Ghost & Doctor ผีวุ่นวายกับนายแพทย์อ่อนหัด

    ตอนที่ 166 ไม่ใช่คนนอนดิ้น ??

    ตอนที่ 166           บนเตียงขนาดคิงก์ไซส์ของรีสอร์ทมีหนุ่มสาวคู่หนึ่งกำลังนั่งหันหลังให้กันอยู่บนเตียงโดยฝ่ายชายนั่งหันหน้าไปทางประตูห้องส่วนฝ่ายหญิงนั่งหันหน้าไปทางระเบียงทั้งคู่นั้นนั่งนิ่งกันมากจนนึกว่าเป็นตุ๊กตาซึ่งหนุ่มสาวคู่นี้ก็คือดนัยและยูมินั่นเอง           “อะ...เอ่อผมว่าผมนอนที่เก้าอี้ก็ได้นะครับไม่สิเรียกเตียงเสริมดีกว่าใช่แล้วเตียงเสริมยังไงล่ะ !!” ดนัยพูด           “ตะ...เตียงเสริมเหรอคะ !!”           “ใช่ครับเดี๋ยวผมมานะครับผมจะไปถามพนักงานว่าขอเตียงเสริมได้มั้ย” ดนัยพูดก่อนจะรีบลุกขึ้นและออกไปจากห้องเพื่อไปถามพนักงานเรื่องเตียงเสริม           หลังจากดนัยออกไปแล้วยูมิก็ยังคงนั่งเกร็งอยู่บนเตียง           “ฟู่ว...เป็นอะไรของเรากันเนี่ยใจเย็นไว้สิยูมิที่หอก็ไม่ใช่ว่าไม่เคยอยู่กับดนัยเขาซะหน่อย” ยูมิพยายามสูดลมหายใจเข้าไปลึกๆเพื่อทำให้ตัวเองใจเย็นแต่ทว่าก็ทำให้ตัวเองใจเย็นลงไม่ได้สักทีเพราะเธอนั้นถึงจะเคยอยู่ที่ห้องพักในหอกับดนัยสองต่อสองแต่ก็ยังไม่เคยนอนพักค้างด้วยกันมาก่อนนั่นจึงทำให้เธอสงบใจลงไม่ได้           ยูมินั่งรอดนัยอยู่ไม่นานดนัยก็กลับมาพร้อมกับสีหน้าที่ไม่ค่อยจะดีเท่าไหร่           “ปะ...เป็นไงบ้างคะ” ยูมิถาม           “ไม่มีครับไม่มีเตียงเสริมเหลือเลยดูเหมือนแขกจะเยอะเกินไปทุกคนมาเป็นครอบครัวกันหมดเลยขอเตียงเสริมแทบทุกห้องจนเตียงเสริมไม่พอ” ดนัยตอบ           “ถ้าอย่างนั้น...”           “ผมจะนอนบนเก้าอี้เองครับ” ดนัยมองไปเก้าอี้ที่อยู่ภายในห้องซึ่งมองยังไงก็นอนไม่สบายแน่นอนเผลอๆอาจจะนอนไม่หลับเลยด้วยซ้ำ           “ไม่ดีมั้งคะเก้าอี้นั่นดูยังไงก็นอนไม่สบายแน่ๆ” ยูมิมองไปที่เก้าอี้           “แต่ว่า...” ดนัยเองก็รู้ว่ามันไม่สบายตัวแน่นอนถ้านอนที่เก้าอี้แต่จะให้ทำไงได้ล่ะ           “ดนัยคะถึงแม้การลาพักร้อนครั้งนี้จะมาเพื่อเยี่ยมที่เก็บกระดูกพ่อกับแม่ของดนัยแต่ส่วนหนึ่งก็มาพักผ่อนด้วยนะคะเรายังต้องอยู่นี่อีกหลายคืนถ้าดนัยมัวแต่นอนที่เก้าอี้นั่นรับรองร่างกายทรุดเพราะพักผ่อนไม่เพียงพอแน่แบบนี้พอกลับไปตอนผ่าตัดผู้ป่วยดนัยจะพลาดเอานะคะ” ยูมิอ้างถูกผู้ป่วยขึ้นมาหลังจากเห็นว่าดนัยจะนอนที่เก้าอี้ให้ได้           “นั่นมัน !!” ดนัยเบิกตากว้างซึ่งนั่นหมายความว่าคำพูดของยูมินั้นได้ผล           “มานอนที่เตียงด้วยกันนี่แหละค่ะดนัยฉันไม่ถือแถมฉันเองก็ไม่ใช่คนนอนดิ้นอะไรเท่าไหร่แถมเตียงก็กว้างด้วย” ยูมิพูด           “เอ่อ...จะดีเหรอครับ” ดนัยยังคงลังเล           “ดีสิคะมาพักผ่อนทั้งทีจะไปนอนที่เก้าอี้แบบนั้นทำไมหรือว่าดนัยคิดอะไรไม่ดีกับฉันหรือเปล่าคะถึงไม่กล้านอนบนเตียงเดียวกัน” ยูมิถาม           “ไม่ครับผมไม่ได้คิดอะไรเลย !!” ดนัยตอบกลับไปทันที           ยูมิที่ได้ยินคำตอบของดนัยที่ตอบกลับมาทันทีนั้นก็ยิ้มออกมาแต่ก็แอบขัดใจนิดหน่อยที่ดูเหมือนดนัยจะไม่ได้คิดเรื่องอย่างว่ากับเธอเท่าไหร่นัก           นี่เราไม่มีเสน่ห์หรือไงนะ ยูมิคิดในใจ           .          .          .          .           หลังจากดนัยและยูมิตกลงเรื่องการนอนในห้องเดียวกันได้ดนัยก็ได้พายูมิออกมาจากรีสอร์ทเพื่อไปหาข้าวกลางวันกินกัน           “กินข้าวเสร็จแล้วจะไปเยี่ยมที่เก็บกระดูกของพ่อกับแม่ของดนัยเลยหรือเปล่าคะดนัย” ยูมิถาม           “เอาไว้ไปพรุ่งนี้เช้าก็ได้ครับผมยังไม่ได้เตรียมของเลยอีกอย่างไปตอนนี้ก็ไม่ทันถวายเพลแล้วด้วย” ดนัยตอบ           “ถวายเพล ??” ยูมิทำหน้างงเพราะไม่รู้ว่ามันหมายถึงอะไร           “อ่อคุณยูมิไม่รู้สินะครับมันเป็นการทำบุญรูปแบบหนึ่งน่ะครับซึ่งเป็นการทำบุญโดยการอวายอาหารให้พระสงฆ์พรุ่งนี้ผมกะว่าจะทำบุญแบบชุดใหญ่เลยน่ะทั้งถวายเพล ถวายสังฆทาน แล้วก็กรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลให้พวกท่านด้วย” ดนัยอธิบาย           “แบบนี้นี่เองแล้วถวายเพลนี่ทำตอนบ่ายไม่ได้เหรอคะ” ยูมิถาม           “ไม่ได้ครับเพราะพระท่านมีวินัยเข้มงวดมากหลังเที่ยววันเป็นต้นไปห้ามกินอาหารเด็ดขาด” ดนัยตอบ           “โหขนาดนั้นเลยเหรอคะเนี่ยต่างจากที่ญี่ปุ่นเลย” ยูมิอุทานเพราะที่ญี่ปุ่นนั้นพระมีวินัยไม่เข้มงวดขนาดนั้น           “นั่นสิครับพระสงฆ์ที่นี่ต่างจากประเทศญี่ปุ่นมากเพราะพระสงฆ์ที่ประเทศญี่ปุ่นไม่เข้มงวดเรื่องเวลาในการกินข้าวแถมยังแต่งงานได้อีกด้วย” ดนัยนึกถึงพระสงฆ์ของประเทศญี่ปุ่นซึ่งแตกต่างจากประเทศไทย           ดนัยใช้เวลาขับรถไม่ถึงสิบนาทีก็มาถึงร้านอาหารซึ่งร้านอาหารนั้นอยู่ไม่ได้ไกลจากรีสอร์ทมากนัก           “ว้าวข้าวผัดนี้สุดยอดเลยค่ะอร่อยกว่าที่ดนัยเคยทำอีก” ยูมิร้องว้าวเมื่อได้ชิมข้าวผัดที่ดนัยสั่งมา           “เหอะๆก็ผมไม่ใช่พ่อครัวนี่ครับผมเป็นหมอที่ทำอาหารนั่นก็แค่พอกินได้นั่นแหละครับยังไงก็ทำไม่อร่อยเท่าพ่อครัวตัวจริงหรอก” ดนัยพูด           “อ๊ะขอโทษค่ะไม่ได้ตั้งใจจะพูดแบบนั้น” ยูมิรีบขอโทษเมื่อเห็นดนัยพูดเหมือนน้อยใจ           “ไม่เป็นไรครับว่าแต่ลองชิมนี่สิครับต้มยำกุ้งรับลองเลยว่ามันต้องอร่อยกว่าที่ผมทำแน่เพราะวัตถุดิบสมุนไพรที่นี่มันสดแถมยังใส่เครื่องครบอีกต่างหาก” ดนัยตักต้มยำกุ้งให้ยูมิ           “ขอบคุณค่ะ” ยูมิพยักหน้าขอบคุณและลองชิมต้มยำถ้วยที่ดนัยตักให้           “อือ...อร่อยอย่างที่ดนัยบอกเลยค่ะเผ็ด เปรี้ยว เค็มกลมกล่อมมากเลยแถมหอมสมุนไพรด้วยกลิ่นสดชื่นมากเลย” ยูมิพูดหลังจากกินต้มยำเข้าไป           “เป็นกลิ่นของข่าน่ะครับ” ดนัยบอก           “ข่างั้นเหรอคะ ??” ยูมิไม่รู้จักสมุนไพรชนิดนี้           “เป็นพืชตระกูลเดียวกับขิงน่ะครับ” ดนัยบอก           “เห...อย่างนี้นี่เองแล้วปกติเวลาดนัยทำต้มยำดนัยไม่ได้ใส่เหรอคะ” ยูมิถามเพราะเดือนๆนึงดนัยก็ทำต้มยำหลายครั้งอยู่ซึ่งเธอก็ได้ชิมบ่อยครั้งเวลาดนัยทำต้มยำ           “เหอะๆไม่ได้ใส่หรอกครับเพราะตอนอยู่ญี่ปุ่นผมหาไม่ได้เลยใช้เครื่องต้มยกแบบสำเร็จรูปเอา” ดนัยบอก           “แบบนี้นี่เอง” ยูมิพยักหน้าจากนั้นเธอและดนัยก็กินอาหารมื้อนี้กันอย่างเอร็ดอร่อยก่อนจะออกจากร้าน           “นี่เราจะไปไหนกันต่อเหรอคะดนัยไม่กลับไปที่รีสอร์ทเหรอ” ยูมิถามเพราะดนัยไม่ได้ขับรถกลับทางเดิม           “ต้องไปซื้อของสำหรับทำสังฆทานก่อนน่ะครับคุณยูมิเหนื่อยแล้วเหรอครับให้ผมขับกลับไปส่งที่รีสอร์ทก่อนมั้ย” ดนัยพูดกับยูมิ           “ยังค่ะยังไม่เหนื่อยพอดีเห็นว่าไม่ได้ขับกลับไปที่รีสอร์ทเลยถามดูน่ะค่ะ” ยูมิพูด           “อ่อ...ผมก็นึกว่าคุณยูมิเหนื่อบแล้วซะอีก” ดนัยยิ้มออกมาจากนั้นดนัยก็พายูมิไปที่ห้าง L ที่อยู่ในอำเภอสวนผึ้ง           “ว้าวห้างที่ไทยนี่รู้สึกว่าจะใหญ่กว่าที่ญี่ปุ่นอีกนะคะเนี่ย” ยูมิตาโตเมื่อเห็นห้างสรรพสินค้าของไทย           “เป็นเพราะประเทศไทยมีพื้นที่เยอะน่ะครับเลยสร้างห้างใหญ่ๆได้ต่างจากญี่ปุ่นที่อยู่บนเกาะเลยต้องจัดสรรพื้นที่ให้ดี” ดนัยอธิบาย           “ค่ะ” ยูมิพยักหน้าเข้าใจและแล้วดนัยก็พายูมิไปซื้อของต่างๆมากมายสำหรับจัดสังฆทานกว่าจะซื้อของกันเสร็จเวลาก็ล่วงเลยไปเกือบสี่โมงเย็นดนัยขับรถพายูมิกลับไปที่รีสอร์ท           “เดี๋ยวผมขอตัวไปดูก่อนนะครับว่าทางรีสอร์ทมีทัวร์ท่องเที่ยวมั้ยแล้วก็จะไปคุยกับแม่ครับด้วยว่าพรุ่งนี้ผมจะเลี้ยงถวายเพลพระวงฆ์จะรบกวนให้ทางรีสอร์ทช่วยทำกับข้าวให้หน่อย” ดนัยพูด           “ได้ค่ะฉันเองก็จะงับสักหน่อยหนังตาเริ่มจะหย่อนแล้วเหมือนกัน” ยูมิพยักหน้าเธอเองก็เริ่มจะง่วงแล้วเพราะตอนนี้อาหารเริ่มจะย่อย           “ครับนอนพักเถอะ” ดนัยพูดและก็เดินออกจากห้องพักไป           .          .          .          .           “ขอโทษนะครับคืออยากสอบถามว่าที่นี่มีโปรแกรมท่องเที่ยวมั้ยครับ” ดนัยถามพนักงานต้อนรับของรีสอร์ท           “โปรแกรมท่องเที่ยวเหรอคะมีสิคะอยากได้แบบไหนคะมีทั้งแบบเต็มวันและก็ครึ่งวันเลยมีทั้งเที่ยวในเมืองและก็เที่ยวบนเขา” พนักงานหยิบเอาใบเสนอโปรแกรมออกมาให้ดนัยดู           “อืม...ในเมืองส่วนใหญ่เป็นพวกฟาร์มแล้วก็สถานที่เช็คอินถ่ายรูปสินะ...ส่วนบนเขาก็เป็นพวกหมู่บ้านชาวเขากับพวกน้ำตกเอาบนภูเขาแล้วกันคุณยูมิเธอน่าจะชอบธรรมชาติมากกว่า” ดนัยมองดูใบเสนอโปรแกรมและก็ตัดสินใจเลือก           “เอาแบบบนภูเขาครึ่งวันครับ” ดนัยบอกพนักงาน           “ภูเขาครึ่งวันสินะคะเข้าใจแล้วค่ะโปรแกรมจะมีการล่องแพในน้ำตก...เยี่ยมชมหมู่บ้านชาวเขาแล้วก็ปลูกป่าค่ะราคาต่อท่าน 499 บาทค่ะ” พนักงานบอกราคา           “นี่เงินครับ...ว่าแต่พรุ่งนี้พอจะทำอาหารถวายเพลให้ผมสักหน่อยได้มั้ยครับพอดีตอนเช้าจะไปทำบุญสักหน่อย” ดนัยยื่นเงินให้ก่อนจะถามเรื่องอาหารถวายเพลพระสงฆ์           “ถวายเพลสินะคะได้สิคะแล้วอยากได้กี่ชุดดีคะ” พนักงานถาม           “เอาเป็นห้าชุดแล้วกันครับ” ดนัยตอบเพราะเขานั้นตั้งใจจะถวายเพลพระห้ารูปสังฆทานเองเขาก็ตั้งใจจะทำห้าชุดเช่นเดียวกัน           “ได้ค่ะเดี๋ยวพรุ่งนี้ทางเราจะเตรียมเอาไว้ให้” พนักงานพยักหน้าก่อนจะรีบจดรายละเอียดเอาไว้จะได้ไม่ลืม           “แล้วผมต้องจ่ายเงินเพิ่มหรือเปล่าครับ” ดนัยถามเรื่องค่าอาหารที่จะให้ทางรีสอร์ทจัดไปถวายเพลพระ           “ไม่ต้องหรอกค่ะถือว่าทางเราช่วยทำบุญแล้วค่ะแถมอาหารที่ให้จัดเองก็ไม่ได้มากยังไงตอนเช้าทางเราก็ต้องเตรียมบุฟเฟ่ต์อยู่แล้วด้วย” พนักงานพูด           “ขอบคุณมากนะครับ” ดนัยพยักหน้าและก็กลับไปที่ห้องเพื่อจัดของเตรียมสำหรับทำสังฆทานพรุ่งนี้           แกร๊ก !! ดนัยเปิดประตูห้องเข้าไปและทันทีที่เขามองไปที่เตียงก็ต้องชะงัก           อึก !! ดนัยกลืนน้ำลายลงคอเพราะภาพที่เขาเห็นคือภาพของยูมินี่นอนฉีกแข้งฉีกขาหลับอยู่บนเตียงผ้าห่มนั้นกองอยู่ที่พื้นหมอนเองก็กระเด็นไปอยู่ที่เท้า           คุณยูมิครับไหนว่าไม่ใช่คนนอนดิ้นไงครับแต่จากที่ผมเห็นนี่คุณน่ะนอนดิ้นสุดๆไปเลยนะครับ ดนัยคิดในใจ           “เฮ้อ...หวังว่าวันนี้เราคงนอนได้นะ” ดนัยถอนหายใจออกมาเขาพยายามสงบสติอารมณ์ก่อนจะปิดประตูห้องเดินไปจัดท่านอนให้ยูมิเก็บผ้าห่มมาห่มให้ยูมิให้เรียบร้อยหยิบเอาหมอนที่อยู่ที่ขามาหนุนหัวของเธอ           และในระหว่างที่ดนัยกำลังจะถอยจากเตียงเพื่อไปนั่งจัดชุดสังฆทานยูมิก็เหวี่ยงแขนคว้าคอของดนัยเอาไว้และกระชากลงไปนอนบนเตียงด้วยกัน           “เหวอ...คุณยูมิปล่อยคอผม !!” ดนัยพยายามขยับตัวเองให้หลุดจากแขนของยูมิ           “อืม...หมอนข้าง...หมอนข้าง..” ยูมิละเมอเบาๆ           ซวยแล้วสิดันคิดว่าเราเป็นหมอนข้างแถมท่าทางคุณยูมิจะหลับลึกไม่อยากรุนแรงเสียด้วยสิเดี๋ยวเธอจะเจ็บ ดนัยไม่กล้าสะบัดตัวให้หลุดจากการล็อกของยูมิเพราะกลัวเธอจะเจ็บจึงได้แต่ปล่อยให้เธอกอดเขาอยู่อย่างนั้นไปพักใหญ่ จบ...