ตอนที่ 7.5
รอยยิ้มที่ย้อนกลับมา
“ดูนั่นๆ!”
หญิงสาวคนหนึ่งชี้ให้ดูชายหนุ่มที่คุกเข่าขอหญิงสาวแต่งงานกลางฝูงชนโดยไม่สนใจสายตาและรอยยิ้มที่พุ่งตรงมาที่เขา“ถ้าใครขอฉันแต่งงานแบบนี้นะมันคงจะมีความสุขมากๆเลย”หญิงสาวผิวขาวผมยาวในชุดนักศึกษาเอ่ยขึ้นพร้อมกับหยุดยืนมองภาพที่เธอเอ่ยถึง
เสียงถอนหายใจดังขึ้น“ใครจะกล้า...คนเยอะขนาดนี้อายตาย” ชายหนุ่มในเสื้อนักศึกษาแต่สวมกางเกงยีนส์ตอบออกมา
หญิงสาวคนเดิมหันมองหน้าคนที่ยืนอยู่ข้างเธอพร้อมกับทำแก้มป่อง“เพราะอย่างนี้ไงล่ะนายถึงได้ไม่มีแฟนจนถึงตอนนี้” เธอทำสีหน้าไม่พอใจ
“ไม่มีก็มีความสุขดีไม่เดือด...ไม่ร้อน อืม...แต่จะว่าไปก็เริ่มร้อนแล้วแฮะอากาศเดี๋ยวนี้นี่มันยังไงกัน” เขาพูดลอยหน้า
“โห...ผู้หญิงคนนั้นร้องไห้ด้วยล่ะ!”ผู้หญิงคนเดิมทำเสียงตื่นเมื่อหญิงสาวที่มีชายหนุ่มคุกเข่าอยู่ด้านหน้าร้องไห้ปนหัวเราะ“ถ้าเป็นฉันก็ร้อง...” เธอพูดออกมา
“ใครเขาจะไปขอผู้หญิงกระโดกกระเดกอย่างเธอกัน” ชายหนุ่มมองหน้าหญิงสาวข้างๆ พร้อมกับหัวเราะ
“มีย่ะ!ต้องมีอีกครึ่งหนึ่งของวิญญาณฉันอยู่ในโลกนี้แน่ๆ!” คำตอบกลับมารวดเร็วแต่ดูเหมือนว่ามือที่ตบมาแถวไหล่ของชายหนุ่มจะเร็วกว่าคำพูดและเมื่อเสียงตบดังขึ้นชายหนุ่มก็ทำท่าโวยวายขณะที่หญิงสาวคนนั้นวิ่งนำหน้าพร้อมกับหันมาแลบลิ้นใส่
“อีกครึ่งหนึ่งของวิญญาณเลยรึ”ชายหนุ่มค่อนขอดขณะที่หญิงสาวทำหน้าเคลิบเคลิ้มพร้อมกับประสานสองมือไว้ที่หน้าอก...
หลังจากนั้นเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นมันทำให้ภาพจากอดีตเลือนหายไปจากห้วงความคิด...
ชายหนุ่มคนหนึ่งยืนคิดถึงเรื่องในอดีตอยู่ในห้องของตัวเอง...ความคิดของเขากลับมาสู่โลกปัจจุบันเพราะเสียงเตือนจากนาฬิกาเรือนสีเงิน
เข็มวินาทีกระโดดไปทีละขั้นเสียง...ติ๊ก ดังในจังหวะสม่ำเสมอ เครื่องปรับอากาศในห้องส่งเสียงครางออกมาเบาๆในระดับเดซิเบล ตู้เสื้อผ้าถูกเปิดทิ้งไว้ ถุงเท้าสีขาวถูกวางไว้บนเสื้อสูทสีเทาเข้ารูปเนคไทร์สีน้ำเงินห้อยอยู่บนราวใกล้ๆ กันชายหนุ่มเหลือบตามองไปบนหน้าปัดซึ่งกำลังแสดงเวลาเกือบๆ จะหกโมงในตอนเย็น
“ไม่ได้เจอมินต์มานานเกือบจะสามปีแล้วนะนี่เธอจะเปลี่ยนไปไหมนะ...” ชายหนุ่มพูดกับตัวเองแล้วอมยิ้มหลังจากนั้นเขาก็หยิบเสื้อเชิ้ตสีขาวสะอาดตามาสวมใส่ดวงไฟฟลูออเรสเซนท์ส่องสว่างด้วยการกระพริบตัวระรัวจนสายตามนุษย์ไม่อาจตามทันมันจึงเห็นเป็นแสงกระจ่างตาต่อเนื่องตลอดเวลา
ชายหนุ่มผู้นั้นหยิบถุงเท้าสีขาวมาสวมใส่โดยทิ้งตัวนั่งลงบนเตียงนอนสีเทาที่เพิ่งถูกปูไว้เมื่อวันวานทางด้านข้างเตียงมีตุ๊กตาหมีเย็บด้วยมือทำจากผ้าป่านสีน้ำตาลนั่งส่งรอยยิ้มมาให้เขามันอยู่ที่นั่นมานานหลายปี...
เป็นของบางอย่างที่มีอดีตเคลือบอยู่ด้านนอก...และมีความทรงจำบรรจุอยู่ภายใน
“สุขสันต์วันเกิดนะ...เราทำเองกับมือเลยล่ะ!”
เหมือนมีบางเสียงก้องอยู่ในสมองของชายหนุ่มเขานึกใบหน้าสดใสกับดวงตาที่ไม่ได้ใหญ่โตอะไรนักและเมื่อใบหน้านั้นขยับยิ้มออกมาดวงตาที่ว่าก็หรี่เล็กลงอีกแต่กลับมองดูน่าประทับใจไม่ลืม
มันย้ำเตือนในความทรงจำของผู้ชายที่ยืนอยู่ตรงนี้...
เขาแตะยิ้มบางก่อนจะหยิบเสื้อสูทสีเทาที่นอนนิ่งอยู่ออกมาพาดบ่าหลังจากนั้นก็เดินตรงออกไปหน้าประตูแล้วลงไปยังชั้นล่างของบ้านไม้ทรงประยุกต์
กระจกใสที่ชั้นล่างเรียงรายทำให้เห็นทิวทัศน์ด้านนอกได้ชัดเจนแมกไม้ที่อยู่เคียงข้าง...และขุนเขาที่อยู่ด้านหลังทำให้อากาศสดชื่นตลอดเวลาหญิงสาวคนหนึ่งนั่งกินข้าวอยู่กับชายและหญิงวัยกลางคนในขณะที่เด็กวัยรุ่นในชุดนักเรียนนั่งก้มมองโทรศัพท์ในมือโดยไม่สนใจผู้อื่น
“จะไปแล้วรึโชค...” เสียงหนึ่งดังมาจากโต๊ะอาหารที่อยู่ชิดแนวกระจกที่เรียงรายผ้าลายไทยสีน้ำเงินปูทับอยู่บนผ้าอีกผืนที่เป็นสีขาว
“ไปแล้วครับแม่...พ่อครับสวัสดีครับ” ชายหนุ่มตอบกลับไปพร้อมกับยกมือขึ้นไหว้พ่อและแม่ของตัวเอง
“ฝากความคิดถึงไปให้มินต์ด้วย” สาวสวยตาคม ผมยาวสีดำสลวยพูดออกมา
“ได้...ว่าแต่พี่หญิงไม่ไปด้วยแน่นะ” เขาหันไปถาม
“วันนี้พี่ไปไม่ได้จริงๆฝากบอกมินต์ด้วย งานด่วนมากเลย เนี่ย...ยังประชุมกันไม่เสร็จเลย” หญิงสาวคนนั้นพูดพร้อมกับหันหน้าจอโน๊ตบุ๊คสีขาวมายืนยัน
“งั้นเดี๋ยวบอกให้”เขาพูดก่อนจะเดินไปทางเด็กชายที่กำลังนั่งจ้องแล้วกดพิมพ์ไปบนโทรศัพท์แบบไม่สนใจคนอื่น“แนน...ใครน่ะ”หลังเขาชะโงกไปอ่านข้อความที่ส่งโต้ตอบกันระหว่างน้องชายตัวดีและหญิงสาวอีกคนแล้วเขาก็ถามขึ้น
“เฮ้ย! พี่โชค!”เด็กหนุ่มในชุดนักเรียนขมวดคิ้วสีหน้าไม่พอใจ “ไม่มีมารยาทเลยพี่...ไอ้พี่บ้า!”
“ชาย...”เสียงหญิงกลางคนผู้เป็นแม่เข้มขึ้นพร้อมกับสายตามองมาที่ลูกชายคนเล็กชองเธอ “ทำไมไปว่าพี่อย่างนั้นล่ะลูก”เธอพูดในขณะที่มือกำลังปอกผลไม้จัดใส่จานตรงหน้า
“ก็ดูพี่โชคทำสิแม่...ไร้มารยาท!”เด็กหนุ่มกระแทกเสียง
ชายกลางคนผู้เป็นพ่อปิดหน้าหนังสือพิมพ์ที่ถืออยู่ในมือพร้อมกับจ้องมองลูกชายคนเล็กของตัวเองผ่านแว่นสายตายาวขอบสีเงิน
“ชาย...”เสียงเรียบเย็นเอ่ยขึ้น “เป็นลูกนายอำเภอหัดพูดจาให้เรียบร้อยหน่อย” เขาพูดออกไป
คนที่ได้ยินสงบเสงี่ยมลงทันทีเพราะในบ้านนี้รู้ดีว่าคำพูดของผู้เป็นพ่อถือเป็นเด็ดขาดเขาหันไปพูดกับพี่ชายตัวเองทันที “ขอโทษพี่...”เสียงที่ส่งออกมาไม่ค่อยจะเต็มใจนัก
“แค่นี้เอง...”ชายหนุ่มเอื้อมมือไปขยี้ผมน้องชายตัวเองก่อนจะหันไปพูดกับทางโต๊ะอาหารอีกครั้ง “ไปแล้วนะครับ...วันนี้อาจจะกลับดึกหน่อย”เขายกมือไหว้อีกครั้ง
“บุญรักษาลูก” แม่ของเขาพูดพร้อมกับรอยยิ้ม
“เดินทางดีๆ ลูก” พ่อของเขาพูดก่อนจะกางหนังสือพิมพ์อ่านต่อไป
“พ่อครับเดี๋ยวนี้ยุคดิจิตอลแล้วพ่อยังอ่านหนังสือพิมพ์อีกหรือครับ” ชายหนุ่มถามขณะที่ใส่รองเท้าอยู่หน้าประตู
ผู้เป็นพ่อพับหนังสือพิมพ์จากมือขวาแล้วชะโงกหน้าพูดออกมาหนึ่งประโยคก่อนจะอ่านต่อไป “เสน่ห์มันผิดกัน กลิ่นกระดาษและสัมผัสมันผิดกัน”
ชายหนุ่มอมยิ้มแล้วเดินออกไปที่โรงรถรถยนต์กระบะแบรนด์ญี่ปุ่นที่ผลิตในไทยจอดรอเขาอยู่ที่นั่นเขาขึ้นไปนั่งตามด้วยสตาร์ทเครื่องยนต์ให้มันส่งเสียงออกมาจางๆหลังจากนั้นก็เหลือบตาดูกระจกมองหลังเพื่อระวังที่จะไม่ถอยไปทำอันตรายครอบครัวของเจ้าหมาพันธุ์โกลเด้นรีทีฟเวอร์ที่รวมกันพ่อแม่ลูกแล้วนับได้ห้าชีวิต
รถยนต์กระบะสีดำวิ่งออกจากรั้วบ้านไม้ชายเขาอย่างไม่ได้รีบเร่งอะไรนักชายหนุ่มขับรถผ่านทิวสน ลมหนาว และสายหมอกจางสายตาของเขากำลังมองไปข้างหน้าแต่สมองกลับมีเรื่องเก่าๆใบหน้าที่คุ้นเคยและคิดถึงค่อยๆ ชัดเจนขึ้นตามเวลาที่ผ่านพ้น
รถยนต์สีดำแล่นด้วยความเร็วระดับที่เรียกว่าเรื่อยเปื่อยมันค่อยๆ เคลื่อนตัวเข้าใกล้เขตเมืองทุกๆ รอบหมุนของล้อทั้งสี่ไม่นานนักก็ผ่านด้านหน้าของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งชายหนุ่มเหลือบตามองร้านเบเกอรีสีขาวที่อยู่ตรงข้ามก่อนจะยิ้มออกมา
“ทาสีขาวแล้วรึนี่...ยอมทำตามที่ยัยนั่นพูดจริงๆแฮะ”เขาพูดพร้อมกับคิดเรื่องอดีตที่เขาเคยมาที่นี่เป็นประจำสมัยยังอยู่มหาวิทยาลัย...มากับหญิงสาวคนที่เขานึกถึงตั้งแต่อยู่ในห้องของตัวเอง
แต่ตอนนี้ใบหน้านั้นแจ่มชัดขึ้นรอยยิ้มที่เขารักเหมือนกับลอยอยู่ตรงหน้า สมองสั่งให้นึกย้อนไปในวันเก่าๆที่เขาและเธอมานั่งละลายเวลาอยู่ที่นี่เป็นประจำเจ้าของร้านเป็นคู่สามีภรรยาอายุราวๆ สามสิบต้นๆเจ้าของร้านผู้ชายไว้หนวดหน้าเข้มแต่สวมผ้ากันเปื้อนลายกระต่ายเขาเป็นคนชงกาแฟของร้านซึ่งฝีมอก็ปานกลางค่อนข้างดี ส่วนหญิงสาวผู้เป็นภรรยานั้นมีฝีมือในการอบเค้กได้อร่อยจนผู้คนแถวนี้ติดใจและฝากตัวเป็นลูกค้าประจำทำให้กาแฟของสามีเธอพลอยฟ้าพลอยฝนขายดีไปด้วย
เธอเป็นผู้หญิงชาวเหนือดั้งเดิมในขณะที่สามีเป็นคนภาคกลางที่ย้ายขึ้นมาที่นี่หญิงสาวผมยาวแต่มัดรวบไว้ตลอดเวลาในขณะที่คนผู้ชายตัดผมสั้นแทบติดหนังศีรษะทั้งสองคนแต่งงานกันได้สี่ห้าปีแต่ก็ยังรักก็เหมือนคู่รักหนุ่มสาว
ชายหนุ่มนึกขำเมื่อนึกถึงท่าทางดุๆของชายเจ้าของร้านที่จำใจต้องทำตามใจภรรยาเขาทนสวมผ้ากันเปื้อนลายน่ารักและหญิงสาวที่มากับเขาพูดก็ไม่พลาดที่จะพูดแซวอยู่เป็นประจำ
“หึ...ถ้ามาเห็นร้านเป็นแบบนี้ยัยนั่นต้องชอบใจแน่ๆ” ชายหนุ่มพูดขึ้นพลางนึกถึงหลายๆครั้งที่หญิงสาวที่เขานึกถึงบ่นเกี่ยวกับร้านที่ว่าเธอว่าร้านนี้ทาด้วยสีน้ำเงินเข้มมันทำให้ดูทึบและอึดอัดของตกแต่งที่ดูน่ารักและการวางเรียงเฟอร์นิเจอร์ไม่เอื้อกับสีทึมๆเธอบอกเจ้าของร้านตลอดว่าควรทาสีขาวสว่างตาและติดไฟสีอุ่นๆที่จะทำให้คนในร้านรู้สึกผ่อนคลาย
เธอพูดถึงตลอดจนกระทั่งวันที่เธอเดินทางไปมิลาน...
“ก็สมกับเป็นยัยมินต์ถูกทางแล้วล่ะที่ไปเรียนสถาปัตย์ที่โน่น ว่าแต่ไปอยู่อิตาลีหลายปีดีนะที่ไม่กลายเป็นโอ่งกลับมาเพราะอาหารไขมันสูงปรี๊ดของที่นั่น” เขาพูดในขณะที่เอื้อมมือไปสัมผัสหน้าจอเครื่องเล่นเพลง
แล้วเพลงเก่าๆสมัยยุคที่ผ่านมาเนิ่นนานก็ดังขึ้น...
เยสเทอเดย์ วันส์ มอร์ เสียงใสๆจากคาเรน คาร์เพนเตอร์ผู้ล่วงลับสดใสโดดเด่นกว่าเสียงอื่นใดที่ดังออกมา
“โอ...เดอะ ซองก์ ไอ เลิฟ โซเวล...” ชายหนุ่มร้องคลอไปกับเนื้อร้องท่อนหนึ่งของเพลงก่อนจะพูดกับตัวเอง“อืม...เสียงยัยนั่นดีกว่าเราเยอะแฮะ” เขาพูดพลางส่ายหัวไปมา
ดวงอาทิตย์กำลังจะลับจากท้องฟ้าที่เริ่มเป็นสีแดงส้มเมืองเชียงใหม่มีแสงสีมาแต่งแต้มตามอาคารบ้านเรือน ชายหนุ่มใช้เท้าขวาค่อยๆแตะเบรกเมื่อสัญญาณไฟจราจรเป็นสีแดง
เขาหยุดรอสัญญาณไฟตรงหน้าอยู่ราวสองนาทีหลังจากนั้นไฟที่ว่าก็เปลี่ยนเป็นสีเขียว...
รถยนต์จากทิศทางอื่นค่อยๆ หยุดสนิทเขาขยับมือซ้ายเข้าเกียร์และกดคันเร่งด้วยปลายเท้าเพื่อบังคับรถให้แล่นไปข้างหน้าแสงรำไรของดวงอาทิตย์ที่เมื่อสักครู่ยังพอมีอยู่บ้างลาลับไปเรียบร้อยแล้วมันเป็นเวลาใกล้เคียงกับที่เขากำลังจะถึงเป้าหมาย...ร้านอาหารเล็กๆที่วางตัวอยู่ริมลำน้ำปิง
แสงไฟและผู้คนในร้านหนาตาบทเพลงแผ่วลอยตามลมมาพร้อมกับแสงของดวงจันทร์ที่เริ่มลอยสูงสู่ท้องฟ้ายามราตรีชายหนุ่มจอดรถในลานจอดรถที่แน่นขนัดยังนับว่าโชคดีที่รถคันหนึ่งออกจากที่จอดทำให้เขาไม่ต้องมองหาสถานที่ไกลออกไปมากนัก
เขาลงจากรถโดยไม่ลืมคว้าเสื้อสูทสีเทาลงมาด้วยเนกไทร์เบี้ยวเพราะผูกผิดวิธีแต่ก็ยังยืนยันจะผูกเช่นนี้เรื่อยมารองเท้าหนังสีขาวขลิบดำดูเข้ากับชุดและบุคลิกของคนสวมใส่ เขาเดินมุ่งหน้าไปสู่ร้านอาหารริมน้ำที่เป็นของเพื่อนสาวคนนั้นพร้อมๆกับกลุ่มคนแต่งตัวดีอีกสองสามคน
อากาศหลังจากดวงอาทิตย์ลาจากไปแล้วเริ่มเย็นลง...เขารับรู้ได้ด้วยสัมผัสอุณหภูมิน่าจะลดลงจากตอนกลางวันหลายองศาเซลเซียสกลิ่นของสายน้ำจากลำน้ำปิงเคล้ามากับกลิ่นต้นไม้และใบหญ้าที่สายลมพัดพาผู้คนเต็มไปด้วยรอยยิ้มและบทสนทนา
ชายหนุ่มค่อยๆเหยียบลงไปบนพื้นหินตัวหนอนที่ถูกเรียงกันจะเป็นเส้นทางเดินมันไม่ได้เรียบเหมือเช่นถนนคอนกรีต...แต่ก็มีความงดงามในตัวเองต้นหญ้าที่ขึ้นแซมมาตามรอยต่อทำให้เกิดเส้นสีเขียวตัดกับพื้นหินสีเหลืองราวกับเป็นเส้นสายในงานศิลปะ
อาคารสีส้มสูงสองชั้นเต็มไปด้วยผู้คนวันนี้เป็นโอกาสพิเศษของร้านมันเป็นวันที่ร้านที่คึกคักมีความรู้สึกอื่นที่มากกว่านั้นเจืออยู่ดอกไม้สีขาวประดับประดาอย่างประณีตงดงาม ชายหนุ่มนึกถึงวันเก่าๆ ที่เขาใช้เวลาว่างอยู่ที่นี่เป็นประจำรสอาหารฝีมือแม่ของเพื่อสาวคนนี้ยังเป็นหนึ่งในอาหารโปรดประจำใจของเขาจนวันนี้และยังจำท่าสูบบุหรี่ของพ่อเธอได้ติดตาซึ่งปกติเขาจะออกมานั่งทอดอารมณ์ที่สูบบุหรี่ระเบียงริมน้ำพร้อมกับร้องเพลงพื้นเมืองหยอกภรรยาของตัวเองที่กำลังจัดเตรียมร้าน
“พ่อนี่ก็ทำอย่างกับเป็นหนุ่มๆ” ชายหนุ่มนึกถึงคำพูดของหญิงสาวในความทรงจำของเขาเธอพูดแบบนี้ขณะที่มองไปยังพ่อของเธอตามด้วยขมวดคิ้วและส่ายหน้าและจากประโยคที่ว่าก็ทำให้เรื่องเก่าๆ กลับมาในความคิดของเขาเป็นฉากๆ
“นี่เอ็ด...”เขาจำภาพที่ตัวเขาและหญิงสาวคนหนึ่งนั่งอยู่บนระเบียงริมน้ำของอาคารตรงหน้ามันเป็นเรื่องที่ผ่านเลยมาเนิ่นนานหลายปี แต่ภาพมันชัดเจนจนเขาเองยังประหลาดใจ หญิงสาวคนเดียวที่แจ่มชัดในความทรงจำกำลังพูดกับเขาในตอนนั้น
“ถ้านายรักใครนายจะบอกเขาไหม” เอ็ดเวิร์ดนึกถึงคำพูดของหญิงสาวที่วันนี้เขาจะได้พบเธอเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี
“ถ้าเราบอกเธอว่าเรารักเธอตั้งแต่วันนั้นก็หมดเรื่อง” ชายหนุ่มพูดกับตัวเองก่อนจะเดินเข้าสู่ร้านอาหารตรงหน้าผู้คนที่มาในวันนี้มากกว่าปกติ มันทำให้ต้องใช้เวลามองหากลุ่มเพื่อนของตนเอง เขากวาดสายตาไปรอบๆแต่เสียงหนึ่งก็เรียกชื่อเขาขึ้นด้วยชื่อที่เพื่อนๆ ในมหาวิทยาลัยรู้จักดี
“เอ็ด!” เสียงหนึ่งดังมาจากโต๊ะทางขวามือเมื่อเขาเลื่อนสายตาไปที่นั่นก็เห็นใบหน้าคุ้นตาของเพื่อนสมัยเรียนมหาวิทยาลัยเขายิ้มพร้อมกับยกมือทักก่อนจะเดินไปที่นั่น และเมื่อเขามองดูคนอื่นๆที่ร่วมโต๊ะกันอยู่ก็ต้องทักอีกหลายๆ คนเพราะคุ้นหน้ากันดี
“เฮ้ย! สมโชค!”เพื่อนคนหนึ่งเรียกชื่อของเขาเสียงดังทำเอาชายหนุ่มในชุดสูทขมวดคิ้วหรี่ตามองก่อนจะตะโกนกลับไป
“บอกว่าอย่าเรียกชื่อนี้!” เขาโวยวาย
“ประเสริฐ!” เพื่อนอีกคนเปล่งเสียงเรียกอีกชื่อหนึ่ง
เอ็ดเวิร์ดหันไปมองหน้าคนเรียกพร้อมกับขยับปากเป็นคำหยาบตามด้วยอีกหนึ่งประโยค “นั่นมันชื่อพ่อ!”เขาตะโกนเสียงเขียว
“แกนี่ยังฮาเหมือนเดิม” เพื่อนคนหนึ่งในโต๊ะว่า
“เป็นไงบ้างเถ้าแก่เอ็ดได้ข่าวว่าร้านอาหารของท่านเพื่อนเปิดสาขาอีกแล้วรึ”เพื่อนอีกคนที่ตัวสูงกว่าเอ็ดเวิร์ดถามขึ้น
“เถ้าแก่อะไร...ตอนนี้ก็ทำงานไปเรื่อยๆ” เขาตอบออกมา
“แนวมากเพื่อน จบถา’ปัตย์แต่ไปเปิดร้านอาหาร” เพื่อนคนเดิมพูดต่อ“ว่าแต่เจอมินต์หรือยัง” เขาเลิกคิ้วถาม
“ยัง...เพิ่งจะมาถึงตอนพวกแกเรียกชื่อพ่อนั่นล่ะ” เขาตอบยิ้มๆ
“มินต์อยู่ในบ้านน่ะเดี๋ยวก็ออกมาว่าแต่เอ็ดนี่ดูหล่อขึ้นนะ” เพื่อนผู้หญิงคนหนึ่งพูดยิ้มๆ
“ลูกสองแล้วพูดแบบนี้ไปก็ไร้ค่านะปุ้ม” เขาหันไปพูดกับเพื่อนเก่าที่ตอนนี้มีครอบครัวไปเรียบร้อยแล้วแถมยังมีพยานรักถึงสองคน
“เฮ้ย! มินต์มาแล้วเว้ย!”เพื่อนผู้ชายคนหนึ่งของเอ็ดเวิร์ดตะโกนแล้วหันไปทางประตูบ้านตอนนี้ระเบียงร้านอาหารเต็มหมดแล้วทุกโต๊ะโดยทีพื้นที่ในอากาศก็ถูกจับจองโดยบทเพลงที่เปิดเคล้ามาเบาๆ
อากาศเย็นในยามพลบค่ำแม่น้ำที่ไหลเอื่อย แสงจันทร์ที่เริ่มชัดเจนขึ้น และแสงดาวที่ค่อยๆปรากฏตัวทำให้บรรยากาศเติมเต็มด้วยความงดงาม เอ็ดเวิร์ดหันไปมองหญิงสาวผู้เป็นเพื่อนเก่าของเขาที่ไม่ได้พบกันมานานเธอเพิ่งจะกลับมาถึงเมืองไทยได้ไม่นานชายหนุ่มยังจดจำวันที่เขาไปส่งเธอที่สนามบินได้ดีวันนั้นเธอถามเขาด้วยคำถามหนึ่ง...
“ฉันจะไปแล้วนะ...นายไม่คิดจะพูดอะไรเสียหน่อยรึ” เธอถามว่าอย่างนั้นแต่เอ็ดเวิร์ดจำไม่ได้ว่าตอบเธอไปอย่างไรเขารู้แค่ว่าประโยคที่ตอบอออกไปน่าจะมีใจความประมาณว่า
“โชคดีนะ...”...แค่นั้น
วันนั้นเขาจำได้ติดตาว่าเธอยิ้มให้เขายิ้มที่น่าจะพยายามฝืนก่อนจะมีน้ำตาคลอ เธอน่าจะฝืนยิ้มเต็มที่แต่ในวินาทีนั้นชายหนุ่มก็แค่ไม่เข้าใจว่ามันหมายถึงอะไรแต่เมื่อเธอเดินหายเข้าไปด้านในสนามบินโดยห่มผ้าคลุมไหล่เอาไว้เขาก็รู้สึกบางอย่างขึ้นมาทันทีความรู้สึกที่ว่าทำให้เขาจดจำภาพแผ่นหลังเล็กๆ และผ้าคลุมไหล่สีฟ้าอ่อนได้ชัดเจน
ความรู้สึกว่ากำลังสูญเสียสิ่งสำคัญ...
ในวันนั้นเอ็ดเวิร์ดยืนนิ่งอยู่นานเขาคิดไตร่ตรองหลายๆ สิ่ง หลายอย่างที่เขาต้องการจะตัดสินใจเขาไม่เคยคิดว่าเมื่อเธอไม่อยู่ข้างๆ เหมือนเดิมจะรู้สึกเช่นนี้ไม่คิดว่าจะมีวันที่สูญเสียเธอไป จริงๆแล้วในสมองของเขาบอกชัดเจนว่ารักผู้หญิงคนที่เพิ่งเดินจากไป เขารู้มานานแต่ไม่เคยบอกสิ่งที่เขาคิดเอ็ดเวิร์ดคิดว่าเธอจะรู้สึกเหมือนกับเขา...และรู้ว่าเขารู้สึกเช่นไร
เอ็ดเวิร์ดคิดถูก...เธอรู้สึกเช่นเดียวกันแต่หญิงสาวเกือบจะทุกคนต้องการอะไรที่มากกว่านั้น
ผู้หญิงต้องการคำยืนยันและความชัดเจน...
ในที่สุดเขาก็คิดได้แต่ดูเหมือนว่ามันจะสายเกินไป เธอไม่อยู่รับฟังคำพูดใดๆ อีกเขาพยายามตามเธอไปด้านใน แต่ก็ไม่พบเธอจากเขาไปอยู่อีกซีกโลกด้วยเครื่องบินเหล็กที่แหวกว่ายไปบนท้องฟ้าหลังจากนั้นทั้งสองคนก็ไม่ได้พบกันอีกเลย...
แต่ใช่ว่าเขาจะไม่คิดที่จะทำอะไรเอ็ดเวิร์ดเองก็มีความคิดที่จะติดต่อหามินต์อีกครั้งด้วยวิธีต่างๆแต่สุดท้ายมันก็ไม่เกิดขึ้นเขาบอกกับตัวเองว่าครั้งหน้าที่ได้พบกันจะบอกความรู้สึกหลายๆ อย่างที่เขามีบอกออกจากปากของตัวเอง บอกต่อหน้าของเธอบอกด้วยสีหน้าและแววตาที่จริงจังถ้าเขาได้พบเธออีกครั้ง...และวันที่เขารอคอยก็มาถึง
เอ็ดเวิร์ดได้พบกับมินต์อีกครั้งอย่างที่เขาตั้งใจ...
หญิงสาวมองมาที่เขาก่อนจะเลิกคิ้วสูงเธอยังมีรอยยิ้มให้ชายคนนี้เช่นเคย รอยยิ้มที่เขารอคอยย้อนกับมาอีกครั้งใบหน้าสุดท้ายที่เคยเห็นก่อนการจากลาแทบไม่เปลี่ยนแปลงเอ็ดเวิร์ดลุกจากโต๊ะที่เขานั่งอยู่พร้อมกับเดินตรงไปยังหญิงสาวที่วันนี้เธอสวยที่สุดตั้งแต่เขาเคยเห็นมา
ชุดกระโปรงสีขาวทำให้เธอดูสดใสใบหน้าของมิ้นต์แทบจะไม่เปลี่ยนแปลงไปจากเมื่อหลายปีก่อนจะมีเพียงแค่เส้นผมของเธอเท่านั้นที่ดูเหมือนจะยาวกว่าเคยมันหยักเป็นลอนโค้งกว้างและทิ้งตัวราวกับมีสปริง
เอ็ดเวิร์ดขยับเสื้อสูทให้เข้าที่ขณะเดินตรงไปหามินต์และในที่สุดเขาก็ยืนอยู่ตรงหน้าเธออีกครั้ง...ยืนอยู่ตรงหน้าของกันและกันดั่งเช่นวันเก่าก่อน
“ผมรักคุณ...รักมานานมาก รักที่สุดและจะรักตลอดไป...” ประโยคที่ว่าอยู่ในใจของชายหนุ่มคนนี้เสมอมาเขาหลงรักเพื่อนสนิทของตัวเอง และเขาไม่อยากปล่อยมือจากเธอไปอีกครั้ง
เอ็ดเวิร์ดยิ้มให้มินต์ด้วยรอยยิ้มที่จริงใจที่สุดคำพูดที่อยู่ในใจตลอดเวลาผ่านการกลั่นกรองจากเซลสมองนับล้านเซลริมฝีปากที่แต้มยิ้มเอ่ยกับหญิงสาวเพียงคนเดียวที่เขาเคยรักด้วยดวงใจทั้งหมด
“สุขสันต์วันแต่งงานนะมิ้นต์เธอโชคดีมากๆ ที่เดินทางครึ่งโลกแล้วได้เจออีกครึ่งหนึ่งของเธอ” เขาพูดเอ่ยออกมาส่วนคำพูดที่อยู่ในใจเพียงอย่างเดียว...นี่เป็นอีกครั้งที่เขาไม่สามารถพูดออกไปได้
“ดีใจที่เธอมานะเอ็ด...” มินต์พูดออกมาพร้อมรอยยิ้มมือที่สวมถุงมือตาข่ายสีขาวกุมมือเจ้าบ่าวที่เป็นรุ่นพี่ชาวไทยที่เธอพบกันที่มิลานเอาไว้...ชายหนุ่มผู้โชคดีที่สุดชายที่ยืนนิ่งยิ้มให้เจ้าสาวแสนสวยของเขาชายหนุ่มที่เอ็ดเวิร์ดรู้สึกอิจฉาเสียเหลือเกิน
“ฉันต่างหากที่ต้องบอกว่าดีใจที่ได้มางานของเธอ...มินต์” เอ็ดเวิร์ดว่า “เดี๋ยวเรากลับไปโต๊ะเพื่อนๆ ก่อน” เขาพูดพร้อมกับหมุนตัวแล้วเดินไปยังที่นั่งว่างที่เขาจากมา...เดินกลับไปทิ้งตัวลงนั่งในขณะที่รู้สึกว่าเสียงเพลงเริ่มฟังไม่รู้เรื่องและภาพบรรยากาศรอบตัวขาวโพลน
“ก็มัวแต่ช้า...ผู้หญิงดีๆใครก็รัก”เพื่อนสนิทของเขาที่เห็นอาการตั้งแต่เดินทิ้งตัวลงนั่งเดินมาตบบ่าเบาๆ
“บอกว่ารักเขา ชอบเขา...มันยากว่ะ แต่เอาเถอะ...ความรักที่ไม่สมหวังมักจะเป็นรักที่อมตะนานแค่ไหนเราก็ยังคิดว่ามันงดงาม...แต่เจ็บปวด”เอ็ดเวิร์ดพูดพร้อมหัวเราะเยาะตัวเอง
“นักรบต้องมีบาดแผลริจะรัก...การอกหักก็เป็นเหมือนเหรียญตราจากสงครามนั่นล่ะ” เพื่อนคนเดิมว่า“เฮ้ย! มีวิธีจะแนะนำ” เสียงสูงดังขึ้นมาจากผู้เป็นเจ้าของมือที่ตบอยู่บนไหล่ของเอ็ดเวิร์ด
“แนะนำอะไร”เสียงตอบกลับเนือยกว่าปกติ
“ลองไปบอกรักสาวๆ ดิจิตอล” เพื่อนของเขายิ้มออกมาพร้อมกับใช้สองมือนวดไหล่ให้เพื่อนอกหัก
“สาวดิจิตอล?” เอ็ดเวิร์ดถามย้ำ
“ลองไปบอกรักสาวในเกมสิ อาจจะไม่ยากมากไม่ใช่คนจริงๆ แกน่าจะพอไหว เวลาเจอคนที่ใช่จริงๆ แกจะได้ไม่พลาดถือว่าไปทำอะไรให้ลืมเรื่องแบบนี้ไปพลางๆ”คำแนะนำของเพื่อนที่ยืนอยู่ด้านหลังทำให้เอ็ดเวิร์ดรู้สึกสนใจอยู่บ้างแต่ก็ไม่ได้มากมายอะไรนักเขาตอบด้วยรอยยิ้มแต่ก็ยังไม่ได้คิดจะทำตาม
แต่หลังจากที่เขามัวจมอยู่กับความคิดจมอยู่กับช่วงเวลาที่ผิดพลาดไป ในที่สุดเขาก็ทำตามคำแนะนำที่ว่าจนได้เขาเข้าไปใช้ชีวิตอีกช่วงเวลาหนึ่งในโลกอีกใบ...โลกที่เขาสามารถทำอะไรได้อย่างฝจ...สามารถ‘พูด’ ทุกอย่างที่อยากพูด
นั่นเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อ D.W.O. เพิ่งเปิดบริการทั่วโลกได้ยังไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์และหลังจากนั้นไม่นาน ชื่อของเอ็ดเวิร์ดพ่อค้าใหญ่แห่งคัลเดียก็เริ่มรู้จักแพร่หลาย...