มารประหัตถ์ฟ้า (จบ)

บทที่ 213 ลอบทำร้าย

บทที่213 ลอบทำร้าย

         

        ลำแสงเจิดจ้าทอดตัวตัดผ่านห้วงบรรยากาศเป็นทางยาวนำพากลิ่นอายแห่งความศักดิ์สิทธิ์กอปรรวมความแกร่งกร้าวเหนือสรรพสิ่งมุ่งเข้าหาสตรีในชุดปิดคลุมตรงหน้าไป๋เหิ่นซินเองในระยะเวลาที่ผ่านมานี้พลังฝีมือของนางได้ทะลวงระดับขึ้นไปมาก เรียกได้ว่าใกล้ทัดเทียมผู้เป็นอาจารย์อย่างธรรมบาลมุทราก็ว่าได้มิหนำซ้ำวจนะยุทธ์และวจนะปัญญาของนางก็ล้วนถูกฝึกปรือขัดเกลาไม่ลดละ นางมุ่งเน้นทุกเส้นทางแห่งมหาวิถีเทวะวจนะแบบไม่ย่อท้อนางจึงมีความถนัดและชำนาญในสรรพวิชา มิใช่เพียงเก่งกาจแต่วจนะมุทราเพียงอย่างเดียว

         

        เช่นนั้นเมื่อมุทราเทพตัดผ่านออกไป มิรอให้สตรีในชุดคลุมปกปิดได้มีเวลาตั้งตัวหลังจากเค้นวิชาอันพิสดารต้านรับท่ามุทรา วจนะยุทธ์อันแกร่งกร้าวก็สวนออกมาพร้อมหมัดตรงของไป๋เหิ่นซินทันใดเห็นเป็นเงากำปั้นเลือนราง มวลอากาศเบื้องหน้าก็กลับกลายเป็นขุนเขาอันหนักอึ้งสูงใหญ่ที่ถล่มทลายเข้าหาศัตรูแล้ว

         

        สตรีในชุดปกปิดแม้กล่าววาจาดูแคลนไป๋เหิ่นซินแต่เสมอมานางมิเคยประมาทไป๋เหิ่นซินแม้เพียงเสี้ยว วาจาที่เอ่ยออกไปเพียงหวังทำลายสมาธิของฝ่ายตรงข้ามเท่านั้นเมื่อเห็นว่าไม่ได้ผล เมื่อเห็นพลังที่ราบเรียบดุดันมุ่งมา นางก็ต้องเบิกตาสะบัดมือฟาดพลังที่พิสดารออกต้านรับทันที

         

        ฝ่ามือนั้นราวกับอัสนีที่ผ่าฟาด นำพาเสียงครืนครั่นกอปรรวมไปกับความรวดเร็วยากจับทิศทางมีเพียงความเร็วระดับนี้จึงจะทานรับวจนะยุทธ์อันถล่มทลายได้ ทว่าการฟาดฝ่ามือนี้กระทำอย่างจวนตัวจึงเพียงปัดป้องวจนะยุทธ์ของไป๋เหิ่นซินจากจุดตาย ส่วนตามร่างกายได้ถูกพลังอันดุดันนี้ซัดเข้าไปเต็มๆ!

         

        ร่างที่สวมชุดคลุมปกปิดถลาถอยคืนกลับหลังนางเสียท่าเพียงสองการลงมือของไป๋เหิ่นซิน ในใจรู้สึกแตกตื่นไม่น้อยที่ไป๋เหิ่นซินกลับแข็งแกร่งกว่าที่ตนประเมินไว้เป็นอย่างมากกระนั้นนางยังคงหัวเราะร่าแสดงท่าทีดูแคลน

        “ฝีมือเท่านี้ยังกล้าทวงถามถึงตัวตนของท่านปรมาจารย์อวิ๋นน่าขันสิ้นดี"

         

        ไป๋เหิ่นซินมองเงาร่างที่พุ่งทะยานมาเบื้องหน้าแววตาอันเย็นชาของนางไม่ปรากฏระลอกความสั่นไหว เพียงกล่าวอย่างเย็นเยือกออกไปว่า

        “ข้าจะถามเจ้าอีกครั้ง…”

        พร้อมกันนั้น ดรรชนีที่แกร่งกร้าวก็ตวัดเฉียงจากล่างขึ้นบนในทันใด

        “อวิ๋นเซี่ยวซุนอยู่ที่ไหน!”

         

        ครานี้ไป๋เหิ่นซินแสดงความรุดหน้าของพลังฝีมือขึ้นไปอีกขั้นวจนะที่นางใช้ออกมิจำเป็นต้องผ่านการประสานมือเพื่อรวบรวมและเคลื่อนวิถีแห่งพลัง แต่นางสามารถเข้าถึงแก่นแห่งมหาวิถีเพียงสะบัดดรรชนีก็สามารถปลดปล่อยวจนะมุทราได้อย่างง่ายดาย ความสามารถนี้แม้แต่ธรรมบาลมุทราก็ยังมิอาจทำได้

         

        “อะไร!”

         

        เป็นครั้งแรกที่นางได้เห็นวจนะมุทราก่อเกิดอย่างกระทันหันโดยไม่ผ่านการประสานมือเพื่อเคลื่อนวิถีแห่งพลังด้วยความเร็วในระดับการใช้วจนะมุทรานี้ กอปรกับด้วยระยะที่กระชั้นชิด นางมิอาจรอดจากมุทรานี้แน่สตรีในชุดคลุมดำมิอาจไม่แสดงพลังที่แท้จริง ตลอดมาพลังของนางแม่พิสดารสูงส่ง แต่เป็นความพิสดารที่ขาดความชำนาญและพลังแสดงให้เห็นว่าวิชาพิสดารที่ถูกนางใช้ออก เป็นเคล็ดวิชาที่ใช้เพื่อตบตาปกปิดตัวตน ในห้วงแห่งวินาทีเป็นตายนางจะมัวแต่ใช้วิชาที่ตนไม่ถนัดปกปิดตัวตนไม่ได้

         

        คิดดังนี้สองฝ่ามือจึงเคลื่อนไหว และเพียงการเคลื่อนฝ่ามือนี้ไป๋เหิ่นซินก็ต้องขมวดคิ้วในทันที และนั่นถึงขนาดทำให้สมาธิของนางสูญเสียไป

         

        เสมอมายากจะมีสิ่งใดรบกวนสมาธิของไป๋เหิ่นซินได้แต่ท่วงท่าที่เห็นตรงหน้า เคล็ดวิชาที่ทอดออกเพียงชั่วพริบตา เหล่านี้ได้ทำให้พลังแห่งมุทราของนางที่ปลดปล่อยอย่างเหนือความคาดหมายเป็นอันต้องสะดุดลงกลับกลายเป็นนางเองที่ถูกเคล็ดวิชาที่แท้จริงของสตรีชุดคลุมปกปิดผู้นั้นเล่นงาน!

         

        เปรี้ยง!!!

         

        เสียงกึกก้องราวอัสนีบาตรผ่าฟาดตรงใจกลางการปะทะวจนะมุทราของไป๋เหิ่นซินถูกทำลายลงชั่วพริบตา เช่นเดียวกับร่างของไป๋เหิ่นซินที่ลอยละลิ่วอัดกระแทกเข้ากับต้นไม้ใหญ่หลายต้นจนพังครืนลงมาพลังโจมตีของฝ่ายตรงข้ามนับว่าแม่นยำ ซ้ำยังทะลวงเข้าใส่จุดที่ไป๋เหิ่นซินเคยประสบปัญหาการถูกพิษและถูกพลังแห่งวจนะมุทราของคัมภีร์สี่ศักดิ์สิทธิ์ย้อนทวนเล่นงานพอดี

         

        ด้วยพลังระดับนี้ กอปรกับการโจมตีที่ตรงจุดอย่างน่าเหลือเชื่อส่งให้ไป๋เหิ่นซินกลับกลายเป็นพลาดท่าแก่สตรีชุดคลุมปกปิดเบื้องหน้าทันที ไป๋เหิ่นซินพ่ายแพ้อย่างไม่นึกฝัน!

         

        ภาพตรงหน้ามีแต่ความพร่าเลือน สติของนางเองก็เลือนรางเต็มกลืนขณะที่ร่างกายกำลังจะฝืนประคองสติสัมปะชัญญะได้ไม่ไหว มือข้างหนึ่งของนางก็คว้าเอาผ้าคลุมใบหน้าของสตรีชุดคลุมปกปิดทันทีแต่มือยังไม่ทันจะได้ดึงผ้าผืนนั้น ทุกสิ่งตรงหน้าก็ราวกับเป็นภาพตัด ทุกสิ่งมืดมนราวห้วงอนธการไป๋เหิ่นซินสลบลงไปในทันใด

         

        เวลาแห่งคืนวันไม่รู้ล่วงเลยผ่านไปนานเท่าใดแล้วไป๋เหิ่นซินที่พลาดท่าจนสลบไม่ได้สติค่อยฟื้นตื่นขึ้นมา สิ่งแรกที่ปรากฏสู่ครองจักษุสายตาคือกระท่อมหญ้าคาที่ทรุดโทรมหลังหนึ่งนางถูกนำตัวมาไว้ในที่แห่งนี้

         

        ไป๋เหิ่นซินจึงคิดจะดีดกายลุกขึ้น ค่อยพบว่าบนร่างถูกพันธนาการด้วยเชือกแห่งค่ายกลพลังปาฏิหาริย์นี่คือพลังแห่งวจนะปัญญาระดับสูงที่สามารถกักขังและควบคุมคนให้ไร้ซึ่งสติได้ในคราวเดียวดีที่นางเองก็แข็งแกร่งขึ้นมา ค่ายกลที่ควบคุมสติบางส่วนจึงถูกนางทำลายลง แต่กว่าจะเอาชนะกฎเกณฑ์แห่งค่ายกลบางส่วนก็แทบทำให้นางต้องเลือดตาแทบกระเด็นนี่แสดงให้เห็นว่าผู้ที่จับตัวนางมาย่อมไม่ธรรมดา ยิ่งนึกถึงเหตุการณ์ก่อนภาพตัดนั่นพลังที่จู่โจมตนจนเสียสมาธิ แม้เลือนลางยากจดจำ แต่นางก็แสดงสีหน้าอันสับสนราวคิดสิ่งใดออก

        “เป็นไปไม่ได้ ไม่มีเหตุผลที่จะทำเช่นนี้"

         

        นางพึมพำกับตนเองด้วยความไม่เข้าใจ ท้ายที่สุดนางก็ไม่เชื่อในสัญชาตญาณอาจเป็นความจงใจของใครก็ได้ที่หวังสร้างสถานการณ์ นางคิดเช่นนี้ แล้วนางก็พยายามหาทางทำลายค่ายกลปาฏิหาริย์ส่วนที่กักขังพันธนาการนี้ต่อด้วยไม่รู้เวลาที่นางสลบไม่ได้สติผ่านไปกี่วันแล้ว แต่นางยังต้องรีบหาทางแก้แค้นจอมมารอวิ๋นเซี่ยวซุนก่อนวันแต่งงานจะมาถึงเพราะไม่เช่นนั้น สิ่งที่นางตั้งใจย่อมต้องพังทลายลงในทุกเรื่อง

         

        ขณะที่นางกำลังงัดทุกเคล็ดวิชาออกมาทำลายค่ายกลพลังปาฏิหาริย์ที่พันธนาการร่างของนางอย่างร้อนใจในขณะที่เรื่องซึ่งประสบตรงหน้ากำลังจะทำให้นางต้องมืดแปดด้าน จู่ๆ ก็เสมือนว่าฟ้าเป็นใจที่จะส่งเสริมนางเพราะเบื้องนอกกระท่อมร้างหลังนี้ได้มีเสียงฝีเท้าที่เร่งรีบพร้อมกับการสนทนาระหว่างกันดังขึ้น

         

        เมื่อเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ พบว่าเจ้าของเสียงทั้งสามสายสองเป็นบุรุษและอีกหนึ่งเป็นสตรี พวกมันกำลังเร่งรีบไปยังนิกายเทวะวจนะ โดยมีจุดหมายเป็นที่นัดพบรวมตัวกับอวิ๋นเซี่ยวซุน

         

        “ท่านปรมาจารย์อวิ๋นมุ่งหน้าไปที่นั่นแล้วอย่างไรอาศัยกำลังเพียงแค่สองคงยากที่จะเอาชัยเหนือนิกายเทวะวจนะ"

         

        “ดีที่ท่านปรมาจารย์ยังมิได้เร่งรีบลงมือสุดท้ายวางแผนรอบคอบจึงได้นัดหมายผู้ฝึกญาณทั้งปฐพีที่ต้องการจะสู้ตัดสินอีกครั้งในครานี้มารวมตัว"

         

        “ท่านปรมาจารย์คงต้องการสร้างสถานการณ์การต่อสู้ตัดสินกับมหาเทวะเทียนหมิงอย่างเท่าเทียมจึงมีแต่พวกเราที่จะช่วยสร้างสถานการณ์เช่นนั้นแก่ท่านได้"

         

        “เมื่อท่านปรมาจารย์ตัดสินใจเช่นนี้แล้วพวกเราย่อมต้องไปส่งเสริมปณิธานความตั้งใจของท่าน”

         

        “งานมงคลสมรสครานี้ จะเป็นการประกาศศักดิ์ดารวมถึงเป็นการเอาคืนของพวกเราเหล่าผู้ฝึกญาณ!"

         

        เสียงของสองบุรุษกล่าวอย่างฮึกเหิม ทว่าสตรีนางนั้นกลับไม่ค่อยกล่าวนางเพียงทิ้งตัวทะยานออกไปเบื้องหน้าอย่างเร่งรีบร้อนรนเท่านั้น สองบุรุษได้เห็นก็ต่างกล่าวปลอบนาง

         

        “ท่านไม่ต้องห่วงและร้อนใจไป ในเมื่อปรมาจารย์อวิ๋นก็อยู่ที่นั่นแสดงว่าท่านคงไม่ปล่อยให้ใครเป็นอะไรแน่"

         

        “ถูกต้อง ยิ่งเป็นศิษย์ของท่าน ท่านยิ่งต้องหาทางช่วยเหลือ”

         

        พอกล่าวคำนี้ออกมา มันก็พลันเหลือบเห็นกระท่อมร้างตั้งหลบมุมอยู่ในป่าไม่ไกลจึงมองฟ้าพลางครุ่นคิดแล้วกล่าวต่อ

         

        “วันนี้พวกเราเร่งเดินทางมาตลอดทั้งวันเวลาหายใจหายคอแทบนับครั้งได้ ทั้งตอนนี้ก็ดึกมาแล้ว สบโอกาสที่พบที่พักดี ข้าว่าพวกเราสมควรจะพักก่อน"

         

        ฝีเท้าทั้งสามจึงหยุดยั้งลงเมื่อมาถึงกระท่อมร้างแห่งนี้ไม่รู้ว่าที่นี่เป็นที่พักพิงเก่าของเหล่านายพรานหรือไม่ เผอิญว่าที่นี่มีกระท่อมนับสิบหลังอยู่รวมกันพอดีเหมาะแก่การใช้พักผ่อนร่างกายยิ่งนัก ทว่าด้วยความร้อนใจของสตรีนางนั้น นางจึงกล่าวว่า

        “พวกท่านพักเถอะ ข้ายังไหว"

         

        บุรุษสองผู้เห็นสีหน้าที่ซีดเผือดกอปรกับความเหนื่อยหอบที่แสดงออกมาอย่างชัดเจนของสตรีตรงหน้าพวกมันก็ส่ายศีรษะแล้วตอบกลับทันใด

        “มิได้ๆ ปรมาจารย์อวิ๋นฝากท่านไว้กับพวกข้า”

         

        “พวกข้าต้องดูแลคุ้มครองท่านให้ดี ท่านอย่าได้ทำให้พวกเราลำบากใจจนไม่กล้ามีหน้าไปพบท่านปรมาจารย์เลย"

         

        “ถูกต้อง ป่ากลางคืนเช่นนี้เต็มไปด้วยอันตรายพักผ่อนรอฟ้าสางไม่เสียหาย การเร่งเดินทางในตอนกลางคืนอาจเป็นที่ผิดสังเกตุให้คนจับตาและอาจถูกพวกเทวะวจนะพบเห็นเอาได้"

         

        “ตอนนี้พวกเราอยู่ที่อิงฉวน ถือว่าพวกเราก็เดินทางมาใกล้มากแล้วพักเล็กน้อยไม่เสียหาย อย่างไรก็ไปทันเวลานัดหมายแน่”

         

        สองบุรุษรบเร้าหนึ่งสตรี สุดท้ายสตรีนางนั้นก็ย่อมฟังคำทัดทานบุรุษสองผู้จึงพากันเลือกที่พักและผัดเปลี่ยนเวรยาม และให้สตรีนางนั้นเลือกที่พักซึ่งเป็นกระท่อมร้างหลังที่อยู่ด้านในสุด

         

        ไป๋เหิ่นซินที่อยู่ในกระท่อมร้าง นางไม่รู้ว่ากระท่อมที่นางอยู่มีกี่หลังแล้วนางอยู่ในกระท่อมหลังใด เป็นกระท่อมที่เหล่าลูกสมุนของอวิ๋นเซี่ยวซุนจะพบเจอหรือไม่แต่สิ่งที่นางรู้จากบทสนทนาตอนนี้คือนางอยู่ที่เมืองอิงฉวน ทว่าจุดที่นางสลบ จำได้ว่าอยู่ที่ป่าทึบแห่งเขตชายแดนเมืองอวี๋ซานนี่นับว่าเป็นระยะทางที่ห่างไกลกันเป็นอย่างมาก นางกลับถูกทำให้สิ้นสติและนำมาทิ้งไว้ในที่แห่งนี้เมื่อคำนวนจากระยะทางระหว่างเมืองอย่างคร่าวๆ อย่างน้อยต้องอาศัยการเดินทางประมาณสองถึงสามวันจำนวนวันที่นางสลบไปรวมอีกกี่วันก็มิอาจทราบได้ แต่เวลาแห่งการแก้แค้นจอมมารอวิ๋นเซี่ยวซุนลดน้อยในทุกทีแล้วเช่นนั้นนางต้องรีบหลุดพ้นจากค่ายกลปาฏิหาริย์ที่พันธนาการนี้ จากนั้นก็จับตัวสมุนของอวิ๋นเซี่ยวซุนเพื่อเค้นถามถึงตำแหน่งจุดนัดหมายนั่น!

         

        ระหว่างที่ไป๋เหิ่นซินทุ่มสมาธิกับการเอาชนะค่ายกลพลังปาฏิหาริย์ในส่วนที่พันธนาการเสียงฝีเท้าของคนผู้หนึ่งก็ดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ฟังจากทิศทางของเสียง ดูเหมือนฝีเท้าของคนผู้นี้กำลังมุ่งมายังกระท่อมร้างที่นางถูกพันธนาการอยู่

         

        หากไป๋เหิ่นซินนางมิอาจสลัดหลุดจากการพันธนาการหากแม้นลูกสมุนอวิ๋นเซี่ยวซุนซึ่งเป็นผู้ฝึกญาณมาพบเข้า นางที่เป็นคนของนิกายเทวะวจนะเป็นศัตรูตัวฉกาจของพวกมัน นางมิรอดพ้นจากเงื้อมมือพวกมันแน่!

         

        แม้สถานการณ์ค่อนข้างเลวร้าย แต่ไป๋เหิ่นซินกลับมิได้ร้อนรนแตกตื่นสิ่งที่ทำให้นางร้อนรนมีเพียงเวลาที่ไล่หลัง กลับอีกประการหนึ่ง ฝีเท้าที่เดินเข้ามาจะใช่สตรีในชุดคลุมปกปิดผู้นั้นหรือไม่การที่นางจับตนมาเช่นนี้มีวัตถุประสงค์ใด ตอนนี้ไม่ว่าทางใดตนก็เสียเปรียบ เว้นเสียจากว่าจะทำลายพันธนาการนี้ได้ทัน

         

        คราก่อนพลาดท่าแก่สตรีชุดคลุมปกปิดเพราะมีบางอย่างทำให้นางเกิดความลังเลบัดนี้นางถูกเวลาไล่หลังจนไร้ซึ่งความคิดจะลังเลอีกแล้ว ไม่ว่าใครที่ขวางทางการแก้แค้นของนางมันผู้นั้นก็ย่อมถูกทำลายจนสิ้น!

         

        ไป๋เหิ่นซินหลับตาโคจรพลัง วจนะยุทธ์ที่ครุครั่งก่อรวมที่กึ่งกลางอกก่อเกิดประกายซึ่งสว่างเรืองรอง ด้วยตัวนางถูกพันธนาการข้อมือไว้ วจนะมุทราจึงยากจะใช้ออกแต่นั่นก็มิใช่ปัญหา เพราะวจนะยุทธ์และวจนะปัญญาของนางก็ร้ายกาจไม่หยิ่งหย่อนไปกว่ากัน

         

        ทุกฝีก้าวดังใกล้ขึ้นมาเรื่อยๆ วจนะยุทธ์ก็โคจรอัดแน่นอยู่จุดเดียวรอจนจังหวะที่ประตูกระท่อมถูกผลักเปิด วจนะยุทธ์อันเรืองรองที่อัดอั้นก็พลันปะทุขึ้นมาอย่างรุนแรง

         

        ไป๋เหิ่นซินระเบิดพลังวจนะยุทธ์โดยอาศัยร่างกายเป็นตัวกลางแม้นเจ็บปวดอย่างมาก แต่นางก็กัดฟันระเบิดพลังจากภายในแทรกมาตามอณูรูขุมขนเพื่อทำลายค่ายกลปาฏิหาริย์ที่พันธนาการทั่วร่าง!

         

        เสียงกึกก้องกัมปนาทจึงบังเกิด กระท่อมหญ้าคาหลังนั้นกระจุยกระจายสตรีผู้ฝึกญาณผู้เคราะห์ร้ายที่กำลังเปิดประตูกระท่อมถูกพลังแห่งการระเบิดนี้ซัดกระเด็นจนล้มกลิ้งไปไกล

         

        นางเบิกตาโพลงพลางกระอักโลหิต นางเห็นวจนะยุทธ์ที่แก่กล้าแผ่พุ่งเข้าใจว่านิกายเทวะวจนะคงมาดักรอที่นี่ จึงร้องเตือนบุรุษผู้ฝึกญาณสองผู้อย่างสุดเสียง

         

        “นิกายเทวะวจนะมันรู้ตัวแล้ว พวกท่านรีบไปรายงานท่านปรมาจารย์!”

         

         

         

         

         

         

         

 

คล้ายกับเรื่องมารประหัตถ์ฟ้า (จบ) ที่คุณอ่าน