"ติ๊ด ติ๊ดๆๆ สวัสดีชาวโลก ข้าคือตัวแทนแห่งดวงดาวที่งามเริดกว่าดวงดาวดวงไหนๆทั้งหมดทั้งมวล" เสียงที่ดังติ๊ดๆคล้ายว่ากำลังฝันหรืออะไรก็ไม่แน่ชัด แต่ที่แน่ๆลู่หลินอยากเห็นหน้าเ้าของเสียงที่กำลังมั่นหน้าตนได้มืดฟ้ามัวดินนี้เหลือเกิน
"สตรีชาวโลกจงฟังข้าผู้งดงาม" ยัง ยังไม่จบ ลู่หลินเริ่มงุดหงิดเพราะเธอที่พึ่งจะล้มหัวลงนอนเมื่อตอนเที่ยงคืนหลังจากฝ่ารถติดกลับจากไปดูงานที่ต่างจังหวัดในฐานะตัวแทนบริษัท แต่ต้องเอาเวลานอนมาฟังคนงามจากดาวไหนก็ไม่รู้
"เ้ามีเวลาอีกเพียงสามวันจงเตรียมตัวให้พร้อม และนั้นคือมิติที่ใช้เก็บสิ่งของ จุดเด่นของมันคือ คงสภาพและไม่มีวันหมด แต่เฉพาะของที่นำไปจากที่นี่เท่านั้นที่ใช้เท่าไหร่มันก็จะกลับมาเท่าเดิม แต่ของที่ยุค70 ที่เ้ากำลังจะไป ทำได้เพียงแค่คงสภาพไม่เน่าเสียได้เท่านั้น ส่วนพวกของที่อยู่ด้านในมิติเ่าั้ข้าค่อยบอกเ้าอีกที ในตอนที่ส่งเ้าถึงที่หมายแล้ว เพราะตอนนี้คนสวยต้องรีบไปนอนก่อน เดี๋ยวขอบตาข้าจะหมองคล้ำเอาได้.ติ๊ดๆจบข่าว" หลังจากคนงามที่ไหนก็ไม่แน่ใจ มาพูดๆแล้วก็ไป
ตอนนี้ลู่หลินอยากจะนอนก็นอนไม่หลับแล้วเพราะไอ้เสียงติ๊ดๆและเสียงคนงามที่พูดไม่เว้นว่างให้คนอื่นชักถาม ลู่หลินก้มมองแหวนหยกสีเขียวมรกตสลักลายโบราณที่นิ้วชี้ ก็เริ่มทบทวนคำพูดของคนงามก่อนที่จะลองพิสูจน์ให้รู้แน่ไปเลยว่าสิ่งที่ได้ยิน เป็เื่จริงหรือแค่ความฝัน
ลู่หลินวางมือข้างที่สวมแหวนไปที่หมอนข้างใบโปรด แล้วคิดว่า “เก็บ” เพียงเท่านั้นหมอนข้างใบเน่าของเธอก็หายไป ลู่หลินยังแตะโน้นนี่ทดสอบอีกหลายหนจนแน่ใจ ก่อนที่จะกลับมาคิดถึงเื่การเตรียมตัวไปยุค70 ยังดีที่เธอยังรู้ว่าแม่นางคนงามจะส่งเธอไปไหนจะได้เตรียมตัวถูก คืนนั้นลู่หลินก็ได้งีบหลับเพียงไม่ถึงสองชั่วโมงหลังจากนั่งเขียนรายการสิ่งของที่ต้องเตรียมและค้นหาข้อมูลสำคัญในยุคที่เธอต้องไป ยิ่งรู้ว่าหนทางข้างหน้าไม่มีอินเตอร์เน็ตการสื่อสารก็ลำบาก เธอยิ่งต้องเตรียมตัวให้ดี
เช้าของวันใหม่ของลู่หลินคือวันเสาร์เธอเลยไม่ต้องลางาน เพราะเธอได้วันหยุด 2 วันคือเสาร์และอาทิตย์หลังจากไปดูงานต่างจังหวัดหลายวัน อันดับแรกลู่หลินไปเบิกเงินเก็บทั้งหมดที่มีเพียงหนึ่งล้านสองหมื่นบาท เธอยังโชคดีที่ธนาคารในห้างยังเปิดแม้เป็วันหยุด
ลู่หลินนึกถึงเงินเก็บทั้งหมดกับอายุที่จะครบ 38 ปีในอีกสองวันที่จะมาถึง ซึ้งเป็วันที่คนงามได้กำหนดไว้ สำหรับเด็กชาวไร่ชาวนาอย่างเธอเงินล้านถือว่ามากแล้ว ลู่หลินเป็ลูกครึ่งไทยจีน เธอมีพ่อเป็คนจีน แต่ท่านเสียไปั้แ่เธอได้สามขวบ
ส่วนแม่ก็จากไปหลังจากเธอเรียนจบประถม ทิ้งให้เธออยู่กับยายเพียงสองคน ส่วนสมบัติเงินทองก็หมดไปกับการรักษาพ่อและแม่ ส่วนยายท่านจากไปด้วยโรคชรา ในตอนที่ลู่หลินอายุครบ 18 ปี เธอจึงตัดสินใจขายบ้านพร้อมที่ดิน ได้เงินมาส่งตัวเองเรียนจนจบมหาลัย ก่อนที่จะได้งานที่บริษัทเกี่ยวกับการเกษตร ฝ่ายการตลาด...
ก้าวแรกหลังจากออกจากห้องแอร์เย็นๆของธนาคารพร้อมกระเป๋าเงินในมือ ลู่หลินนึกถึงบ้านน็อคดาวก่อนเป็อันดับแรก บ้านที่ลู่หลินเลือกมาเป็บ้านไม้สำเร็จรูป มีขนาดสองห้องนอน มีระเบียง ภายในบ้านมีบริเวณกว้างเป็ที่พอใจ พร้อมเคาน์เตอร์ครัวและม้านั่งริมระเบียง ขนาดของบ้าน 5.7*6 เมตร ห้องนอนนาด 3*3 เมตรทั้งสองห้อง ระเบียงหน้าบ้านมีขนาด 2.7*6 เมตร มีห้องน้ำแบบใช้รวมด้านหลังหนึ่งห้อง แต่เวลาติดตั้งต้องต่อท่อวางบ่อของเสียเอาเอง ภายในก็มี built in เสร็จสัพเหลือเพียงเฟอร์นิเจอร์ที่ต้องซื้อใส่เพิ่มเข้าไป
ลู่หลินเธอกลัวว่าไปที่ยุคนั้นเธอจะไม่มีบ้านให้อยู่ เลยต้องซื้อไปก่อน ลู่หลินยืนมองบ้านหลังน้อยที่ราคาสามแสนต้นๆอย่างเหนื่อยๆ เพราะยังไม่ทันไรเธอก็ใช้เงินไปแล้วสามแสนกว่าบาท อย่างว่าแหละก็เธอมันมักมากเอง หลังที่ถูกกว่านี้ก็มีแต่ไม่พอใจซื้อเอง ห้องน้อยไปบ้างละ เล็กไปบ้างล่ะ ไม่มีห้องน้ำโน้นนี้นั้นจนคนขายบอกให้เธอเดินดูเองไปก่อนค่อยไปบอกเขาเมื่อเลือกได้แล้วเลยทีเดียว คนขายก็เกิ้น ไม่มีความอดทนเอาซะเลย ดีอย่างเดียวที่ส่งฟรีให้
ลู่หลินก็ให้ไปส่งไว้ที่ ที่ดินทิ้งร้างใกล้ๆหมู่บ้าน ตรงนั้นมีวัยรุ่นทำเป็สนามตระกร้อ เธอก็ระบุเวลาชัดเจนว่าให้ไปส่งประมาณสองทุ่ม เพราะ่นั้นไม่มีใครอยู่บริเวณนั้นแล้วแต่ดีอย่างยังมีไฟทางส่องสว่างทำให้ไม่น่ากลัวเกินไปเวลาที่เธอไปรอรับ ถ้าเธอไปถึงก่อนอย่างมากก็นั่งรอในรถไปแล้วกัน ถึงยังไงก็จะตายแล้วคนงามคงไม่ให้เธอเจอสิ่งไม่คาดฝันก่อนวันหรอกนะ
หลังจากซื้อบ้านลู่หลินก็มุ่งหน้าไปซื้อของที่ห้างที่มีระบบขายส่งมีสินค้าขายแบบยกลังหรือจำพวกยกแพ็คก่อนเป็สถานีต่อไป เธอเริ่มต้นจากของใช้ส่วนตัวไม่ว่าจะเป็สบู่ยาสระผมยาสีฟันแป้งเครื่องสำอางน้ำหอมครีมทาผิวผ้าอนามัย โดยเฉพาะของใช้ในห้องน้ำเธอเลือกไปหลายแบบหลายกลิ่น แต่เลือกไปอย่างละสองสามโหล เผื่อว่าเอาออกมาขายจะได้ไม่ต้องหยิบทีล่ะอันให้เหนื่อย
โดยเฉพาะแปรงสีฟันกับยาสีฟันผงซักฟอกปรับผ้านุ่ม เธอยังซื้อนมกล่องหลายรสแม้แต่นเด็กก็ซื้อไปและยังมีลูกอมอีกหลายห่อ ถ้าจะพูดเื่สิ่งจำเป็ในยุคนั้นก็ต้องนี่เลย ข้าวสารแป้งธัญพืช ข้าวสารเธอก็เอาไปหลายแบบ แป้งก็ทุกอย่าง ถั่วก็หยิบๆไป ให้หมด ว่าแต่เอาผงฟูไป ทำขนมไม่เป็ทำไง เดี๋ยวต้องไปหาซื้อหนังสือสอนทำขนมและอาหารติดไปด้วยดีกว่า ตอนนี้เอาของที่มีตรงนี้ก่อนละกัน
อย่างเช่นอาหารแช่แข็ง ขนมจีบชาลาเปา ไก่ป็อปไก่หมักพริกไทยดำ เฟรนฟราย เครื่องดื่มไม่ว่าจะเป็น้ำผลไม้น้ำอัดลม เหล้าหลากหลายยี่ห้ออย่างละเล็กอย่างละน้อย อย่างไวน์ก็ขาดไม่ได้ เอาสปายแดงแรงฤทธิ์ไปด้วยอีกอย่าง เอาไปทุกๆแบบเลย ที่ลืมไม่ได้เลยพวกถั่วลิสงคั่วเกลือเมล็ดหิมพานต์ ปลากรอบสามรส ผลไม้แช่อิ่ม บ๊วย ขนมคบเคี้ยวต่างๆ รวมถึงเครื่องปรุง พริกสดพริกแห้ง พริกป่น น้ำปลา ปลาร้า น้ำมันหอย ซีอิ้วขาว และซอสต่างๆ
น้ำจิ้มสุกี้ ซีฟู้ดน้ำจิ้มไก่ พริกเผา รสดี ชูรสและยังมีเครื่องปรุงสำเร็จรูปอีกหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็ผงพะโล้ พริกแกงเผ็ด พริกแกงเขียวหวาน อีกมากมายนับไม่ถ้วน ขาดไม่ได้เลยคือน้ำมันซื้อทั้งแบบขวดและแบบยกปี๊บ เอาเกลือถุงละหนึ่งกิโลสิบถุง น้ำตาลทรายแดงและขาวอย่างละสิบโล น้ำตาลปี๊บสิบโล กะทิกล่องเล็กกล่องใหญ่อย่างละสิบ เอาแยม และปลากระป๋อง มาม่ารสตต่างๆ โจ๊กซอง ปลาทูน่ากระป๋อง หมูฝอย หมูหยอง ไก่หยอง กุนเชียง หมึกสดหมึกแห้ง กุ้งสดกุ้งแห้ง อาหารทะเลหยิบมันไปทุกอย่างที่มีขายอย่างโลครึ่งโล
ต่อไปก็เครื่องใช้ไฟฟ้า ถึงจะไม่แน่ใจว่ายุคนั้นเขาใช้ไฟฟ้ากันตอนไหนก็เถอะ เลือกแบบให้ดูวินเทจหน่อย แต่บางอย่างมันก็ต้องมี ทีวีตู้เย็นตู้ไมโครเวฟพัดลมเครื่องซักผ้า เอาวิทยุกล้องถ่ายรูปติดไปด้วย ลู่หลินไม่ลืมพวกกระติกน้ำร้อนเอาไปทั้งเล็กและแบบใหญ่ ยังมีเครื่องปิ้งขนมปัง เครื่องทำขนมต่างๆ
รวมทั้งเครื่องตีแป้งเครื่องกาแฟสด ดูแล้วจะว่าลู่หลินเหมามันไปทุกอย่างที่เป็เครื่องใช้ไฟฟ้าก็ว่าได้ ก่อนที่เธอจะแวะซื้อหนังสือสอนทำอาหารเอาแบบนานาชาติไปเลย อ่าวมีหนังสือสมุนไพรด้วยโฮ่!เล่มละเกือบพันแนะ สงสัยจะแพงเพราะภาพสีสมจริงนี้แน่ๆเลย เอาก็เอา นั่นหนังสือแบบบ้านจัดสวน ภาษาต่างประเทศ หนังสือนิยายก็ด้วยแบบตัดเย็บเสื้อผ้า แบบปักงานฝีมือก็มี อึมค่าความรู้นิไม่ธรรมดาจริงๆ ใดๆคือซื้อหนังสือสองหมื่นกว่า ได้ของแถมคือห่อปกฟรีที่กั้นหนังสือสี่ห้าอัน
****