หวังเฟยหลงหาดูภารกิจที่ออกไปทำข้างนอกและใช้เวลาค่อนข้างนาน เขาค่อยๆ หาอะไรที่ไม่หนักและได้คะแนนไม่น้อยมากนัก ทันใดนั้นเองเขาก็เห็นภารกิจหนึ่งที่น่าสนใจ นั่นคือภารกิจตามหาสมุนไพรหายาก สถานที่ที่จะไปหานั้นไม่ไกลจากเมืองฮวา และที่สำคัญคือ เวลาในการทำภารกิจ 15 วัน ถือว่านานมาก หวังเฟยหลงมีหลายที่ที่ต้องแวะไป เขาต้องกลับไปดูที่ตระกูล และยังต้องไปหาหมิงซูเมิ่งด้วย ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจเลือกภารกิจนี้
หากศิษย์คนไหนกลับมาไม่ทันภายในระยะเวลาที่ภารกิจกำหนดไว้จะถูกหักคะแนน นอกจากจะมีเหตุผลอันควรเช่นบาดเจ็บสาหัสและเพิ่งจะพักฟื้นได้ และโชคดีที่ต่อให้รับภารกิจไปแล้ว แต่หากทำไม่สำเร็จก็ไม่มีบทลงโทษใดๆ ขอแค่กลับมาตามเวลาที่กำหนด
เมื่อหยิบใบภารกิจออกมา หวังเฟยหลงก็เดินไปหาผู้อาวุโส พร้อมกับยื่นใบภารกิจกับป้ายวิญญาณประจำตัว ผู้อาวุโสรับและมองหวังเฟยหลงอย่างจริงจัง จากนั้นเขาก็ยิ้มและพูดกับหวังเฟยหลง
“ เป็นเจ้านี้เอง!! ”
“ หวังเฟยหลง ขอรับ!! ”
“ อืมๆ สมแล้วที่เป็นศิษสายตรงของท่านผู้นำ ”
คำพูดของผู้อาวุโสทำให้ศิษย์ที่อยู่รอบๆต่างหันมามองหวังเฟยหลงด้วยความสนใจ มันไม่ใช่ใครก็ได้ที่จะได้เป็นศิษย์สายตรงของผู้นำ และหวังเฟยหลงก็ทำให้พวกเขารู้สึกประหลาดใจเพราะระดบพลังของหวังเฟยหลงเพียงแค่ ระดับรวมรวบระยะปลายเท่านั้น
ศิษย์คนอื่นๆรู้สึกสงสัยว่าหวังเฟยหลงเข้ามาเป็นศิษย์สายในได้อย่างไร ในเมื่อมีระดับพลังเช่นนี้ พวกเขาส่วนใหญ่ต่างก็คิดว่าหวังเฟยหลงเข้ามาได้ก็เพราะเป็นศิษย์ของลู่หยาง หมายความว่าหวังเฟยหลงเข้ามาได้ด้วยเส้นสาย แน่นอนว่าหวังเฟยหลงรู้ว่าคนอื่นๆคิดอย่างไร แต่เขาก็ไม่ได้สนใจ
ผู้อาวุโสส่งพลังปราณเข้าไปป้ายวิญญาณของหวังเฟยหลง จากนั้นป้ายก็เหลืองแสงเล็กน้อยออกมา จากนั้นก็ตัวอักษรปรากฏที่ป้าย เป็นตัวเล็กๆด้านล่างขวา เป็นคำว่า ภารกิจ มันหมายความว่าเจ้าของป้ายกำลังทำภารกิจอยู่ ด้วยสิ่งนี้จะสามารถเข้าออกสถาบันได้
“ ภารกิจนี้!! ได้สิ อย่าลืมละ ต่อให้เจ้าจะเป็นศิษย์ของท่านผู้นำ เจ้าก็ไม่สามารถกลับเข้าสถานบันช้ากว่ากำหนดของภารกิจได้ ”
“ เข้าใจแล้วขอรับ เช่นนั้นข้าขอตัวก่อนนะขอรับ ”
หวังเฟยหลงเดินออก สายตาของเหล่าศิษย์เต็มไปด้วยความเคลือบแคลงใจ ส่วนผู้อาวุโสที่ดูแลหอภารกิจนั้นยิ้ม เขาไม่ได้พูดหรืออธิบายอะไร เขากับชื่นชมหวังเฟยหลงที่ไม่สนใจเสียงนินทารอบข้าง มีความนิ่งใจเย็น ถือว่าเป็นนิสัยของศิษย์ที่ดี
‘ สมแล้วจริงๆที่ท่านผู้นำรับเป็นศิษย์…ศิษย์ที่มีพรสวรรค์เดี๋ยวนี้มักจะหยิ่งทะนงตนเองอย่างมาก เฮ้อ!! ’
ไม่รอช้าหวังเฟยหลงไปบอกกล่าวแก่ลู่หยางเสียก่อนจากนั้นก็ออกเดินทางทันที เมื่อเขามาถึงหน้าทางเข้าสถาบันเขาก็ยื่นป้ายวิญญาณประจำตัวให้กับยามเฝ้าที่อยู่ข้างหน้า เพื่อเป็นการยืนยันว่าพวกเขากำลังจะออกไปทำภารกิจ หลังจากได้รับการยืนยัน ที่แรกที่หวังเฟยหลงไป คือ ตระกูลของเขา
ใช้เวลาไม่นานนักหวังเฟยหลงก็ไปถึงตระกูลของเขา ผ่านมาหนึ่งปีแล้ว ตั้งแต่ที่เขาเข้าสถาบันไป ตอนนี้ด้วยความช่วยเหลือจากสมาคมพ่อค้าทมิฬ ด้วยฝีมือการตีเหล็กของเซียงหลาน ทำให้ตระกูลหวังเขาดูเปลี่ยนไปอย่างมาก ตอนนี้มันดูโออ้าสมกับเป็นตระกูลใหญ่ของเมืองจริงๆ นอกจากนี้ดูเหมือนว่าระดับพลังของคนอื่นๆในตระกูลจะเพิ่มขึ้นด้วย เพราะแม้แต่พลังของยามเฝ้าทางเข้าหมู่บ้านยังเพิ่มขึ้นเลย ที่สำคัญที่สุดคือเหมือนจะมีคนเพิ่มมากขึ้นมา
หวังเฟยหลงเดินมาถึงทางเข้า เขาก็ถูกหยุดด้วยทหารยาม พวกเขาทั้งสองคนขวางทางหวังเฟยหลงด้วยท่าทีดุดัน และมองหวังเฟยหลงด้วยสีหน้าจริงจัง จากนั้นก็พูดด้วยน้ำเสียงขึงขัง
“ นี้คือหมู่บ้านตระกูลหวัง คนนอกห้ามเข้า ”
“ ข้าหวังเฟยหลง!! ”
“ หวังเฟยหลง? คุณชายใหญ่ตอนนี้อยู่ที่สถาบันเมืองฮวา เจ้าบังอาจมากเลยนะที่คิดจะปลอมตัวตนเป็นคุณชายใหญ่เช่นนี้ รีบออกไปซะในตอนที่ข้ายังพูดดีๆ ”
ได้ยินเช่นนี้หวังเฟยหลงขมวดคิ้วและยิ้มอย่างชอบใจ หมายความว่าเขาไม่ได้โกรธเพราะตระกูลหวังเติมโตขึ้นมากในหนึ่งปีที่ผ่านมา หวังเฟยหลงย้ำอีกครั้งว่าเขาคือ หวังเฟยหลง แต่อีกฝ่ายก็ไม่เชื่อแถมพูดกับมาอีกว่า
“ คุณชายใหญ่เพิ่จะเข้าร่วมสถาบันได้ปีเดียว ไม่มีทางออกมาได้เร็วขนาดนี้หรอก เจ้าจะปลอมตัวเป็นใครควรจะศึกษาคนที่เจ้าจะปลอมตัวหน่อย รีบออกไปซะ ก่อนที่ข้าจะแจ้งผู้อาวุโสในตระกูล หากถึงขั้นนั้นเจ้าจะหาว่าข้าใจร้ายไม่ได้นะ ”
มันไม่แปลกหรอกที่จะคิดเช่นนั้น เพราะปกติแล้วกว่าจะทดสอบเข้าเป็นศิษย์ในต้องใช้เวลาสอง และระดับพลังอย่างน้อยต้องอยู่ในระดับหลอมรวมระยะต้น แต่หวังเฟยหลงเพิ่งจะรวบรวมระยะปลายเท่านั้น การที่คนอื่นๆจะสับสนและไม่เชื่อก็เป็นเรื่องปกติ
หวังเฟยหลงเริ่มกุมขมับ เขาเริ่มคิดหาวิธีที่จะเข้าไป ในตอนนั้นเองก็ได้มีชายคนหนึ่งกำลังนั่งรถม้าขนของเดินทางมาที่ทางเข้าตระกูลหวัง ทหารยามสองคนนั้นเหมือนจะรู้ว่าเป็นรถม้าของใคร เขารีบเปิดทางและพูดกับหวังเฟยหลงด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ เฮ้!! เจ้าน่ะ จะยืนอยู่อย่างนั้นอีกนานแค่ไหน รถม้าขนของกำลังจะเข้าตระกูลแล้ว เจ้าหลบมาด้านข้างนี้ อย่าได้เกะกะเด็ดขาด เพราะคนที่นั่งรถม้าคือคนใช้คนสนิทของคุณชายใหญ่!! ”
‘ คนใช้คนสนิท?? อ่า!! ’
ตอนนี้เองหวังเฟยหลงก็พบทางออกแล้ว เขายิ้มและหันไปมองที่รถม้า ขณะที่รถม้ากำลังจะผ่านไปนั้น หวังเฟยหลงก็พูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ ตงหยาง!! ”
ทหารยามที่ได้ยินหวังเฟยหลงพูดก็รู้สึกทำตัวไม่ถูกและหันไปมองตงหยางพร้อมกับมองหวังเฟยหลง ตอนนั้นเองตงหยางที่กำลังนั่งอยู่ข้างหน้ารถม้าก็หยุดม้าและหันไปมองข้าง ตงหยางรีบหยุดและลงจากรถม้าทันที
“ คุณชายใหญ่!! ”
“ ห้ะ!! คุณชายใหญ่!! ”
ทหารยามสองคนนั้นที่ห้ามหวังเฟยหลงเข้าก็ต้องสบทออก ตอนนี้สีหน้าของพวกเขาวิตกกังวลอย่างมาก พวกเขาปาดเหงือที่หน้าผากอย่างช่วยไม่ได้ จากนั้นพวกเขาก็ทำความเคารพหวังเฟยหลง พร้อมกับกล่าวขอโทษหวังเฟยหลงด้วยท่าทีร้อนรน
“ ทำความเคารพคุณชายใหญ่ โปรดอภัยให้พวกข้าด้วย ”
“ อภัย? พวกเจ้าทำอะไรไป!?? ”
ตอนนี้เองตงหยางก็รู้สึกสับสนกับเหตุการณ์ตรงหน้า เขาไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่รู้สึกเหมือนพวกทารยามจะทำผิดต่อหวังเฟยหลง แต่หวังเฟยหลงโบกมือให้ตงหยาง ก่อนจะหันไปหาทหารยามที่กำลังขอโทษเขาอยู่ เขาพูดอย่างใจเย็น
“ ช่างมันเถอะ พวกเจ้าแค่ทำตามหน้าที่ แต่คราวหลังหากพวกเจ้าไม่รู้หรือไม่แน่ใจพวกเจ้าจะต้องไปตามหาคนที่รู้ไม่ใช่ยืนการเช่นนี้ ”
“ เข้าใจแล้วขอรับ ขอบคุณ คุณชายใหญ่ที่เมตตา ”
“ อืม!! พวกเจ้าทำดีแล้ว…ตงหยาง พาข้าไปหาท่านพ่อเสียก่อน ”
“ ขอรับ!! ”
จากนั้นตงหยางก็พาหวังเฟยหลงไปหาหวังกัง ระหว่างทางหวังเฟยหลงเจอคนที่หน้าคุ้นเคยหลายคนและแล้วข่าวการกลับมาของหวังเฟยหลงก็ถูกแพร่กระจายออกไปทั่งตระกูลหวังเป็นที่เรียบร้อย ไม่นานนักหวังเฟยหลงก็ถึงโถงผู้นำตระกูล เขาเข้าไปก็พบว่าหวังกังกำลังวางแผนอยู่กับเหล่าผู้อาวุโสคนอื่นๆอยู่
“ ขออนุญาตขอรับ คุณชายใหญ่กลับมาแล้วขอรับ ”
สิ้นเสียงทุกๆคนก็หันกลับมามอง มีเหล่าผู้อาวุโสหลายคนยิ้มยินดีกับที่หวังเฟยหลงกลับมา รวมถึงหวังกังด้วยเช่นกัน เขารีบเดินเข้ามาดูหวังเฟยหลง แต่จากนั้นไม่นานสีหน้าของหวังกังก็เปลี่ยนไปและถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ เดี๋ยวน่ะ!! เหตุใดเจ้าถึงกลับมาตระกูลได้แล้วละ เจ้าคงไม่ได้ทำเรื่องผิดพลาดร้ายแรงแล้วถูกไล่ออกหรอกนะ!? ”
คำพูดของหวังกังทำให้ผู้อาวุโสคนอื่นๆหน้าเปลี่ยนสีเช่นเดียวกัน พวกเขามองหวังเฟยหลงอย่างจริงจังพร้อมกับคาดหวังคำตอบจากหวังเฟยหลง เมื่อได้ยินเช่นนี้หวังเฟยหลงก็อดที่จะยิ้มไม่ได้ ก่อนจะพูดออกมาด้วยท่าทีสบายๆ
“ ต่อให้ไม่ได้อยู่ในสถาบัน ข้าก็สามารถแข็งแกร่งขึ้นได้ พวกท่านก็รู้นี้!! ”
“ โอ้!! ไม่นะ!! ”
“ เรื่องจริงหรือนี้!? ”
เมื่อได้ยินคำตอบของหวังเฟยหลงพวกเขาต่างก็รู้สึกหมดหนทาง พวกเขาใช้มือของตัวเองตบหน้าผากของตัวเองแลละกุมขมับด้วยความเสียดาย การเข้าเรียนที่สถาบันนั้นมันมีข้อดีที่เราสามารถสร้างชื่อเสียงและยังมีทรัพยากรที่มากกว่าตระกูลจะหาได้
แต่ก่อนที่พวกเขาจะได้พูดอะไร หวังเฟยหลงก็หยิบป้ายวิญญาณประจำตัวออกมาและโชว์ให้พวกเขาดู ทันใดนั้นพวกเขาเข้าใจได้ทันที มันหมายความว่าหวังเฟยหลงได้เป็นศิษย์ในแล้ว เป็นศิษย์ในตั้งแต่ปีแรกที่เข้าไปแถมยังอยู่ในระดับรวบรวมระยะปลายอีก หวังเฟยหลงพัฒนาขึ้นเร็วมาก
“ เจ้าหลอกพวกเราจนใจเสียหมดแล้ว ”
“ ข้าไม่ได้หลอกพวกท่านเสียหน่อย ข้าแค่บอกว่าต่อให้ไม่อยู่ในสถาบันข้าก็แข็งแกร่งขึ้นได้!! ”
“ เอาเถอะ ข้าไม่เถียงกับเจ้าแล้ว ตอนนี้พวกข้ากำลังประชุมเรื่องการจัดสรรทรัพยากรภายในตระกูลอยู่ เจ้าก็เข้าร่วมด้วยสิ ที่ตระกูลมีได้อย่างทุกวันนี้ส่วนหนึ่งก็เพราะเจ้าด้วย ”
“ ข้าแค่แวะมาเท่านั้น เดี๋ยวข้าก็ต้องออกไปทำภารกิจ แล้วอีกอย่างมันหน้าที่ของท่านพ่อกับพวกท่านผู้อาวุโส ก็แค่แจกจ่ายให้ตามที่สมควร โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่จะเป็นหน้าเป็นตา เป็นแรงขับเคลื่อนตระกูลในอนาคต อย่าไปตระหนี่กับพวกเขาเลย ”
“ เช่นนั้นเจ้าก็ไปพักผ่อนเสียเถิด ”
“ ขอรับ เช่นนั้นข้าขอตัว ”
ตงหยางเดินนำหวังเฟยหลงกลับบ้านของเขาเพื่อไปพักผ่อน เมื่อไปถึง เขาก็พบว่าทุกอย่างยังคงเหมือนเดิมไม่มีอะไรเปลี่ยนไป ที่จะเปลี่ยนไปก็คงจะมีเพียง โรงตีเหล็กของเซียงหลาน ที่ดูเหมือนมันจะถูกขยายใหญ่ขึ้นกว่าครั้งก่อน และนอกจากเซียงหลานแล้วยังมีคนอื่นๆอยู่ภายในโรงตีเหล็กด้วย หวังเฟยหลงจึงถามถึงการเปลี่ยนแปลงกับตงหยาง ก็ได้ความมา
เนื่องจากงานที่มากขึ้นเซียงหลานจึงร้องขอคนช่วยงานเขาจากหวังกัง แน่นอนว่าหวังกังก็ช่วยจัดการให้ ทำให้ตอนนี้เซียงหลานมีผู้ช่วยหลายคนคอยสร้างอาวุธและชุดเกราะ ส่วนเรื่องฝีมือเหมือนจะพัฒนาขึ้นมาไม่น้อยเช่นกัน เขาสามารถสร้างได้รวดเร็วและแข็งแกร่งมากขึ้น
“ เจ้าไปทำเรื่องของเจ้าเถอะ ข้าจะพักผ่อนเสียหน่อย ”
“ ขอรับ ”
หวังเฟยหลงไม่ได้ไปรบกวนเซียงหลานเพราะเนื่องจากตระกูลขยายใหญ่ขึ้นทำให้งานของเซียงหลานมากขึ้นเช่นกัน หวังเฟยหลงกลับมาสนใจเรื่องของตัวเอง เมื่อเข้ามาในห้องเขาก็ได้คิดว่ากลับมาคราวนี้เขาจะทำอะไรบ้าง
“ พรุ่งนี้ข้าต้องไปดูว่า ว่าที่เจ้าสาวข้ามาหาหรือยัง จากนั้นค่อยเดินดูในเมืองแล้วค่อยไปทำำภารกิจ!! ”
เมื่อกำหนดแผนการเดินทางพรุ่งเรียบร้อยแล้วหวังเฟยหลงไม่ได้นอน เขาเลือกที่จะบ่มเพาะพลังปราณตลอดทั้งคืน หลังจากลืมตาตื่นก็พบว่าตอนนี้เช้าแล้วหวังเฟยหลงเดินออกไปหน้าบ้านก็พบเซียงหลานกับตงหยางที่เหมือนจะกำลังรอเขาอยู่ หวังเฟยหลงเดินเข้าไปถามด้วยความสงสัย
“ พวกเจ้ารอข้า? ”