บทที่ 19ความก้าวหน้า
กลางฤดูหนาวท่อนไม้แช่แข็งจนแข็งดุจก้อนหินแม้แต่ศิษย์ใหม่สามคนที่เริ่มมีพลังปราณโลหิตยังต้องออกแรงจามขวานซ้ำๆ จนมือชา
พวกข้าไม่เคยคาดคิดเลยว่าลู่เฟิงผู้เข้าพรรคทีหลังเป็นสิบวันจะผ่าท่อนไม้ขาดสองซีกกลางอากาศได้ด้วยขวานเดียว
คมขวานนั้นเด็ดขาดรวดเร็ว และไร้ซึ่งความลังเล เมื่อเทียบกันแล้วพวกเขาที่ทนผ่าฟืนมาครึ่งเดือนดูไม่ต่างจากมือสมัครเล่น
"น่าสนใจ!"
เฉาเฟิงเอ่ยขึ้นพลางทอดสายตามองแววตาฉายความชื่นชมวับหนึ่ง
ตอนที่พ่อบ้านหลิวคิดจะส่งลู่เฟิงไปตักมูลม้าเป็นเขาเองที่นึกถึงวิชาดาบผ่าฟืนแล้วดึงตัวเด็กหนุ่มมาที่นี่
เดิมทีหวังเพียงให้การฟันฟืนนับพันนับหมื่นครั้งช่วยวางรากฐานและขัดเกลาข้อมือสำหรับการจับดาบจริง แต่ไม่นึกเลยว่าเพียงแค่หกวันฝีมือของเด็กหนุ่มจะเปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคน
'ดูท่าทีอีกสักไม่กี่วันหากยังสร้างความประหลาดใจให้ข้าได้อีกข้าจะถ่ายทอดวิชาดาบสะท้านอสนีเก้าชั้นให้เจ้าเอง'
เฉาเฟิงปรับสีหน้าให้ขรึมลงทันควันก่อนจะถามเสียงเข้ม
"แล้วเจ้าตัวแสบจ้าวเทียนซิงหายหัวไปไหน?"
ลู่เฟิงรีบประสานมืออธิบาย
"เรียนครูฝึกเทียนซิงให้ไข่ต้มสองฟองกับข้าวโอ๊ตข้าทุกวันแลกกับการให้ข้าช่วยผ่าฟืนในส่วนของเขาช่วงนี้เขาจึงไม่ค่อยมาที่ลานผ่าฟืนขอรับ"
"เอาของคนอื่นมาทำสัญญาโดยที่ตัวเองไม่ต้องออกแรง ช่างรู้จักคิดนัก!แต่เวลาที่ประหยัดได้กลับไม่เห็นเอาไปตั้งใจฝึก น่าโมโหยิ่งนัก!"
เฉาเฟิงแค่นเสียงก่อนจะสั่งให้ลู่เฟิงเดินตามเขาไป
ทั้งสองเดินตัดลานฝึกกว้างและผ่านตรอกแคบหลายสาย จนมาถึงเรือนหลังใหญ่ที่เงียบสงบ
กลางลานเรือนมีต้นไห่ถังเก่าแก่แตกกิ่งก้านคดเคี้ยวราวมังกรริมกำแพงวางเรียงรายด้วยตุ้มหินหลายขนาด
เฉาเฟิงยกมือขึ้นจรดริมฝีปากแล้วผิวปากสั้นๆนกพิราบสีขาวนวลตัวหนึ่งก็บินร่อนลงมาเกาะที่ท่อนแขนของเขา
"ข้าจะให้คนไปตามจ้าวเทียนซิงมาตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป พวกเจ้าสองคนย้ายมาพัก และฝึกหมัดที่เรือนหลังนี้”
“อาหารสามมื้อยังคงต้องไปกินที่โรงอาหารแต่นางจางจะคอยต้มเนื้อสัตว์อสูรเสริมให้พวกเจ้าเป็นพิเศษเพื่อช่วยเพิ่มปราณโลหิต"
เฉาเฟิงเอ่ยพลางพยักหน้าให้นางจางหญิงวัยกลางคนในชุดผ้าป่านหยาบที่เดินออกมาต้อนรับ
"แล้วก็ฝากบอกเจ้าเทียนซิงด้วย...เลิกเที่ยวเดินโอ้อวดเรื่องจะควบแน่นปราณโลหิตได้แล้วมีความก้าวหน้าเพียงนิดเดียก็ร้องป่าวประกาศให้รู้ไปทั่วเหมือนแม่ไก่ออกไข่วันหน้าจะชักนำภัยมาสู่ตัวโดยไม่รู้เรื่อง!"
เมื่อเฉาเฟิงสั่งความเสร็จก็เดินจากไปนางจางจึงพาลู่เฟิงไปยังห้องพักฝั่งปีกตะวันออก
ภายในห้องมีเครื่องนอนสะอาดสะอ้านพื้นไม้ไร้ฝุ่นจับ และมีแม้กระทั่งชุดชาตั้งวางไว้ ต่างจากห้องพักรวมที่ทรุดโทรม และแออัดก่อนหน้านี้ราวฟ้ากับดิน
"ท่านป้าไม่ต้องเรียกข้าว่าคุณชายหรอกครับเรียกข้าว่าเสี่ยวเฟิงก็พอ"
ลู่เฟิงกล่าวอย่างนอบน้อม
เขาเอ่ยขอบคุณนางจางแล้วเดินออกมาที่ลานเรือนเพื่อฝึกหมัดสิบสองรูปแบบต่อทันที
[ค่าประสบการณ์หมัดสิบสองรูปแบบ+4]
ไม่นานนักจ้าวเทียนซิงก็เดินเข้ามาในเรือนพร้อมกับหลี่ชิงเสวี่ยนายพรานหนุ่มรีบปรี่เข้ามาถามหน้าตาตื่น
"พี่ลู่ท่านอาจารย์เฉาโกรธอะไรข้าหรือ?"
"เจ้าโอ้อวดเกินไปน่ะสิครูฝึกเลยสั่งให้เจ้ามาเก็บตัวฝึกซ้อมที่นี่ท่านบอกว่าอย่าทำตัวเหมือนหลิงเฟิงที่ไปไหนมาไหนก็ต้องมีคนรุมล้อม"
จ้าวเทียนซิงถอนหายใจยาวอย่างโล่งอกก่อนที่ดวงตาจะพลันเป็นประกายเมื่อเหลือบไปเห็นนกสีขาวบินผ่านยอดไม้
เขาเบี่ยงตัวปลดคันธนูออกจากบ่ายัดลูกศร และง้างสายจนสุดสายตาในชั่วพริบตา
ฟิ้ว!
ศรหัวเหล็กพุ่งทะยานเจาะร่างนกสีขาวตัวนั้นจนร่วงลิ่วลงมาบนพื้นลาน
"เห็นฝีมือข้าไหมพี่ลู่!ข้าเคยล่าเสือล่าดาวในป่ามาแล้ว คืนนี้พวกเรามีเนื้อนกกินกันแล้ว!"
จ้าวเทียนซิงยืดอกอย่างภาคภูมิใจ
ลู่เฟิงยกมือขึ้นกุมขมับทันที
"นั่นมันนกส่งสารที่ครูฝึกเฉาเลี้ยงไว้..."
คำพูดนั้นทำเอาทั้งจ้าวเทียนซิงและหลี่ชิงเสวี่ยเบิกตากว้างจนแทบถลน
"เหตุใดท่านไม่รีบบอกข้าให้เร็วกว่านี้เล่า!"
จ้าวเทียนซิงหน้าถอดสี
"เจ้าเปิดโอกาสให้ข้าพูดที่ไหนกัน?นกเพิ่งจะร้อง เจ้าก็ง้างธนูยิงเสร็จสรรพแล้ว"
"พี่ลู่...แล้วพวกเราจะทำอย่างไรกันดี?"
จ้าวเทียนซิงถามเสียงสั่น
"พวกเราอะไรกันเจ้าเป็นคนยิง ไม่เกี่ยวกับข้าเสียหน่อย"
ลู่เฟิงรีบตัดบทพลางหมุนตัวเดินกลับเข้าห้องแต่ก็ยังอุตส่าห์โผล่หน้าออกมาจากช่องหน้าต่างเพื่อเสนอแนะ
"เอาอย่างนี้ไหมย่างมันให้สุกแล้วยกร้อนๆ ไปให้อาจารย์เฉากินก่อน จากนั้นค่อยสารภาพความจริงอย่างน้อยพอได้กินเนื้อนกอิ่มแล้ว เขาอาจจะเกรงใจไม่ลงมือหนักเท่าไหร่"
หลี่ชิงเสวี่ยส่ายหน้าด้วยความระอาใจก่อนจะหมุนตัวเดินจากไปทิ้งให้จ้าวเทียนซิงยืนทื่อสับสนอยู่กลางลมหนาวเพียงลำพัง
เก้าวันผ่านไปในพริบตา
[อ่านหนังสือได้รับค่าประสบการณ์การอ่านเขียนรวม +36]
ลู่เฟิงปิดหนังสือบันทึกปีศาจ ที่ยืมมาจากหอคัมภีร์ลง
หนังสือเบ็ดเตล็ดเล่มนี้บันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับอมนุษย์และอสูรร้ายเอาไว้
เรื่องงูเขียวบำเพ็ญตบะจนกลายเป็นปีศาจเขายังพอทำความเข้าใจได้แต่สิ่งที่ทำให้เขาแปลกใจคือ
แม้แต่ผู้ฝึกยุทธ์ที่เป็นมนุษย์ก็สามารถแปรสภาพกลายเป็นปีศาจกระหายเลือดได้เช่นกันและสาเหตุหลักล้วนเกี่ยวข้องกับสิ่งที่เรียกว่ามลพิษ
'มลพิษที่ว่านี้...จะเป็นสิ่งเดียวกับค่าระดับมลพิษที่ปรากฏบนแผงระบบของข้าหรือไม่?แล้วตัวข้าในยามนี้กำลังฝึกฝนวิชาทางโลกหรือกำลังบ่มเพาะเป็นเซียนกันแน่?'
ในหนังสือบันทึกไว้เพียงไม่กี่ประโยคสั้นๆครั้นไปสอบถามผู้ดูแลหอคัมภีร์ ชายแก่กลับไม่ยอมตอบแถมยังหัวเราะเยาะว่าเขาเพ้อเจ้อ
ลู่เฟิงนึกขึ้นได้ว่าจ้าวเทียนซิงเคยใช้ชีวิตในป่าลึกและเคยพบเจอปีศาจของจริง บางทีเขาน่าจะหาโอกาสลองถามสหายดู
หิมะเริ่มโปรยปรายลงมาเกาะเหนือกิ่งไห่ถังลู่เฟิงเข้ามาอยู่ในพรรคเจ็ดดาราได้ครบครึ่งเดือนแล้วร่างกายของเขาในยามนี้ผ่านการผลัดกระดูกเปลี่ยนกายไปจนสิ้นเชิง
[พลังวิญญาณ:24.2]
[ระดับมลพิษ:0/100]
[การบ่มเพาะ:ขอบเขตแรกแห่งการวางรากฐาน ขั้นบำรุงโลหิต 97%]
[ทักษะ:วิชาดาบผ่าฟืน (ทะลวงขีดจำกัดครั้งที่หนึ่ง 1167/3000) (คุณลักษณะ: ดาบไวประหนึ่งวายุ)]
[ทักษะ:การอ่านเขียน (ขั้นเชี่ยวชาญ) ความคืบหน้า: 304/500 (คุณลักษณะ: ไม่มี)]
[ทักษะ:หมัดสิบสองรูปแบบ (ขั้นชำนาญ) ความคืบหน้า: 293/300 (คุณลักษณะ: ไม่มี)]
สารอาหารจากเนื้อสัตว์อสูรน้ำแกงยาวันละสามชาม ประกอบกับการฝึกหมัดอย่างบ้าคลั่งส่งผลให้ขั้นบำรุงโลหิตของเขาทะยานขึ้นถึง 97% ตั้งแต่เมื่อสามวันก่อน
ทว่าหลังจากนั้นเป็นต้นมาตัวเลขกลับหยุดนิ่งไม่ขยับขับเคลื่อนอีกเลยแม้ว่าเขาจะสัมผัสได้ว่าปราณโลหิตในกายยังคงหนาแน่นขึ้นเรื่อยๆ ก็ตาม
การจะเติมเต็มส่วนที่เหลือให้ครบ100% จำเป็นต้องควบแน่นพลังปราณโลหิตให้ได้สามเส้นเสียก่อน
เฉาเฟิงเริ่มสอนเคล็ดวิชาโคจรพลังให้เขากับจ้าวเทียนซิงเมื่อสองวันก่อนแต่ลู่เฟิงยังไม่คิดรีบร้อนลงมือ
ครูฝึกเคยบอกไว้ว่าแม้แต่คนที่มีรากฐานสูงล้ำอย่างจ้าวเทียนซิงยังต้องฝึกขัดเกลาหมัดถึงสิบสามวันเต็มก่อนจะเริ่มควบแน่นปราณเส้นแรก
ลู่เฟิงจึงตัดสินใจรอให้วิชาหมัดของตนเองทะลวงเข้าสู่ขั้นเชี่ยวชาญในวันนี้เพื่อปล่อยให้ทุกอย่างก้าวหน้าไปตามธรรมชาติ
นอกจากนี้ทักษะการอ่านเขียนที่ยกระดับขึ้นก็ส่งผลต่อเขาอย่างชัดเจน ความคิดของเขาแจ่มใส และมีความจำดีขึ้นเป็นกอง
หลังจากอ่านบันทึกปีศาจจบเพียงรอบเดียวภาพ และข้อความเกือบทั้งหมดก็ประทับแน่นอยู่ในหัวสมอง
ต่างจากตอนที่ต้องทนท่องจำคู่มือวิชาหมัดในวันแรกๆที่ต้องใช้เวลาเคี่ยวกรำอยู่หลายวัน
วิชาหมัดสิบสองรูปแบบขาดอีกเพียงสองรอบเท่านั้นก็จะบรรลุขั้นเชี่ยวชาญซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญจากปริมาณสู่คุณภาพ
รูปแบบพยัคฆ์จะสามารถระเบิดพลังกรงเล็บฉีกทองทำลายหยกรูปแบบนางแอ่นช่วยให้ร่างกายว่องไวปราดเปรียวฝ่าห่าธนู
รูปแบบหมีมอบพละกำลังมหาศาลปานยกภูผาส่วนรูปแบบอินทรีจะช่วยขยายประสาทสัมผัสทางสายตา และพลังจับกุม
เพียงแค่ขั้นชำนาญเขาก็สัมผัสได้ถึงความมหัศจรรย์เหล่านี้แล้ว หากทะลวงผ่านได้สำเร็จในวันนี้พลังฝีมือของเขาคงก้าวขึ้นสู่ระดับที่ต่างออกไปอย่างแน่นอน