บทที่ 162
ขูดรีด
“ เรียกร้องเสบียงอย่างนั้นหรอ!!! ” ซูฉีลุกขึ้นตบโต๊ะดัง ปั้ง!!!
“ ใช่แล้วเจ้าค่ะพวกนั้นเป็นทหารที่เดินทางมาจากเมืองหลวง เห็นพวกเขาบอกว่าในปีนี้เมืองหลวงต้องการภาษีผลผลิตมากกว่าทุกปี ”
“ เพราะแบบนั้นพวกเขาเดินทางมาที่สถานที่แห่งนี้เพราะว่าต้องการจะมาเรียกร้องเสบียงเจ้าค่ะ ”
“ นี่มันอะไรกันจะมาเรียกร้องเสบียงอย่างนั้นหรอพูดเป็นเล่น ”
“ เสบียงผลผลิตในทุกๆปีพวกมันเองก็ไม่เคยที่จะทำการเก็บเสบียงมากขนาดนี้มาก่อนไม่ใช่หรือ ”
“ จริงอยู่ว่าภาษีมันถูกยื่นให้กับเมืองหลวงในทุกๆปีและจะถูกนำไปเอาไว้ภายในกองคลัง ”
ในตอนนี้ระบบภายในยุคสมัยนี้ไม่เหมือนกับยุคสมัยใหม่ที่ซูฉีจากมา ภายในยุคสมัยนี้พวกภาษีพวกทหารของเมืองหลวงจะไล่เก็บในแต่ละเมืองแล้วก็ส่งกลับไปที่เมืองหลวง
มันถือว่าเป็นการเก็บเกี่ยวภาษีไปยังคลัง แต่ในปีนี้พวกมันกลับมาบอกว่าจะเก็บภาษีพวกผลผลิตมากกว่าในทุกๆปีเนี่ยนะ
ก่อนหน้านี้เรื่องนี้ขึ้นเมืองชายแดนมันเป็นเมืองที่ไม่มีความเจริญเลยด้วยซ้ำ ไม่สิควรจะเรียกว่ามันเป็นเมืองที่ไม่มีใครสนใจแล้วก็เป็นเมืองที่ตายไปแล้วด้วยซ้ำ
มันเป็นสถานที่ที่ไม่สามารถเพาะปลูกได้ จนเมื่อปีที่แล้วหลังจากที่นางสามารถสร้างบ่อน้ำขึ้นมาได้
มันเลยทำให้เมื่อแห่งนี้เริ่มมีการเพาะปลูกปรากฏขึ้นมาทำให้ก่อนหน้านี้ไม่สามารถทำได้เลย
ในตอนนี้เมื่อสามารถเพาะปลูกได้ตัวของพวกมันกลับจะมาบอกว่าจะขอเก็บภาษีมากขึ้นเนี่ยนะ
“ ใช่แล้วเจ้าค่ะคุณหนูใจเย็นก่อนนะเจ้าคะ ”
“ เจ้าจะให้ข้าใจเย็นเกี่ยวกับสถานการณ์เช่นนี้เนี่ยนะ สถานการณ์แบบนี้มองจากสถานที่ไกลๆก็รู้ได้อย่างชัดเจนว่าเป็นฝีมือของพวกขุนนางภายในเมืองหลวงอย่างแน่นอน ”
“ เมืองแห่งนี้แม้ว่าจะมีการเพาะปลูกที่เพิ่มขึ้นแต่มันเองก็ไม่ได้มากมายเทียบเท่ากับเมืองใหญ่”
“ ตามที่ตัวของเจ้าบอกเห็นบอกว่าพวกมันต้องการจะเรียกร้องภาษีจำนวนมากขึ้นสินะ ”
“ เหตุใดท่านแม่ทัพจึงไม่ตอบโต้พวกมันไปอย่างไรสถานที่แห่งนี้ก็เป็นอาณาเขตของแม่ทัพหวงไม่ใช่หรือ ” ซูฉีถามกลับด้วยท่าทางเดือดดาล
อารมณ์ของนางในตอนนี้เดือดขึ้นขีดสุด การกระทำที่ไร้ยางอายของพวกขุนนางภายในเมืองหลวงที่หวังจะกลั่นแกล้งทำให้นางนั้นโกรธจนเลือดขึ้นหน้า
ขุนนางพวกนั้นหวังเอาไว้เพียงแค่พวกผลประโยชน์ที่ตนเองจะได้รับเท่านั้น นางเชื่อได้เลยว่าเรื่องที่เกิดขึ้นมันคงจะเป็นการกดดันจากพวกขุนนางที่สูญเสียผลประโยชน์จากแม่ทัพหวง
“ จะพูดอย่างไรดีล่ะเจ้าคะ ”
“ ท่านแม่ทัพเองก็คงจะสามารถตอบโต้ได้แต่ว่าคุณหนูลืมไปหรือไม่เดี๋ยวเขาว่าตอนนี้ ในเมืองแห่งนี้มีผู้คนมากมายขนาดไหน ”
“ เพราะว่าแขกที่หลั่งไหลเข้ามาภายในเมืองจำนวนมากขึ้น ถ้าเกิดว่าทำสงครามที่รักเกิดตอบโต้มันเองก็คงจะทำให้ผู้คนภายในเมืองได้รับบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก ”
“ ข้าคิดว่าท่านแม่ทัพคงจะไม่เลือกที่จะตอบโต้แบบนั้น ”
“ แล้วในตอนนี้คนพวกนั้นตั้งใจจะทำอะไร ”
“ เห็นบอกว่ากำลังรออยู่ด้านหน้าท่านแม่ทัพไม่ยอมเปิดประตูเข้ามาภายในเมืองเพราะว่าเกรงว่าพวกมันจะก่อความวุ่นวายภายในเมือง ”
“ เข้าใจแล้วสงสัยท่านแม่ทัพคงจะมองออกว่าพวกมันน่าจะเดินทางมาเพราะต้องการที่จะมาก่อกวนภายในสถานที่แห่งนี้ ” ซูฉีพยักหน้าขบคิดอย่างจริงจัง
จากสถานการณ์แบบนี้แล้วจากที่ฟังอธิบายนางเองก็พอมองออก ถ้าเกิดว่าเมืองแห่งนี้เป็นเมืองเล็กๆหรือว่าเป็นสถานที่ที่ไม่ใช่เมือง
ให้กองกำลังของกองทัพเกราะดำก็สามารถบดขยี้กองทัพไม่กี่พันของเมืองหลวงได้อย่างง่ายดาย
ว่าในตอนนี้พวกแขกจากต่างเมืองหรือแม้แต่ผู้คนที่มาเที่ยวชม เขาหลั่งไหลเข้ามาภายในเมืองจำนวนมากเพราะแบบนั้นถ้าเกิดสงครามขึ้นผลกระทบนั้นคงจะไปถึงพวกเขาอย่างแน่นอน
เมืองแห่งนี้เป็นเมืองชายแดนที่ห่างไกล ถ้าเกิดว่ามันเกิดสงครามขึ้นมา เมืองแห่งนี้ยอมฟื้นตัวได้ช้ากว่าเมืองหลวงอย่างแน่นอน
เพราะแบบนั้นนางก็เข้าใจว่าแม่ทัพหวงก็เลยคิดว่าไม่อยากจะให้เกิดสงครามขึ้นภายในเมือง
มันเป็นสถานการณ์ที่แตกต่างกับก่อนหน้านี้ ก่อนหน้านี้ยกทัพไปที่เมืองหลวงถ้าเกิดรบกันแน่นอนว่ากองทัพของฝ่ายและเมืองหลวงก็คงจะเป็นฝ่ายที่เสียเปรียบ
เมืองหลวงมีทรัพยากรมากมายพวกเขาสามารถฟื้นฟูเมืองได้ทุกเมื่อ อัตราการฟื้นฟูเมืองคงจะรวดเร็วมากกว่าเมืองแห่งนี้หลายเท่า
แบบนั้นการสู้รบภายในสถานที่แห่งนี้จึงเป็นเรื่องที่ตัดสินใจยากสำหรับแม่ทัพหวง
“ แล้วคนพวกนั้นเลือกเล่นทรัพยากรเท่าไหร่ ”
“ รู้สึกว่าพวกเขาบอกว่าพวกเขาต้องการพวกทรัพยากรผลผลิต ”
“ ถ้าเกิดว่าไม่มีทรัพยากรผลผลิตมากพอก็ให้นำเอาศิลาอักขระส่องแสงที่คุณหนูผลิตไปทดแทน ”
“ พวกเขาบอกว่าพวกเขาสามารถนำเอาของพวกนั้นไปใช้ภายในเมืองหลวงเพื่อให้เกิดประโยชน์ได้ ”
“ เรื่องนี้ท่านแม่ทัพให้ข้ามาแจ้งเพราะว่ามันเป็นสิ่งที่คุณหนูควรที่จะได้รับรู้ด้วยเช่นเดียวกัน ”
หลังจากที่ได้ยินแบบนั้นใบหน้าของซูฉีก็แดงมากขึ้นกว่าก่อนหน้านี้ ตอนนี้นางโกรธจนตาแดงก่ำดวงตาของนางกำลังลุกไหม้ดุจเปลวเพลิงไม่แตกต่างจากภายในใจ
“ คนพวกนั้นคิดจะหาผลประโยชน์จากศิลาแสงสินะ ”
“ ดูเหมือนว่าจะเป็นเช่นนั้นเจ้าค่ะเพราะว่าท่านแม่ทัพกล่าวว่าอย่างไรเรื่องที่ผู้คนรู้กันก็คือศิลาแสงมันเป็นสิ่งที่กองทัพนั้นบอกว่าตนเองนั้นเป็นคนที่ผลิต”
“ เพราะแบบนั้นจึงมีโอกาสสูงว่าคนพวกนั้นต้องการที่จะใช้ข้อที่กองทัพเป็นคนผลิตมาในการกดดันกองทัพ ”
“ เพื่อที่ว่าตัวของพวกเขานั้นจะได้ศิลาแสงพวกนั้นไปใช้ประโยชน์ภายในเมืองหลวง ”
“ คุณหนูเองก็น่าจะรู้ดีมีเจ้าคะพวกเรามีอยู่ภายในเมืองหลวงมาเป็นเวลานาน ”
“ เพราะแบบนั้นพวกเล่ห์กลอุบายพวกนี้มันเป็นเรื่องปกติเจ้าค่ะ ” แม้แต่บ่าวรับใช้ยังลี่ถังยังรู้เลยว่าเรื่องพวกนี้มักจะเกิดขึ้นได้ในหมู่ชนชั้นสูง
แม้ว่าพวกขุนนางหรือว่าพวกชนชั้นสูงจะกล่าวว่าตนเองนั้นสูงส่ง แต่พวกเขาเองก็มักจะทำอะไรหลายๆอย่างที่ไม่สมกับเป็นผู้ที่อยู่ในฐานะอันสูงส่งของตนเอง
เพราะแบบนั้นเรื่องที่เกิดขึ้นในครั้งนี้จึงมองออกได้ง่ายดายเป็นอย่าง ว่ามันอาจจะเป็นสิ่งที่เจ้าคนพวกนั้นคิดจะทำ
“ คนพวกนั้นรู้อยู่แล้วว่าอย่างไรเสียเมืองที่เพิ่งผลิตผลผลิตทางการเกษตรได้อย่างเมืองชายแดนแห่งนี้ อาจจะไม่มีผลผลิตเพียงพอในการส่งให้พวกมัน ”
“ เพราะแบบนั้นเป้าหมายของพวกมันตั้งแต่ในตอนแรกก็อาจจะเป็นศิลาแสงนั่นแหละ ” ซูฉีมองเกมเรื่องนี้ขาดนางรู้ดีถึงเจตนาของคนพวกนั้น
“ แล้วคุณหนูจะเอาอย่างไรเจ้าคะ ”
“ เรื่องราวในครั้งนี้คงต้องมองดูท่าทีของกองทัพก่อน ”
“ เอาเป็นว่าเดินทางไปที่กองทัพเกราะดำถ้าต้องการไปพบท่านแม่ทัพ ”
“ แต่คงจะต้องเป็นในวันพรุ่งนี้นะเจ้าคะด้านนอกในตอนนี้มืดมิดแล้วแถมสถานการณ์เช่นนี้ภายในเมืองเองก็ไม่ค่อยปลอดภัยสักเท่าไหร่”
“ เข้าใจแล้ว… ”
….
ในวันถัดมา
เมืองชายแดนแห่งนี้ยังคงปิดประตูเข้าออกไม่ให้ผู้ใดก้าวเข้ามาภายในเมือง พวกกองทหารจากเมืองหลวงก็ประจำการอยู่ด้านหน้าเมือง
พวกมันมีสิ่งที่ตัวของพวกมันต้องการอยู่ในครั้งนี้เป้าหมายคือหินแห่งแสงที่เป็นของวิเศษจากเมืองชายแดน
ซูฉีคิดว่าของวิเศษที่นางสร้างขึ้นมาปัญญาประดิษฐ์นี่คงจะกลายเป็นเป้าหมายของพวกมัน
เพราะว่าในช่วงปีหลังภายในชายแดนหรือแม้กระทั่งทั่วอาณาจักรก็เริ่มสนใจของวิเศษชิ้นนี้มากขึ้นเรื่อยๆ
มีโอกาสสูงที่พวกขุนนางภายในเมืองหลวงพวกมันอยากแย่งชิงไปเป็นผลงานของตน
เข้าปรึกษาปัญหากับแม่ทัพหวง
จบบท