กำเนิดจักรพรรดิสงคราม

    บทที่ 46  ครอบครองกระบี่มาร

            บทที่ 46 

            ครอบครองกระบี่มาร

            ดวงตาพร่ามัวค่อยๆเปิดขึ้นอย่างช้าๆมองเห็นเพดานไม้ที่ตนเองนั้นคุ้นเคยร่างกายในตอนนี้ไม่สามารถขยับได้ ในตอนนี้พลังวิญญาณภายในร่างกายเหือดแห้ง

            ลู่หมิงรู้สึกตัวขึ้นมาสติที่เลือนลางค่อยๆกลับมาอย่างช้าๆใช้ดวงตากวาดไปมองบริเวณรอบๆร่างกายของตนเอง

            เมื่อใช้ดวงตาของตนเองกวาดไปมองบริเวณรอบๆร่างกายของตนเองจึงมองเห็นว่าตอนนี้อยู่ภายในนอนของตน

            ภายในหัวรู้สึกหนักอึ้งราวกับว่ามีก้อนหินนับร้อยนับพันมากดทับเอาไว้พยายามเรียบเรียงความคิดและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตอนก่อนหน้านี้ทั้งหมด

            “ นี่มันอะไรกันความรู้สึกหนักอึ้งภายในหัวร่างกายที่อ่อนแรงพลังวิญญาณภายในร่างกายที่แทบจะใช้จนหมด ”

            “ ความรู้สึกพวกนี้มันเป็นหลังจากการต่อต้านกับกระบี่มารงั้นเหรอ”

            “ ตัวของข้าเองก็ไม่ค่อยเข้าใจเหมือนกันว่านี่มันอะไรกันแน่ภาพสุดท้ายที่จำได้ก็คือปลดปล่อยพลังออกมาตามความรู้สึกภายในใจของตนเอง”

            “ หลังจากนั้นก็ไม่สามารถจดจำอะไรได้อีกเลยแต่การที่มองเห็นว่าหน้าตาของตนเองยังปกติไม่ได้ตกต่ำกลายเป็นมารก็แสดงว่าตอนนี้ตัวของข้าสามารถผ่านพ้นจุดนั้นมาได้สินะ ”  ภายในใจกำลังคิดเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้

            ลู่หมิงพยายามคิดว่าตนเองนั้นทำอะไรลงไปบ้างแต่แทบจะจำอะไรไม่ได้เลยเพราะว่าในช่วงเวลาสุดท้ายก็ทำการปลดปล่อยพลังของตนเองไป

            ในตอนนั้นพลังที่ปลดปล่อยออกไปปลดปล่อยไปตามความรู้สึกหลังจากที่ปลดปล่อยพลังพวกนั้นออกไปสักพักนึง

            กลไกของร่างกายมันก็คงจะทำงานขึ้นทำให้เขานั้นสูญเสียสติของตนเองแน่นอนว่าภาพถูกตัดออกไปตั้งแต่ในตอนนั้น

            หลังจากที่ตื่นนอนขึ้นมาและเริ่มรวบรวมสติของตนเองอย่างช้าช้าร่างกายก็เริ่มค่อยๆกลับสู่สภาพปกติในตอนนี้ร่างกายที่ไม่สามารถขยับได้ในช่วงแรกเริ่มค่อยๆได้

            ลู่หมิงค่อยๆลุกขึ้นมาจากเตียงนอนที่ตนเองกำลังนอนมองไปยังบริเวณหน้าต่างที่ถูกเปิดเอาไว้มีแสงแดดจากด้านนอกส่องเข้ามาบริเวณด้านใน

            มองดูจากช่วงเวลาเขาคงจะสลบไปประมาณหนึ่งวันเต็มๆในขณะที่กำลังนั่งมองหน้าต่างที่ถูกเปิดเอาไว้เสียงประตูภายในห้องแห่งนี้ก็ค่อยๆถูกเลื่อนเปิด

            ประตูด้านหน้าถูกเลื่อนเปิดก่อนที่จะมีร่างแม่นางชิงเหมยเดินเข้ามาอย่างชัดเจน

            นางเดินเข้ามาพร้อมกับอาหารชุดหนึ่งมองเห็นว่าลู่หมิงได้สติของนางจึงรีบวิ่งเข้ามาอย่างรวดเร็วนางวิ่งเข้ามาและหยุดลงบริเวณด้านหน้า

            เท้าทั้งสองข้างของนางยุติลงบริเวณด้านลู่หมิง “เป็นอย่างไรบ้างตัวของท่านสลบไปสองวันเต็มๆท่านเจ้าสำนักบอกว่าท่านอาจจะสลบไปถึงสามวัน ”

            “ ในตอนนี้ไม่คิดว่าสองวันก็ฟื้นขึ้นมาแล้ว ”ชิงเหมยพูดออกมาด้วยหน้าตาตื่น

            หลังจากที่ได้ยินแบบนั้นลู่หมิงจึงรู้ได้ในทันทีว่าตนเองหลับไปถึงสองวันเต็มๆไม่ใช่เพียงแค่วันเดียวอย่างที่ตนเองคิด

            ลู่หมิงรวบรวมสติของตนเองก่อนที่จะทำการถามนางออกไปอย่างรวดเร็ว“ แล้วในตอนนี้เกิดอันใดขึ้นอย่างนั้นหรือ… ”

            “ การทดสอบของข้าผ่านไปได้ด้วยดี ” 

            “ แน่นอนเจ้าค่ะท่านเจ้าสำนักเป็นคนบอกเองว่าทุกอย่างผ่านพ้นไปด้วยดีส่วนกระบี่ของท่านก็อยู่ตรงนั้น ”นางใช้นิ้วมือของตนเองชี้ตรงไปยังบริเวณปลายเตียงนอน

            ดวงตาลู่หมิงเมื่อจ้องมองไปยังบริเวณตำแหน่งที่ตัวของนางใช้นิ้วมือชี้ตรงไปเมื่อมองไปแล้วก็พบเห็นกระบี่มารหลงหมิงตั้งอยู่บริเวณปลายเตียง

            ลู่หมิงค่อยๆยื่นมือของตนเองไปอย่างช้าๆแม้ว่ามันจะตั้งอยู่บริเวณปลายเตียงแต่เขาเองก็มีกำลังมากพอที่จะเอื้อมมือไปหยิบ

            ทำการหยิบมันและก็ดึงเข้ามาหาตนเองเพื่อมองดูใกล้ๆทันทีที่ปลายนิ้วทั้งห้าสัมผัสกับตัวกระบี่มีความรู้สึกหนักอึ้งแต่ว่ามันก็ไม่ได้เทียบเท่ากับ

            กระบี่เล่มนี้หนักกว่ากระบี่ธรรมดาทั่วไปมันมีลวดลายและสีที่แตกต่างจากกระบี่ธรรมดาทั่วไปด้วยแต่สิ่งที่แตกต่างที่สุดของกระบี่เล่มนี้กับกระบี่เล่มอื่นก็คงจะไม่พ้นพลังวิญญาณ

            พลังวิญญาณภายในกระบี่มันมีความรู้สึกหนักอึ้งและหนักแน่นแถมยังมีจิตคุกคามเล็กน้อยอีกด้วย

            หลังจากที่ได้สัมผัสกับมันและทำการดึงมันเข้ามาภายในร่างกายมีอย่างนึงที่ล่วงรู้ก็คือมันไม่ได้มีความรู้สึกหนักเหมือนก่อนหน้า

            ก่อนหน้านี้กระบี่เล่มนี้มีจิตคุกคามมากมายทำการคุกคามเข้ามาภายในร่างกายของตนเองแต่ในตอนนี้จิตคุกคามพวกนั้นเบาบางลงไปมากเหลือเพียงแค่เศษเสี้ยวเดียว

            ถ้าเกิดว่าการใช้กระบี่เล่มนี้จำเป็นจะต้องรับมือกับจิตคุกคามพวกนั้นตลอดเวลาคงจะไม่สามารถทนได้อย่างแน่นอน

            ในตอนนี้ก็โล่งใจที่จิตคุกคามพวกนั้นมันจางหายไปเหลือเพียงแค่จิตคุกคามอันเบาๆที่ปกคลุมอยู่บริเวณรอบๆกระบี่เท่านั้น

            ในขณะที่ใช้แววตาจ้องมองกระบี่พลางคิดบางอย่างอยู่นั่นเองเสียงเสียงหนึ่งดังขึ้นมาจากบริเวณด้านข้าง “ เจ้าทำได้ดีเลยทีเดียว ”

            “ เอ๊ะ!!! ”ลู่หมิงอย่างตกใจเมื่อได้ยินเสียงปริศนาดังขึ้นมาดวงตาหันไปมองบริเวณด้านหลังอย่างรวดเร็ว

            ดวงตาหันไปมองบริเวณด้านหลังผู้ที่ทำการส่งเสียงพูดขึ้นมานั่นคือท่านอาจารย์มันหลี่ฉีหงคนผู้นี้ปรากฏกายออกมาบริเวณด้านหลังยังไม่ให้ซุ้มให้เสียง

            แม้แต่เสียงฝีเท้าก็ไม่ปรากฏไม่หลงเหลือร่องรอยเลยแม้แต่นิดเดียวนี่บ่งบอกถึงวิชาตัวเบาและวิชาเคลื่อนที่ระดับสูงที่เขาสามารถใช้ได้

            “ ท่านมาอยู่ตรงนี้ตั้งแต่เมื่อใด? ” มันทำการเอ่ยถามขึ้นอย่างตกใจ

            ผู้เป็นอาจารย์ที่ยืนอยู่บริเวณด้านหลังซึ่งทำการพูด “เรื่องนั้นไม่จำเป็นจะต้องสนใจ ในตอนนี้สนใจกระบี่เล่มนั้นก่อนดีกว่า  ” 

            “ เจ้าฟื้นมาแบบนี้ก็ดีแล้วตัวของข้าจะได้ทำการสอนวิชากระบี่อย่างแรกที่ตัวของเจ้าจำเป็นต้องเรียนรู้” หลี่ฉีหงพูดขึ้น

            หลังจากที่ได้ยินว่าท่านอาจารย์ของตนเองมีบางอย่างจะสั่งสอนลู่หมิงแม้ว่าร่างกายจะยังไม่ฟื้นตัวดีแต่ก็รีบตื่นตัวขึ้นอย่างรวดเร็วในตอนนี้แม้ว่าขาของมันจะหักมันก็คงจะรีบลุกขึ้นในทันทีเมื่อได้ยินว่ามีการสั่งสอนจากเทพกระบี่

            เมื่อทำการลุกขึ้นมาผู้เป็นอาจารย์ก็เดินตามออกไปบริเวณด้านนอกลู่หมิงนำพาร่างกายที่อิดโรยของตนเองเดินออกไป

            ในตอนนี้แม้ว่าร่างกายจะยังฟื้นตัวไม่ดีนะแต่ว่ามันเองก็ไม่ใช่ว่าบาดเจ็บมีเพียงแค่พลังวิญญาณภายในร่างกายเท่านั้นที่เกิด

            แขนขากล้ามเนื้อทุกอย่างยังคงดีเยี่ยมเพราะว่าไม่ได้ผ่านพ้นการต่อสู้แต่เมื่อพลังวิญญาณภายในร่างกายเหลืออยู่เพียงน้อยนิดมันก็เลยทำให้ร่างกายรู้สึกอ่อนล้า

            แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่สามารถซึมซับบทเรียนที่ผู้เป็นอาจารย์ของตนเองนั้นได้ทำการสั่งสอน

            เมื่อเดินออกมาบริเวณด้านหน้าบ้านพักบริเวณสถานที่แห่งนี้มันเป็นทุ่งหญ้าบริเวณรอบๆบ้านพักของลู่หมิงมันเป็นส่วนหญ้าขนาดใหญ่

            เมื่อเดินออกมาลู่หมิงหยุดเท้าทั้งสองข้างของตนเองลงตามผู้เป็นอาจารย์ที่อยู่บริเวณด้านหน้า

            หลี่ฉีหงหันกลับมามองมองที่กระบี่มารที่อยู่ภายในมือลู่หมิง “กระบี่เล่มนี้แตกต่างจากกระบี่ธรรมดาทั่วไป เจ้าของจะสัมผัสได้แล้วกระบี่เล่มนี้หนักกว่ากระบี่ธรรมดาถึงสองเท่า”

            “ แน่นอนความสามารถของมันก็มากขึ้นตามไปด้วยบทเรียนแรกของกระบี่ที่ตัวของข้าอยากจะสอนแน่นอนว่าเป็นบทเรียนที่ผู้คนมากมายจำเป็นจะต้อง”

            “ สำหรับผู้ที่ฝึกฝนหรือว่าฝึกตนจำเป็นจะต้องมีวิชานี้วิชาขี่กระบี่ เป็นวิชารากฐานของสำนักของพวกเรา”

            “ เจ้าจำเป็นต้องร่ำเรียนมัน!!! ”

            กล่าวถึงวิชาขี่กระบี่เป็นวิชาพื้นฐานของสำนักหุบเข่ากระบี่แห่งนี้แน่นอนมันเป็นวิชาเริ่มแรกที่เหล่าลูกศิษย์แทบจะทุกคนเมื่อเข้าสู่ระดับขั้นกลางจำเป็นจะต้องร่ำเรียน

            หลังจากที่ได้รู้แบบนั้นลู่หมิงก็แสดงใบหน้าวิชาขี่กระบี่ไม่ได้อยู่ภายในตำราจำเป็นจะต้องฝึกหนักกได้รับการถ่ายทอดจากผู้ที่เป็นอาจารย์ของสำนัก

            ในตอนนี้ตัวของมันจะได้ร่ำเรียนวิชาวิชาขี่กระบี่เป็นวิชาขึ้นชื่อจริงอยู่ที่มันไม่ใช่วิชาหายากสำนักอื่นๆก็มีแต่เป็นวิชาที่สามารถใช้ประโยชน์ได้หลายอย่าง 

            หลี่ฉีหงยกยิ้มขึ้นที่มุมปากจากนั้นก็พูดขึ้นมาอย่างรวดเร็ว “เอาล่ะมาเริ่มเรียนกันเลย ”

            จบบท 



    คล้ายกับเรื่องกำเนิดจักรพรรดิสงคราม ที่คุณอ่าน