“ รูปแบบวิธีการที่เ้าได้ใช้ในเมื่อตอนกลางวันนี่ก็เป็วิธีการของนักเล่นแร่แปรธาตุที่เ้าพูดถึงใช่ไหม? ’’ ภายในแหวนผนึกมารฮ่าวเหรินได้มีใบหน้าที่สนใจเล็กน้อยจึงได้คาดเดาว่าเมื่อตอนกลางวันวิธีการที่เฟิงฉือจินได้ใช้เปลี่ยนให้ไม้กวาดกลายเป็ไม้กวาดเหล็กมันเป็วิธีการที่มาจากนักเล่นแร่แปรธาตุ
“ ถูกต้องแล้วขอรับท่านอาจารย์ ’’เฟิงฉือจินไม่ปฏิเสธจึงกล่าวตอบความจริงออกไป “ เป็เช่นนั้นนี่เองแต่ข้ามีข้อสงสัยอยู่เื่หนึ่งเ้าจะตอบคําถามข้าได้หรือไม่ ? ’’ ฮ่าวเหรินพยักหน้าเข้าใจพร้อมกับหยั่งเชิงออกมา “ ได้แน่นอน ’’เฟิงฉือจินกล่าว “ข้าสงสัยว่าเหตุใดเ้าถึงสนใจศิลานักปราชญ์ที่เป็เพียงสิ่งที่ใช้เพิ่มอายุขัย ?’’ ฮ่าวเหรินกล่าวถามอย่างรวดเร็ว
“ ศิลานักปราชญ์มันเป็สิ่งของที่จําเป็ต่อการเล่นแร่แปรธาตุเป็อย่างมากดังนั้นจึงเป็เื่ธรรมดาที่ข้าจะสนใจมัน ’’ เฟิงฉือจินอธิบาย “เ้ามีวิธีการใช้ประโยชน์จากมันนอกจากการเพิ่มอายุขัยอย่างนั้นหรือ ? ’’ ฮ่าวเหรินสงสัยเนื่องจากความรู้ที่เขามีทั้งหมดเกี่ยวกับศิลานักปราชญ์นั้นมีเพียงมันสามารถนํามาใช้ในการเพิ่มอายุขัยอย่างเดียว
“ ใช่แล้วขอรับ ข้ามีวิธีการมากมายในการใช้ประโยชน์อย่างมันจากที่ท่านอาจารย์ถามมาท่านคงจะรู้สินะว่าศิลานักปราชญ์มันมีค่ามากขนาดไหนน่ะขอรับ’’เฟิงฉือจินคาดเดาเนื่องจากเขาคิดว่าฮ่าวเหรินผู้ซึ่งเป็จอมยุทธ์มากฝีมือคงจะมีข้อมูลมากมายและรู้เกี่ยวกับทุกๆสิ่งบนโลกใบนี้
“ ศิลานักปราชญ์แน่นอนว่าสําหรับข้ามันก็มีค่าอยู่บ้างเพียงแต่ศิลานักปราชญ์ที่นิกายหมื่นฟ้าจะมอบให้มันคงจะเป็ระดับหนึ่งร้อยปีดังนั้นแล้วสําหรับข้ามันก็คงไม่ได้มีค่าอะไรมากมายนัก ’’ฮ่าวเหรินกล่าวอย่างสบายๆโดยไม่ปิดบังก่อนกล่าวอีกครั้งว่า “แต่ถ้ามันเป็ระดับหนึ่งพันปีขึ้นไปก็อีกเื่หนึ่งเพราะนอกจากข้าแล้วก็คงมีคนมากมายที่สนใจเกี่ยวกับมันไม่ใช่น้อย ’’
“ ศิลานักปราชญ์ระดับหนึ่งพันปี ? ’’ เฟิงฉือจินขมวดคิ้วด้วยความสงสัยพร้อมกับลอบคิดในใจ“ ศิลานักปราชญ์ระดับหนึ่งพันปีมันมีอยู่จริงด้วยเหรอเนี่ยเหตุใดทําไมที่โลกเก่าของข้าจึงมีเพียงระดับหนึ่งร้อยปีเท่านั้นล่ะ เฮ้อช่างมันก่อนแล้วกัน แต่ถึงยังไงโลกนี้ก็ถือว่าน่าสนใจไม่เลวเลยเพราะมันมีการคงอยู่ของศิลานักปราชญ์ระดับหนึ่งพันปีหากข้าได้มันมาข้าอยากจะรู้จริงๆเลยว่ามันจะสามารถใช้ประโยชน์ได้มากมายขนาดไหน’’ ในโลกที่เขาจากมาศิลานักปราชญ์มีเพียงระดับหนึ่งร้อยปีเท่านั้นและผู้ที่ทําการดูดซับมันจะสามารถเพิ่มอายุขัยได้ถึงหนึ่งร้อยปีแน่นอนถ้าหากบนโลกใบนี้มีระดับหนึ่งพันปีอยู่ผู้ที่ทําการดูดซับมันคงจะได้รับอายุขัยมากมายถึงหนึ่งพันปีเป็แน่!
“ หรือว่าเ้าจะไม่เคยพบศิลานักปราชญ์ระดับหนึ่งพันปีมาก่อน ? ’’ ฮ่าวเหรินค่อนข้างสงสัยที่เฟิงฉือจินผู้ที่รู้จักศิลานักปราชญ์จะไม่รู้จักเกี่ยวกับระดับหนึ่งพันปีของมัน“ ใช่แล้วขอรับ ข้าเพียงแค่เคยพบระดับหนึ่งร้อยปีเท่านั้น ’’เฟิงฉือจินกล่าวตอบอย่างไม่ปิดบังโดยหวังว่าฮ่าวเหรินจะให้ข้อมูลที่สําคัญเกี่ยวกับศิลานักปราชญ์ออกมาเพิ่มอีก
“ เป็เช่นนั้นนี่เอง เอาเถอะข้าผู้นี้จะบอกแก่เ้าเองศิลานักปราชญ์ระดับหนึ่งพันปีบนทวีปนี้คงจะไม่มีมันอยู่หรอกแต่ถ้าเ้าสนใจที่จะรับมันมาก็คงต้องรีบเพิ่มระดับความแข็งแกร่งให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทําได้เพราะถ้าหากไม่เป็เช่นนั้นแล้วเ้าคงจะไม่สามารถได้รับศิลานักปราชญ์ระดับหนึ่งพันปีมาแน่! ’’ ฮ่าวเหรินกล่าวด้วยนํ้าเสียงจริงจังเล็กน้อยเนื่องจากเขารู้ดีว่าถ้าหากเฟิงฉือจิน้ามันจริงๆคงจะมีเพียงวิธีนี้เท่านั้นที่จะทําให้ได้รับศิลานักปราชญ์ระดับหนึ่งพันปีมา
“ เข้าใจแล้วขอรับ ’’แม้เฟิงฉือจินเขาจะรู้สึกสงสัยแต่เขาก็เชื่อว่าด้วยระดับพลังลมปราณตอนนี้ของเขาคงจะไม่เพียงพอที่จะได้รับมันมาอย่างแน่นอนเพราะว่าขนาดโลกที่เขาจากมาการจะได้รับศิลานักปราชญ์ระดับหนึ่งร้อยปีนั้นยังยากมากมายนักเนื่องจากผู้ที่้าได้รับอายุขัยเพิ่มขึ้นนั้นมันมีมากมายราวกับมดปลวกดังนั้นแล้วผู้ที่้าจึงต้องเข้าหํ้าหั่นกันจนเหลือเพียงผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดเท่านั้นถึงจะได้รับมันไป!
ในขณะที่เฟิงฉือจินได้พูดคุยกับฮ่าวเหรินเขาก็ยังคงได้แอบฟังการสนทนาของบุคคลทั้งหกเช่นเดิมดังนั้นแล้วเขาจึงได้รับรู้เป้าหมายของการรวมตัวกันระหว่างบุคคลทั้งหกนี้พวกมันทั้งหกเป็ศิษย์จากสํานักดอกฟ้าและสํานักนักสู้เที่ยงแท้เป้าหมายของพวกมันทั้งหกที่มารวมตัวกันในวันนี้เนื่องจากพวกมันทั้งหก้าที่จะไปเข้าร่วมการประลองที่เมืองเผิงจือ
เมืองเผิงจือเป็เมืองที่อยู่ใกล้ๆกับเมืองซื่อหนานทว่าระยะห่างของทั้งสองเมืองแม้จะไม่ไกลนักแต่มันก็ได้มีหุปเขาอสูรทมิฬขวางกั้นอยู่หุปเขาอสูรทมิฬนั้นเป็หุปเขาที่มีสัตว์อสูรดุร้ายทั้งยังแข็งแกร่งคอยป้วนเปี้ยนและขัดขวางการเดินทางของเหล่าจอมยุทธ์มากมายที่้าจะไปยังเมืองเผิงจือด้วยเหตุนี้ทุกๆครั้งที่้าจะไปเมืองเผิงจือจําต้องผ่านหุปเขาอสูรทมิฬและส่วนใหญ่จอมยุทธ์มากมายก็จะรวมตัวกันเพื่อเดินทางไปอย่างรอบคอบไม่อย่างนั้นแล้วมันจะอันตรายเป็อย่างมากที่จะต้องเดินทางคนเดียวและคอยเฝ้าระวังอันตรายจากการจู่โจมของสัตว์อสูรที่จะมาเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ดังนั้นศิษย์ชายทั้งสามของสํานักนักสู้เที่ยงแท้กับศิษย์หญิงทั้งสามของสํานักดอกฟ้าจึงได้นัดเจอกันเพื่อร่วมเดินทางแน่นอนด้วยความที่ว่าพวกมันทั้งหกเป็ศิษย์หลักของแต่ละสํานักจึงได้มีความมั่นใจในตัวเองอยู่ไม่ใช่น้อย
พวกมันจึงมั่นใจว่าพวกมันแค่หกคนคงเพียงพอแล้วที่จะระวังอันตรายจากสัตว์อสูรที่ซ่อนตัวอยู่ภายในหุปเขาอสูรทมิฬทั้งนี้การประลองที่พวกมันทั้งหกจะไปเข้าร่วมนั้นเป็การประลองยุทธ์เพื่อความสนุกครื้นเครงของพวกคนใหญ่คนโตอย่างไรก็ตามการประลองยุทธ์นี้มีรางวัลเป็ถึงศาสตราวุธระดับมนุษย์
ด้วยเหตุที่มันเป็ศาสตราวุธระดับมนุษย์จึงทําให้ได้รับความสนใจจากเหล่าศิษย์อัจฉริยะมากมายจากสํานักต่างๆจากความรู้ของเฟิงฉือจินคนก่อนศาสตราวุธระดับมนุษย์นั้นเป็อาวุธที่เหนือกว่าอาวุธธรรมดาและมีความแข็งแกร่งมากกว่าจึงทําให้มีราคาค่อนข้างแพงกว่าอาวุธธรรมดาทั้งนี้การจะสร้างมันยังต้องมีฝีมือไม่ใช่น้อยและส่วนใหญ่คนที่จะสร้างมันได้ก็มีเพียงแค่นักปรุงยาระดับสูงๆเท่านั้น
ไม่นานทั้งหกคนที่ได้สนทนากันก็ได้แยกย้ายกลับขึ้นไปพักบนห้องพักของตัวเองเฟิงฉือจินเองก็เช่นกันเนื่องจากเขาได้รับข้อมูลที่จําเป็มามากพอแล้วเขาจึงได้ขึ้นไปพักบนโรงเตี๊ยมและทําการจ่ายค่าเข้าพักและค่าอาหารเรียบร้อยด้วยหินลมปราณระดับตํ่าหนึ่งก้อนมันสามารถแปลงเป็เงินจํานวนหนึ่งร้อยเหรียญทองได้ดังนั้นแล้วเฟิงฉือจินจึงได้ใช้มันจ่ายค่าเข้าพักและค่าอาหารทั้งหมดเป็ราคาสิบห้าเหรียญทอง เฟิงฉือจินจึงได้รับเงินทอนมาแปดสิบห้าเหรียญทอง
เท่ากับตอนนี้เฟิงฉือจินมีทรัพย์สินในตัวทั้งหมดเท่ากับหินลมปราณระดับตํ่าเก้าก้อนและแปดสิบห้าเหรียญทองพวกมันทั้งหมดนี้สามารถทําให้เฟิงฉือจินใช้จ่ายไปได้ในอีกหลายวันอย่างไรก็ตามหลังจากที่รู้ว่าทรัพย์สินของตัวเองบนโลกใบนี้มีน้อยนิดแล้วเฟิงฉือจินก็ได้คิดว่าถ้าหากเขายังไม่รีบแข็งแกร่งขึ้นโดยเร็วเขาก็คงจะไม่มีเงินซื้ออาหารหรือหาที่พักเป็แน่!
…
วันรุ่งขึ้นเฟิงฉือจินได้ตื่นนอนและทําการเข้าไปในเมืองเพื่อเช่าม้าหลังจากที่ได้รับม้ามาแล้วเขาก็ได้ขี่มันมุ่งหน้าออกจากเมืองซื่อหนานเข้าสู่หุปเขาอสูรทมิฬอย่างรวดเร็วระหว่างทางเขาก็ได้พบเห็นจอมยุทธ์มากมายที่กําลังมุ่งหน้าไปยังหุปเขาอสูรทมิฬเหมือนกับเขา
พวกมันบางคนเมื่อััได้ถึงระดับพลังลมปราณของเขาพวกมันก็ได้มองมายังเขาด้วยสายตาดูถูกและเยาะเย้ยเนื่องจากพวกมันเชื่อว่าเขาที่มีระดับพลังเพียงชั้นจุติขั้นสิบหากหาญกล้าเข้าสู่หุปเขาอสูรทมิฬจะต้องถูกสัตว์อสูรดุร้ายจู่โจมจนตัวตายอย่างไม่ต้องสงสัย
ทว่าเขาหาได้สนใจไม่มีเพียงเขาเท่านั้นที่รู้ถึงความแข็งแกร่งของตัวเองดีที่สุดคนอื่นๆมันจะไปรู้ดีเกี่ยวกับความแข็งแกร่งของตัวเขาได้อย่างไรไม่นานหลังจากที่ขี่ม้ามาถึงหนึ่งชั่วยามเขาก็ได้มาถึงยัง่ทางเข้าใจกลางของหุปเขาอสูรทมิฬเบื้องหน้าของทางเข้านั้นเป็ทางที่ค่อนข้างลาดชันทั้งยังปกคลุมไปด้วยต้นไม้มากมายจนแทบมิเห็นแสงแดด
ปัง ปัง ปัง …
เสียงต่อสู้ได้ดังออกมาจากใจกลางหุปเขาอสูรทมิฬจนเฟิงฉือจินได้ยิน “เกิดอะไรขึ้นแถวนี้ หรือว่าจะมีคนถูกสัตว์อสูรจู่โจมแล้ว ? ’’ เขาไม่รอช้าและขี่ม้าพุ่งเข้าไปยังต้นทางของเสียงอย่างรวดเร็วจนในที่สุดเขาก็ได้มาถึงจุดที่สามารถมองเห็นถึงการต่อสู้ของบุคคลทั้งหกที่เขาเคยพบเจอตอนอยู่ในโรงเตี๊ยม
ทั้งหกคนจะเป็ใครไปไม่ได้นอกจาก เจียงหลิว ป๋อเมิ่ง ิหนิงจู้จิงซิงเสวี่ย เสี่ยวจิงฉิน ฉินสวี่เฟิงทั้งหกได้กําลังปะทะกับอีกหกคนที่เป็ชายวัยกลางคนร่างกายกํายําพวกมันทั้งหกต่างมีใบหน้าที่ชั่วร้ายและมีรอยแผลเป็ปรากฏให้เห็นกันทุกคนเฟิงฉือจินที่ได้เห็นฉากการต่อสู้เบื้องหน้าจึงคาดเดาได้อย่างรวดเร็วว่าชายวัยกลางคนทั้งหกนี้หากไม่ใช่มือสังหารก็คงจะเป็กลุ่มโจรที่คอยดักปล้นจอมยุทธ์ผู้ที่มุ่งหน้าเข้าสู่หุปเขาอสูรทมิฬ
“ ฮี่ๆ เ้าหนุ่มเ้าส่งของมีค่าทั้งหมดออกมาซะดีๆจะดีกว่าแล้วพวกข้าจะปล่อยให้เ้าและสหายอีกสองคนไป ’’จอมยุทธ์ร่างกายกํายําที่กําลังสู้ตัวต่อตัวกับเจียงหลิวกล่าวในขณะที่เหลือบมองไปยังสามเด็กสาวด้วยสายตาหื่นกระหาย“ ฝันไปเถอะไอ้เ้าโจรชั่ว ! ’’เจียงหลิวกัดฟันในขณะที่ฟาดฟันกระบี่ปะทะเข้ากับกระบี่ของอีกฝ่ายอย่างบ้าคลั่ง
เคร้ง เคร้ง เคร้ง
กระบี่ของทั้งสองได้ปะทะกันอย่างดุเดือดจนทําให้เกิดเสียงโลหะขึ้นรัวๆ“ เ้าหนุ่มอย่าได้คิดว่าตนเองแน่นักกับอีแค่ระดับอวตารขั้นหนึ่งเ้าคิดจริงๆหรือว่าจะสามารถจัดการกับข้าผู้ที่อยู่ในระดับอวตารขั้นสองได้’’ จอมยุทธ์ร่างกายกํายํายิ้มอย่างชั่วร้ายในขณะที่ตั้งรับกระบี่ของเจียงหลิวด้วยกระบี่ของมันมันตั้งรับกระบี่ของเจียงหลิวราวกับมันกําลังเล่นอยู่กับเด็กน้อยไม่มีผิด
สหายอีกห้าคนที่เหลือที่มีระดับชั้นิญญาขั้นเก้าที่ได้กําลังปะทะเข้ากับจอมยุทธ์ร่างกายกํายังทั้งห้าเหมือนกันก็ได้ตึงเครียดเมื่อได้ยินคําพูดของจอมยุทธ์ระดับอวตารขั้นสองคนนี้
ป๋อเมิ่งตัดสินใจกล่าวกับเจียงหลิวผ่านกระแสจิตอย่างรวดเร็วว่า “สหายเ้ารีบหนีไปซะ พวกเราจะถ่วงเวลาให้หากเ้าหนีไปได้ผู้าุโจะต้องตามมาช่วยล้างแค้นให้อย่างแน่นอน ’’ิหนิงจู้เองก็พยักหน้าเห็นด้วยเช่นกัน “ ใช่แล้ว เ้าเป็เพียงคนเดียวที่มีโอกาสรอดดังนั้นรีบหนีไปซะ ’’
จิงซิงเสวี่ยก็ได้ส่งกระแสจิตไปบอกกล่าวกับเจียงหลิงด้วยความหวังดีเช่นกัน“ เจียงหลิวเ้ารีบหนีไปซะ แม้พวกเราจะเป็ศิษย์คนละสํานักกันแต่พวกเราก็ได้รู้จักกันมาอย่างยาวนานนับปีได้ ดังนั้นแล้วข้าเชื่อว่าภายในอนาคตเ้าจะต้องกลับมาล้างแค้นให้กับพวกเราได้แน่! ’’ หลังจากที่จิงซิงเสวี่ยส่งกระแสจิตแล้วเสี่ยวจิงฉินกับฉินสวี่เฟิงก็ได้ส่งกระแสจิตกล่าวกับเจียงหลิวด้วยประโยคที่เหมือนๆกัน
เจียงหลิวรู้สึกได้ถึงความอบอุ่นและความเป็สหายนี้ได้ดีจึงได้พึมพํา“ ทุกคน ’’ ก่อนคํารามลั่น “ ย๊ากกกก ’’พร้อมพุ่งเข้าใส่จอมยุทธ์ชั้นอวตารขั้นสองอย่างบ้าคลั่งในขณะที่ฟาดกระบี่เข้าใส่อีกฝ่ายไม่ยั้งในที่สุดมันก็ได้ใช้มือข้างหนึ่งล้วงเข้าไปในกระเป๋าเสื้อและหยิบเม็ดยาเม็ดหนึ่งออกมา
สหายทั้งห้าคนของมันที่ได้เหลือบเห็นเม็ดยาเม็ดนั้นจึงได้ะโออกมาด้วยความเป็ห่วงเหมือนกันว่า“ เจียงหลิวเ้าอย่าได้ทําเช่นนั้น ! ’’จอมยุทธ์ชั้นอวตารขั้นสองก็ได้เหลือบเห็นเช่นกันจึงรู้สึกใไม่ใช่น้อย “นี่มันเม็ดยาต้องห้ามระดับสามนี่หน่า เ้าหนุ่มเ้าอย่าได้ทําอะไรบ้าๆเชียวล่ะ ’’มันกลัวว่าเจียงหลิวเด็กหนุ่มตรงหน้าของมันจะกินเม็ดยาในมือด้วยความโกรธเพื่อเพิ่มระดับพลังมาสู้กับมัน
“ ศิษย์เอ๋ยเ้าจงรีบช่วยเ้าหนุ่มนั่นเร็วไม่อย่างนั้นแล้วเ้าหนุ่มคนนั้นจะต้องสูญเสียอนาคตไปอย่างแน่นอน ’’ฮ่าวเหรินที่อยู่ในแหวนหนึกมารเมื่อได้เห็นเม็ดยาต้องห้ามระดับสามในมือของเจียงหลิวได้กล่าวขึ้นกับเฟิงฉือจินที่ซุ่มดูเหตุการณ์อยู่อย่างรวดเร็วเฟิงฉือจินขมวดคิ้วด้วยความสงสัย “หรือว่าเม็ดยาที่อยู่ในมือของมันจะอันตรายมากนักหรือขอรับ ? ’’ เฟิงฉือจินกล่าวถามในขณะที่ลงจากม้าและมองไปยังพื้นดินรอบๆ
“ ใช่แล้ว นั่นคือเม็ดยาต้องห้ามระดับสามที่สามารถเพิ่มระดับพลังให้กับผู้ที่อยู่ในชั้นอวตารได้ถึงหนึ่งระดับทว่ามันก็ต้องแบกรับผลลัพธ์ร้ายแรงเนื่องจากเมื่อไหร่ที่ฤทธิ์ยาหมดตอนนั้นผู้ใช้ก็จะถูกลดระดับพลังไปถึงหนึ่งขั้นเต็มๆและในภายภาคหน้าก็จะยังได้รับผลลัพธ์ร้ายแรงจนเวลาบ่มเพาะพลังจะช้ากว่าเดิมถึงหลายเท่านักนั่นจึงเป็เหตุที่มันถูกเรียกว่าเม็ดยาต้องห้าม ! ’’ฮ่าวเหรินกล่าวด้วยนํ้าเสียงจริงจัง
“ เป็เช่นนั้นเอง ได้เลยขอรับข้าจะช่วยมันเองเพราะถึงยังไงแล้วข้าก็ไม่ชอบพวกคนเลวทรามที่ดักปล้นสิ่งของจากผู้อื่นอยู่แล้ว ’’เฟิงฉือจินพยักหน้าเข้าใจพร้อมกับก้มลงหยิบหินก้อนเล็กๆที่มีขนาดเท่ากับกําปั้นบนพื้นขึ้นมาถึงสองก้อนอย่างรวดเร็วในขณะที่เรียกใช้การแปรธาตุ
วงเวทย์สีเงินได้ออกมาจากฝ่ามือของเฟิงฉือจินและได้เคลื่อนผ่านหินที่อยู่บนมือของเขาข้างละก้อนอย่างรวดเร็วจนพวกมันทั้งสองกลายเป็หินเหล็กสีเงินจากนั้นเขาก็ได้มองไปยังจอมยุทธ์ชั้นอวตารขั้นสองที่อยู่ห่างออกไปนับร้อยจั้งพร้อมกับขว้างหินที่อยู่ในมือทั้งสองข้างออกไปพร้อมกัน
ฟิ้ว ฟิ้ว
เสียงลมฉีกกระชากดังขึ้นฉับพลันเบื้องหน้าเจียงหลิวได้ปรากฏหินเหล็กสีเงินทั้งสองก้อน “ นี่มัน… ’’มันรู้สึกสงสัยเนื่องจากมันไม่เข้าใจว่าเหตุใดถึงได้มีหินเหล็กสีเงินนี้ปรากฏออกมาแถมมันยังเร็วมากอีกด้วยจอมยุทธ์ชั้นอวตารขั้นสองเองก็เห็นเช่นกันแถมมันยังรู้อีกด้วยว่าหินเหล็กสีเงินทั้งสองก้อนได้พุ่งเข้ามาทางมันทว่ามันกลับไม่สนใจเนื่องจากมันคิดว่าคงจะมีคนซุ่มโจมตีอยู่และได้ขว้างหินออกมาเพื่อดึงความสนใจและทําให้มันประมาทเพื่อจะได้ถูกเจียงหลิวชิงโอกาสโจมตี“ หึข้าไม่รู้หรอกนะว่าเ้าเป็ใครแต่นี่มันไม่ต่างอะไรไปจากการละเล่นของเด็กน้อยด้วยซํ้า’’มันแค่นเสียงเยาะเย้ยพร้อมกับละความสนใจและจ้องมองไปยังเจียงหลิวผู้ซึ่งเป็คู่ต่อสู้ของมันแทนเนื่องจากมันคิดว่าหินเหล็กถึงจะเป็เหล็กแต่ยังไงซะมันก็เป็ถึงผู้บ่มเพาะลมปราณชั้นอวตารขั้นสองหินเหล็กจะไปสามารถสร้างความเสียหายให้กับมันได้อย่างไรทว่าในวินาทีต่อมาในขณะที่หินเหล็กกําลังจะปะทะเข้ากับใบหน้าของมันมันก็ต้องรู้สึกได้ถึงแรงลมที่ถูกฉีกกระชากโดยหินเหล็กที่มันคาดว่าจะต้องมีระดับความเร็วของชั้นอวตารขั้นหนึ่งหากมันถูกการโจมตีนี้เข้าไปมันจะต้องได้รับาเ็ร้ายแรงอย่างไรก็ตามมันก็ช้าเกินไปเสียแล้วที่มันจะเรียกลมปราณคุ้มกันออกมา “ บัดซบ ! ’’
ปัง ปัง
หินเหล็กสีเงินได้พุ่งปะทะเข้ากับใบหน้าของจอมยุทธ์ชั้นอวตารขั้นสองอย่างรุนแรงจนได้เจาะทะลุดวงตาทั้งสองข้างของมันไปและทําให้โลหิตสีแดงฉานปรากฏไหลซึมออกมาจากรูทั้งสองข้างเจียงหลิวที่กําลังตกตะลึงและไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นแต่มันก็ไม่ใช่คนโง่เนื่องจากมันรู้ดีว่าอีกฝ่ายโดนแค่นี้ไปก็คงจะยังไม่ตกตายเป็แน่ดังนั้นมันจึงชิงโอกาสตอนที่อีกฝ่ายกําลังจะส่งเสียงร้อยโหยหวนออกมามันฟาดฟันกระบี่ปะทะเข้ากับร่างของอีกฝ่ายอย่างรวดเร็ว
จอมยุทธ์ชั้นอวตารขั้นสองที่ถูกโจมตีโดยหินเหล็กสีเงินจนสูญเสียดวงตาทั้งสองข้างไปจะไปสามารถมองเห็นการเคลื่อนไหวอย่างฉับพลันของเจียงหลิวได้อย่างไร
ฉวัะ ฉวัะ ฉวัะ
ร่างของจอมยุทธ์ชั้นอวตารขั้นสองได้ถูกคมกระบี่ของเจียงหลิวฟาดฟันเข้าใส่จนฉีกออกเป็สามซีกเืสาดกระเซ็นราวกับละอองฝนอย่างรวดเร็วในวินาทีนี้พรรคพวกของจอมยุทธ์ชั้นอวตารขั้นสองก็ได้ตะลึงและตะหนกเนื่องจากพรรคพวกที่แข็งแกร่งที่สุดของพวกมันได้ถูกสังหารลงไปแล้ว
ดังนั้นพวกมันจะไปสามารถสู้ต่อได้อย่างไรพวกมันรีบละทิ้งการต่อสู้อย่างรวดเร็วและหันหน้าพุ่งทะยานหนีเข้าพุ่มไม้อย่างรวดเร็ว“ แย่แล้วพวกมันกําลังจะหนี ! ’’สหายทั้งห้าของเจียงหลิวต่างส่งเสียงออกมาเหมือนกันอย่างไรก็ตามพวกมันก็ต้องได้ยินเสียงฉีกกระชากลมที่พุ่งมาจากทางด้านหลังของพวกมันจนปรากฏหินเหล็กสีเงินขนาดเท่ากําปั้นทั้งห้าก้อนที่ด้านหน้าของพวกมันอย่างรวดเร็ว
ฟิ้ว ฟิ้ว ฟิ้ว ฟิ้ว ฟิ้ว
ปัง ปัง ปัง ปัง ปัง
ความเร็วของหินเหล็กสีเงินทั้งห้าก้อนนี้เร็วเกินกว่าที่พวกมันจะตอบสนองได้ทันพวกมันจึงได้เห็นฉากที่จอมยุทธ์ชั้นิญญาขั้นเก้าห้าคนที่กําลังหลบหนีไปได้ถูกเจาะทะลวงหัวของพวกมันโดยหินเหล็กสีเงินทั้งห้าก้อนจอมยุทธ์ชั้นิญญาขั้นเก้าทั้งห้าคนสิ้นชีพอย่างรวดเร็วเืที่หัวของพวกมันสาดกระเซ็นราวกับละอองฝนขึ้นอีกครั้ง