การต่อสู้ของฟ็อกซ์ผ่านไปอีกราวสามสิบนาทีตอนนี้ร่างกายของเขารู้สึกอ่อนล้าอย่างมาก เพราะการใช้มนตราต่อเนื่องสิ้นเปลืองมานาอย่างมาก แถมเขาเองยังต้องพลิกแพลงการใช้มนตราไปเรื่อยๆ เพื่อหารูปแบบที่ถูกต้อง จนกระทั่งฟ็อกซ์เองก็เริ่มยัวะจนถึงขีดสุด
ฉับพลันนั้นเองก็ปรากฏวงแหวนเวทย์สีแดงประกายทองขึ้นที่ใต้เท้าของสไลม์รูปร่างมนุษย์ ก่อนจะมีเปลวเพลิงสีทองพิสุทธิ์พวยพุ่งออกมาเผาผลาญร่างของสไลม์ ภายในเสี้ยวพริบตาสไลม์ที่เลียนแบบร่างกายของมนุษย์ กลับกลายเป็นผุยผงภายในพริบตาเดียว พร้อมๆ กับร่างของฟ็อกซ์ที่ทรุดลงกับพื้นและหมดสติไป
ผู้อำนวยการถึงกับเบิกตากว้างขึ้นด้วยความตกตะลึง ก่อนจะรีบเทเลพอร์ตไปนำร่างของฟ็อกซ์ที่สลบไป แล้วเคลื่อนย้ายกลับไปโรงเรียนหลวงอย่างรวดเร็ว
"หึๆ!! ในที่สุดก็ได้เจอสักทีผู้ใช้มนตราธาตุศักดิ์สิทธิ์" น้ำเสียงของผู้อำนวยการแฝงไปด้วยความยินดี
---------------------------------------------------------------------
ห้องทำงานของผู้อำนวยการ...
ฟ็อกซ์ค่อยๆ ลืมตาตื่นขึ้นมา ในเวลานี้ร่างกายของเขาเจ็บปวดมากราวกับจะแตกออกเป็นเสี่ยงๆ เขาแทบจะขยับร่างกายไม่ได้ด้วยซ้ำ ทั้งยังไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นไปบ้างในระหว่างการต่อสู้ จึงเริ่มคิดทบทวนถึงเหตุการณ์ครั้งสุดท้าย และที่พอจำได้ลางๆ ก็คือช่วงสุดท้ายเขาเลิกคิดที่ผสานธาตุในอาวุธ แต่เลือกที่จะเผามันตรงๆ ไปเลยจากนั้นก็จำอะไรไม่ได้อีกเลย ก่อนจะได้ยินเสียงเรียกสติ
"ฮ้าวววว ฟื้นแล้วงั้นหรอรู้สึกเป็นไงบ้างเจ้าหนู!?" เสียงของผู้อำนวยการบ่งบอกได้ว่าเพิ่งตื่นขึ้นมา อาจจะพร้อมๆ กับฟ็อกซ์เลยก็ว่าได้ถ้าดูจากอาการงัวเงียล่ะก็นะ
"เจ็บปวดไปทุกส่วนจนขยับร่างกายไม่ได้เลย แล้วสรุปว่ามันเกิดอะไรขึ้นงั้นหรือครับ!!" ฟ็อกซ์ตอบออกไปตามตรงก่อนจะถามถึงสาเหตุทันที
"ก็ไม่มีอะไรหรอก แค่เจ้าฝืนใช้มานาจนหมดก็เลยทำให้อยู่ในสภาพแบบนั้นไง เหมือนที่เคยประลองกับข้ามาก่อนนั่นแหละ" ผู้อำนวยการตอบอย่างไม่ค่อยสนใจ
"แต่ครั้งที่แล้วไม่เห็นจะอาการหนักขนาดนี้เลยนี่ครับ!?" ฟ็อกซ์ถามอย่างสงสัย
"ก็ข้าเป็นคนรักษาให้กับเจ้าพอฟื้นถึงได้ไม่มีอาการอะไร แต่คราวนี้ข้าจงใจเพื่อให้เจ้าได้รู้ว่าการฝืนใช้มานาจนหมดจะมีผลร้ายยังไง ยิ่งเมื่อเจ้าเข้าต่อสู้ในดันเจี้ยนหรือกลางสนามรบ เมื่ออยู่ในสภาพนี้คงรู้นะว่าจะเกิดอะไรขึ้น ไม่มีใครสามารถช่วยเจ้าได้ทุกครั้งหรอกนะ" ผู้อำนวยการกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชาก่อนจะเริ่มร่ายมนตรารักษาฟ็อกซ์
"ทำไมถึงไม่สอนเรื่องการใช้มนตราให้กับผมก่อนออกไปสู้ละครับ" ฟ็อกซ์รีบเอ่ยถามต่อทันทีเมื่ออาการดีขึ้น
"มนตราเป็นพลังที่มีรูปแบบการใช้งานเฉพาะตามแต่ละธาตุของบุคคล โดยใช้พลังมานาหรือพลังชีวิตในร่างกายเพื่อใช้งาน แต่เจ้าที่ไม่เคยเรียนรู้มนตรามาก่อนกลับสามารถใช้งานได้ แม้จะไม่ถูกหลักมากนักแต่ก็มีพลังทำลายล้างในระดับนึง และสิ่งสำคัญที่สุดของการใช้มนตราก็คือการจินตนาการ" ผู้อำนวยการอธิบายคร่าวๆ
"แล้วมันเกี่ยวอะไรกับที่ไม่ยอมสอนผมก่อนออกไปสู้!?" ฟ็อกซ์ที่ฟังแล้วงงเริ่มเอ่ยขัด
"ข้าลืมไปน่ะว่าเจ้ายังใช้ไม่เป็น!!" ผู้อำนวยตอบกลับหน้าตาเฉย ทำเอาฟ็อกซ์ถึงกับหน้าเหวอไปทันที
"นี่...ท่าน!!!!" ฟ็อกซ์ที่กำลังจะหาคำสรรเสริญผู้อำนวยการตัวแสบถึงกับชะงักไป
"เอ้านี่!! แกนพลังของสไลม์ที่เจ้าสังหารได้ ทำการดูดซับมันซะจะได้เพิ่มพลังมานาให้มากขึ้น" ผู้อำนวยการเอ่ยตัดบท ก่อนจะโยนผลึกสีดำก้อนประมาณหนึ่งฝ่ามือให้ฟ็อกซ์
"ดูดซับยังไง!?" ฟ็อกซ์ที่รับผลึกมาได้แต่ถามอย่างงงๆ จนลืมเรื่องที่จะต่อว่าผู้อำนวยการไปซะสนิท
"ไม่ยาก เจ้าก็แค่ทำจิตใจให้ว่างพอเริ่มจับสัมผัสพลังในผลึกได้ ก็เริ่มทำการดูดซับพลังออกมา แต่จะขอเตือนเอาไว้อย่างนึง เมื่อเจ้าดูดซับพลังจนถึงคลาส 10 แล้วให้ทำการจุติขึ้น Rank ก่อนแล้วค่อยดูดซับต่อ ไม่งั้นมันจะเสียของไปโดยเปล่าประโยชน์"
"แล้วลูกแก้วจุติให้ไปหาจากที่ไหนล่ะครับ"
"ก็ผู้ดูแลหอของเจ้าไง แต่ทางโรงเรียนมีงบประมาณที่จำกัด ฉะนั้นนักเรียนทั่วไปจะได้รับความช่วยเหลือในการจุติถึง Rank B ส่วนนักเรียนชั้นพิเศษจะได้สิทธิ์ถึง Rank A หลังจากนั้นต้องทำภารกิจแลกเปลี่ยน"
"คำถามสุดท้ายครับแล้วเราจะรู้ได้ยังไงว่าตัวเองอยู่คลาสที่เท่าไหร่ หรือตรวจสอบว่าพลังมานาจะหมดตอนไหน" ฟ็อกซ์ถามเรื่องที่คาใจมากที่สุดตอนนี้ ก่อนจะได้ยินเสียงหัวเราะของผู้อำนวยการดังลั่นไปทั่วทั้งห้อง
จนกระทั่งเวลาผ่านไปราว 15 นาทีเสียงหัวเราะของผู้อำนวยการก็ยังคงดังเสมอต้นเสมอปลาย ผิดกับฟ็อกซ์ที่ตอนนี้เริ่มมีเส้นเลือดปูดโปนขึ้นมาบนขมับทั้งสองข้าง ก่อนจะทนต่อไปไม่ไหวอีกจึงต้องพูดขัดขึ้น
"มันน่าขำตรงไหนนักหนาครับ ถ้ายังไงช่วยบอกถึงเหตุผลให้ฟังก่อนแล้วค่อยขำต่อจะได้ไหม!!"
"นั่นสินะ!! ข้าก็ลืมไปว่าเจ้าพึ่งจะมาเข้าเรียนวันแรก เอาเป็นว่าเมื่อเจ้าได้สวมใส่อุปกรณ์เวทย์ [กำไล] มันจะสามารถตรวจสอบสถานะของผู้ใช้งานได้ ทั้งค่าสถานะทางกายภาพ พลังมานา พลังชีวิต และระดับของผู้สวมใส่ หากเป็นชาวบ้านทั่วไปจะได้รับแจกเมื่ออายุครบ 15 ปีแต่สำหรับสถานที่เรียนหรือฝึกกองกำลังทหาร จะสามารถใช้งานมันได้ทันที เรื่องพวกนี้เจ้าไม่เคยศึกษามาก่อนหรือไงเพราะนี่ถือเป็นความรู้พื้นฐานที่ทุกคนรู้ดี" เมื่อผู้อำนวยการอธิบายเสร็จ ก็อดที่จะหัวเราะต่อไม่ได้
ฟ็อกซ์ในเวลานี้มีสีหน้าแดงคล้ำเพราะความโกรธและอับอายอย่างมาก ทว่าเรื่องนี้ก็ไม่สามารถโทษเขาได้เพราะเจ้าของร่างนี้คนก่อน ไม่เคยศึกษาหาความรู้อะไรเลยเกี่ยวกับเรื่องแบบนี้ ถ้าจะพูดตรงๆ ก็คือโง่สุดๆ เลยก็ว่าได้ มันเลยทำให้ฟ็อกซ์ต้องมานั่งไล่หาข้อมูลและศึกษาใหม่ทั้งหมด ก่อนจะพยายามเปลี่ยนเรื่องพูดคุย
"นี่ก็หมดเวลาคาบเรียนพิเศษแล้ว ถ้ายังไงผมขอตัวกลับหอก่อนก็แล้วกันนะครับ"
"อ่อ!! ยังมีอีกเรื่องนึงอันนี้พิเศษสำหรับเจ้าเลยนะ เพราะหลังจากนี้อีกสองอาทิตย์ข้าไม่อยู่ จึงไม่ต้องเข้ามาเรียนพิเศษกับข้า แต่ให้ไปฝึกพิเศษกับเทียร่าแทนก็แล้วกัน" สิ้นเสียงของผู้อำนวยการเธอก็มอบจดหมายที่ลงกับดักมนตราให้กับฟ็อกซ์ พร้อมทั้งกำชับว่าห้ามเปิดอ่านเด็ดขาด
"ตกลงครับ" ฟ็อกซ์รับคำก่อนจะรีบเร่งกลับไปยังหอพักอย่างรวดเร็ว -
--------------------------------------------------------------------
หอพักนักเรียนชั้นพิเศษ...
เมื่อฟ็อกซ์กลับมาถึงก็พบว่าเพื่อนๆ ของเขากำลังนั่งรอเขาอยู่ที่ห้องโถง พร้อมทั้งถามไถ่ถึงการฝึกในคาบเรียนพิเศษว่าเป็นยังไงบ้าง เพราะในกลุ่มของพวกเขามีเพียงแค่ ฟ็อกซ์ ราเซีย และคุรุมิเท่านั้นที่มีอาจารย์พิเศษเฉพาะ ผิดกับคนที่เหลือที่ต้องไปฝึกกับอาจารย์แซพไฟร์หรือก็คืออาจารย์ที่นำทางพวกเขามาหอพักครั้งแรกนั่นเอง
สุดท้ายเมื่อไถ่ถามกันจนพึงพอใจแล้ว ฟ็อกซ์ถึงได้มีโอกาสนำจดหมายไปให้ผู้ดูแลหอ และหาอะไรกินอย่างรวดเร็วเพราะความหิวโซ ซึ่งโดยปกติแล้วฟ็อกซ์จะไม่แสดงอาการแบบนี้ออกมา แต่เป็นเพราะการใช้พลังมานาจนแห้งเหือดนั้น ทำให้ร่างกายอ่อนล้าถึงขีดสุดจำเป็นต้องหาอะไรมาบำรุงร่างกาย
หลังจากทานอาหารเสร็จเพื่อนๆ ที่นั่งร่วมโต๊ะกับฟ็อกซ์ถึงกับตกตะลึงและก็แปลกใจไม่น้อย เพราะเพื่อนคนนี้ในสายตาของทุกคนแล้ว เป็นคนเงียบขรึมเก็บอาการอย่างดีเยี่ยม แต่ถึงจะเป็นแบบนี้มันกลับทำให้ทุกคนรู้สึกดีขึ้น ราวกับได้เห็นตัวตนที่แท้จริงของฟ็อกซ์ ที่พยายามเก็บซ่อนอารมณ์ไว้ภายใต้ใบหน้าที่เย็นชา
"ตุบ!! ตุบ!!"
"ตุบ!! ตุบ!!"
เสียงหัวใจที่ดังเป็นจังหวะเดียวกันกับฟ็อกซ์ ทำให้เขารู้สึกราวกับว่ากำลังจะมีอะไรบางอย่างเกิดขึ้น เมื่อหาแหล่งที่มาที่ทำให้เขารู้สึกแปลกๆ ก็พบว่าภายในแหวนมิติของเขามีบางอย่างกำลังสั่นไหว และนั่นก็เป็นไข่ของมังกรสายเลือดผสมที่เขาครอบครองอยู่นั่นเอง
ก่อนที่ผู้ดูแลหอเทียร่าจะจับสัมผัสพลังชีวิตใหม่ได้ และเรียกให้ฟ็อกซ์รีบออกไปด้านนอกหอพัก เพื่อทำการฟักไข่ของสัตว์อสูร ส่วนฟ็อกซ์ก็เร่งรีบทำตามทันทีเพราะรับรู้ได้ว่ามันใกล้จะฟักเต็มที่แล้ว แม้จะงงๆ ไปบ้างว่าทำไมต้องออกไปนอกหอก็ตามที
เมื่อมาอยู่ที่ลานกว้างหน้าหอพักผู้ดูแลหอก็ทำการร่ายม่านปกคลุมพื้นที่รอบๆ ตัวของฟ็อกซ์ ก่อนจะเริ่มอธิบายถึงขั้นตอนในการฟักไข่ของสัตว์อสูร และขั้นตอนง่ายๆ ก็คือหยดเลือดลงไปบนไข่เพื่อให้สัตว์อสูรที่เกิดใหม่ จดจำกลิ่นเลือดของผู้ให้กำเนิดได้ ในยามที่ฟักไข่พลังของสัตว์อสูรจะได้ไม่ทำร้ายผู้ให้กำเนิดนั่นเอง
จากนั้นก็ให้ถ่ายเทพลังมนตราเพื่อประคองให้สัตว์อสูรภายในไข่สามารถออกมาเองได้ ส่วนเวลาในการฟักไข่นั้นขึ้นอยู่กับสัตว์อสูรที่เกิดใหม่ว่ามีความแข็งแรงมากน้อยแค่ไหนกัน แต่สิ่งที่น่าตกใจก็คือหลังจากที่ฟ็อกซ์ได้หยดเลือดลงบนไข่แล้ว เปลือกของมันก็แตกออกมาทันทีพร้อมๆ กับร่างที่ห่อหุ้มด้วยเปลวเพลิงที่ร้อนแรงจนแดงฉาน
จนลานหน้าหอภายในม่านพลังเต็มไปด้วยเปลวเพลิง แต่ฟ็อกซ์ยังถือว่าโชคดีที่หยดเลือดได้ทันเวลา ทำให้เปลวเพลิงพวกนี้ไม่มีผลอะไรกับฟ็อกซ์ ทว่าร่างเล็กๆ ที่ถือกำเนิดขึ้นมานั้นก็สวยสดงดงาม จนสามารถสะกดสายตาของทุกคนที่เฝ้ามองดูอยู่รอบๆ ได้เป็นอย่างดี ไม่เว้นแม้กระทั่งฟ็อกซ์ก่อนที่เปลวเพลิงจะค่อยๆ สงบลง พร้อมกับร่างของสัตว์อสูรสายเลือดผสมที่หยุดอยู่เบื้องหน้าของฟ็อกซ์ และคำพูดที่ทำให้ฟ็อกซ์กลายเป็นรูปปั้นหินแข็งค้างไป
"ป๊ะป๋า หนูหิวแย้ว!!"
--------------------------------------------------------------------