ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    เล่มที่ 4 บทที่ 115 เก็บกวาดหลังงาน (1)

            สวีหยางอี้จ้องมองภาพนั้นแน่นิ่งสิบนาทีเต็ม

            ถ้าเป็นมหาสมุทรผืนบัวจริงๆเมื่อเข้าไปก็เท่ากับยืนอยู่บนหลังของปีศาจน่าสะพรึงกลัวนั่น!

            ไม่... บางทีเขาอาจไม่ใช่ปีศาจก็ได้อาจจะเป็นแค่สัตว์พิลึกพิลั่นตามธรรมชาติ

            ในมหาสมุทรผืนบัวแห่งนั้นซุกซ่อนสุดยอดความลับบางอย่างเอาไว้อยู่...เขามั่นใจแค่เรื่องนี้ สถานที่ที่ปลดเปลื้องโฉมหน้าที่แท้จริงของคัมภีร์ราชาโอสถนิรันดร์ได้มันจะต้องไม่ใช่สถานที่ธรรมดาอย่างแน่นอน

            และจะต้องมีความลับอันยิ่งใหญ่ที่มาพร้อมกับอันตรายอันใหญ่ยิ่งอย่างแน่นอน!

            แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือแผนที่นี้ต้องการจะสื่ออะไรกันแน่?

            ดอกบัวหนึ่งดอก ผืนนภาเพลิง และศาลาหนึ่งหลังแล้วมันเกี่ยวข้องอะไรกับบัวที่ถูกเผาไหม้พร้อมกันก่อนตัวเองจะออกมา?

            แล้วศาลาหลังนั้นมันเกี่ยวอะไรกับการปลดเปลื้องโฉมหน้าที่แท้จริงของคัมภีร์ราชาโอสถนิรันดร์?

            พอความคิดเหล่านี้ผุดขึ้นมา มันก็ฝังรากแน่นในใจสวีหยางอี้ทันที

            “ไม่ได้” ผ่านไปพักใหญ่ สวีหยางอี้สูดลมหายใจเข้าลึกๆพร้อมส่ายหน้าอย่างแน่วแน่ “ถ้า... ร่างสัตว์ประหลาดตัวนั้นเป็นปีศาจขึ้นมาจริงๆแล้วถ้าฉันไปที่นั่นโดยไม่เตรียมตัว ก็มีแต่ต้องตายสถานเดียว!”

            “ข้อได้เปรียบของฉันก็คือฉันเคยไปที่นั่นมาก่อนมีฉันคนเดียวที่รู้ว่าเบื้องล่างมีสัตว์ประหลาดร่างยักษ์น่าสะพรึงกลัวอยู่หนึ่งตัวในเมื่อรู้ว่ามีสถานที่แบบนี้อยู่จริงๆ ... แสดงว่าคนอื่นก็ไปที่นั่นได้เหมือนกัน...”เขาหรี่ตาลง “ฉันต้องการ... กองกำลังของตัวเอง”

            “ต้องการผู้ที่เปี่ยมด้วยพรสวรรค์ตัวจริง... อย่างน้อยต้องระดับพอๆ กับฉันถ้านำคนเข้าไปมากเกินไป เจ้าสัตว์ประหลาดตัวนั้นจะต้องรู้สึกถูกรุกรานแน่นอนดังนั้นฉันต้องเน้นคุณภาพ ไม่ใช่ปริมาณต้องการอัจฉริยะผู้ปราดเปรื่องในด้านใดด้านหนึ่งมาร่วมกองกำลังแบบนี้ถึงมีโอกาสแทรกซึมเข้าไปค้นหาความลับที่นั่นโดยหลีกเลี่ยงการปะทะให้ได้มากที่สุด”

            เพียงไม่กี่อึดใจ เขาก็ตัดสินใจขึ้นอย่างเด็ดเดี่ยว

            สิ่งที่เกี่ยวข้องกับคัมภีร์ราชาโอสถนิรันดร์ทุกชิ้น เขาจะไม่ปล่อยให้หลุดมือหรือคลาดสายตาไปเป็นอันขาด

            ก่อนท่านอาวุโสปี้ปัวถึงแก่ความตาย ดูเผินๆ เหมือนไขปริศนาไปแล้วเรียบร้อยแต่ที่จริงคือการขยายแตกประเด็นปริศนายิบย่อยที่ซ่อนอยู่ต่างหากมันเป็นแค่จุดเริ่มต้นของการไขปริศนาที่แท้จริงเท่านั้น 

            นี่เป็นอาวุธราชันย์ของจักรพรรดิองค์ไหน?

            ใครเป็นคนสังหารจักรพรรดิเจ้าของอาวุธราชันย์ชิ้นนี้?

            ก่อนจักรพรรดิท่านถึงแก่ความตาย ใครเป็นคนใช้กระบี่เซวียนหยวนแหวกม่านฟ้าเหนือพระราชวังต้องห้ามเล็งสังหารจากระยะไกล?

            แล้วทำไมอาวุธจุติราชันย์ชิ้นนี้ถึงมาอยู่กับเขา และยอมรับในวิถีของเขา?

            ความสงสัยเหล่านี้ไม่อาจกระจ่างได้ภายในวันเดียวสวีหยางอี้ไม่อาจปล่อยให้มีข้อสงสัยติดค้างใจแบบนี้ไปได้ตลอด เพราะนานวันเข้ามันจะกลายเป็นมารผจญที่รบกวนการฝึกตนของเขาหลังจากนี้

            “ฉันอยู่ที่มหาสมุทรผืนบัวนานขนาดนั้น มันกลับไม่มีปฏิกิริยาโต้ตอบใดๆบางทีมันอาจจะรู้ก็ได้...”

            “แต่ปฏิกิริยาตอบสนองอาจจะเชื่องช้าเกิน...ตอนนั้นฉันแอบคิดว่ามันอาจจะจำศีลอยู่ก็เป็นได้...”สวีหยางอี้พยายามไล่นึกย้อนหลังอย่างละเอียด “จนกระทั่งผืนบัวลุกเป็นไฟมันถึงตื่นขึ้นมา... ร่างปีศาจขนาดพันเมตรแบบนี้...”

            เขายิ้มเจื่อนๆ “อย่าบอกนะว่าขั้นหยวนอิง... ปะ เป็นไปไม่ได้...”

            “ถ้าเป็นแบบนั้นจริงๆ มันคงรู้ตั้งเสี้ยววินาทีแรกที่ฉันเข้าไปแล้ว”

            ดวงตาเขาไหวกระเพื่อมแผนที่นี้อาจเป็นทางเดียวที่จะทำให้เขากลับเข้าไปที่นั่นได้อีกครั้งเป็นประตูพาไปสู่ที่นั่น

            แต่ว่า...

            เขากัดฟันอย่างหงุดหงิด สายตาจ้องมองแผ่นหนังแกะไม่ไหวติง

            ไอ้แผ่นหนังแกะผืนนี้... ไม่สมประกอบ

            รูปภาพที่กำกับไว้น่าจะเป็นภาพพื้นที่ด้านในแต่ยังขาดส่วนที่เป็นทางเข้าอยู่!

            ทำให้เขาไม่รู้ว่าทางเข้าอยู่ที่ไหน? แล้วจะเข้าไปอย่างไร?

            “ฉันยังไม่รีบ...” ภายใจในลั่นเสียงเตือนตัวเอง “หากแคล้วคลาดหมายถึงวาสนาฉันไม่ถึง แล้วจะดื้อดึงฝืนรั้งไปทำไม”

            “ตอนนี้ สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ...ฝึกวิชาเวทในคัมภีร์ราชาโอสถนิรันดร์ต่อไปเพราะฉันรับรู้ถึงเพลิงวิหคชาดได้แล้ว...” เขาครุ่นคิดเงียบขรึม “...และต้องรับภารกิจระดับ S มาทำ จะให้ทำภารกิจระดับ A สิบครั้ง มันใช้เวลานานเกินไป...เพราะจะได้รับสิทธิ์ใช้ข้อมูลระดับสูงกว่านั้น... ดังนั้น ฉันต้องการกองกำลัง”

            เขาจ้องแผ่นหนังแกะผืนนี้ ในมือถือกระบี่คล้ายไม้พิลึกพิลั่น“ก่อนจะรู้ว่าทางเข้าอยู่ที่ไหน... ฉันต้องเตรียมตัวให้พร้อม”

            “หลี่จงหยวน” เขาเป็นคนคิดแล้วทำเลยเมื่อตัดสินใจแล้วก็ส่งกระแสจิตเรียกหาปีศาจสัตว์เลี้ยงของตัวเองทันที

            ในยุคสมัยที่อณูปราณเบาบาง สภาพแวดล้อมการฝึกตนถดถอยแม้ดูเหมือนทรัพยากรทางธรรมชาติยังดูสมบูรณ์ แต่กลับกดการฝึกตนบำเพ็ญตบะให้อยู่แค่ขั้นจินตันในเมื่อพบเจอและไขปริศนาเบื้องต้นของสมบัติโบราณชิ้นนี้ได้แล้วไยเขาต้องปล่อยวาสนาหลุดลอย

            “ครับ คุณสวี” หลี่จงหยวนขานรับขึ้นทันทีหลังจากเหตุการณ์ที่บึงบงกชจตุทิศเป็นต้นมา เขาก็เคารพและซื่อสัตย์กับสวีหยางอี้มากขึ้นกว่าเดิมมาก

            “ติดต่อหาเฉิงเจี้ยนเฟิงกับโจวถิงถิงทันที เชิญพวกเขามาพบฉัน”

            ...

            ผ่านไปไม่ถึงสิบนาที ทั้งสองคนก็มายืนอยู่ด้านหน้าสวีหยางอี้แล้ว

            สวีหยางอี้ยังนั่งเงียบอยู่บนเก้าอี้ สายตามองพิจารณาพวกเขาทั้งสองคนเฉิงเจี้ยนเฟิงไม่ใช่ปีศาจสัตว์เลี้ยงของเขา ส่วนโจวถิงถิงก็ไม่ใช่คนรับใช้ของเขาเช่นกัน

            แต่ว่า สวีหยางอี้กลายเจ้านายของทั้งสองไปโดยปริยาย

            “ครึ่งปีมานี้ รบกวนทุกคนไว้มาก” เขาระบายยิ้ม “นั่งสิ ทำตัวตามสบาย”

            ทั้งสองไม่กล้านั่ง พากันยืนตัวแข็งทื่อเป็นท่อนไม้

            ก่อนหน้านี้ พวกเขารู้สึกเคารพนับถือคนๆ นี้แค่ตอนนี้กับเจือความหวาดเกรงขึ้นรำไร

            พวกเขารู้ซึ้งถึงพลังของสวีหยางอี้ตั้งแต่แต่ช่วงแรกๆ แต่ใครจะไปรู้ว่าเขาจะสังหารทายาทตระกูลหมิงได้เป็นหัวหน้ากองกำลังระดับ แถมยังมีคนใหญ่คนโตหนุนหลังอยู่

            เป็นที่แน่ชัดแล้วว่ารหัสประจำ “ TD-01”ที่โจวถิงถิงเห็นตอนนั้นเป็นเรื่องจริง!

            โจวถิงถิงไม่กล้าพูดจาสนิทสนมกับอีกฝ่ายเหมือนเมื่อก่อนส่วนเฉิงเจี้ยนเฟิงแทบไม่กล้าเงยหน้าสบตา ไม่ว่าจะเป็นวีรกรรมสังหารทายาทตระกูลหมิงตำแหน่งหัวหน้ากองกำลังระดับ A ไหนจะหินวิญญาณหลายตันนั่นอีกไม่ว่าด้านไหนก็ห่างไกลจากพวกเขาลิบลับ อยู่ๆสั่งให้ผู้ฝึกตนบ้านนอกสองคนออกจากเมืองมากะทันหันแบบนี้ทำเอาพวกเขาทำตัวไม่ถูกเลย

            พวกเขาจะนั่งลงหรือไม่นั่ง สวีหยางอี้ไม่สน เขาระบายยิ้มเอ่ย“ถ้าพวกนายเต็มใจเดี๋ยวอีกสักพักยื่นแบบฟอร์มนี้ไปที่อวี้หลินเว่ยเพื่อขอเบิกหินวิญญาณในกองกำลังไปใช้ฝึกตน”

            “ค่ะ/ครับ...หะ?”

            ทั้งสองตอบรับด้วยความเคยชินแต่วินาทีต่อมาก็เงยหน้าขึ้นมองสวีหยางอี้อย่างสะดุ้งตกใจราวกับเข็มแหลมทิ่ม

            “พวก พวกเราได้เข้าร่วมกับกองกำลังทัณฑ์สวรรค์งั้นเหรอคะ?” ลมหายใจของโจวถิงถิงถี่กระชั้น นาทีนี้เธอพยายามข่มความซาบซึ้งเจือความเคารพอันเอ่อล้นที่มีต่อสวีหยางอี้น้ำเสียงสั่นเครือ

            “คุณ คุณต้องการสุดยอดอัจฉริยะไม่ใช่เหรอครับ? แบบพวกหัวกะทิ”เฉิงเจี้ยนเฟิงตื่นเต้นจนปากสั่นระริกเขาไม่คิดไม่ฝันว่าตัวเองจะได้เข้าร่วมกับกองกำลังทัณฑ์สวรรค์!

            มีผู้ฝึกตนกี่มากน้อยที่กำลังตั้งหน้าตั้งตารอสิทธิ์เข้าประจำการ! มีผู้ฝึกตนกี่มากน้อยที่ส่งของมีค่าหมายตีสนิท!แต่พวกเขาทั้งสองกลับไปเข้ากองกำลังโดยที่ไม่ต้องทดสอบอะไรเลยเนี่ยนะ!

            นี่สินะที่เขาเรียกว่าความร่มเย็นภายใต้ร่มบารมี

            สวีหยางอี้ใช่ต้นบารมีของใคร เขายังไม่กล้าคิดขนาดนั้นเขาคิดแค่ว่าทั้งสองคนนี้คือคนกันเอง ครึ่งปีก่อนหน้านี้ตอนที่เขามุ่งมั่นฝึกตนอยู่กับตัวเองเขาค่อนข้างเฉยชากับสองคนนี้ไปมาก

            หากอยากให้ลูกน้องยอมเชื่อฟังอย่างหมดใจอย่างน้อยก็ต้องทำให้พวกเขาเห็นอนาคตตัวเองในขณะที่ติดตามอยู่

            จริงอยู่ที่อัจฉริยะสำคัญ แต่คนกันเองสำคัญกว่า

            “ฉันจะให้ใครเข้า มันก็เป็นสิทธิ์ของฉัน” สวีหยางอี้คลี่ยิ้ม “ทำไมไม่เต็มใจงั้นเหรอ?”

            ทั้งสองตากันปริบๆ ก่อนประสานมือคารวะตะเบ็งเสียงดังลั่น “เต็มใจค่ะ/ครับ!เต็มใจแน่นอน!”

            “โจวถิงถิง จงเข้าเรียนและฝึกฝนเพื่อเป็นนักโบราณวัตถุส่วนเฉิงเจี้ยนเฟิง...” ตอนใช้เวลาด้วยกันสวีหยางอี้ประทับใจกับความจำอันล้ำเลิศของโจวถิงถิง จึงแนะนำให้เธอเรียนด้านนี้เพื่อดึงจุดแข็งของเธอมาใช้ให้เต็มศักยภาพ แต่สำหรับเฉิงเจี้ยนเฟิง...เขาได้แต่มองตาอีกฝ่ายและพยายามพิจารณาเพราะตัวเองไม่รู้ความสามารถของอีกฝ่ายมาก่อน

            “ผม ผมอยากเป็นนักสะกดรอยครับ!” เฉิงเจี้ยนเฟิงโค้งตัวคำนับพร้อมเอ่ย

            “ได้” สวีหยางอี้ลุกขึ้น “ฉันอยากจะฝากพวกเธอไว้อีกเรื่องตำแหน่งอยู่ได้ไม่นาน”

            ความหมายของเขาก็คือ ในเมื่อเขาให้โอกาสพวกเขาแล้ว ถ้าพวกเขาทำได้ไม่ดีไม่คว้าโอกาสนี้ไว้ให้แน่น เขาก็สามารถไล่ออกได้เหมือนกันถึงตอนนั้นก็อย่ามาโทษเขาแล้วกัน

            “ค่ะ/ครับ!” ทั้งสองตะเบ็งเสียงขานขับดังลั่น ใบหน้าแดงเรื่อรำไร

            สวีหยางอี้ปัดมือขึ้นทั้งสองรีบก้าวถอยหลังอย่างรู้งาน หลี่จงหยวนยืนอมยิ้มอยู่ข้างๆ “คุณสวีช่างใจดีพวกเขาทั้งสองไม่โดดเด่นอะไร คุณก็ยังให้ตำแหน่งสำคัญ...”

            “ขอรับคำพูดนายไว้แล้วกัน”สวีหยางอี้เอ่ยเสียงเรียบ “พวกอัจฉริยะมักคิดว่าตัวเองโดดเด่นกว่าใครอื่นแต่ว่า...”

            “ถ้าพวกเขามีชีวิตอยู่ไม่ถึงตลอดรอดฝั่งก็ถือว่าไม่ใช่อัจฉริยะที่แท้จริง”

            “นายท่านช่างละเอียดลึกซึ้ง”หลี่จงหยวนคลี่ยิ้มสดใส “ทำเอาผมดูโง่ไปเลย”

            สวีหยางอี้รู้สึกเอือมกับการพูดจาประจบยกย่องที่ไม่มีรสนิยมแบบนี้เหลือเกินจากนั้น เขาก็ลูบแหวนเพื่อเอาสองสิ่งออกมาให้หลี่จงหยวน

            “หาคนที่เหมาะสมให้เขาช่วยระบุยุคสมัยของมัน ยิ่งละเอียดยิ่งดี”

            หลี่จงหยวนก้มหน้ามองมันคือกล่องจิ๋วปริศนาและม้วนหนังแกะ

            “ครับนายท่านต้องการตอนไหนครับ?”

            “ยิ่งเร็วยิ่งดี”สวีหยางอี้หรี่ตา ท่านอาวุโสปี้ปัวให้คำตอบไว้อย่างชัดเจน รูปภาพลวดลายรอบๆคือเบาะแสที่จะไขความลับของอาวุธราชันย์ชิ้นนี้

            อาวุธราชันย์ชนิดเป็นหรือที่เรียกว่าอาวุธจุติราชันย์ที่มีชีวิตมาห้าพันปีชิ้นนี้มีความลับอะไรซ่อนอยู่กันแน่?

            เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆหนึ่งเฮือก ปรับอารมณ์และความคิดให้สงบตอนนี้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับอาวุธราชันย์ยังเบาบางเหมือนหมอกควันเขาไม่ควรเสียเวลากับสิ่งที่ยังไม่มีคำตอบ หากเรียงลำดับความสำคัญแล้วสิ่งที่เขาควรทำมากที่สุดตอนนี้ก็คือฝึกวิชาจากคัมภีร์ราชาโอสถนิรันดร์!

            บรรลุการฝึกทักษะควบคุมไฟแล้วตอนนี้เขามีเวลาและทรัพยากรเพียงพอที่จะฝ่าด่านต่อไปแล้ว!

            เพลงยาที่ประกอบไปด้วยการปรุงยา...การขึ้นรูปยา... การควบแน่นยา สามขั้นตอนหลัก แค่คิดภายในใจเขาก็เร่าร้อนขึ้นทันที

            นี่คือวิชาหลอมโอสถโบราณที่หายสาบสูญไปจากโลก

            เขาสูดลมหายใจเข้าอีกหนึ่งเฮือกกำลังจะเอ่ยปากถามหลี่จงหยวนเรื่องการติดตั้งค่ายกลหลอมปราณในห้องฝึกตน แต่อยู่ๆเสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้นเป็นเสียงโทรศัพท์จากมู่ตันที่ขอเข้ามาแจ้งกำหนดการการนัดหมาย

            “หัวหน้าคะ”ตอนนี้มู่ตันยืนอยู่เบื้องหน้าเขาแล้ว เธอโค้งคำนับท่าเดิม“สำหรับกำหนดการสัมภาษณ์ของวันพรุ่งนี้ ดิฉันได้ติดต่อขอทำนัดกับบริษัทหวาอี้และตัวแทนจากรัฐบาลหวาซย่าแล้วค่ะและอีกฝ่ายก็ได้ตอบรับเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ได้โปรดมาให้ตรงเวลาด้วยนะคะ นี่ค่ะดิฉันได้ลิสต์คำถามที่นักข่าวน่าจะถามและร่างคำตอบที่เหมาะสมวางไว้ให้แล้วค่ะ”

            สวีหยางอี้รับเอกสารปึกหนึ่งมาดูราวหนึ่งนาทีกว่า“ฉันต้องตอบคำถามพวกสื่อด้วยสินะ?”

            “นี่เป็นวิธีที่ดีที่สุดค่ะหัวหน้า”มู่ตันค้อมตัวเล็กน้อย พลางคลี่ยิ้มตอบ“วีรกรรมของคุณสะเทือนไปถึงวงการผู้ฝึกตนขั้นจู้จี้ทั้งเหตุการณ์ดอกพลับพลึงเบ่งบาน ทั้งคลังสมบัติห้วงน้ำวนของปี้ปัวเจินเหรินเรื่องพวกนี้สร้างความแตกตื่นไปทุกวงการจริงๆ ค่ะ ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีวิดีโอจากมนุษย์ทั่วไปถ่ายอัพโหลดลงเว็บไซต์และแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างๆอีกมากมาย กลายเป็นที่พูดถึงทั่วทั้งแผ่นดินหวาซย่า หัวหน้าคะ บางทีคุณอาจไม่รู้ในฐานะที่คุณเป็นตัวต้นเหตุของเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นตามหลักกฎหมายของโลกผู้ฝึกตนแล้ว คุณต้องร่วมงานและให้ความร่วมมือกับรัฐบาลท้องถิ่นเพื่อสร้างอิทธิพลด้วยค่ะ”

            “ดังนั้นจึงเลือกบริษัทด้านสื่อบันเทิงงั้นเหรอ?”สวีหยางอี้กวาดตาไล่อ่านพลางเอ่ยถาม

            “ใช่ค่ะบริษัทหวาอี้เป็นบริษัทใหญ่ด้านสื่อโทรทัศน์และภาพยนตร์ทุกรูปแบบซึ่งตอนนี้กำลังถ่ายทำละครอยู่ใกล้ๆ พอดี... หัวหน้ามีอะไรสงสัยเพิ่มเติมไหมคะ?”

            “ไม่มี”สวีหยางอี้ถอนหายใจ คำถามเยอะขนาดนี้... ช่างน่าหงุดหงิดเสียจริง...

            ...

            ในเวลาเดียวณ โรงแรมแห่งหนึ่ง ผู้ชายใบหน้าหล่อเหลาขว้างปึกเอกสารอย่างเดือดดาล “อะไรวะ!กว่าฉันจะออดิชั่นได้โอกาสนี้มา! แล้วมันมีสิทธิ์อะไรมาเป็นตัวแสดงหลัก!มันเป็นใคร? ฉันไม่เห็นเคยได้ยิน!”

            “เสี่ยวเจิ้งอย่าได้หงุดหงิดไปเลย” ผู้ชายวัยกลางคนที่อยู่ข้างๆ ก็กระวนกระวายใจเช่นกัน“นี่เป็นคำสั่งจากกรมควบคุมสื่อของมณฑล บริษัทของเราก็ไม่มีทางเลือกเหมือนกันอีกอย่างนี่ไม่ใช่การแถลงข่าว เป็นแค่การตอบคำถามนักข่าวเท่านั้นไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร...”

            “ไม่ใช่เรื่องใหญ่บ้าอะไร!”ชายหนุ่มสุดหล่อโมโหเป็นยักษ์เป็นมาร เจ้าสวีหยางอี้นี่เป็นใครกันริอาจมาแย่งตำแหน่งของเขาที่สร้างมานานถึงเจ็ดปีได้เรื่องนี้เขาต้องได้เป็นนักแสดงหลักไม่ใช่เหรอ?! แล้วอยู่ๆ ก่อนวันออกสื่อดันมาขอเพิ่มนักแสดงชายอีกคน! หมายความว่าอย่างไร?อย่าบอกนะว่าเขาเป็นแค่ตัวละครประกอบ?”

     

    คล้ายกับเรื่องยุทธเวทผลาญปีศาจ ที่คุณอ่าน