เช้าวันรุ่งขึ้นเขาขับรถไปหาโจที่อพาร์ทเม้นท์ขณะเหวี่ยงกุญแจประตูอยู่ในนิ้วเขาก็เดินตรงไปยังระเบียงด้านหน้าที่มีเสาทรงกลมต้นใหญ่ค้ำยันไว้เงยหน้าขึ้นมองหน้าต่างและเห็นว่ามันเปิดกว้างอยู่ เขาพาตัวเดินเข้าไปภายใน
“โจ?”
เมื่อประตูห้องของเธอเปิดออกเขาก็ชะโงกหน้าเข้าไปข้างใน
“โจคุณอยู่หรือเปล่า?”
เธอกำลังนั่งขัดสมาธิอยู่บนพื้นห้องเครื่องพิมพ์ดีดตั้งอยู่บนโต๊ะเตี้ยตรงหน้า แต่งตัวด้วยกางเกงยีนกับเสื้อสเว็ตเตอร์สีเขียวไข่นกการเวกพวงผมรัดรวบไว้ด้วยผ้าไหมสีสวย ท่าทางเธอไม่ได้ยินเสียงเรียกของเขาด้วยซ้ำ
เขาพิจารณาความรู้สึกในสีหน้าของเธออยู่เป็ครู่แผงขนตาสีเข้มงอนงามหรุบลงขณะที่เธอกำลังให้ความสนใจอยู่กับงานตรงหน้าที่กำลังพิมพ์เสี้ยวหน้าด้านข้างเผยให้เห็นโหนกแก้มที่สูงเด่นกับเรียวปากที่ได้รูปมันเป็ใบหน้าของสาวสวยที่ยิ่งมีอายุมากขึ้นเท่าไรความงามก็ยิ่งมากขึ้นเพียงนั้นและแล้วเขาเพิ่งรู้ตัวว่าตัวเองกำลังเปรียบเทียบความสวยของเธอกับจูดี้เคอร์สันอยู่ เขาปิดประตูตามหลัง
“ก่อนคุณกลับฉันขอกุญแจคืนด้วยนะ”
เธอเอ่ยขึ้นโดยไม่ได้เงยหน้าขึ้นมอง
เขากลับทิ้งกุญแจลงในกระเป๋าเสื้อพร้อมกับยิ้มกว้างให้
“เห็นจะต้องมาหยิบไปเองแล้วล่ะคุณรู้หรือเปล่าว่าโทรศัพท์ของตัวเองเสีย?”
“ฉันถอดปลั๊กออกเองเพราะ้าทำงาน”
เขาเอื้อมไปหยิบหนังสือเล่มบนสุดในกองซึ่งตั้งอยู่ข้างเครื่องพิมพ์ดีดขึ้นมาดูชื่อ
“ความจริงเื้ัการระลึกชาติได้”
มันทำให้เขาต้องขมวดคิ้วอย่างกังวลใจ
“โจผมอยากจะพูดกับคุณเื่สารคดีที่คุณกำลังเขียนขึ้นชิ้นนี้นะ”
“ดีการพูดอะไรที่มันเป็เื่เป็ราวก็ดีทั้งนั้นแหละ”
“แต่คุณรู้ไหมว่าผมมีความคิดเห็นเกี่ยวกับการสะกดจิตนั่นยังไง?”
“คุณก็รู้ด้วยว่าฉันคิดยังไง”
“คุณจะให้สัญญากับผมได้ไหมว่าจะไม่เข้ารับการสะกดจิตด้วยตัวเอง”
“ฉันไม่ให้สัญญาอะไรกับคุณทั้งนั้นค่ะ”
เธอโน้มกายมาข้างหน้าเข้าใจแล้วนะนิคว่าฉันไม่มีคำสัญญาที่จะให้กับคุณ”
“ไคร้สต์คุณไม่รู้หรอกหรือว่าการสะกดจิตอันตรายมากแค่ไหนคุณคงเคยได้ยินได้ฟังเื่ที่สภาพจิตใจของคนเราต้องได้รับความกระทบกระเทือนอย่างรุนแรงมาแล้วเมื่อไปเล่นกับบางอย่างที่เราไม่เข้าใจอย่างแท้จริง”
“ฉันไม่ได้กำลัง“เล่น” หรอกนะคะนิค”
เธอตอบด้วยน้ำเสียงชาเย็น
“ฉันกำลังทำงานต่างหาก....คุณเข้าใจคำว่าทำงานบ้างไหมล่ะ? การเขียนสารคดีอย่างนี้มันเขียนเล่นๆได้เมื่อไหร่ล่ะ ถ้าฉันเป็นักข่าวที่ต้องรายงานข่าวาฉันก็ต้องออกแนวหน้าถ้าฉันต้องเขียนเกี่ยวกับเื่การสะกดจิตฉันต้องทดลองด้วยการเอาตัวเองเข้าไปรับการสะกดจิตนั่นด้วย”
เธอผุดลุกขึ้นยืนอย่างไม่พอใจเดินกลับไปกลับมาอยู่ในห้อง
“แต่ก็เอาเถอะถ้าคุณเป็ห่วงเป็ใยในตัวฉันมากคงสบายใจขึ้นได้บ้างละมังถ้าฉันจะบอกคุณว่าไม่มีใครมาสะกดจิตฉันได้สำเร็จหรอกคนบางคนน่ะใจแข็งมากนะไม่มีใครไปสะกดจิตได้ง่ายๆเขาเคยทดลองทำกับฉันมาแล้วครั้งหนึ่งด้วยซ้ำตอนที่ยังเรียนอยู่ในมหาวิทยาลัย”
นิคกระแทกตัวลงนั่งสายตาจรดจ้องมองหน้าเธอ
“แซมเขาเล่าเื่การสะกดจิตครั้งนั้นให้ผมฟังแล้ว”
เขาใช้คำพูดอย่างระมัดระวังที่สุด
“อ้าว! ก็ในเมื่อรู้แล้วจะร้อนใจอีกทำไมล่ะ?”
เธอหยุดเดินหันมาเผชิญหน้าเขา
“คุณโทรศัพท์ไปหาพี่ชายของคุณสิแล้วให้เขาเล่าเื่นี้ให้คุณฟังอย่างละเอียดฉันรับรองเลยว่าคุณหมอแซมมวลแฟรงคลินผู้มีชื่อเสียงต้องเล่าเื่นี้ให้คุณฟังด้วยความเต็มใจอย่างที่สุดคุณ”
“โจแซมจะเดินทางมาลอนดอนอาทิตย์หน้านี้แล้วผมว่าคุณรอไว้จนกว่าเขามาถึงเสียก่อนไม่ดีหรือ? คุณสัญญากับผมได้ไหมล่ะว่าเมื่อคุณกับเขาได้พบกันแล้ว....”
“เขาน่ะเรอะจะมาหาฉัน?”
เธอย้อนถามเสียงเกรี้ยว
“ถามจริงๆเถอะนิคว่าคุณเป็อะไรไปทำไมคุณต้องเข้ามายุ่งกับเื่นี้ด้วย ? โอเคฉันยอมรับล่ะว่าฉัน้าพี่ชายคุณเหมือนที่ฉัน้าตัวคุณอยู่ในเวลานี้แต่ฉันเคยได้อะไรขึ้นมาบ้าง?”
“โจมันเป็เื่สำคัญมากนะ”
เขาพูดด้วยน้ำเสียงท้อแท้
“มันยังมีอะไรบางอย่างที่คุณไม่รู้บางอย่างที่คุณไม่มีโอกาสจดจำได้.... ”
“คุณหมายความว่ายังไงที่พูดว่าฉันไม่มีโอกาสจดจำได้? ฉันจะบอกให้คุณรู้ไว้นะว่าฉันจดจำเหตุการณ์ทุกสิ่งทุกอย่างที่มันเกิดขึ้นในเอดินเบิร์กได้อย่างแม่นยำที่สุดมากกว่าที่แซมจะจดจำมันได้เสียอีกอ๋อ !ฉันรู้แล้วและมั่นใจด้วยว่าเขาไม่้าให้ฉันค้นคว้าเื่การสะกดจิตย้อนไประลึกชาตินั่นเพราะว่ามันเป็งานใหญ่ที่เขาอยากจะทำด้วยตัวเองอยู่แล้วใช่ไหมล่ะ? และเขาก็ไม่้าให้ฉันเอามันมาลงตีพิมพ์ในหน้าหนังสือพิมพ์ด้วยเพราะว่ามันจะทำให้งานค้นคว้าของเขาต้องเสียหาย”
เธอจ้องมองหน้าเขาอยู่เป็ครู่ก่อนจะพูดต่อ
“เอาละเมื่อพี่ชายของคุณอยากพบฉันก็ให้เขามาพบได้เลยฉันจะพูดกับเขาถึงเื่นี้ด้วยตัวของฉันเองเวลานี้คุณกับฉันไม่มีเื่อะไรต้องพูดกันอีกแล้วเราหมดเื่ที่จะพูดกันแล้ว”
“ถ้าอย่างนั้นผมกลับก่อนดีกว่า”
นิคพูดอย่างหมดความอดทน
โจกระแทกประตูปิดตามหลังเขาเต็มแรง
ค่ำวันเดียวกันนั้นพีทลีเวสันโทรศัพท์มาหาเขาบอกชื่อนายแพทย์ที่รักษาโรคด้วยวิธีสะกดจิตแก่โจจิตแพทย์คาร์ลเบนเนท อยู่ที่เดวอนไชร์ เพลซ โจรีบจดชื่อจิตแพทย์ลงในสมุดโน้ตหลังจากที่วางหูโทรศัพท์ไปแล้วเธอยังจ้องมองดูชื่อที่ปรากฏเด่นชัดอยู่ตรงหน้าอีกเป็ครู่
เมื่อถึงค่ำคืนในงานปาร์ตี้ภายในห้องสตูดิโออันกว้างใหญ่คับคั่งด้วยแเื่แล้ว-ตอนที่โจกับพีทมาถึงทั้งคู่หยุดอยู่ตรงหน้าประตูกวาดสายตามองเข้าไปในหมู่แขกรับเชิญพวกผู้หญิงแต่งตัวกันอย่างสวยสดงดงามส่วนพวกผู้ชายกลับแต่งตัวธรรมดาเสียงพูดคุยเสียงหัวเราะก้องไปทั้งห้อง
ใครคนหนึ่งเอาแก้วแชมเปญมาใส่มือให้สองหนุ่มสาว
โจเห็นนิคเกือบจะในทันทีเขากำลังยืนพิจารณารูปที่ถ่ายโดยฝีมือทิมอยู่เธอจดจำทั้ง่ไหล่และรูปลักษณ์ศีรษะของเขาได้อย่างแม่นยำเธอรู้ว่าเขากำลังโกรธแต่ไม่รู้ว่าครั้งนี้เขากำลังโกรธใครเท่านั้น
“โอ้! สวยจังเลยโจ สวยเหมือนเดิมเลย”
ทิมเฮชแชมเดินเข้ามาหยุดอยู่ข้างหลัง
“แต่ไอ้ท่าช่างคิดนั่นดูมันไม่เหมาะกับคุณเท่าไรนักหรอกนะ”
“คุณว่าฉันกำลังคิดอย่างนั้นหรือไม่มีทางหรอก”
เธอหันมายิ้มให้เขา
“สุขสันต์วันเกิดนะทิมฉันไม่ได้เอาของขวัญมาให้คุณหรอก”
“ก็ใครเขาเอามากันล่ะ?”
เขาหัวเราะอย่างรื่นเริง
“แต่ผมมีข่าวดีชิ้นหนึ่งสำหรับคุณด้วยนะวันนี้จูดี้เขาไม่มาหรอก”
“ฉันต้องแคร์ด้วยงั้นหรือ?”
เธอสังเกตเห็นว่าพีทเดินข้ามไปยังอีกฟากหนึ่งของห้องแล้ว
“ผมก็ว่ามันไม่น่าแคร์หรอก”
เขาฉวยแก้วแชมเปญไปจากมือเธอและยกขึ้นจิบก่อนจะส่งกลับคืนมา
“ตอนนี้คุณกับนิคกำลังเป็ข่าวที่ไม่ค่อยดีอยู่หรอกนะโจคุณเป็คนเล่าให้ผมฟัง”
“และฉันก็ไม่คิดจะเปลี่ยนใจด้วย”
“คงไม่ได้หมายถึงวันพรุ่งนี้ด้วยใช่ไหม?”
“วันพรุ่งนี้....ทำไมหรือ ?”
“อ้าว! ก็เราจะไปหาบิลล์ วอลตันด้วยกันไงล่ะเขาบอกว่าจะจัดรายการพิเศษสำหรับเราคราวนี้เราคงเห็นคลีโอพัตรากับมาร์ค แอนโทนี่ตัวจริงกันเสียที ดูมันน่าสนุกดีออก”
“ฉันหวังว่าคราวนี้คุณต้องไม่ผิดหวังแน่เลยทิมมันคงเหมือนกับเราได้เห็นคนที่สร้างจินตนาการขึ้นกับตัวเองไม่มีผิดเลยนะ”
แต่เขากลับยกมือขึ้นด้วยท่าทางตกอกใเสียเต็มประดา
“ไม่เอา....ไม่เอา.... คุณอย่ามาชักใบให้เรือเสียหน่อยเลย”
“โจ”เสียงเรียกที่ดังขึ้นทางเื้ัทำให้เธอถึงกับสะดุ้งแชมเปญในแก้วหกลงบนพื้นห้อง
“โจผมอยากคุยกับคุณสักหน่อยนะ”
เธอหันขวับไปและเห็นนิคกำลังยืนอยู่ไม่ห่างตัวเท่าไรนักโจสอดมือเข้าคล้องแขนทิมไว้อย่างรวดเร็ว
“อ้อ! นิคฉันไม่ยักคิดว่าจะมาพบคุณที่นี่ในงานนี้จูดี้หรือแซมไม่ได้มาด้วยหรอกหรือนี่?หรือว่าแซมเขามารออยู่แล้วเพื่อตรวจสภาพจิตฉันล่ะ ?”
พูดจบเธอก็หันหลังให้เขาทันที
“ทิมคะคุณเต้นรำกับฉันหน่อยได้ไหม?”
เธอกึ่งลากกึ่งจูงเ้าภาพที่กำลังหน้าตื่นออกมาเสียจากตรงนั้นทิ้งให้นิคยืนมองตามหลังด้วยความผิดหวัง
“โจคุณน่ะสั่นไปหมดทั้งตัวแล้วนะ”
ทิมโอบแขนลงรอบตัวเธอรั้งร่างเข้ามากอดไว้
“ไม่เอาน่าเวลาคุณทำท่าโกรธใส่เขามันดูไม่เหมือนตัวคุณเองเลยไปหาเหล้ากินกันอีกแก้วดีกว่าแก้วของคุณก็หกจนเกือบหมดแล้วราดลงมาในคอเสื้อผมด้วย”
เขาจับมือไว้แน่นสีหน้าบอกความรู้เท่าทันเธออยู่
“ผมรู้นะโจว่าคุณรักนิคมากทีเดียวและเป็ความรักที่แท้จริงด้วยคุณรู้ตัวเองหรือเปล่า?”
เธอเปล่งเสียงหัวเราะพร่าออกมา
“ไม่มีทางหรอกทิมคุณน่ะหัวโบราณชะมัดเลยฉันไม่เคยมีความรักกับใครทั้งสิ้นคนอย่างฉันรักอิสระแล้วก็พร้อมเสมอสำหรับผู้ชายทุกคนแต่คุณก็พูดถูกอย่างหนึ่งนะฉันกำลังอยากได้เหล้าอีกสักแก้วจริงๆ”
ไม่มีทางที่เธอจะยอมรับกับตนเองหรือกับใครก็ตามว่าเธอรักนิค........