หนึ่งหมื่นปีก่อนนับจากปัจจุบัน ในค่ำคืนที่หมู่เมฆหนาทึบบดบังแสงจันทร์…
ณ พื้นที่แห่งหนึ่งท่ามกลางส่วนลึกของป่าซูเนียร์ มันตั้งอยู่บริเวณแถบทางทิศเหนือของอาณาจักรเฟริค ห่างจากเมืองที่ใกล้ที่สุดหลายร้อยกิโลเมตร
ภายในส่วนลึกท่ามกลางผืนป่าแห่งนั้นปรากฎแสงสีน้ำเงินระยิบระยับที่ส่องแสงสว่างลอดผ่านป่าไม้สูงใหญ่ให้เห็นบ้างประปราย และที่มาของแสงเหล่านี้เกิดจาก ‘คีริส’ พวกมันคือสัตว์อสูรที่อาศัยอยู่ในส่วนลึกของป่าซูเนียร์
พวกมันมีรูปร่างคล้ายผีเสื้อแต่กลับมีขนาดร่างกายที่ใหญ่กว่าหลายปีกแต่ละข้างของมันกว้างถึงหนึ่งเมตร
เป็เพราะแสงที่ส่องระยิบระยับจากปีกของคีริสที่ทำให้สามารถมองเห็นทิวทัศน์ได้อย่างเรือนราง
มันช่างงดงามและมหัศจรรย์แต่งต่างจากโลกมนุษย์ยุคใหม่โดยสิ้นเชิง
ทว่ายิ่งลึกเข้าไปในป่าซูเนียร์เพียงใด ก็ยิ่งอันตรายมากขึ้นเท่านั้น ช่างแตกต่างจากความงดงามที่น่าหลงใหลของมันเหลือเกิน
เพราะในผืนป่าแห่งนี้มีสัตว์อสูรอาศัยอยู่เป็จำนวนมาก จึงส่งผลทำให้มนุษย์ที่อาศัยอยู่ในอาณาจักรเฟริคและอาณาจักรใกล้เคียง สามารถเข้าถึงได้เพียงแค่รอบนอกของป่าซูเนียร์เพียงเท่านั้น
เท่าที่ทราบกันทั่วไปของชาวเมืองแถบนั้น ไม่เคยมีใครย่างกลายเข้าไปถึงส่วนลึกของมันได้นับั้แ่อดีตกาล
เพราะเหตุนี้จึงทำให้ส่วนลึกของป่าซูเนียร์ มีเพียงสัตว์อสูรที่อยู่อาศัยมานานแสนนานในผืนป่าแห่งนี้เท่านั้น
ณ ทุ่งหญ้าขนาดใหญ่ถัดไปไม่ไกลจากพื้นที่อาศัยของคีริสมากนัก
สายลมพัดอย่างอ่อนโยนนำพาใบหญ้าพริ้วไหว เสียงคำรามของสัตว์อสูรดังอยู่ทุกหนแห่ง
ฟิ้ง ! เสียงที่ไพเราะราวกับมนต์สะกดดังขึ้นมากลางทุ่งหญ้าแห่งนั้น และปรากฎวงเวทย์ทรงกลมขนาดใหญ่ส่องแสงสีทองพร้อมกับอักขระหมุนวนจำนวนมากปรากฎขึ้น
ชั่วขณะนั้นเอง สิ่งปลูกสร้างขนาดมหึมาหลังหนึ่งโผล่ขึ้นมาจากความว่างเปล่า มันมีรูปทรงคล้ายปราสาทใน่ยุคกลางของยุโรป
ผ่านไปสามลมหายใจ…
“ในที่สุดข้าก็ทำสำเร็จ!”
เสียงอุทานอันแก่ชราดังออกมาจากห้องแห่งหนึ่งทางทิศเหนือภายในปราสาท
ภายในห้องนั้นปรากฎชายชราสวมชุดคลุมสีขาวที่มีลงดลายลึกลับ ทั้งผมและหนวดเคราของเขามีสีขาวโพลน และมีริ้วรอยบนใบหน้าที่บ่งบอกถึงความชราของเขา
‘ด้วยระยะเวลานับพันปีที่ข้าสร้างมันจนสำเร็จ ข้าหวังว่าผู้ที่มีโชคชะตาต่อข้าในอนาคตจะสามารถสานต่อเจตนารมณ์ของข้าได้’
ชายชราคิดอย่างมีความหวัง
จากนั้นเขาจึงร่ายเวทย์เคลื่อนย้ายและหายตัวไปจากปราสาทหลังนั้น
….
หมื่นปีต่อมา
….
ปัจจุบัน วันที่ 15 เดือนมิถุนายน ปี 1,526
ตามปฏิทิน ของจักรวรรดิคอสฟิว
ณ หมู่บ้านที่ห่างไกล มีสิ่งปลูกสร้างอยู่เพียงแค่สี่สิบถึงห้าสิบหลังคาเรือน หมู่บ้านนี้มีชื่อว่าหมู่บ้าน’ฟาติส มันอยู่ในเขตปกครองของเมืองฟอสคีท มันอยู่ภายใต้การปกครองของอาณาจักเฟริค และมหาอำนาจที่ยิ่งใหญ่ที่ปกครองมากกว่าสิบอาณาจักรนั่นคือ ‘จักรวรรดิคอสฟิว’
อาณาจักรเฟริคเป็แค่เพียงอาณาจักรเล็กๆทางตอนใต้ของทวีปฟาทาร์ริม หรือในอีกชื่อที่เรียกว่า…’ทวีปรกร้างทางตอนใต้
ใน่เวลารุ่งเช้าภายในบ้านหลังหนึ่งที่ตั้งอยู่โดดเดี่ยวห่างจากบ้านหลังอื่นๆในหมู่บ้านฟาติสหลายร้อยเมตร
“ตึ้งๆๆ!”
เด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่ใช้การทุบประตูเสียงดังอย่างรีบร้อนแทนการเคาะอย่างสุภาพ
ที่หน้าห้องนอนทางทิศเหนือบนชั้นสองภายในบ้านหลังนั้น
“ ท่านพี่! ตื่นได้แล้ว! ท่านแม่ใช้ให้ข้ามาบอกให้ท่านเตรียมตัวเข้ารับการทดสอบประจำปีในวันนี้ นี่ท่านลืมไปแล้วอย่างนั้นรึ เปิดประตูเดี๋ยวนี้! ”เสียงะโอันไพเราะของเธอ
ที่หน้าห้องนอนปรากฎเด็กผู้หญิงสวมเสื้อยืนอยู่พร้อมกับแสดงสีหน้าหงุดหงิด เธอสวมกางเกงขาสั้นสีดำเก่าๆ ที่มีรอยตัดเย็บหลายจุด เสื้อผ้าชุดเก่าของเธอมันสามารถบ่งบอกได้ถึงฐานะที่ยากจน
เด็กผู้หญิงคนนี้เธอมีชื่อว่า’รีส เพราะรีสเป็สามัญชนจึงทำให้เธอไม่มีนามสกุล เธอมีผมยาวสีน้ำเงินหน้าตาน่ารักสดใสสมวัย
รูปร่างหน้าตาของรีสเมื่อเทียบกับเด็กที่อายุใกล้เคียงกันภายในหมู่บ้านฟาติสถือว่าไม่มีใครเทียบได้ และต่อให้เธออยู่ในเมืองใหญ่ภายในอาณาจักรเฟริค ก็ถือว่าเธอรูปงามไม่แพ้ใคร
หลังจากที่ชายหนุ่มภายในห้องได้ยินเสียงร้องะโ เขาก็ลืมตาตื่นขึ้นมาจากความฝัน แต่เขากลับรู้สึกงุนงงกับภาษาที่ได้ยินเมื่อซักครู่
หลังจากผ่านไปชั่วขณะท่ามกลางความงุนงง ความทรงจำมากมายเริ่มถาโถมเข้ามาในหัวของเขา
เป็เพราะความทรงจำเหล่านี้ ที่ทำให้เขาเข้าใจภาษาแปลกๆที่ได้ยินก่อนหน้านี้ และเริ่มรับรู้ว่าตนเองเป็ใคร
เขาลุกขึ้นนั่งที่ข้างเตียงของเขา แต่เขาไม่ได้ตอบกลับเสียงะโของรีสที่รอเสียงตอบกลับที่หน้าห้อง
รีสที่ยืนรอหน้าห้องนอนก็เฝ้ารอ แต่ผ่านไปซักพักกลับไร้เสียงตอบกลับมา
“ ข้าได้ยินเสียงเหมือนท่านพี่จะตื่นแล้ว แต่ทำไมกลับไม่มีเสียงตอบรับ ถ้าไม่ใช่เพราะท่านแม่เป็คนสั่งให้ข้ามาปลุกท่านนะ อย่าหวังเลยว่าข้าจะมาปลุกท่าน ฮึ่ม!”
“ตึง!”
รีสส่งเสียงบ่นพึมพำพร้อมกับแสดงสีหน้าหงุดหงิดและกระทืบเท้า แต่ถึงแม้ว่าสีหน้าของเธอจะเปลี่ยนไปเช่นไรก็ไม่สามารถทำลายใบหน้าที่น่ารักของเธอได้
หลังจากนั้นเขาจึงได้ยินเสียงฝีเท้าดังตึ้งตั้งได้ห่างออกไปจากหน้าห้องไป
…
เขาส่ายหัวให้กับพฤติกรรมเด็กๆของเธอ หลังจากนั้นเขาจึงเรียบเรียงความทรงจำของเขา
‘ความทรงจำที่ข้าจดจำได้นั้น ข้าผ่านชีวิตมามากกว่าหนึ่งชีวิตแน่นอน แต่ข้ากลับสามารถจดจำได้เพียงสองชีวิตล่าสุดเท่านั้น
ส่วนชีวิตที่เหลือข้ากลับจดจำมันได้อย่างเลือนลาง’
‘ในชีวิตแรกที่ข้าจดจำได้นั้นแม่นนั้น ข้ามีนามว่า’อี้เฟิง ข้าเป็เพียงหนึ่งในผู้ฝึกตนธรรมดาทั่วไป ในทวีปเทียนหยวนอันยิ่งใหญ่
และเท่าที่ข้าทราบพื้นที่ทั้งหมดของทวีปเทียนหยวนนั้นกว้างใหญ่กว่าโลกในชีวิตล่าสุดของข้าหลายหมื่นเท่า’
‘แต่เดิมข้านั้นเป็ลูกชาวนาในหมู่บ้านหมอกขาว มันเป็หมู่บ้านเล็กๆในหุบเขาที่ห่างไกลเมืองใหญ่ มันอยู่ภายใต้การปกครองของอาณาจักรเมฆา’
‘พ่อแม่ของข้ามีชื่อว่า ‘อี้หลิวและอี้เหยียน’ ข้าเป็ลูกเพียงคนเดียวของพวกเขา’
‘เมื่อข้ามีอายุครบ 15 ปี ข้าเป็เพียงผู้เดียวที่ถูกคัดเลือกเข้าสำนักดาบ์ เพราะเหตุจากข้ามีพร์รากิญญาไม้ระดับต่ำเพียงคนเดียวในหมู่บ้าน ครอบครัวของข้าต่างพากันฉลองยกใหญ่’
‘หลังจากที่ข้าเข้าร่วมสำนักดาบ์ ข้ากลับหลงระเริงไปกับการฝึกตนเพื่อเป็ะ
จนลืมให้เวลากับความสัมพันธ์ภายในครอบครัว
ข้าใช้เวลาทั้งชีวิตฝึกฝนด้วยความพยายามอย่างหนัก
ในโลกแห่งการฝึกตนเป็มันโลกที่โดดเดี่ยวสำหรับข้า
เกือบทั้งชีวิตข้าใช้เวลาฝึกฝนจนแทบมิได้ข้องเกี่ยวกับผู้อื่น จนสุดท้ายบั้นปลายของชีวิตในวัยชรา
ข้ากลับไม่สามารถฝึกฝนทะลวงผ่านขอบเขตหลอมร่างกายระดับ9 จนไปถึงขอบเขตสร้างรากฐานได้ นั่นเป็เพราะพร์ที่ต่ำต้อยของข้า ไม่ใช่เพราะข้าไม่พยายามแม้แต่น้อย’
‘หลังจากนั้นไม่นาน ข้าได้สิ้นอายุขัยอย่างโดดเดี่ยวที่บ้านพักหลังหนึ่ง ภายในสำนักดาบ์ด้วยอายุ 120 ปี พร้อมกับตำแหน่ง…ศิษย์สายนอกที่มีอายุมากที่สุดในสำนักดาบ์’
…
‘ส่วนในชีวิตล่าสุดของข้านั้น ที่ข้าจดจำได้…’
‘ข้ามีนามว่า’หลินเทียน ข้าอาศัยอยู่บนดาวเคราะห์สีน้ำเงินที่มีชื่อว่าโลก ข้าเกิดในยุคสมัยที่เทคโนโลยีและอินเทอร์เน็ตพัฒนาไปมากแล้ว ข้าได้เรียนรู้เื่ราวต่างๆมากมายพร้อมกับซึมซับวัฒนธรรมและภาษาของพวกเขา’
‘ในชีวิตนี้ข้าจำใจต้องละทิ้งการฝึกตน เนื่องจากบนโลกนั้นไม่มีพลังิญญา จึงทำให้ข้าไม่สามารถฝึกฝนได้ แม้ว่าข้าจะมีรากิญญาที่ดีขนาดไหนก็ตาม แต่พร์เมื่อมันอยู่ไม่ถูกที่ มันก็ไม่แตกต่างจากการไม่มีมันั้แ่แรก’
‘ข้านั้นเป็เด็กกำพร้าเนื่องจากพ่อแม่ของข้าเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์ั้แ่ข้าอายุได้ 5 ปี ส่วนญาติพี่น้องของข้าก็ไม่มีใคร้าที่จะเลี้ยงดูข้า พวกเขาจึงส่งข้าไปอยู่ที่สถานสงเคราะห์เด็กกำพร้า จนกระทั่งข้าอายุได้ 6 ปี จึงมีชายหญิงคู่หนึ่งนามว่า’ลู่หยินและอวี้หราน’วัย 40 ปี รับข้าไปดูแล’
‘พวกเขาทั้งคู่เลี้ยงดูข้าด้วยการมอบความรักและความอบอุ่นให้ข้าเหมือนลูกแท้ๆของพวกเขา ส่วนหนึ่งมันอาจจะเป็เพราะพวกเขาไม่สามารถมีลูกได้ ข้าจึงเปรียบเสมือนลูกแท้ๆของพวกเขาทั้งสอง’
‘เวลาได้ล่วงเลยผ่านไปหลายปีด้วยความรักและความอบอุ่นที่พวกเขามอบให้ข้า ประกอบกับการที่พวกเขาเลี้ยงดูข้ามาอย่างดี มันส่งผลทำให้จิตใจของข้าค่อยๆแปรเปลี่ยนไปจากเดิม
ใน่แรกที่ข้ามาอาศัยอยู่กับพวกเขา ข้าสำนึกบุญคุณที่พวกเขารับข้ามาเลี้ยงเพียงอย่างเดียว จนแปรผันกลับกลายเป็ยอมรับพวกเขาเหมือนพ่อแม่ที่แท้จริงด้วยความรักอย่างหมดหัวใจ’
‘ข้าเติบโตขึ้นมาไม่ค่อยดีนักเพราะข้ามีร่างกายที่อ่อนแอและมีโรคประหลาดติดตัวมาั้แ่กำเนิด มันทำให้ข้าอ่อนแอกว่าคนปรกติทั่วไป’
‘แต่ข้าก็พยายามใช้ชีวิตเหมือนคนธรรมดาที่ร่างกายแข็งแรงและศึกษาเล่าเรียนจนจบมัธยม
่นั้นเป็เวลาที่ข้ามีความสุขมาก ข้ามีเพื่อนสนิทที่สุดผู้หนึ่งเขามีชื่อว่า’หลิวชิงหยุน
เขาเป็เด็กหนุ่มที่มาจากครอบครัวที่ร่ำรวยมหาศาลแต่กลับไม่ถือตน พวกเราสนิทกันมากั้แ่เด็กๆ ข้าเล่าเื่ราวในชีวิตก่อนหน้าให้เขาฟังทั้งหมด และหลิวชิงหยุนก็รับฟังข้าทุกเื่
แต่ข้าก็ไม่รู้ว่าเขาจะเชื่อเื่ราวเ่าั้หรือไม่’
‘ในชีวิตนี้ข้ารู้สึกว่าข้าต้องพยายามสร้างความสัมพันธ์กับคนในครอบครัวและคนใกล้ตัวให้มากขึ้น จะได้ไม่เสียดายทีหลังเหมือนกับชีวิตในทวีปเทียนหยวนและข้าก็ทำสำเร็จ’
‘หลังจากเรียนจบมัธยมได้ไม่นาน ข้าจึงเดินทางออกจากบ้านเกิดที่ห่างไกล เพื่อไปเรียนต่อในมหาวิทยาลัยพร้อมกับหลิวชิงหนุน แต่ก่อนที่ข้าจะจบการศึกษา
ข้ากลับเสียชีวิตด้วยโรคประหลาดที่ติดตัวมาแต่กำเนิดของข้า ด้วยอายุเพียง 22 ปี ข้าไม่รู้ว่าพ่อแม่ของข้าและหลิวชิงหนุนจะเสียใจกับการสูญเสียข้ามากแค่ไหน’
“…”
‘หลังจากที่ข้าประสบกับความตายในครั้งนี้ มันกลับแตกต่างจากการตายในทวีปเทียนหยวน เพราะในครั้งนั้นิญญาของข้าไปเกิดที่โลกในทันที
แต่ครั้งนี้ข้ากลับรู้สึกว่าิญญาของข้าล่องลอยไปกับความมืดมิดที่ยาวนานจนข้าแทบลืมเวลา
ในความมืดมิดที่ยาวนานนี้ข้ารู้สึกเหงาและโดดเดี่ยวไร้ความหวัง’
‘ข้าไม่รู้เลยว่าเวลามันผ่านไปนานแค่ไหน มันอาจจะผ่านไปสิบปี...ร้อยปีหรือหลายพันปี
หรือมันอาจจะนานกว่านั้นข้าก็ไม่แน่ใจ
มันนานจนสติของข้าเริ่มเลือนราง ข้าพยายามหาทางออกจากสถานที่แห่งนี้และยอมแพ้ไม่รู้ตั้งกี่หน
มีหลายครั้งที่ข้าคิดว่าข้าคงต้องติดอยู่ในความมืดมิดนี้ไปตลอดกาลและไม่มีวันหาทางจากสถานที่แห่งนี้ได้’
‘จนกระทั่งเวลาได้ล่วงเลยผ่านไปหลายหมื่นปี
ใน่เวลาหนึ่งิญญาของข้าในความมืดก็ได้พบเจอกับแสงสีน้ำเงินระยิบระยับสวยงามที่ทอดยาวไปในความมืดมิด’
‘ข้าจึงเกิดความหวังขึ้นมาอีกครั้ง ตามสัญชาตญาณข้าจึงตามกลุ่มแสงเ่าั้ไป จบพบเจอกับกลุ่มแสงสว่างขนาดใหญ่ที่หมุนวนคล้ายประตูมิติ
จากนั้นข้าได้บังคับิญญาของข้าที่จิตสำนึกเริ่มเรือนรางผ่านเข้าไปในกลุ่มแสงสว่าง’
‘มันนำพาข้าไปสู่พื้นที่แปลกประหลาดแห่งหนึ่ง มันมีรูปร่างเหมือนห้องขนาดห้องโถงขนาดใหญ่ที่ดูเก่าแก่
มันกว้างราวสนามบาสเกตบอลและมีเพดานสูงราวสิบเมตร พร้อมกับมีประตูสีทองสิบสองบานที่อยู่ฝั่งตรงข้ามจากจุดที่ข้ายืนอยู่’
ชั่วขณะนั้นเองกลับมีเสียงอันไพเราะของหญิงสาวดังก้องกังวานขึ้นภายในห้องโถง
“ท่านผ่านการทดสอบจิติญญาเรียบร้อยแล้ว จากนี้ท่านจงเลือกหนึ่งในประตูทั้งสิบสองบานนี้ มันจะนำท่านไปสู่ชีวิตใหม่”
‘ข้าพยายามมองหาต้นตอของเสียงแต่ไม่พบเจอใครข้าจึงตัดสินใจถามกลับเ้าของเสียงนั้นกลับไป’
“เ้าเป็ใครกัน”
ผ่านไปชั่วครู่ จึงมีเสียงตอบกลับมา
“ณ ตอนนี้ข้าไม่อาจบอกท่านได้ว่าข้าเป็ใคร แต่…ท่านจงรับรู้ไว้ว่าข้าจะรอคอยท่านเสมอไม่ว่ากาลเวลาจะผ่านไปนานสักแค่ไหน สักวันหนึ่งเมื่อโชคชะตานำพา พวกเราจะได้พบเจอกันอีกครั้ง และเมื่อเวลานั้นมาถึงท่านจะรับรู้ได้เองว่าข้าเป็ใคร … ลาก่อน’ท่านผู้เป็อมนะที่เป็นิรันดร์”
หลังจากเสียงอันไพเราะนั่นกล่าวกับข้าจบ ข้าได้พยายามะโเรียกหาเ้าของเสียงนั้นอีกหลายครั้ง
แต่ไม่ว่าข้าจะะโเรียกนานซักเท่าไหร่ ก็ไม่มีเสียงตอบกลับมา
จากนั้นข้าจึงตัดสินใจสุ่มเลือกประตูบานที่เก้าในสิบสองประตูเ่าั้และผ่านเข้าไป
‘รู้ตัวอีกทีข้าก็ลืมตาตื่นขึ้นในร่างกายนี้ มันรู้สึกราวกับข้าตื่นจากความฝันอันยาวนาน และิญญาและความทรงจำของข้า จึงได้หลอมรวมเข้ากับความทรงจำของร่างกายนี้’
‘แท้ที่จริงแล้วร่างกายนี้ก็คือร่างกายของข้าเองในชีวิตใหม่ ที่บังเอิญหลอมรวมกับจิติญญาอีกส่วนหนึ่ง ที่ล่องลอยอยู่ในความว่างเปล่าอันมืดมิด’
‘และนามของข้าในชีวิตนี้คือ ซีค …’