ช่วงเวลาหลายปีมานี้ฉางเฟิงใช้เวลาไปกับการศึกษาการปรุงยาไปจำนวนมากและการบ่มเพาะอีกด้วยแม้ที่นิกายบุปผาจะมีค่ายกลกาลเวลาติดตั้งอยู่เช่นกันแต่มันก็เพียงให้ฉางเฟิงฝึกฝนเท่านั้นคนอื่นใช้ไม่ได้
และตอนนี้ด้านค่ายกลและหลอมอาวุธของฉางเฟิงล้วนด้อยกว่าการปรุงยาไปมากเมื่อมาเห็นค่ายกลของซีรั่วหยานฉางเฟิงก็เกิดความคิดและเข้าไปในค่ายกลกาลเวลาและเริ่มนั่งศึกษาค่ายกลและการหลอมอาวุธทันที
พวกมู่เฟยเสวี่ยไม่ได้ไปรบกวนฉางเฟิงอีกพวกนางก็ใช้โอกาสนี้นั่งทำความคุ้นชินกับพลังเซียนเช่นกัน
อย่างช้าๆเวลาผ่านไปแล้ว 10 วัน ข้างในค่ายกลผ่านไปแล้ว 10 เดือน ตอนนี้ฉางเฟิงก็ได้ข่าวว่าทางเข้าสวนสมุนไพรเสถียรแล้วและขุมอำนาจต่างๆได้เดินทางไปรวมตัวกันแล้ว
แน่นอนสมาคมนักปรุงยาจะพลาดได้อย่างไรตลอด 10 เดือนมานี้พลังจิตของฉางเฟิงทำงานอย่างหนักมาตลอดทำให้อีกนิดเดียวพลังจิตก็ทะลวงขั้นเซียนไปแล้ว
“ระเบิดเพลิงสังหารข้าได้หลอมเอาไว้เกือบ100 ลูก น่าจะพอในการปกป้องตัวเองแล้ว” ฉางเฟิงกล่าวและออกจากตำหนักของซีรั่วหยาน
“ตอนนี้พลังจิตของเจ้าไปถึงจุดสูงสุดแล้วเหลือแต่กายาของเจ้าในสวนสมุนไพรครั้งนี้น่าจะมีสมุนไพรบางตัวที่ช่วยให้เจ้าบรรลุกายาได้” ซีรั่วหยานกล่าวขึ้น
“ท่านรู้จักสวนสมุนไพร???”ฉางเฟิงแปลกใจ
“สวนสมุนไพรแต่เดิมเป็นของภูติแห่งชีวิตแน่นอนว่าข้าต้อวเคยไปหลายครั้งแต่ข้าไม่รู้ว่ามันยังอยู่ดีหรือไม่” ซีรั่วหยานกล่าว
“เช่นนั้นก็ดีเลยมีท่านอยู่ข้าก็สามารถเก็บเกี่ยวได้อย่างมากแน่นอน” ฉางเฟิงกล่าว
“เอาละรีบไปรวมตัวกับคนอื่นได้แล้ว”
คนของหอสมบัติและสมาคมนักปรุงยาได้มารวมตัวกันอยู่ก่อนแล้วเมื่อฉางเฟิงมาถึงพวกเขาก็ออกเดินทางทันทีปกติสมาคมนักปรุงยาจะไม่ค่อยสนใจเกี่ยวกับแดนลับหรือมรดกพวกนี้มากนักแต่นี่คือสวนสมุนไพรพวกเขาไม่สนใจได้อย่างไร
และด้วยตอนนี้สมาคมนักปรุงยาและหอสมบัติเรียกได้ว่าร่วมมือกันทำให้กลายเป็นกลุ่มที่แข็งแกร่งอย่างมากขณเดียวกันก็เป็นเพราะตัวตนของฉางเฟิงที่ทำให้พวกเขาร่วมมือกันได้
“ไม่เจอกันไม่กี่วันเจ้าดูแข็งแกร่งขึ้นอีกแล้ว”โหลวหลานกล่าวขึ้น
“แค่นิดหน่อยหนะ”ฉางเฟิงยิ้ม
“แม่นางโหลวหลานไม่ได้เจอกันนาน”มู่เฟยเสวี่ยกล่าวขึ้น
“ที่แท้ก็เป็นทั้งสามคนนี่เองเอ๊ะ พวกท่านกลายเป็นเซียนแล้ว!!!!!!” โหลวหลานตกใจมาก
ในตอนนั้นพวกมู่เฟยเสวี่ยยังไม่กลายเป็นระดับจักรพรรดิเลยด้วยซ้ำแต่ตอนนี้เวลาแค่ปีสองปีกลับกลายเป็นเซียนแล้วนี่มันไม่น่ากลัวเกินไปหรอกเหรอ
“พวกเราแค่โชคดีเท่านั้น”ทั้งสามไม่คิดจะเปิดเผยเรื่องค่ายกลอยู่แล้ว
“โอ้นี่คือภรรยาของปรมาจารย์ฉางงั้นเหรอ สมแล้วจริงๆคู่ควรกับปรมาจารย์ฉางมาก” สามปรมาจารย์ยิ้มออกมาเมื่อเห็นหญิงสาวทั้งสามคน
พวกนางทุกคนต่างงดงามไม่แพ้พวกโหลวหลานเลยเรียกได้ว่าโดดเด่นอย่างมาก จากนั้นฉางเฟิงก็ถามถึงข้อมูลของสวนสมุนไพร
“ทางเข้าสวนสมุนไพรตอนนี้เสถียรมากแล้วและมันปรากฏขึ้นที่ป่าพิษ ซึ่งการจะเข้าไปอย่างน้อยต้องเป็นเซียนถึงจะพอทนพิษเหล่านี้ได้หรือไม่ถ้าไม่มียาแก้พิษก็อย่าหวังเลยว่าจะสามารถเข้าไปได้”
“ไม่ผิดหลายปีมานี้ป่าพิษแห่งนี้ได้กลายเป็นหนึ่งในสถานที่อันตรายของทวีปเซียนไปแล้วแม้แต่จักรพรรดิเซียนถ้าไม่ระวังก็อาจจะตายได้” สามปรมาจารย์กล่าว
“เป็นแบบนั้นจริงๆขนาดหอสมบัติยังไม่กล้าเสี่ยงเข้าไปง่ายๆ” โหลวหลานกล่าว
"แล้วพวกเราจะเข้าไปยังไง" ฉางเฟิงกล่าว
“แน่นอนว่าพวกเราได้เตรียมยาแก้พิษเอาไว้แล้วแต่สิ่งที่ต้องระวังคือแมลงพิษที่อาศัยอยู่ข้างใน เพราะถ้าเผลอถูกกัดเข้าจะได้รับพิษที่รุนแรงเช่นกัน”
“แบบนี้ก็ค่อนข้างอันตรายแล้วสิแล้วพวกขุมอำนาจอื่นไม่เป็นอะไรงั้นเหรอ” ฉางเฟิงสงสัย
“สำหรับตระกูลเซียนพวกเขาย่อมมีนักปรุงยาอยู่แล้วการทำยาแก้พิษน่าจะไม่ยากแต่สำหรับตระกูลอื่นน่าจะยากสำหรับพวกเขา”
ไม่นานพวกฉางเฟิงก็มาถึงป่าพิษก็พบกับขุมอำนาจที่อยู่ด้านนอกป่าพิษบ้างก็ไม่กล้าเข้าไปบ้างก็กำลังตรวจสอบว่ายาแก้พิษของพวกเขาได้ผลหรือไม่
ฉางเฟิงกวาดตามองไปก็เห็นพวกเซิ่งมู่และจูหมิงแววตาของฉางเฟิงเปลี่ยนเป็นเย็นชาเพราะฉางเฟิงมารู้ทีหลังว่าสองคนนี้คือผู้ที่อยู่เบื้องหลังที่ผู้อาวุโสตระกูลฉางไปหาเรื่องฉางเฟิง
“สองคนนั้นไปทำอะไรให้เจ้าอีกละ”โหลวหลานกล่าว
“เรื่องที่ข้าไปตระกูลฉางเจ้าน่าจะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น”ฉางเฟิงกล่าว
“ข้าจะไปรู้ได้ยังไงข้าไม่ใช่พวกชอบสอดรู้สอดเห็นขนาดนั้นข้ารู้เพียงว่ามันจบไม่ค่อยดี”
“เป็นพวกมันสองตัวที่ไปเป่าหูคนในตระกูลฉางให้มาจัดการข้าน่าเสียดายที่พวกมันประเมินพลังของข้าต่ำไป แต่ถ้าข้าเจอพวกมันในสวนสมุนไพรละก็ข้าไม่เอาพวกมันไว้แน่”ฉางเฟิงกล่าว
“ด้วยพลังของเจ้าตอนนี้ถ้าให้ผู้อาวุโสของเจ้าช่วยการจะทำลายตระกูลเซิ่งและจูมันก็ไม่ยาก”โหลวหลานกล่าว
“เพราะตอนแรกข้าไม่ได้สนใจเลยไม่ได้ลงมือทำอะไรแต่ตอนนี้ไม่เหมือนเดิมแล้ว” ฉางเฟิงยกยิ้ม
ด้วยการที่เสี่ยวเฮ่ยควบคุมทูตจากวังสวรรค์อยู่ฉางเฟิงสามารถเคลื่อนใหวได้ง่ายขึ้น
“นั่นมันสมาคมนักปรุงยาและหอสมบัตินี่”
“พวกเขามาพร้อมกันนี่พวกเจ้าร่วมมือกันงั้นเหรอ”
อีกด้านสี่นิกายก็ได้มาถึงนอกจากนิกายธารวารี และนิกายอัคคีฟ้า ยังมีนิกายบงกรต และนิกายปฐพีเร้นลับ
สี่นิกายล้วนแต่แข็งแกร่งกว่าตระกูลเซียนเล็กน้อยเมื่อพวกเขามาถึงตระกูลเซียนก็ต้องออกไปต้อนรับ ยกเว้นพวกสมาคมนักปรุงยาและหอสมบัติที่แข็งแกร่งไม่แพ้สี่นิกาย
“นั่นคือขุมอำนาจที่ทรงพลังที่สุดของทวีปเซียนงั้นเหรอ”ฉางเฟิงกล่าว
“ไม่ผิดนิกายทั้งสี่มีตัวตนระดับจักรพรรดิเซียนซ่อนอยู่อย่างน้อย 10 คนขึ้นไปหรืออาจจะ 20คนเลยด้วยซ้ำ” โหลวหลานกล่าว
“ถ้าหากเจ้าคิดจะต่อต้านวังสวรรค์อย่างแรกเจ้าต้องทำให้สี่นิกายศิโรราบเสียก่อน” เจี้ยนอี้กล่าว
“เรื่องนั้นต้องดูว่าอีกฝ่ายมีท่าทีอย่างไร”มู่เฟยเสวี่ยกล่าว
“นิกายอัคคีฟ้านั้นไม่ต้องสืบพวกเขาเข้าร่วมกับวังสวรรค์ไปแล้วนิกายปฐพีเร้นลับเองก็เช่นกัน ส่วนนิกายบงกรตข้าไม่รู้ นิกายธารวารีเองก็เช่นกัน”โหลวหลานกล่าว
“ไม่ต้องเดาหรอกนอกจากนิกายธารวารีแล้วนอีกสามนิกายกลายเป็นคนของวังสวรรค์ไปแล้ว ส่วนตระกูลเซียนเองก็ไม่ต่างกัน”ฉางเฟิงยกยิ้ม
ต่อมามีสายตาของสี่นิกายมองมายังเรือของสมาคมนักปรุงยาถ้าพูดให้ถูกพวกเขาถูกตัวตนที่โดดเด่นของฉางเฟิงดึงดูด ด้วยเส้นผมและดวงตาที่ไม่เหมือนคนทั่วไปแน่นอนว่าย่อมทำให้หลายคนสนใจ