้าไปเฝ้าหอคอยขนาดนั้นเลยเหรอ...”

        ชายหนุ่มที่ถูกผลักจนเซไปเซมาด้วยความโมโห หันกลับไปด้วยท่าทีฮึกเหิม

        แต่กลับรู้สึกเหมือนมีเงาดำพาดผ่านใบหน้าไป

        ลู่เซิ่งมองลงมาที่เขาด้วยสายตาเย็นชา

        “ใช่ ฉันอยากเข้าไปเฝ้าหอคอย”

        ชายหนุ่มยืนตะลึงอยู่กับที่ ความโกรธบนใบหน้าได้ดับมอดไปหมดแล้วภายใต้สายตาที่เย็นชาและลุ่มลึกคู่นั้น

        ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีความเย็นยะเยือกวิ่งขึ้นมาจากกระดูกสันหลังของเขา แล้วแพร่กระจายไปทั่วร่างกายในทันที

        “นาย...นายเข้าไปเลย เข้าไปได้เลย!”

        ชายหนุ่มตัวสั่น แล้วรีบหลีกทางให้

        ลู่เซิ่งไม่ได้มองเขาอีก เดินตรงไปยังทางเข้าหอคอยศิลปะการต่อสู้มหาศักดิ์สิทธิ์

        การเคลื่อนไหวของเขาไม่ได้เงียบเชียบนัก ความวุ่นวายในบริเวณนั้นดึงดูดให้หลายคนเงยหน้าขึ้นมอง

คล้ายกับเรื่อง[นิยายแปล] Logging 10000 Years into the Future - เทพไร้พ่าย ลุยเดี่ยวอนาคตหมื่นปี【จบ】 ที่คุณอ่าน